วันเวลาปัจจุบัน 13 ม.ค. 2026, 11:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 09:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5459


 ข้อมูลส่วนตัว


"สร้างพระไว้ในใจของเรา
ได้บุญยิ่งกว่าสร้างพระข้างนอก"

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก






“ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไป ก็ให้ผ่านไป
ให้ตั้งใจปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
ในปัจจุบันเราทำดี ในอนาคตก็ต้องดี”

หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป






"คนที่ไม่มีโรคทางกายนับว่าประเสริฐ
แต่คนที่ไม่มีโรคทางใจคือกิเลส ประเสริฐกว่า"

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ





"ความสุขกายสบายจิตอยู่ที่ความพอเท่านั้น
สิ่งใดที่เราพอแล้ว สิ่งนั้นไม่นำความทุกข์
ความเดือดร้อนใจมาให้เลย ถ้าเราไม่พอในสิ่งใด
ชื่อว่าเรายังจนอยู่ในสิ่งนั้น ความไม่พอนั่นแหละ
ชื่อว่าเป็นคนจน"

หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท






“อย่าไปตำหนิคนอื่น ถ้าจะตำหนิให้ตำหนิตนเอง เราก็ว่าเราดี เขาก็คงว่าเขาดี คนเรามันก็มีทั้งดีและไม่ดี อย่าไปว่ากัน ถ้าจะตำหนิก็ให้ตำหนิตนเอง อย่าอยากได้อะไรมากมาย อยากได้มากก็กิเลสมาก อยากได้น้อยก็กิเลสน้อย ฝึกละความอยาก จะได้ละกิเลสออกจากตัว ให้หมั่นทำบุญ รักษาศีล ตั้งใจภาวนา ละตัว ละตน ถ้ายังมีตัวมีตนก็ไม่ถึงนิพพาน ศาสนาทุทธเราก็มีแค่นี้ ให้หมั่นทำ จะได้ไปถึงนิพพานกัน“

โอวาทธรรม
หลวงปู่ปั่น สมาทิโต
วัดป่าศรีอุทัย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร





“..เธอจงระวังความคิดเธอ
เพราะความคิดของเธอ
จะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

เธอจงระวังความประพฤติของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอ
จะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

เธอจงระวังความเคยชินของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ
จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

จะจงระวังอุปนิสัยของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอ
จะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่ชา สุภทฺโธ
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี





ให้พวกเราทุกๆ ท่าน ให้เตรียมพร้อมเตรียมใจเอาไว้ พยายามสร้างคุณงามความดี อันไหนที่เป็นคุณงามความดีควรจะหาคุณงามความดีเข้าสู่กาย วาจา ใจ ของตนเอง สิ่งไหนที่มันเลวมันชั่วอย่าทำ อย่าคิด อย่าทำ อย่าพูด ในสิ่งที่มันเลวมันชั่วนั้น

การสร้างคุณงามความดีมีอะไร ไม่ใช่ว่ามีแต่ทานนะ ไม่มีเงินผมจะทำยังไง ดิฉันจะทำยังไงไม่มีเงิน รักษาศีล ๕ รักษาศีลอุโบสถ ก็เป็นบุญเป็นกุศล อย่างพระท่านได้มีการทำทานที่ไหน ท่านมาอยู่ในวัดวาศาสนา ท่านบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาของท่าน อันนี้ล่ะคือเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าทำทานอีกต่างหาก

ถ้ามีเงินคำทรัพย์สมบัติมีสิ่งของเราก็ทาน เราจะไม่มองข้ามในการทำทาน คนที่มีอานิสงส์ทาน เกิดมาภพหน้าชาติหน้าจะเป็นผู้ไม่อดอยาก เป็นผู้มีความร่ำรวย ทำอะไรก็ไม่น่าจะรวยไม่น่าจะเป็นไปได้ก็เป็นไปได้ เพราะอานิสงส์ทานเกื้อกูลหนุน แต่ถ้าหากว่าเราไม่มีเราก็รักษาศีล รักษาศีลให้บริสุทธิ์ สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ อันนี้คือธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้ตรัสได้กล่าวเอาไว้

นี่ล่ะ ถ้าเราไม่มีทำทาน เราก็รักษาศีล แล้วก็ภาวนา อย่าให้ขาดการภาวนา ถึงจะได้บ้าง ไม่ได้บ้าง สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง เราก็พยายามทำ อย่างน้อยวันละ ๕ นาที ๑๐ นาที หรือนอนบริกรรมพุทโธ พุทโธ ก่อนจะหลับนะ ถ้านอนไม่หลับไม่เป็นไร โลกวัฏสงสารนี้นอนไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ เราต้องคิดอย่างนั้นนะ เรานอนไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ แล้วจะไปนอนอะไรมากมายนักหนา ไม่หลับก็ไม่เป็นไร เราจะภาวนา เราก็ภาวนา นอนภาวนา เสร็จแล้วก็ลุกมานั่งภาวนา ลุกมานั่งภาวนาเสร็จแล้วก็นอนภาวนา เอาสิมันไม่หลับก็ไม่เป็นไร เราจะไปเป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรกับการนอนไม่หลับ เราเป็นงูเหลือมนอนหลับเป็นเดือนเป็นปีมันนอนหลับมาแล้วมันได้อะไร เราก็ภาวนา เราก็นอนภาวนา การภาวนาของเรานั่นแหละเลิศประเสริฐ

การภาวนานะลูกหลานศรัทธาญาติโยม ถึงจะได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เป็นไร เราว่ามันไม่ได้อะไร แต่มันได้นะ มันได้ความรู้สึก ในเมื่อคราวคับขันแล้วมีความจำเป็นมา นาทีสุดท้ายจิตใจมันจะวิ่งจู๊ดเข้ามาหาตัวเองล่ะทีนี้ แต่ก่อนมันไม่สงบเพราะมันไม่กลัวตายใช่ไหมล่ะ พอมันกลัวตายเท่านั้น จิตใจมันจะนิ่งเลยทีนี้ จะนิ่งอยู่กับตนเองล่ะทีนี้ มันจะไม่ออกไปที่ไหนเลยล่ะ มันจะเห็นเลยในการภาวนาของเรา

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ภาวนาเตรียมพร้อมตาย”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๘








“..เธอจงระวังความคิดเธอ
เพราะความคิดของเธอ
จะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

เธอจงระวังความประพฤติของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอ
จะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

เธอจงระวังความเคยชินของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ
จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

จะจงระวังอุปนิสัยของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอ
จะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี






เมื่อเราเห็นความไม่ยุติธรรม ความทุจริต
การคอร์รัปชันรอบตัว มันก็ชวนให้จิตเรา
เศร้าหมอง เมื่อเรามองไม่เห็นวี่แววว่า
สิ่งเลวร้ายต่างๆ มีทางจะดีขึ้นในอนาคต
เรามักจะรู้สึกหดหู่ใจ ส่วนนักปฏิบัติธรรม
เราไม่ปล่อยให้จิตรังเกียจใคร เรารังเกียจ
เฉพาะกิเลสซึ่งผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์
ผู้โง่แกมหยิ่งเท่านั้น รังเกียจมนุษย์ คือ
รังเกียจปลายเหตุของปัญหาและทำให้จิตเรา
ขุ่นมัว รังเกียจกิเลส คือ รังเกียจต้นเหตุ
ของปัญหา ซึ่งทำให้เราสำนึกได้ว่ากิเลส
ที่น่าเกลียดทั้งหลายเราก็มีเหมือนกัน
จะแก้ปัญหาของโลกต้องแก้ที่ตัวเองด้วย
เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราต้องฉลาด
ในวิธีป้องกันและละกิเลส สังคมโลกไม่ค่อยดี
ขึ้นสักที เพราะมนุษย์เราชอบแก้ปัญหาแบบ
ผิวเผิน เปลี่ยนคน เปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนนโยบาย
แต่ไม่คิดเปลี่ยนการเป็นทาสของกิเลส
ของทุกคน ทุกฝ่าย ทุกข์ของชาวโลกจึง
ซ้ำซากเหมือนเดิม ...
-
พระอาจารย์ชยสาโร






”จิตคือพุทธะ: ทางลัดสั้นสู่การพ้นทุกข์“

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มหาเถระผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น ”ยอดแห่งผู้รวบรวมคำสอนเรื่องจิต“ แห่งสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและมีปัญญาอันลุ่มลึก คำสอนของท่านมีความเป็นเอกลักษณ์คือ ”ความเรียบง่ายแต่ตรงเป้า“ โดยท่านเน้นย้ำเสมอว่า ”จิตที่ส่งออกนอก เป็นเหตุแห่งทุกข์“ การปฏิบัติธรรมในสายของหลวงปู่ดูลย์จึงไม่ใช่การแสวงหาอะไรจากภายนอก แต่คือการย้อนกลับมาดูจิตตนเองจนเห็นความเกิดดับ และทำลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้อย่างเด็ดขาด

แม้ท่านจะเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ณ วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ แต่ชีวิตของท่านกลับสมถะเรียบง่ายเป็นที่สุด ท่านมักจะตอบคำถามธรรมะที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นประโยคสั้นๆ ที่กินใจความลึกซึ้ง จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสจำนวนมาก หลักธรรมเรื่อง ”การไม่ส่งจิตออกนอก“ ของท่านไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่เป็นเข็มทิศชั้นยอดที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถประคองสติรับมือกับโลกที่วุ่นวายได้อย่างสงบนิ่งและมีปัญญาอย่างแท้จริง

#หลวงปู่ดูลย์ #วัดบูรพาราม






#การบริกรรมภาวนา

ให้จิตอยู่ ณ จุดเดียว คือ พุทโธ เมื่อจิตมาจดจ้องอยู่ที่คำว่า พุทโธ ให้พิจารณาตามองค์ ฌาน ๕ คือ การนึกถึง พุทโธ เรียกว่า วิตก จิตอยู่กับ พุทโธ ไม่พรากจากไปเรียกว่า วิจารณ์
หลังจากนี้ ปิติ และ ความสุข ก็เกิดขึ้น...เมื่อ ปิติและความสุขเกิดขึ้นแล้ว จิตของผู้ภาวนาย่อมดำเนินสู่ความสงบ เข้าไปสู่ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ลักษณะที่จิตเข้าสู่อัปนนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นภาวะสงบนิ่ง สว่าง ไม่มีกิริยาอาการแสดงความรู้ ในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในสมถะ

#ถ้าจะเรียกโดยจิตก็เรียกว่า_อัปนนาจิต

#ถ้าเรียกโดยสมาธิเรียกว่า_อัปปนาสมาธิ

#ถ้าเรียกโดยฌานก็เรียกว่า_อัปปนาฌาน

บางท่านนำไปเทียบกับฌานขั้นที่ ๕

#จิตในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในอัปปนาจิต
อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มี
ความรู้อะไรเกิดขึ้น นอกจากมีสภาวะรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้น

#เมื่อนักปฏิบัติผู้ที่ยังไม่ได้ระดับจิต เมื่อ
จิตติดอยู่ในความสงบนิ่งเช่นนี้ จิตย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ให้พิจารณา กายคตาสติ เรียกว่ากายคตาปฏิปทา โดยการพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนังโดยน้อมนึกไปในลักษณะความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง รู้ยิ่งเห็นจริงตามที่ได้พิจารณา

#เมื่อผู้ปฏิบัติได้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน
หนัง เป็นสิ่งปฏิกูล ในที่สุดได้เห็นจริงในสิ่งนั้นว่าเป็นของปฏิกูล โดยปราศจากเจตนาสัญญาแล้ว ก็เกิดนิมิตเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกจริงๆ โดยปราศจากสัญญาเจตนาใดๆทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็น อสุภกรรมฐาน

#และเมื่อได้พิจารณาอสุภกรรมฐานจนชำนิชำนาญ จนรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานนั้นแล้ว ให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทั่งเห็นเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อจิตรู้ว่าเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตามที่พูดกันว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี มีแต่ความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น.

เมื่อเป็นเข่นนั้น จิตก็ย่อมรู้จักอำนาจของ
ความคิดขึ้นมาได้ว่า ในตัวของเรานี้ไม่มีอะไรอัตตา ทั้งสิ้น มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น

#ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงธาตุ ๔
ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าเพียงธาตุ ๔
ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น
ก็มีความรู้เพียงแค่ขั้น สมถกรรมฐานและในขณะเดียวกันนั้น ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติปฏิบัติความรู้ไปสู่ พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง...ถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ อนัตตสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา.

#เมื่อฝึกฝนอบรมจิต ให้มีความรู้ด้วยอุบายต่างๆ และมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะ
ของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะที่ว่า กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความเห็นว่า ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนั้น ภาวนาบ่อยๆ กระทำให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมาจิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆ ไป.
--------------------------------------------
#พระอาจารย์เสาร์_กนฺตสีโล
วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒ - ๒๔๘๔)






มีคำกล่าวว่า “เงินเป็นพระเจ้า” ความหมาย
ก็คือ เงินบันดาลทุกสิ่งได้ เงินซื้ออะไร ๆ ได้
ทั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะซื้อสิ่งของเครื่องใช้หรือ
สัตว์เลี้ยง แต่กล่าวกันว่าเงินสามารถซื้อได้
ทั้งหัวใจของมนุษย์ เช่นกล่าวกันว่า
“ซื้อหัวใจให้ไปสวามิภักดิ์ได้” ยิ่งกว่านั้น
ก็กล่าวว่า “เงินซื้อขายชาติได้”

แต่มีบางท่านกลับกล่าวว่า
“เงินเป็นเครื่องก่อศัตรู” ยิ่งมีเงินมากเท่าไร
ก็ยิ่งมีศัตรูมากเพียงนั้น การกล่าวทั้งสองอย่าง
นี้แม้พิจารณาแล้วก็น่าจะเห็นว่าเป็นไปได้
ทั้งสองอย่าง จึงนับว่าอำนาจของเงินนี้
ยิ่งใหญ่นัก น่ากลัวนัก

มีอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งมีอำนาจเหนืออำนาจของเงิน
สิ่งนั้นคือ “ความกตัญญูกตเวที” ความกตัญญู
กตเวทีที่แท้จริงเอาชนะอำนาจของเงินได้
อย่างแน่นอน
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร







สติ อยู่กับ ลม เรียกว่า อานาปานสติ
สติ อยู่กับ กาย เรียกว่า กายคตาสติ
ถ้ามี #สติอยู่กับกายและจิตอยู่เสมอ ก็เรียกว่า
เจริญกัมมัฏฐาน อย่างที่เรานั่งภาวนากันอยู่อย่างนี้ ก็เรียกว่า เรานั่งทำงาน คือ ทำกัมมัฏฐาน

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร






”พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร“

ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่นี้เอง คือทุกข์ที่เกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดการพลัดพรากจากกันนี้ พระองค์ทรงพบว่าสาเหตุก็คือ สมุทัย สมุทัยคือสาเหตุ ซึ่งได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา และทรงค้นพบทางที่จะทำให้ทุกข์ที่เกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ดับไปได้ เรียกว่ามรรคที่มีองค์แปด ถ้าใครสามารถเจริญมรรคที่เป็นองค์แปดให้ครบบริบูรณ์ ก็สามารถที่จะละตัณหาทั้งสาม คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ให้หมดสิ้นไปจากใจได้

เมื่อกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ถูกกำจัดด้วยมรรคที่มีองค์แปดแล้ว สิ่งที่จะดึงให้จิตไปเกิดใหม่ก็จะไม่มีอีกต่อไป ภพนี้ชาตินี้ก็จะเป็นภพสุดท้ายชาติสุดท้ายของผู้ที่ปฏิบัติมรรคแปดได้ เจริญมรรคแปด ย่อลงมาก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา ที่พวกเราศึกษากันและพยายามปฏิบัตินี้ เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เรามีกำลังที่จะละความอยากทั้งสาม ที่เป็นตัวก่อภพ ก่อชาติ ตัวที่ฉุดจิตให้ไปเกิดในไตรภพได้ นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

สัตว์โลกผู้ที่มาเวียนว่ายตายเกิดในไตรภพนี้ ไม่รู้ว่าตนเองนี้ติดอยู่ในไตรภพนี้ได้อย่างไร และไม่รู้ว่าจะทำให้ตนเองออกจากไตรภพนี้ได้อย่างไร จนกว่าจะมีผู้ที่ฉลาดอย่างพระพุทธเจ้ามาทรงค้นพบทางคือ มรรคแปด นี้เอง ทางที่จะนำให้สู่การหลุดออกจากวงจรอุบาทว์คือ การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ หรือในไตรภพ นี่คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ก็นำเอามาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่สัตว์โลกอย่างพวกเรา เพื่อพวกเราจะได้รู้เรื่องจิตใจของเราว่าเป็นอย่างไร
คนส่วนใหญ่ถ้าไม่มีธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่รู้ว่า เราเกิดมาได้อย่างไร และตายไปแล้วเราจะไปไหนต่อ เราจะไปที่สูงหรือเราจะไปเกิดใหม่ หรือเราจะเป็นอะไร เราไม่รู้กัน จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาทรงตรัสรู้ เห็นวิถีของจิตที่จะทำงานไปในทิศทางไหนต่อไป นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นทางที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

อริยสัจสี่ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เป็นผู้ทรงค้นพบขึ้นมา และหลังจากทรงค้นพบแล้วก็นำเอามาเผยแผ่ต่อ ผู้ที่มีศรัทธาความเชื่อ ความเคารพนำไปปฏิบัติ จนสามารถกำจัดความอยากทั้งสามให้หมดไปจากใจได้ ผู้นั้นก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ที่ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หลงเหลืออยู่ในใจ จะไม่มีตัวที่จะมาฉุดลากให้ใจนี้ไปเกิดอีกต่อไป ไม่ว่าจะไปเกิดในกามภพ เป็นมนุษย์ เป็นเทพ หรือเป็นเปรต หรือ เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือไปเกิดในภพของพรหม ที่เรียกว่า รูปภพ กับอรูปภพ ก็จะไม่มีวันกลับไปเกิดในภพเหล่านี้อีกต่อไป ถ้าสามารถกำจัดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาให้หมดไปจากใจได้ นี่คือความวิเศษของพระพุทธเจ้า
ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้านี้ พวกเราจะไม่รู้ทาง วิถีการดำเนินของจิตใจของเราว่า ตายไปแล้วเราจะไปไหนต่อ เราจะไปที่ไหน หรือ ไม่ไปที่ไหน คนส่วนใหญ่นี้คิดว่า ตายแล้วสูญ เพราะเขาคิดว่าตัวเขาคือร่างกาย ซึ่งความจริงแล้ว ร่างกายนี้เป็นเพียงครึ่งเดียวของชีวิต อีกครึ่งหนึ่งคือ ผู้กำกับ ผู้ขับร่างกายนี้ให้ทำอะไรต่างๆ ผู้นี้ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ผู้นี้ที่เราเรียก จิตใจ ผู้นี้แหละที่เป็นผู้ที่ถูกความอยากทั้งสามนี้ ผลักดันให้ไปเกิดใหม่ เพื่อจะได้เสพกาม เสพรูป เสียง กลิ่น รสต่างๆ ไป เรื่อยๆ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องมาเจอสิ่งที่ไม่ปรารถนา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากกัน ก็เลยต้องมาทุกข์กัน มาหวาดกลัวกัน มาวิตกกังวลกัน มาเศร้าโศกเสียใจกัน เวลาเกิดความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากกัน

แต่พอได้มาพบกับพระพุทธเจ้า หรือตัวแทนของพระพุทธเจ้า คือพระธรรมคำสอนที่ทรงบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก หรือ เจอพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ได้พบทาง ผู้ได้ปฏิบัติมรรคแปดจนสมบูรณ์ ท่านก็จะสามารถที่จะเอามรรคแปดนี้มาเผยแผ่สั่งสอน ให้กับพวกเราที่ไม่รู้ เพื่อพวกเราจะได้นำเอาไปปฏิบัติ และจะทำให้เราได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป นี้คือเรื่องสั้นๆ ที่เกี่ยวกับวันวิสาขบูชา คือวันตรัสรู้ ส่วนอีกสองวันนั้น ก็เป็นเพียงส่วนประกอบคือ วันประสูติ และวันสละขันธ์ เสด็จดับขันธปรินิพพาน

ความจริงคนเราอาจจะฟังแล้วคิดว่า พระพุทธเจ้ายังไม่นิพพาน รอนิพพานตอนวันตาย ความจริงพระพุทธเจ้าถึงนิพพานในคืนวันเพ็ญเดือนหก ในขณะที่มีพระชนมายุ 35 ปีด้วยกัน พระพุทธเจ้าถึงนิพพานแล้ว แต่ที่เราใช้คำว่า นิพพาน แทนคำตายของพระพุทธเจ้า ก็คือเขานิยม เขาไม่ชอบใช้คำว่าตาย เขาชอบหาคำที่บ่งถึงจุดของผู้ที่ไปหลังจากที่ตายแล้ว พระพุทธเจ้า พระอรหันต์หลังจากที่ท่านตาย ท่านก็ไปนิพพาน ส่วนผู้มีบุญกุศลเป็นพระราชามหากษัตริย์ ท่านก็ไปสวรรค์ แต่ความจริงหมายถึงว่า หลังจากที่ตายไปแล้วท่านไปที่ไหน นิพพานจึงมีอยู่สองลักษณะด้วยกัน นิพพานในขณะที่ยังครองขันธ์อยู่ และนิพพานในขณะที่ปราศจากรูปขันธ์แล้ว.

สนทนาปัญหาธรรม ครั้งที่๕๓
วันวิสาขบูชา
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






“ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไป ก็ให้ผ่านไป
ให้ตั้งใจปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
ในปัจจุบันเราทำดี ในอนาคตก็ต้องดี”

หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป





“..การเยี่ยมป่าช้าเพื่อพิจารณาความตาย จึงเป็นทางผ่อนคลายหายกลัวทั้งเรื่องของตัวและเรื่องของคนอื่นได้อย่างไม่มีประมาณ จนเกิดความอาจหาญต่อความตาย ทั้ง ๆ ที่โลกกลัวกันทั่วดินแดน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ได้เป็นไปในวงของนักปฏิบัติธรรมมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยม เสร็จแล้วจึงประทานพระโอวาทเกี่ยวกับการพิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไว้ทุกแง่ทุกมุม เพื่อหมู่ชนผู้มีความรับผิดชอบในตนและผู้เกี่ยวข้องได้นำไปพิจารณาหาทางแก้ไข บรรเทาความมัวเมาเขลาปัญญาของตนขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นเวลาที่พอดิบพอดี ยังไม่สายเกินไป เมื่อสิ้นลมหายใจจนไปถึงสถาบันใหญ่แล้ว ต้องนับว่าหมดหนทางแก้ไข มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ ถ้าไม่เผาก็ต้องฝังเท่านั้น จะพาไปรักษาศีลภาวนาทำบุญสุนทานอย่างแต่ก่อนนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






คําถาม
การกําหนดพิจารณาสังขารทั้งหลาย
ถ้าพิจารณาถูกต้อง เป็นธรรมทั้งหมด
ถ้าพิจารณาผิด เป็นโลกทั้งหมด
จะเอากันอย่างไรดี
.
คําตอบ
ในโลกนี้ไม่มีธรรม
มีแต่โลกทั้งนั้น
ที่เรียกว่าโลกคือหมู่สัตว์หรือขันธโลก
พอเราเกิดขึ้นมาก็เป็นโลกแล้ว
เราอยู่อย่างนี้ก็เป็นโลก
.
โลกคืออะไร
คือการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง
คือของไม่เที่ยงมั่นคงถาวร
เรียกว่าโลกมันเป็นสภาพนี้ตลอดกาล
อย่างที่ท่านแสดงถึงเรื่องโลกธรรมมี
ความสุข-ทุกข์
สรรเสริญ-นินทา ถ้า
ได้ลาภ เสื่อมลาภ
ได้ยศ เสื่อมยศ
ท่านเรียกโลกธรรม
หมายความว่ามันเป็นโลก
เรียกว่าธรรมของโลก
เราจะเรียกว่า
อันนี้เป็นโลก อันนี้เป็นธรรม
ก็เรียกยาก
ธรรมอันใดโลกอันนั้น
โลกอันใดธรรมอันนั้น
.
ผมพูดแล้วแต่เบื้องต้นว่า
โลกนี้ไม่มีธรรม โลกทั้งนั้น
จะเป็นธรรมก็เพราะ
เหตุผู้มาพิจารณาเห็นว่า
อันนี้เป็น โลกธรรม
เหตุนั้นท่านจึงบอก
ให้รู้เท่าเข้าใจเรื่องโลกธรรม
.
เมื่อเรารู้เข้าใจโลกธรรมแล้ว
เราไม่เข้าไปพัวพัน
เราไม่เข้าไปยึดไปหลง
ก็เรียกว่าอยู่เหนือโลก
พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้
ก็มาตรัสรู้เรื่องโลกธรรมนี้
ไมใช่ ธรรมสูงส่งอะไรหรอก
เมื่อพระองค์มาตรัสรู้แจ้ง
ตามสภาพความเป็นจริงแล้ว
ก็เห็นโทษ เบื่อหน่าย
สละปล่อยวางได้
จนไม่เข้าไปยึดไปหลง
จิตใจสะอาดผ่องใส
อยู่เหนือโลก
อยู่สูงกว่าโลก
จึงเรียกว่าถึงโลกุตรธรรม
.
แล้วถามว่าจะเอาอย่างไรกัน
ตอบว่าเมื่อมาพิจารณา
เห็นโลกเป็นขันธ์ (คือตัวตน)
โดยเข้าใจผิด
แล้วก็เข้าไปยึดเอา
จึงเป็นทุกข์ เมื่อพิจารณาขันธ์
เห็นเป็นสภาพธรรม
ตามความเป็นจริง
โลกก็เช่นนั้น
แล้วไม่หลงผิดเข้าไปยึด
เอามาเป็นตนเป็นตัว
ปล่อยวางได้
ก็เป็นธรรม ไม่เป็นทุกข์
เมื่อผู้มาพิจารณาเห็นแจ้ง
เข้าใจตามเป็นจริงดังนี้แล้ว
ย่อมไม่หลงเข้าไปยึด
เอาขันธ์เอาทุกข์มาไว้
เป็นของตัว
เป็นธรรมดา
.
คัดมาส่วนหนึ่งของหนังสือธรรมปฏิบัติสนทนาธรรมระหว่างอาจารย์และศิษย์สนธนาธรรมกับพระภิกษุชาวมหาสารคาม
พระนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาจารย์
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 33 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร