วันเวลาปัจจุบัน 26 ก.ย. 2020, 10:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 42 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2009, 09:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


(ตัดกลับมาที่จอหน์อีกครับ)

รูปภาพ

จอหน์.......

ได้ฟังธรรมอันแสดงถึงความเป็นจริงของชีวิตและโลกเพียงเท่านี้
ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นโสดาบัน................. เป็นผู้เข้าสู่กระแสธรรม มีคติแน่นอน ไม่ตกต่ำอีก จะต้องได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดอย่างแน่นอนในภายหน้า


หากจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีกก็ไม่เกิน ๗ ชาติ ปิดอบาย ๔ ได้
คือไม่ต้องเกิดในนรก เป็นเปรต อสุรกาย หรือสัตว์ดิรัจฉาน............


เขากราบพระพุทธเจ้าอยู่ไกลๆรอบนอกของเหล่าปริพาชก.....
เนื่องจากกระแสใจยังห่วงแคทอยู่จึงมิอาจแล่นตามกระแสธรรมของพระองค์สู่ธรรมระดับสูงได้

ภราดา ! อุ้ย....จอหน์สะดุ้งเมื่อกำลังก้มกราบแทบบาทพระองค์ แต่ประดุจพระองค์มายืนตรงหน้า....

เมื่อจอหน์ ได้กราบลาพระพระพุทธเจ้าแล้ว ด้วยดวงใจที่ผ่องแผ้วชุ่มเย็น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย


อา! โสดาปัตติผล ช่างน่าอภิรมย์ชมชื่นอะไรเช่นนี้ !
สมแล้วที่พระจอมมุนี พุทธเจ้าตรัสว่า


"โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นใหญู่ในเเผ่นดิน ประเสริฐกว่าการได้ไปสวรรค์ และกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง"

อันว่าบุคคลที่เคยระหกระเหินมานาน......
วนเวียนหลงทางอยู่ในป่ารก อันน่าหวาดเสียวด้วยอันตรายนานาประการ
มีอันตรายจากสัตว์ร้ายเเละไข้ป่าเป็นต้นได้อาศัยบุรุษหนึ่งชี้ทางให้ขึ้นสู่มรรคา อันจะดำเนินไปสู่แดนเกษม แม้จะยังอยู่แค่ต้นทางก็ให้รู้สึกโปร่งใจ มั่นใจในความปลอดภัยฉันใด


บุคคลผู้ระหกระเหินอยู่ในป่าแห่งสังสารวัฏนี้ก็ฉันนั้น ถูกภัย คือความเจ็บความแก่ ความตาย ความทุกข์กายทุกข์ใจ เพราะเหตุต่าง ๆ คุกคามให้หวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่เนืองนิตย์ ถูกความไม่ได้ดังใจปรารถนาบีบคั้นให้ต้องเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่เขาก็ยังหวังอยู่นั่นเอง หวังว่าจะได้อย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้พอถึงเวลาเข้าจริง ความหวังของเขา กลับกลายเป็นเสมือนภาพอันซ้อนอยู่ในปุยเมฆ พอลมพัดมานิดเดียว ภาพนั้นก็พลันเจือจางและเลือนหาย ด้วยเหตุนี้เสียงที่ว่า "ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงระงมอยู่ในหมู่มนุษย์ตลอดมา

ความจริงมนุษย์ทุกคนได้เคยสมปรารถนา

ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นระยะ ๆ อยู่เหมือนกัน

แต่เพราะเมื่อความปรารถนา หรือความหวังอย่างหนึ่งสำเร็จลงแล้ว

ความต้องการอย่างใหม่ก็เกิดขึ้นอีก บางทีก็อาศัยความสำเร็จเดิมนั้นเป็นมูลฐาน

เขาจึงรู้สึกเหมือนหนึ่งว่า มิได้ประสบความสำเร็จในชีวิต
จึงดิ้นรนอยู่ในทะเลเพลิงแห่งความอยาก ความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด
เร่าร้อนและว้าเหว่หาประมาณมิได้..................



ทุกครั้งที่ความปรารถนาเกิดขึ้นในห้องหัวใจ......... :b44: :b44: .

ตราบใดที่ยังไม่สมปรารถนาความเร่าร้อนในหัวใจก็หาดับลงไม่........

นอกจากเขาจะเลิกปรารถนาสิ่งนั้นเสียความหวังเป็นสิ่งผูกพันชีวิตมนุษย์ไว้
อย่างยากที่จะแยกออกไปได้

ถึงกระนั้นก็ตาม มีมนุษย์เป็นอันมากที่ไม่รู้ ตอบตัวเองไม่ได้ว่า :b48: :b48: :b48:

อะไรคือสิ่งที่ตนหรือมนุษย์ควรจะต้องการจริง ๆ

อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ควรเดินเข้าไปหา และขึ้นให้ถึง


ตราบใดที่มนุษย์ยังตอบปัญหานี้ไม่ได้

ตราบนั้นเขาจะต้องดำเนินชีวิตอย่างลังเล ไร้หวัง และวนเวียนเป็นสังสารจักร์
ไม่รู้ว่าอะไรคือทิศทางของชีวิต เหมือนคนหลงป่า หรือนกหาฝั่ง บินวนเวียนอยู่ในสมุทร
เพราะหาฝั่งไม่พบ............... :b41: :b37: :b37:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มี.ค. 2009, 09:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


แต่พอได้บรรลุธรรม คือโสดาปัตติผลแล้ว .....
เข้าสู่กระแสพระนิพพานแล้วเขารู้สึกตนได้ทันทีว่า ได้ออกจากป่าใหญ่แล้ว

ดำรงตนอยู่ต้นทางอันนำไปสู่แดนเกษมแล้ว.....

ถ้าเปรียบด้วยผู้ดำผุดดำว่ายอยู่ในมหาสมุทร ก็เป็นผู้ลอยคอขึ้นได้แล้ว มองเห็นฝั่งอยู่ข้างหน้า
กำลังเดินเข้าหาฝั่ง จะต้องขึ้นฝั่งได้แน่นอน ไม่จมลงไปอีก ลองคิดดูเถิด
คนทั้งสองพวกนั้น จะปลาบปลื้มปราโมชสักเพียงใด....... :b41: :b41: :b41:


ชุ่มเย็นอยู่ด้วยธรรม ท่ามกลางผู้เร่าร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลส เหมือนหญู้าสดในทะเลทราย เพราะได้แหล่งน้ำในทะเลทรายนั่นเองหล่อเลี้ยง โลกนี้เร่าร้อนอยู่ด้วยกิเลส ธรรมเท่านั้นที่จะช่วยดับความเร่าร้อนของโลกได้ :b50: :b50: :b50:

รูปภาพ

จอหน์ออกเดินทางจากวัดเวฬุวนารามมุ่งสู่หมู่บ้านพรานล่าเนื้อ
ที่ๆแรกที่เขาออาศัยอยู่กับอุปกะเพื่อจะได้นำพาจอหน์ไปหาแคทอีกทีหนึ่ง
ซึ่งตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนในแผ่นดิน..... :b40
: :b40:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2009, 16:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


อุปกะอาศัยอยู่กับหมู่บ้านพรานเนื้อชายเมืองราชคฤห์...........

ตอนเช้าเขาเข้าไปภิกขาจารในหมู่บ้านพรานเนื้อนั้น หัวหน้าพรานเห็นเข้าเกิดความเลื่อมใสจึงอาราธนาให้มารับภิกษาที่บ้านของตนทุกๆเช้า
อุปกะรับอาราธนาด้วยความยินดี แต่ซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ภายใน
ตามวิสัยแห่งนักบวชผู้ยังมีความละอายอยู่...............

ต่อมาไม่นาน นายพรานเนื้อจำเป็นต้องเข้าป่าใหญ่เป็นเวลาหลายวันเพื่อล่าเนื้อ
จึงเรียกลูกสาวมาแล้วกล่าวว่า.................


"สุชาวดีลูกรัก พ่อจะต้องออกป่าเป็นเวลาหลายวัน พ่อเป็นห่วงพระของพ่อ คือท่านอุปกะ ขอให้ลูกรับหน้าที่แทนพ่อ คือตลอดเวลาที่พ่อไม่อยู่ ขอให้ลูกถวายอาหารแก่ท่านแทนพ่อ ปฏิบัติบำรุงท่านเหมือนอย่างที่พ่อเคยทำ"

อุปกะก็เหมือนผู้ชายโง่ๆ ทั่วไป ที่พอเห็นสตรีที่ดีด้วย ก็ทึกทักเอาว่าเขารักตน
บัดนี้ศรกามเทพได้เสียบแทงอุปกะเสียแล้ว.....

ความรักไม่เคยปรานีใคร เที่ยวเหยียบย่ำ ทำลายมนุษย์ และสัตว์ทั่วหน้า
เข้าตั้งแต่กระท่อมน้อยของขอทาน ไปจนถึงพระราชวังอันโอ่อ่าของกษัตริยาธิราชผู้ทรงศักดิ์
กัดกินหัวใจของคนไม่เลือกว่าวัยเด็ก หนุ่มสาว หรือวัยชรา


ใช้ดอกไม้ของมาร ๕ ดอกเป็นเครื่องมือ เที่ยวไปในตามนิคมราชธานีต่างๆ ดอกไม้ ๕ ดอกนั้นคือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ เมื่อใครหลงใหลมึนเมาแล้วก็ห้ำหั่นย่ำยีจนพินาศลง


สุชาวดีคนนี้นี่เองที่ทำให้อุปกะเปลี่ยนไป ความงามอย่างสาวบ้านป่า ผมดกดำ นัยน์ตากมลโต ใบหน้าอิ่มเอิบมีเลือดฝาดมองเห็นชัดที่พวงแก้ม อุปกะมองเธอด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย แม้อายุจะเหยียบย่างเข้าสู่วัยชรา แต่ก็ยังตัดอาลัยในเรื่องนี้ไม่ได้ทุกครั้งที่ไปรับอาหารจากเธอ.....

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่อุปกะกลับมาจากบ้านสุภาวดีแล้ว เขานั่งใจเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง
มีเสียงเรียกดังแว่วอยู่นอกชายคา


จอหน์ " อุปกะ อุปกะ ท่านยังอยู่หรือไม่..."

อุปกะยังนั่งใจลอยนึกถึงใบหน้าอันสวยงามของสุชาวดี ช่างสวยเหมือนกล้วยไม้ในพงไพร :b41: :b41: :b41:

จอหน์เดินเข้ามาภายในบ้านของอุปกะ เห็นอุปกะนั่งเหม่อลอย สายตาออกไปนอกหน้าต่างความร่มรื่นของราวป่าในยามนี้ ซึ่งเคยเป็นที่พออกพอใจของเขายิ่งนักนั้น ได้กลายเป็นที่ทรมานไปเสียแล้ว เสียงนกเล็กๆ วิ่งไล่จับกัน และส่งเสียงร้องด้วยความชื่นบานบนกิ่งไม้.........


จอหน์ "นี่ท่านอุปกะ เราเรียกไม่ได้ยินบ้างหรือ"

อุปกะตกใจกระโดดจากม้านั่งลงมายืน “เอ้านี่ใคร โจรหรือนักบวช แอบเข้ามาเงียบๆ”

จอหน์ "เอ้าอุปกะ เราเองไงจอหน์ จอหน์ไง....."

อุปกะ "เพ่งพิจารณาอยู่สักครู่แล้วอุทานออกมา เอ้าจอหน์ท่านไปทำอะไรมา ผิวพรรณดูผ่องใสยิ่งนัก ท่านพบพระพุทธเจ้าแล้วหรือ"

จอหน์ "ใช่เราได้พบแล้ว....ได้ฟังธรรมจากพระองค์แล้ว
....เรามองเห็นฝั่งแล้วอุปกะ เราอยากชวนท่านไปฟังธรรมพระพุทธเจ้าด้วย"


อุปกะหน้าตาเหมือนเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง“ จริงหรือพระพุทธเจ้า อาจารย์สัญชัยเนี่ยนะ”

จอหน์ "เปล่าหรอกท่านคือสมณโคดม แห่งศากยบุตร พระองค์เป็นพระศาสดาของเรา"

อุปกะตอนนั้นตกข่าวไปเพราะมัวแต่ตกหลุมรักของสุชาวดี หารู้เรื่องราวภายในกรุงราชคฤห์ไม่

อุปกะ "จอหน์ท่านมาก็ดีแล้วตอนนี้ใจเราว้าวุ่นเหลือเกิน........"

และอุปกะได้เล่าเรื่องของตนกับสุชาวดีให้ฟัง........

รูปภาพ
จอหน์ได้แต่นั่งฟัง พลางคิดว่าคนที่ไม่เคยรบก็มักจะทะนงว่าตนกล้า
คนที่ไม่เคยงานมักจะทะนงว่าตนเก่ง คนที่ไม่เคยรักก็มักจะทะนงว่าตนรักได้โดยไม่มีทุกข์

ทั้งนี้เพราะคนประเภทแรกไม่เคยรู้กำลังของศัตรู
ประเภทที่สองไม่เคยรู้ความยากและความละเอียดของงาน
ประเภทที่สามเพราะไม่เคยรู้ซึ่งถึงกำลังของนารี

จริงทีเดียว ท่านกล่าวไว้ว่าพระอาทิตย์มีกำลังในเวลากลางวัน พระจันทร์มีกำลังในยามราตรี แต่นารีมีกำลังทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งบนบกและในน้ำ ทั้งในเวหาและป่ากว้าง มิฉะนั้นแล้วทำไมเล่าขุนพลผู้เกรียงไกรเอาชนะดัสกรได้ทั้งทางบกทางน้ำ ทั้งบนเวหาและป่าใหญ่ แต่มายอมแพ้แก่หัตถ์น้อยที่ไกวเปล มีแต่ความงามและน้ำตาเป็นอาวุธประจำตน


อุปกะช่างน่าสงสารยิ่งนัก..... :b7:

บางที นักพรตผู้ทรงศีล มีตบะมีอำนาจและมีวาจาศักดิ์สิทธิ์
แต่เมื่อถูกพิษแห่งความรักแทรกซึมเข้าสู่หัวใจโดยสตรีเป็นผู้หยิบยื่นให้

ศีลก็พลันเศร้าหมอง ตบะและอำนาจก็พลันเสื่อม :b39:
วาจาศักดิ์สิทธิ์ก็กลายเป็นกลับกลอก

สิ่งใดเล่าในโลกนี้จะสามารถทำลายความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของชาย ได้เท่ากับกำลังแห่งสตรี
ชายใดไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งสตรี ไม่ยินดีในลาภและยศ ชายนั้นชื่อว่าผู้เข้มแข็งอย่างแท้จริง
เป็นผู้ชนะโลก. :b41: :b41: :b41:

จอหน์ เห็นสภาพอุปกะตอนนี้แล้วคิดว่าอุปกะคงยังไม่พร้อมที่จะพบพระพุทธเจ้าเป็นแน่
และคงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการตามหาแคทได้ จึงไม่ได้บอกจุดประสงค์ของตนเอง
เพียงแต่กล่าวว่าแวะมาเยี่ยมเยือนเท่านั้น....

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2009, 16:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


(กลับมาที่เรื่องของแคท)

แคทและนกุลเศรษฐีและภริยาเดินทางเข้าสู่กรุงราชคฤห์เพื่อไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:

ระหว่างทางขณะขบวนเกวียนผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งและเวลาพลบค่ำแล้วจึงตั้งใจจะพักแรมที่นี่....

สังเกตุเห็นมหาชนจำนวนมากกำลังจัดทำพิธีอะไรอย่างใหญ่โต ประดับประดาธงทิวและพรรณไม้หลากสี ดูผู้คนกระวีกระวาดยิ่งนัก ..... :b15:

ด้วยความสงสัยแคทจึงเดินเข้าไปถามชาวบ้านคนหนึ่ง


แคท "สวัสดีคะท่านผู้เจริญ เราเดินทางมาจากเวสาลี ไม่รู้ว่าที่นี่มีงานอะไรกันหรือถึงตกแต่งประดับสถานที่งดงามเช่นนี้....."

นิครณ์ปริพาชก "อ๋อ...ท่าน พรุ่งนี้จะมีพิธีต้อนรับพระสมณโคดม ท่านจะเสด็จมาเยือนบ้านของเจ้านายเราคือท่าน "ครหทินน์" ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น แล้วก็ชี้มือไปทางนั้น"

แคท ได้ยินคำว่าท่านสมณโคดม....ใจก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง อุทานในใจว่า....โอ้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในยุคพุทธกาลมีอยู่จริงๆ เราเสี่ยงชีวิตมาจากโลกอนาคตเพื่อมาฟังธรรมแทบบาทพระพุทธองค์ ความปราถนาของเราเป็นจริงแล้ว :b17:

อ้างคำพูด:
ในสมัยพุทธกาล มีชายหนุ่ม 2 คน เป็นเพื่อนรักกัน คนหนึ่งชื่อสิริคุตตติ "เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา คนหนึ่งชื่อ "ครหทินน์" เป็นสาวกของนิครนถ์ พวกนิครนถ์จะพูดกับครหทินน์อยู่เสมอว่า ให้ไปบอกสิริคุตตต์ว่า การเข้าไปหาพระสมณโคดมนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ให้มาหาผู้เป็นเจ้านิครนถ์ มาถวายไทยธรรมแก่นิครนถ์ทั้งหลายจะดีกว่า ครหทินน์เพียรพยายามไปพูดกับ สิริคุตตต์อยู่เนืองๆ สิริคุตตต์ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อถูกรบเร้าบ่อยเข้าจึงถาเพื่อนไปว่า "พระผู้เป็นเจ้าของท่านรู้อะไรบ้างล่ะ"

ครหทินน์ตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า "โอ ท่านอย่าพูดอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ไม่รู้เป็นไม่มี ท่านรู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้ว่าอะไรจะเกิด อะไรไม่เกิด รู้การกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ของเราเชียวนะ"

สิริคุตตต์จึงกล่าวว่า "เรื่องนี้เราไม่ทราบมาก่อนเลย เราอยากจะเห็นอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า นิครนถ์ ฉะนั้นขอช่วยนิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหารที่เรือนของเราในวันพรุ่งนี้หน่อยเถอะ" ครหทินน์ดีใจ จึงรีบไปแจ้งข่าวให้นิครนถ์ทั้งหลายทราบ เมื่อนิครนถ์ทราบก็รู้สึกกระหยิ่มใจ คิดว่ากิจของเราสำเร็จแล้ว ลาภสักการะจะเกิดขึ้นแก่เราอีกมากมาย :b38:

วันรุ่งขึ้น เมื่อนิครนถ์ 500 คน มาถึง สิริคุตตต์ออกไปต้อนรับ ไหว้แล้วนึกในใจว่า "หากนิครนถ์ เหล่านี้เป็นผู้รู้จริง จงอย่าเข้ามาในเรือน เพราะในเรือนนี้ไม่มีภัตตาหาร มีแต่หลุมคูถ" แล้วก็นิมนต์นิครนถ์ ให้เข้าไป พวกนิครนถ์ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จึงตามเข้าไป พ่อบ้านชี้แจงให้นิครนถ์เหล่านั้นทราบว่า เป็นธรรมเนียมของที่บ้านว่าเมื่อจะนั่งต้องนั่งพร้อมกัน พอพวกนิครนถ์ทั้ง 500 คน นั่งลงพร้อมๆ กันบนอาสนะที่อยู่เหนือหลุมคูถ ก็ตกลงไปในหลุมคูถทั้งหมด ได้รับความอับอายขายหน้า :b12:



แคทรีบเดินไปหาครหทินน์ทันที.....


แคท "ท่านครหทินน์ เรามาจากเวสาลี ไม่ทราบว่าเหตุใดพระสมณโคดมจึงจะมาเยือนที่นี่"

ครหทินน์ มองแคทด้วยความประหลาดใจ และระแวงว่าผู้หญิงคนนี้แอบมาสืบความลับอะไรหรือเปล่าจึงตอบขึ้นว่า "เรานิมนต์พระศาสดา และภิกษุสงฆ์ 500 รูป มาฉันภัตตาหารที่บ้านของเราในวันพรุ่งนี้"

แคท "งั้นขอท่านจงเมตตาต่อเราเถิดให้เราได้อยู่ถวายไทยธรรมกับท่านด้วย"
ครหทินน์ "ได้สิท่าน ขอท่านจงพักให้สบายเถิด พรุ่งนี้พระศาสดาจะมาตอนเช้านะ"

(พลางนึกกระหยิ่มในใจว่าคราวนี้แหละสมณะโคดมและเจ้าสิริคุตตติต้องอับอายไพร่ฟ้าประชาชี สมใจเราเป็นแน่แท้)

แคทกล่าวขอบคุณและรีบนำความไปบอกกับนกุลเศรษฐีและภริยา ทั้งสองยินดีปรีดาเป็นยิ่งนัก จึงตั้งที่พักแรมบริเวณใกล้ๆกับบ้านของครหทินน์ พระจันทร์ข้างแรมคืนนี้ดูสวยยิ่งนัก แคทตื่นเต้นมากนอนไม่หลับเลย คิดไปต่างๆนาๆ...เวลาค่ำคืนนี้ผ่านไปช้าเหลือเกินสำหรับแคท...


รูปภาพ

:b43: :b43: :b43:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มี.ค. 2009, 17:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


(พระองค์ทรงรับนิมนต์ เพราะทรงทราบด้วยพุทธญาณว่า ในวันพรุ่งนี้ มหาชนจำนวนมากจะได้บรรลุธรรม สิริคุตตต์และครหทินน์ จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน)


รูปภาพ

คืนนั้น....

ครหทินน์ให้คนขุดหลุมใหญ่ในระหว่างเรือน 2 หลัง นำไม้ตะเคียนมา 80 เล่มเกวียน จุดไฟสุมตลอดคืน แล้วปกปิดอำพรางหลุมถ่านเพลิงไว้อย่างดี นำไม้ผุมาวางเป็นสะพานด้วยหวังว่า
เมื่อพระบรม-ศาสดาและพระภิกษุสงฆ์เหยียบ ไม้ก็จะหัก พระพุทธองค์พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์ก็จะตกลงไปในหลุมถ่านเพลิง แล้วให้คนนำตุ่มเปล่ามาอำพราง ทำเป็นว่ามีภัตตาหารอยู่มากมาย.....


เช้าวันใหม่ :b41: :b41: :b41: :b41:

ยามเช้าอันเหน็บหนาว
เมื่อดวงดาวหายวับลับเวหา
แสงตะวันสีทองส่องผืนฟ้า
ชุบชีวาโลกหล้าทิวากาล


แคทและนกุลเศรษฐีและภริยาตื่นแต่เช้ามาเตรียมอาหารและเครื่องไทยธรรมเพื่อถวายแด่พระศาสดา มหาชนมาประชุมรวมกันที่บ้านของครหทินน์

ครั้นถึงเวลา พระบรมศาสดาเสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ 500 รูป

มหาชนและแคทก้มกราบแทบพื้น แคทตะลึงกับพระวรกายของพระองค์ยิ่งนัก ผิวพระวรกายเหลืองขาว ทรงมีพระรูปโฉมสง่างาม ถึงแม้จะทรงปลงพระเกศา และพระมัสสุและทรงนุ่มห่มผ้ากาสาวพัสดุ์อย่างนักบวชผู้สละทิ้งความงามทางฆราวาสวิสัยแล้วก็ตาม

แต่พระอาการกิริยาเวลาเสด็จดำเนินก็ยังคงลีลาของกษัตริย์ชัดเจน คือสง่างาม


รูปภาพ

ครหทินน์ออกไปรับเสด็จ ถวายบังคมแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่เบื้องพระพักตร์

แล้วคิดในใจว่า ถ้าพระองค์ทรงทราบเรื่องทุกเรื่อง ทรงรู้วาระจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายจริง ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้าไปสู่เรือนของข้าพระองค์ เพราะภัตตาหารต่างๆ นั้นไม่มี หากพระองค์เสด็จเข้าไป ก็จะตกลงในหลุมถ่านเพลิง"

พระบรมศาสดาทรงทราบความคิดของครหทินน์ แต่ต้องการจะสงเคราะห์

จึงเสด็จไปบนหลุมถ่านเพลิงนั้น ด้วยพุทธานุภาพ ดอกบัวใหญ่ผุดขึ้นมารองรับพระบาท ทรงเหยียบกลีบบัวเสด็จไปประทับที่พุทธอาสน์

แม้พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 500 รูป ก็ไปนั่งบนอาสนะด้วยวิธีเดียวกัน

ครหทินน์เห็นดังนั้น เกิดความเร่าร้อน กระวนกระวายใจ รีบเข้าไปหาสิริคุตตต์ บอกว่า ไม่ได้เตรียมอาหารไว้เลย

สิริคุตตต์จึงปลอบใจ แล้วให้ครหทินน์ลองไปเปิดที่ตุ่มดูอีกที ทันใดนั้น เขาก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นตุ่มเหล่านั้นเต็มไปด้วยภัตตาหารมากมาย สรีระของเขาเต็มไปด้วยความปีติ เกิดจิตเลื่อมใสในพระบรมศาสดา จึงได้น้อมถวายภัตตาหารด้วยความเคารพ

เมื่อเสร็จภัตกิจ พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนาแล้วตรัสว่า


"บุคคลไม่รู้คุณแห่งพระพุทธศาสนา และคุณแห่งพระสงฆ์สาวก เพราะไม่มีปัญญาจักษุ สรรพสัตว์ผู้ไม่มีปัญญาจักษุชื่อว่าเป็นผู้มืดบอด

ทรงเทศน์สอนต่อไปว่า....

"ดอกปทุมมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองแห่งหยากเยื่ออันเขาทิ้งแล้วในใกล้ทางใหญ่นั้น ย่อมเป็นที่รื่นรมย์ใจฉันใด พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นเพียงดั่งกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นดังคนบอดด้วยปัญญา ฉันนั้น"

เมื่อจบพระธรรมเทศนา สรรพสัตว์แปดหมื่นสี่พันได้บรรลุธรรมาภิสมัย ครหทินน์และสิริคุตตต์ได้บรรลุกายธรรมพระโสดาบัน รวมทั้งแคทด้วยเช่นกัน... :b8: :b8: :b8: :b8: :b8:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มี.ค. 2009, 23:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


ย้อนกลับมาที่ปี พ.ศ.5001

ปีแห่งกลียุค....หลังจากจอหน์และแคทไปอดีตแล้ว
มหาสงครามล้างโลกครั้งสุดท้ายกำลังเกิดขึ้น.....


รูปภาพ

ปีนี้มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นดังนี้

1.ภัยพิบัติต่างๆมากมาย

- จะให้เกิดพายุลมแรง แผ่นดินไหว
- จะให้เกิดสารพิษต่างๆ (อาหารเป็นพิษ - อากาศ)
- จะให้เกิดไฟไหม้
- จะให้เกิดโรคระบาดใหม่ๆ
- จะให้เกิดน้ำท่วม
- จะให้เกิดอดข้าวปลาอาหาร
- จะให้เกิดฟ้าผ่า

-คลื่นพลังมหาศาลจากจักรวาลจะกระแทกลงมายังโลก เป็นพลังงานที่เกิดจากลมพายุสุริยะอันเนื่องมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์จุดที่ 11 มนุษย์ทุกคนบนโลก จะได้พบกันเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว บรรยากาศช่วงแรกๆจะรู้สึกหดหู่ เวิ้งว้าง ท้องฟ้าจะวังเวงพิกล หลังจากนั้นไม่นานนัก ลมจะแรงขึ้น แรงขึ้น เสียงฟ้าเสียงลมจะแผดเสียงกึกก้องดังที่สุด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

- จะให้เกิดอาฆาตฆ่าฟันกันเอง สำหรับคนใจบาป
- จะให้เกิดร้อนมาก หนาวมาก



2.ศีลธรรมของคนเสื่อมลง จนแม้เด็กหญิงก็มีลูกตั้งแต่เริ่มแรกรุ่นทุกหนทุกแห่งในโลก เป็นนางก่อนนางสาวในปัจจุบัน ทำให้เด็กๆ ชิงสุกก่อนห่าม หมดความละอายในเรื่องเพศ


:b33: ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก, เด็กกับคนแก่, ครูกับลูกศิษย์เปลี่ยนแปลงไป
ไม่มีความกตัญญูรู้คุณอีกต่อไป


:b29: หญิงรักชายชู้มาเล่นชู้กันถึงในบ้านบางคนมั่วสุมกัน ไม่มีความละอาย เยี่ยงสัตว์ดิรัจฉาน
เมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็หาวิธีฆ่าลูกในท้องของตัวเอง

3.พ่อแม่ต้องเอาใจลูก

4.ผู้อ่อนประสพการณ์บริหารประเทศ

5.ความไม่เป็นธรรมในการตัดสินความ

6.: พระธรรมคำสอนถูกเหยียบย่ำ

7.ผู้มีใจต่ำแอบอ้างสถาบันกษัตริย์

8.ทำบุญเลือกหน้า

9.: คอรัปชั่นในแผ่นดิน

10.: สงสัยในมรรคผลนิพพาน

11.นำพระธรรมมาขายกิน

12.: คนดีถูกขัดขวางรังแก

13.คนชั่วเรืองอำนาจ

14.นักบวชหลงลาภยศ

15.: แวดล้อมด้วยพระทุศีล

16.โค่นล้มราชาธิปไตย


หาอ่านได้จาก ..... ว่าด้วยมหาสุบิน

อ้างคำพูด:
เรื่องนี้มีอยู่ ในพระบาลีเอกนิบาตวัณณนา ภาค ๒ เล่ม ๒๗ หน้า ๒๔ ในคำอธิบาย อรรถกถาของพระบาลีอรรถคาถา ในเล่มที่ ๒ หน้าที่ ๑๔๖-๑๖๓ ว่า ………

เรื่องน่าอัศจรรย์ คือโลกในสมัยปัจจุบันไปตรงกับคำทำนาย หรือคำอธิบายของพระพุทธองค์เมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว เรื่องนี้มีตามหัวข้อ ในพระไตรปิฎกความว่า

“อุสภา รุกฺขา คาวิโย ควา จ , อสฺโส กํโส สิคาลี จ , กุมฺโพ โปกฺขรณี จ, อปากํ จนฺทนํ ลาวูนิสีทนฺติ สิลาปลวนฺติ , มณฺฑูกิโย กณฺหสปฺเปติคิลนฺติ, กากํสุวณฺณา ปริวารยนฺติ ตสาวกา เอลกานํ ภายนฺติ , วิปริยาโย วตฺตติ นยิรมตฺถิ …

มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งคือ พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงสุบินไป ๑๖ เรื่อง ล้วนเป็นฝันร้ายทั้งสิ้น ตื่นบรรทมขึ้นขึ้นมาทรงตกใจกลัว ทรงถามพวกพราหมณ์ พราหมณ์ ทูลให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ บูชายัญ เพราะเป็นเรื่องร้ายสำหรับราชสมบัติและชีวิตของพระอง ค์เอง พระเจ้าปัทเสนธิโกศลทรงเชื่อ จึงสั่งให้จัดพิธีสะเดาะเคราะห์ บูชายัญ โดยสั่งให้เตรียมคนและสัตว์มาฆ่าบูชายัญ
พระมเหสีมัลลิกาทูลทัดทานพระเจ้าแผ่นดินว่า ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ควรไปทูลถามพระพุทธเจ้าก่อน พระเจ้าแผ่นดินก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า และเล่าความฝันนั้นทั้งหมด
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฝันนั้นมิได้เป็นเรื่องร้ายเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์แ ละชีวิตของพระองค์ แต่เป็นเรื่องที่จะเกิดในอนาคตข้างหน้า


:b39: :b39: :b39:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มี.ค. 2009, 00:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


ณ บ้านเดิมของจอหน์ในถิ่นแมนฮัตตัน นิวยอร์ค

พฤหัสที่ 4 ก.ค.พ.ศ.5001 เวลา 7.00 น


รูปภาพ

แสงอาทิตย์ของแมนแฮตตันบ้านเดิมของจอหน์เริ่มส่องสว่าง สะพานบรูคลินเริ่มปิดไฟ มองเห็นสัญลักษณ์ของอเมริกาคือ อนุสาวรีย์รูปเทพีคลุมผ้าสมมติเป็น เทพเจ้าแห่งเสรีภาพ ซึ่งมีส่วนสูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนเกาะเบคโลในอ่าวหน้าเมืองนิวยอร์ค

นิวยอร์ค เมืองนี้สวยเหลือเกิน ไม่มีอะไรสวยเท่าเวลาแสงอาทิตย์อ่อนๆ จับตึกสูงระฟ้า
และกระจกสะท้อนแสงนั้นระบายทุกหนทุกแห่งให้เป็นสีทอง


รูปภาพ

เงาจากตึกสูงที่ทาทาบอีกตึกหนึ่ง และลวดลายอ่อนช้อยตามขอบหน้าต่าง
ทำให้เมืองคอนกรีตนี้มีความอ่อนหวาน :b41: :b41: :b41:

กระถางดอกไม้สวยที่วางอยู่ข้างหน้าต่างเล็กๆ หลบอยู่ริมทางเดิน ม่านลูกไม้ หรือเหล็กโค้งประดับประตู ใบไม้ที่ปลิวเล่นลมบนทางเท้า เป็นความอ่อนโยนของเมืองที่มีอยู่ทั่วไป :b45: :b45:

เมืองนี้สวยทุกฤดู จอหน์รักแม้แต่สายลมในเมืองนี้ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ ในเมือง ก็มีสิ่งสวยงามที่หยุดหัวใจ และทำให้ลมหายใจสะดุดได้ง่ายๆ เมืองนิวยอร์คเต็มไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติและภูมิลำเนา นิวยอร์คเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหล ไทม์สแควร์ในตอนเที่ยงคืนนั้นสดใสและเปี่ยมชีวิตชีวายิ่งกว่าเมืองหลายเมืองในตอนเที่ยงวัน
:b48: :b48:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มี.ค. 2009, 00:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขณะที่ผู้คนกำลังขวักไขว่พลุกพล่านยามเช้าแห่งนี้.....


ก็เกิดแสงสว่างวาบบริเวณสะพานบรูคลินและไล่มาเรื่อยๆจนถึงบริเวณเทพีสันติภาพ

รูปภาพ
สว่างมากจนแสบตา
ตาพร่ามัวเหมือนพระอาทิตย์ตกลงบนพื้นดินฉนั้น.....

ผู้คนแตกตื่นโกลาหลบ้างวิ่งหนี.....
บ้างวิ่งออกมาดูแต่ก็ไม่ทัน.....

แสงนั้นทำลายทุกชีวิต......

ฉาบแสงไปที่ร่างมนุษย์ผู้ใดถูกบางส่วนเช่นแขนผิวกายแขนนั้นจะหลุดหายไปมองลึกถึงกระดูกเลย
ถ้าโดนทั้งตัวก็ทำลายร่างกายนั้นเหมือนไฟนรกโลกันต์......

ลุกไหม้ทั้งตัวได้รับความทุกข์ทรามานก่อนตาย.....

ดิ้นรนส่งเสียงร้องระงมกับความเจ็บปวด

แต่แสงนี้ไม่ทำลายตึกราม อาคารบ้านช่องเลย
มุ่งทำลายแต่สิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือสัตว์เลย


มันคือ (nuclear magnetic bomb)

เหมือนกับการระเบิดที่ผิวของดวงอาทิตย์มีความเร็ว 1,000 กิโลเมตร/วินาที

ตอนนี้อเมริกาถูกโจมตีด้วยอาวุธชนิดนี้แล้วที่แมนฮัตตันแห่งนี้

รายงานข่าวว่าผู้คนในแมนฮัตตันล้มตายไปกว่าครึ่ง(ประมาณ 10 ล้านคน)บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน

ที่อเมริการู้เพราะตนเองก็มีอาวุธชนิดนี้อยู่เช่นกัน



ใครเป็นผู้ยิงนิวเคลียร์นี้ใส่อเมริกันชนก่อน.....



โปรดติดตามตอนต่อไปครับ ง่วงละนะ.... :b23: :b23:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2009, 23:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


MAN BOMB

M=magnetic
A=atomic
N=nuclear

รูปภาพ

MAN BOMB

****ระเบิดทำลายล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์ผลิตมันขึ้นมา

****มุ่งทำลายแต่สิ่งมีชีวิตเท่านั้น ไม่ทำลายวัตถุสิ่งของหรือตึกรามบ้านช่อง

****เป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่พัฒนาต่อจากลูกที่ทิ้งเมืองฮิโรชิมา

****ระเบิดรัศมีทำลายล้างทุกชีวิตในระยะ 100 กม.

****เป็นระเบิดที่ไม่มีเสียงระเบิด มีแต่แสงวาบสว่างออกมาเท่านั้น


****ผู้ผลิตและครอบครองอยู่คืออเมริกาและจีนเท่านั้น อเมริกาจึงรู้ว่าตนเองถูกโจมตีด้วยอาวุธชนิดนี้


MAN BOMB [magnetic atomic nuclear]
อ้างคำพูด:
Bomb deriving its explosive force from nuclear fission (see nuclear energy) as a result of a neutron chain reaction, developed in the 1940s in the USA into a usable weapon.

Research began in the UK in 1940 and was transferred to the USA after its entry into World War II the following year. Known as the Manhattan Project, the work was carried out under the direction of the US physicist J Robert Oppenheimer at Los Alamos, New Mexico.

After one test explosion, two atomic bombs were dropped on the Japanese cities of Hiroshima (6 August 1945) and Nagasaki (9 August 1945); the bomb dropped on Hiroshima was as powerful as 12,700 tonnes of TNT, that on Nagaskai was equivalent to 22,000 tonnes of TNT. Following the strikes on Hiroshima and Nagasaki and the magnitude of the destruction there, the threat of nuclear war became a public concern. Bringing about what was called the nuclear, or atomic, age, the psychological impact of the development and use of the atomic bomb was felt around the world, particularly during the 1950s at the height of the Cold War and during the Cuban missile crisis of 1962.

The USSR first detonated an atomic bomb in 1949 and the UK in 1952.



รูปภาพ
หลังจากที่อเมริกาโดนถล่มด้วยระเบิดชนิดนี้เป็นลูกแรก สร้างความเสียหายต่ออเมริกันชนอย่างสูง
ที่แมนฮัตตันเสียชีวิตเกือบ 20 ล้านคน จึงได้ประกาศสงครามทันทีที่รู้ว่าระเบิดนี้ถูกยิงมาจากกลุ่มประเทศอาหรับที่ตนได้เคยเบียดเบียนไว้


วิบากกรรมมาเยือนอเมริกาแล้ว

หลังจากประกาศสงครามโลกแบ่งเป็นสองฝ่ายคือ

1.ฝ่ายอเมริกา มีพันธมิตรคือ อังกฤษ ออสเตรียเลีย เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นตัวหลัก
2.ฝ่ายอาหรับ นำโดยอิหร่าน อิรัก ซาอุดิอาราเบีย (โดยจีน รัสเซียแอบสนับสนุนเงียบๆ)

ประเทศเล็กต่างๆถูกบีบให้เข้าร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ยกเว้นประเทศไทย(มัวแต่ทะเลาะกันอยู่) :b34:
ไม่ได้เข้าร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะเหตุการณ์ภายในประเทศยังวุ่นวายอยู่
แบ่งเป็นสีต่างๆเช่นทุกวันนี้จึงไม่ได้สนใจเหตุการณ์ภายนอก

นับว่าเป็นข้อดีข้อหนึ่ง
เพราะขึ้นชื่อว่าสงคราม ย่อมสร้างความเสียหายให้ทั้งสองฝ่ายเสมอ


สงครามดำเนินอยู่ได้ประมาณ 6 สัปดาห์ก็เลิกทั้งนี้เพราะว่าอาวุธที่ใช้สร้างความเสียหายมากกว่าที่คิด

ประเทศอเมริกาสูญเสียประชากรไปเกือบครึ่งทวีปนับพันล้านคน
กลุ่มอาหรับเองก็เช่นกันเสียหายนับพันล้านคน :b7:
แล้วพลเมืองของกลุ่มที่สนับสนุนทั้งสองฝ่ายอีกล้วนล้มตายจำนวนมาก


รวมแล้วประชากรมนุษยโลกขณะนั้นมี 10000 ล้านคน
ตายจากสงครามนี้ 5000 ล้านคน
บาดเจ็บอีกหลายพันล้านคน บาดเจ็บทางใจอีกนับไม่ถ้วน



ชีวิตของสัตว์เหมือนภาชนะดิน ล้วนมีความสลายเป็นที่สุด


ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้ :b47: :b48:



ทั้งคนมีคนจน ล้วนมีแต่ความตายเป็นเบื้องหน้า



ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งเขลา ทั้งฉลาด
ล้วนไปสู่อำนาจแห่งความตาย ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า


รูปภาพ

ผู้เลี้ยงโคย่อมต้อนฝูงโค ไปสู่ที่หากินด้วยพลองฉันใด
ความแก่และความตาย ย่อมต้อนอายุของสัตว์มีชีวิตไปฉันนั้น


ห้วงน้ำที่เต็มฝั่ง พึงพัดต้นไม้ซึ่งเกิดที่ตลิ่งไปฉันใด :b39: :b39:
สัตว์มีชีวิตทั้งปวง ย่อมถูกความแก่และความตายพัดไปฉันนั้น


กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป
ผู้เล็งเห็นภัยในมรณะนั้น พึงทำบุญอันนำสุขมาให้


คนโง่ก็ตาย คนฉลาดก็ตาย :b41: :b41: :b41:

สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนก้าวเดินไปสู่ความตาย

คนถึงคราวตาย หมู่ญาติก็ช่วยไม่ได้

ชีวิตนี้น้อยนัก ชีวิตนี้สั้นนัก
:b2: :b2:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2009, 23:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


ขยันหาบทความดีๆมาให้อ่านเรื่อยเลยค่ะคุณฌาน ถ้ามีการโอนคะแนนหรือโอนดาวให้ได้ รวมทั้งเหรียญตราด้วย จะยกให้คุณฌานหมดเลยค่ะ ในฐานะมีความเพียรหาข้อมูลดีๆมานำเสนอค่ะ :b12:

พี่น้ำเป็นกำลังใจให้นะคะ :b4:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2009, 23:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


สงครามภายในกินใจโลก


บ้วนสีเลือดอาบโชกชีพแสนสั้น


คายกากกระดูกรองใต้กองทัณฑ์ :b39: :b39:


สันติภาพนิ่งงันอยู่ในเงา


รูปภาพ


รังสีหลอมดอกไม้ในเนื้อหิน :b48: :b48:


หยดน้ำตาระเหยสิ้นด้วยไฟเผา


ทุ่งหญ้าเขียวขจีกลายสีเทา :b49: :b49:


ร่างแผ่นดินดิ้นเร่าไหวสะท้าน



เจ้าสงครามเอยมิเคยหยุด


รี่ผ่านกาลชำรุดแห่งวิหาร


อดีตคือบริสุทธิ์อุทยาน


เนื้อตัวแห่งการงานของดอกไม้



เราล้วนย่ำหลุมศพการพบพราก


พิษสงครามซ้ำซากยังรุกไล่


พญามารเปลี่ยนรูปโนมโฉมหน้าใด


ล้วนผูกปมบ่มไข้ความไม่รู้


“พลัง เพียงพิรุฬห์”


หลังจากสิ้นสงคราม ความเดือดร้อนเกิดขึ้นไปทุกหย่อมหญ้า
ภาวะขาดแคลนอาหารเกิดแทบทุกประเทศทั่วโลก...........

ยกเว้นประเทศไทยได้รับความเสียหายน้อยที่สุด.... :b4:
แต่ภาวะทางจิตใจทุกคนทั่วโลกรู้สึกสลดสังเวชกับการเสียชีวิตของเผ่าพันธ์มนุษย์

เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง โจรผู้ร้ายชุกชุมไปทั่ว....

มีเงิน มีทองก็กินไม่ได้
มีน้ำมันก็ดื่มแทนน้ำไม่ได้ :b22: :b22:

อาหารสำคัญที่สุดในเวลานั้น(ควรจะตุนมาม่าไว้) :b28:

ทุกคนต่างหันหน้าเข้าหาวัด โบสถ์ สถานที่ปฏิบัติศาสนกิจของศาสนาประจำชาตินั้นๆ

ต่างทิ้งบ้าน ทิ้งที่ทำงานหาที่พึ่งทางใจ.........
(ควรเปิดประตู หน้าต่างไว้ไม่ต้องล็อคกุญแจ
เพื่อโจรจะได้เข้าง่ายๆไม่ต้องทุบกระจกหรืองัดประตูบ้านเสียหาย)

ทุกประเทศขอความช่วยเหลือจากไทย ยกย่องให้ไทยเป็นมหาอำนาจ
เพราะไทยมีทรัพยากรอาหารมากที่สุดเวลานั้น และเป็นประเทศที่มีคุณธรรมมากที่สุด


น้ำมันก็ขุดพบหลายที่(เนื่องจากแผ่นดินไหวหลายครั้ง ทำให้กระแสน้ำมันไหลมากองกันที่ไทย)

ทองคำ ยูเรเนียม แร่ธาตุต่างๆไหลมารวมที่ประเทศไทยหมด


มหาอำนาจหลังสงครามคือประเทศไทย

คนที่ไม่มีศีลธรรมล้มตายหมด

คนดีๆที่มีศีลธรรม มีธรรมะคุ้มครองรอดชีวิต

เดินออกจากป่ามาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์


ได้เวลาแล้วกระมังที่แคทและจอหน์จะต้องกลับมาโลกปัจจุบัน :b41: :b41:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2009, 23:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
รัตติกาลนี้มัวมน................ฟ้าหม่นมืดมิดทรมา

เดือนเลื่อนลับอำลา.............สีแดงทาบทาทั่วพื้นพนาแนวไพร

ฟ้าดับเดือนลับลาดิน...........หรือสิ้นความหวังวางวาย

ดาวบนฟ้าประกาย.............นั้นยังพร่างพรายตราบหัวใจคนมิเคยสูญสิ้นศรัทธา


อ้างคำพูด:
ถ้ามีการโอนคะแนนหรือโอนดาวให้ได้ รวมทั้งเหรียญตราด้วย จะยกให้คุณฌานหมดเลยค่ะ


ขอบคุณครับพี่น้ำที่เป็นกำลังใจ :b8: :b8:

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 42 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร