วันเวลาปัจจุบัน 18 ส.ค. 2022, 09:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 152 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2011, 06:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


รู้เท่าทันสิ่งที่เข้ามากระทบสัมผัสตามความเป็นจริง หรือ การพิจารณาผัสสะอารมณ์ หรือ เห็นจริงตามจริงเท่าทันปัจจุบันอารมณ์ ... เหล่านี้ เรียก วิปัสสนาภาวนา แปลว่า การฝึกเพื่อเจริญปัญญา ทำปัญญาที่มีอยู่แล้วให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ให้ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน

อารมณ์ คือ อารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความคิด

คำว่า รู้เท่าทัน คือ ไม่หลง ด้วยปัญญาที่ด้มาจากการสดับรับฟังมาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อไม่หลง ความพอใจไม่พอใจก็ไม่เกิด เป็นเหตุเป็นปจจัยให้ เวทนา ตัณหา อุปทาน เกิดร่วมกับจิตขณะนั้นไม่ได้ ดับทุกข์ได้เด็ดขาด เกิดวิชชาไปดับอวิชชา เกิดอนิจสัญญา ทุขสัญญา อนัตสัญญา เกิดองค์ธรรมในโพธิปักขยธรรมครบทุกประการ ทำให้จิตสงบเป็นอุเบกขา เกิดบุญกุศลแต่ไม่ก่อชาติภพ ... วิปัสสนาจึงเป็นบุญสูงสุดในธรรมชาตินี้

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2011, 07:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2011, 02:37
โพสต์: 22


 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
รู้เท่าทันสิ่งที่เข้ามากระทบสัมผัสตามความเป็นจริง หรือ การพิจารณาผัสสะอารมณ์ หรือ เห็นจริงตามจริงเท่าทันปัจจุบันอารมณ์ ... เหล่านี้ เรียก วิปัสสนาภาวนา แปลว่า การฝึกเพื่อเจริญปัญญา ทำปัญญาที่มีอยู่แล้วให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ให้ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน

อารมณ์ คือ อารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความคิด

คำว่า รู้เท่าทัน คือ ไม่หลง ด้วยปัญญาที่ด้มาจากการสดับรับฟังมาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อไม่หลง ความพอใจไม่พอใจก็ไม่เกิด เป็นเหตุเป็นปจจัยให้ เวทนา ตัณหา อุปทาน เกิดร่วมกับจิตขณะนั้นไม่ได้ ดับทุกข์ได้เด็ดขาด เกิดวิชชาไปดับอวิชชา เกิดอนิจสัญญา ทุขสัญญา อนัตสัญญา เกิดองค์ธรรมในโพธิปักขยธรรมครบทุกประการ ทำให้จิตสงบเป็นอุเบกขา เกิดบุญกุศลแต่ไม่ก่อชาติภพ ... วิปัสสนาจึงเป็นบุญสูงสุดในธรรมชาตินี้



:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2011, 19:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


แมลงวันคือความดำริที่อิงราคะ จักตอมบุคคลผู้ไม่คุ้ม
ครองในจักษุและโสต ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้ทำตนให้เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ชุ่มเพราะกลิ่นดิบ ย่อม
อยู่ห่างไกลจากนิพพาน เป็นผู้มีส่วนแห่งความคับแค้นถ่าย
เดียว คนพาลสันดานเขลา ถูกแมลงวันทั้งหลายไต่ตอม
ไม่ได้เพื่อนที่เสมอตน พึงเที่ยวไปในบ้านบ้าง ในป่าบ้าง ส่วน
ชนพวกที่สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในธรรมเป็นที่เข้าไปสงบด้วย
ปัญญา เป็นผู้สงบระงับ อยู่เป็นสุข แมลงวันไม่
อาศัยเขา ฯ

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 04:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2011, 01:57
โพสต์: 324

แนวปฏิบัติ: อริยสัจ4
อายุ: 27
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
แมลงวันคือความดำริที่อิงราคะ จักตอมบุคคลผู้ไม่คุ้ม
ครองในจักษุและโสต ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้ทำตนให้เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ชุ่มเพราะกลิ่นดิบ ย่อม
อยู่ห่างไกลจากนิพพาน เป็นผู้มีส่วนแห่งความคับแค้นถ่าย
เดียว คนพาลสันดานเขลา ถูกแมลงวันทั้งหลายไต่ตอม
ไม่ได้เพื่อนที่เสมอตน พึงเที่ยวไปในบ้านบ้าง ในป่าบ้าง ส่วน
ชนพวกที่สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในธรรมเป็นที่เข้าไปสงบด้วย
ปัญญา เป็นผู้สงบระงับ อยู่เป็นสุข แมลงวันไม่
อาศัยเขา ฯ


:b8: อนุโมทนาครับ และขออนุญาตเสนอข้อคิดเพิ่มเติมดังนี้ครับ

ปัญญาเกิดได้จากหลายทาง

บุคคลทั่วไปรู้จักปัญญาจากการอ่านการฟังเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ในบุลคลเหล่านั้น นักคิดวิเคราะห์จะสามารถนำปัญญาจากการอ่านการฟังมาพิจารณาจนเกิดปัญญาที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกได้ หากแต่ในทางธรรม แม้ปัญญาจากการอ่านการฟังหรือการคิดวิเคราะห์จะเป็นสิ่งที่น่ายกย่องก็ตาม แต่ปัญญาเหล่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาพุทธ ซึ่งคือการเข้าใจกายใจตลอดจนธรรมชาติทั้งหลายตามเป็นจริงจนหลุดพ้นจากความทุกข์อันเนื่องจากความหลงผิดและความยึดมั่นถือมั่นไปได้ ขออนุโมทนาแก่ทุกท่านที่ปรารถปัญญา ขอให้ทุกท่านข้ามผ่านสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา จนเข้าถึง และได้ภาวนาปัญญาอันเต็มสมบูรณ์สมตามความตั้งใจอันดีของทุกท่าน

เมื่อบุคคลได้ของมีค่าย่อมเป็นการยากที่จะไม่หลงไหลยินดี ย่อมเป็นการยากที่จะไม่ยึดถือของมีค่านั้นไว้

ปัญญาความรู้ มีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทองทั้งปวง ดังนั้นความยึดในปัญญาย่อมรุนแรงละเอียดอ่อนยิ่งกว่าความยึดมั่นในวัตถุเหล่านั้นมากมายนัก

เมื่อเป้าหมายของท่านคือการละวางเสียซึ่งความยึดมั่นทั้งปวง ท่านจะถึงเป้าหมายนั้นได้หรือ หากท่านยังยึดถือในความรู้ความเข้าใจของท่านไว้มั่นเช่นนี้

วางลงเถิด ปล่อยไปเถิด จุดหมายของท่านไม่ได้หยุดที่การเป็นผู้ฉลาดที่สุดในโลกมิใช่หรือ

.....................................................
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง การฝืนความจริงทำให้เกิดทุกข์ การเห็นและยอมตามความจริงทำให้หายทุกข์

คนที่รู้ธรรมะ มักจะชอบเอาชนะผู้อื่น แต่คนเข้าใจธรรมะ มักจะเอาชนะใจตนเอง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

.....ติลักขณาทิคาถา.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 07:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2011, 02:37
โพสต์: 22


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่จริง

ของจริงสงบ สว่าง ว่าง รู้จักกาล
ของไม่จริงฟุ้งซ่าน โอ้อวด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 08:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


Normal เขียน:
:b8:

ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่จริง

ของจริงสงบ สว่าง ว่าง รู้จักกาล
ของไม่จริงฟุ้งซ่าน โอ้อวด
นี่แหละ กับดักพยามาร

ในศีล ๒๒๗ ข้อ ห้ามพระไม่ให้อวดอุตริ จะบอกกับผู้ที่ไม่ได้เป็นอุปสัมบันว่า ฉันสิ้นราคะโทสะโมหะแล้ว ก็ยังไม่ได้ แต่พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสห้ามอุบาสกอุบาสิกา

ธรรมชาติของการเรียนรู้ จะต้องได้เรียนกับผู้ที่รู้ ถ้าไปเรียนกับผู้ที่ยังไม่รู้ ก็ไม่ต่างอะไรกับตาบอดจูงมือตาบอดเดิน แล้วอย่างไรผู้ที่อยากจะเรียนถึงจะรู้ว่า ท่านผู้นั้นเป็นผู้รู้หรือเปล่า? จะเอาอะไรไปวัด?

ธรรมชาติมีเหตุปัจจัยเป็นแดนเกิด ถ้าไม่ได้ฟังหรืออ่านจนเกิดความรู้ ก็จะไม่เกิดการนำไปคิด อยู่จะเอาอะไรไปคิด ถ้าไม่ได้รับข้อมูลใหม่เข้าไปก่อน เมื่อเรียนแล้ว รู้แล้ว มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงจะได้วิธีการที่ถูกต้องนำไปภาวนา ถ้าไม่ได้เรียน ไม่ได้รู้ ไม่ได้มีดวงตาเห็นธรรม จะเอาอะไรไปปฏิบัติ ... ถ้าเรียนจนรู้แล้วไม่นำไปปฏิบัติ ถึงจะถูกเรียกว่า บุรุษเปล่าเรียนธรรม

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 09:26 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


Hana เขียน:
...

ต้นตอ ของความคิด นั่นคือ อวิชชา
ความคิดที่แสดงออกมา นั่นเป็น สังขาร

แต่ ฮานะ มี ใจ เดียวที่ รู้อยู่

...

:b8: rolleyes :b4:

Hana เขียน:

ตรัสรู้ ว่า องค์ของการ ตรัสรู้ ประกอบด้วย เจตสิก เหล่านี้
อ้างคำพูด:
องค์ธรรมของการตรัสรู้อริยสัจจธรรม โพชฌงค์ ๗ คือ ...

๑. สติสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ สติเจตสิก
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ ปัญญาเจตสิก
๓. วิริยสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ วิริยเจตสิก

๔. ปีติสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ ปีติเจตสิก

๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ กายปัสสัทธิเจตสิกและจิตตปัสสัทธิเจตสิก
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ เอกัคคตาเจตสิก

๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์ของการตรัสรู้ คือ ตัตตรมัชฌัตตตาเจตสิก


rolleyes :b4:


http://agaligohome.com/index.php?topic= ... n#msg12075

http://agaligohome.com/index.php?topic= ... n#msg12064

:b16: :b16: :b16:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 06 ก.ค. 2011, 11:17, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 09:46 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อ อายตนะปรากฏ .. รู้ปรากฏ
เพราะแสวงหา รู้ยิ่ง จึงปรากฎการแผ่วถางเส้นทางเพิ่มเติมออกไป
จากจิตหนึ่ง กลายเป็นก้นหอยเวียนวนออกไป
เมื่อเกิดผัสสะใหม่ ๆ และยังแสวงหาการ รู้ยิ่งขึ้น
แล้วกระจายเส้นทางเป็นแฉก ๆ กลายเป็นปลาดาว
เกิดการปรากฏที่หลากหลาย แต่ละแฉกล้วนทำให้เกิดการรู้ที่แตกต่างกันไป
มันแค่ทำหน้าที่ต่างกันเท่านั้น
แต่มันมีความเหมือนกัน เพราะมันปรากฎมาจาก เสาเอก เสาหลัก
เสาที่มีอยู่หนึ่งเดียว คือแก่น หรือ แกน
เราต่างใช้เวลาตลอดชีวิต หมุนรอบแกนตัวเอง ปรากฎแก่นของตัวเอง
ทำให้เราเห็น สิ่งอื่นที่ไม่หมุนรอบแกนของเรานั้น ปรากฎเป็น เขา

เมื่อแ่ก่นเห็นแก่น แล้วทำลายแ่ก่น
เมื่อแก่นหยุดหมุน สังสารวัฏ ปรากฎ
"เราต่างก็คือเพื่อนร่วมสังสารวัฏ"

การทำลายอัตตา
อัตตาเรา กับ อัตตาเขา จะถูกทำลายไปพร้อม ๆ กัน
เพราะ เรา เขา ต่างเชื่อมต่อกันตามเส้นทางที่ปรากฎ
เหมือนการยกไม้ขึ้น ไม่ได้ยกขึ้นเพียงฝั่งใด
ถ้าขึ้นนั่นคือ มันขึ้นพ้นจากดินทั้งสองฝั่ง

:b41: :b41: :b41:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 11:30 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


แก่น แกน
เฮงเจีย กะ พระยูไล
นิมิตธรรม

รูปภาพ

ปริศนาธรรม: ทำไมเห้งเจียไม่สามารถหนีจากฝ่ามือพระยูไล?


ในตำนานไซอิ๋ว เราคงจำได้ว่า เห้งเจียมีฤทธิ์มาก เห้งเจียทั้งเหยียบเมฆา ห้าวหาญ ตีลังกาฝุ่นตลบท่องเที่ยวไปทั่วจักรวาลและใน 3 ภพ อย่างไรก็ตาม ด้วยฤทธิ์ของเห้งเจียมีมาก กลับเป็นผลเสีย ทำให้เห้งเจียไม่อยู่ในโอวาท คึกคะนอง ซุกซน และทะนงในตนเองมากเกินไป ใครๆก็เอาไม่อยู่
เนื่องจากเห้งเจียรู้ว่า เทพในสวรรค์ต่างสู้ฤทธิ์ของตนเองไม่ได้ เห้งเจียเลยชอบอาละวาดในสวรรค์ชั้นต่างๆ



วันหนึ่ง เห้งเจียก็เจอดี ไปรับคำท้าของพระยูไล ที่ท้าว่าถึงเห้งเจียจะมีฤทธิ์มากเพียงใด ก็ไม่สามารถเหาะไปพ้นฝ่ามือของตถาคต(พระยูไล)หรอก หลังจากเห้งเจียรับคำท้าของพระยูไลแล้ว เห้งเจียก็กระโดดหนีร้อยลี้พันลี้หมื่นลี้ จนคิดว่าตนเองหนีอยู่จากฝ่ามือพระยูไลแล้ว แต่จริงๆเห้งเจียกลับยังอยู่บนฝ่ามือพระยูไล

สุดท้ายพระยูไล ( ตถาคต )ก็ดับความอหังการของเห้งเจีย ทับเห้งเจียด้วยฝ่ามือของพระองค์ ที่ในที่สุดกลับกลายเป็นเขาห้ายอด


วิเคราะห์ปริศนาธรรมเรื่องนี้


สรรพสิ่งที่อยู่ใน 3 ภพ ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น โดยเฉพาะขันธ์ 5 มันเป็นมายา เป็นทิฏฐิ หรือเป็นอุปทานที่ไม่เป็นจริง แต่เราไปคิดว่ามันเป็นจริงเอง ด้วยเหตุนี้จิตที่อยู่ในขันธ์ 5 ของเห่งเจียก็ยังอยู่ในภพทั้ง 3 จึงไม่สามารถออกพ้นมือของพระยูไล ที่เป็นธรรมกาย(อายตนะนิพพาน) พระยูไลท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านเป็นสัพพัญญู ท่านอยู่พ้นหรืออยู่เหนือภพทั้ง 3


“ขันธุ์ห้าเป็นของหนักเด้อ”


รูปภาพ
http://www.watkoh.com/kratoo/forum_posts.asp?TID=3786


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 11:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้าเราเบากริยาการส่งภาษาออกไปได้
เราจะเห็นการทำงานของ ภาคการรับ
พระยูไล ดับความอหังการของเห้งเจีย ทับเห้งเจียด้วยฝ่ามือของพระองค์ ที่ในที่สุดกลับกลายเป็นเขาห้ายอด

"มายา"
นิ้ว กลายเป็น ภูเขา
ภูเขา กลับคืนเป็น นิ้ว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 12:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1795


 ข้อมูลส่วนตัว


Normal เขียน:
:b8:

ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่จริง

ของจริงสงบ สว่าง ว่าง รู้จักกาล
ของไม่จริงฟุ้งซ่าน โอ้อวด


ไม่โอ้อวดถูกแล้วครับ
แต่นิ่งใบ้ นี่ผมไม่เห็นด้วยนัก
ต้องดูว่าสิ่งที่พูดเป็นจริงมั้ย เป็นประโยชน์มั้ย สมควรแก่กาลหรือไม่จึงกล่าวออกไป
ถ้าของจริงนิ่งเป็นใบ้ไม่พูดนี่ก็แย่เหมือนกันครับ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 22:36 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


FLAME เขียน:
Normal เขียน:
:b8:

ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่จริง

ของจริงสงบ สว่าง ว่าง รู้จักกาล
ของไม่จริงฟุ้งซ่าน โอ้อวด


ไม่โอ้อวดถูกแล้วครับ
แต่นิ่งใบ้ นี่ผมไม่เห็นด้วยนัก
ต้องดูว่าสิ่งที่พูดเป็นจริงมั้ย เป็นประโยชน์มั้ย สมควรแก่กาลหรือไม่จึงกล่าวออกไป
ถ้าของจริงนิ่งเป็นใบ้ไม่พูดนี่ก็แย่เหมือนกันครับ


:b8: :b8:
ใช่ครับ..เรื่องนิ่ง ๆ นี้ใครก็สู้แท่งหินภูเขา..ไม่ได้สักคนหรอก.. :b12:

แต่ที่อรหันต์ท่านพูดอย่างนี้..ก็พูดเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะผู้ที่กำลังนั่งฟังอยู่นั้น..

แต่ไม่ได้ให้ใช้..กับทุกกรณี

อย่างหลวงตาท่านก็บอกโต้ง ๆ ว่าท่านพ้นแล้ว....นี้ก็เดาว่า...ต้องมีเหตุผลเช่นกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 22:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
แก่น แกน
เฮงเจีย กะ พระยูไล
นิมิตธรรม

วิเคราะห์ปริศนาธรรมเรื่องนี้


สรรพสิ่งที่อยู่ใน 3 ภพ ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น โดยเฉพาะขันธ์ 5 มันเป็นมายา เป็นทิฏฐิ หรือเป็นอุปทานที่ไม่เป็นจริง แต่เราไปคิดว่ามันเป็นจริงเอง ด้วยเหตุนี้จิตที่อยู่ในขันธ์ 5 ของเห่งเจียก็ยังอยู่ในภพทั้ง 3 จึงไม่สามารถออกพ้นมือของพระยูไล ที่เป็นธรรมกาย(อายตนะนิพพาน) พระยูไลท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านเป็นสัพพัญญู ท่านอยู่พ้นหรืออยู่เหนือภพทั้ง 3



:b12:
ให้นึกถึงเรื่องผกาพรหมณ์...ไม่ว่าจะแปลงเป็นอะไร..ไปอยู่ที่ไหน ๆ ในจักรวาล...พระพุทธองค์ก็รู้ได้หมด...แต่พอพระองค์จงกรมอยู่เหนือศรีษะ..พรหมณ์ที่มีฤทธิ์มาก...กลับหาไม่เจอ

คนมันอยู่คนละระบบกัน...
ระบบหนึ่งมีธาตุมีวัตถุ....จึงมีระยะมีมิติมีเวลา...
อีกระบบไม่มีธาตุไม่มีวัตถุ....จึงไม่มีระยะไม่มีมิติไม่มีเวลา...

หากให้วิ่งแข่งกัน...ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่า..ใครจะเป็นผู้ชนะ...

พระพุทธองค์ก็สอนให้เรา ๆ สละกายนี้เสีย..งั้ยละ :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 22:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


:b1:

:b32: เออ นั่นจิ่ :b32: :b32:

อืมมมม :b39: :b39: :b39:
แจ่ม :b39: :b39: :b39:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2011, 23:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1795


 ข้อมูลส่วนตัว


FLAME เขียน:
Normal เขียน:
:b8:

ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่จริง

ของจริงสงบ สว่าง ว่าง รู้จักกาล
ของไม่จริงฟุ้งซ่าน โอ้อวด


ไม่โอ้อวดถูกแล้วครับ
แต่นิ่งใบ้ นี่ผมไม่เห็นด้วยนัก
ต้องดูว่าสิ่งที่พูดเป็นจริงมั้ย เป็นประโยชน์มั้ย สมควรแก่กาลหรือไม่จึงกล่าวออกไป
ถ้าของจริงนิ่งเป็นใบ้ไม่พูดนี่ก็แย่เหมือนกันครับ



อันนี้ที่ผมกล่าวเพราะนึกถึงพระพุทธองค์ครับ เพราะคิดว่าหากพระพุทธองค์ซึ่งเป็นผู้รู้จริงไม่บอกสอนธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รู้ตามแล้วไซร้ โลกคงถึงคราววิบัติ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 152 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร