วันเวลาปัจจุบัน 29 ต.ค. 2020, 06:46  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 240 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14 ... 16  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2015, 07:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5988


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
สมาบัติ8 พอคุ้นหูอยู่บ้างค่ะ :b27:
ก็คือผู้ได้ฌาน1-8 ก็สามารถเข้าถึง นิโรธสมาบัติได้ คือทำให้เกิดขึ้นได้ใช่ใหม
ตรงนี้ต้องเกิดจากความตั้งใจ ตั้งแต่ครั้งแรกเลยใหม
เมื่อไปถึงแล้วถึงรู้(คือเมื่อออกมาถึงค่อยรู้)หรือรู้ตั้งแต่ก่อนไป
เป็นเรื่องที่ต้องฝึกกันใหมคะ หรือได้แล้วก็สามารถทำได้ง่ายๆ
**คำถามต่อนี้ขอไม่เปรียบเทียบสมาบัติ เพราะอาจจะมีคำอะไรที่ใกล้เคียงอีก
ฟังแล้วเป็นเรื่องที่คนธรรมดาทำได้ยาก เอาเป็นว่าเป็นความดับสิ้นตัวรู้ ทุกอย่าง
มีใหม ที่จะมีบางคนได้สัมผัสแล้ว สุขล้ำ(เมื่อออกมาแล้วนะ เพราะในขณะนั้นคงไม่รับรู้อารมณ์ใด
แล้วยังจะมีความ*หวั่น *กลัวก็ไม่เชิง เพราะเชื่อมั่นสัมผัสได้แล้ว ถึงการหายไปหมดสิ้นจริง


การเข้านิโรธสมาบัติจะต้องชำนาญในการเข้าออกจากฌานจนคล่องแคล่ว
หมายถึงจะเข้าตรงไหนออกตรงไหนก็ได้ หรือจากต้นไปหาปลายหรือจากปลายไปหาต้นก็ได้
แต่การเข้านิโรธสมาบัติจะต้องออกจากฌานก่อนตรงฌานที่ ๔ ตรงจตุตถฌานเพื่อตรวจดู
ทำบุพพกิจ ๔ อย่างก่อน ทำบุพพกิจ ๔ อย่าง เหล่านี้ คือ
๑. การอธิษฐานให้บริขารต่าง ๆ ของตนพ้นจากภัยอันตราย (นานาพัทธอวิโกปนะ)
๒. การอธิษฐานให้ออกจากนิโรธสมาบัติได้ทันที เมื่อพระพุทธเจ้าต้องการพบตัว (สัตถุปักโกสนะ)
แต่สมัยนี้ ยกเว้นข้อนี้
๓. การอธิษฐานว่า เมื่อสงฆ์ประชุมกัน หากต้องการพบตัวข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ออกจากนิโรธสมาบัติ
ทันเวลาประชุม (สังฆปฎิมานนะ)
๔. การอธิษฐานกำหนดเวลาเข้านิโรธสมาบัติ (อัทธานปริจเฉทะ) จะต้องตรวจดูก่อนว่า
จะมีอายุอยู่ถึง ๗ วันหรือไม่ถ้าไม่ถึง ๗ วันท่านก็จะไม่เข้า

การเข้านิโรธสมาบัติ
จิตเจตสิก ดับ ลมหายใจดับ
กรรมไม่ดับ กรรมยังอยู่ ชีวิตยังอยู่
อุตุยังอยู่ตลอดไป
อาหารจะยังอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน
การเข้านิโรธสมาบัติก็เหมือนกับเข้านิพพานเพียงชั่วคราว
เมื่อเข้านิโรธสมาบัติอยู่ จิตเจตสิกก็ดับ การรับรู้อะไรก็ต้องดับด้วย
เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ จิตเจตสิก ลมหายใจก็มีเหมือนเดิม

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2015, 08:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แล้วถ้าไม่ใช่การเข้านิโรธสมาบัติ
การทำสมาธิ มีสติรู้กับปัจจุบันอารมณ์ แล้วเกิดความดับสิ้นทุกอย่าง ไปเพียงชั่วขณะ
คล้ายสัมผัสได้ถึงความเบาหวิว ดั่งเส้นใยใหมจะขาดออกจากกันอย่างแผ่วเบาที่สุด
หรือเหมือนเราค่อยหรี่แสงตะเกียงที่ละน้อยๆๆจนดับไป แล้วเร่งคืนกลับคืนมา
เรียกว่าอะไรคะ

:b8: :b8: ขอบคุณ คุณลุงหมาน ให้ความรู้ในบทสนทนามากมายค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2015, 10:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5988


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
แล้วถ้าไม่ใช่การเข้านิโรธสมาบัติ
การทำสมาธิ มีสติรู้กับปัจจุบันอารมณ์ แล้วเกิดความดับสิ้นทุกอย่าง ไปเพียงชั่วขณะ
คล้ายสัมผัสได้ถึงความเบาหวิว ดั่งเส้นใยใหมจะขาดออกจากกันอย่างแผ่วเบาที่สุด
หรือเหมือนเราค่อยหรี่แสงตะเกียงที่ละน้อยๆๆจนดับไป แล้วเร่งคืนกลับคืนมา
เรียกว่าอะไรคะ

:b8: :b8: ขอบคุณ คุณลุงหมาน ให้ความรู้ในบทสนทนามากมายค่ะ

สภาวะแบบนี้สัมผัสมาจริงหรือนึกเอามาเพียงเพื่อถาม

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2015, 06:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่เล่าไม่ใช่เป็นปัญหา เพราะหากไม่ถามก็ไม่คิดจะเล่าอยู่แล้วค่ะ
ชั่งใจอยู่ แต่คิดว่าคุณลุงตอบมาให้อยู่เรื่อย หากถามกลับมาบ้างก็คงต้องตอบ :b8:
ตรงนี้เห็นชัด เป็นเรื่องที่ยังแคลงใจอยู่ค่ะ ยังติดอยู่ ถึงได้พยายามถามถึงแต่ละอารมณ์จาก
หลายๆคำถามก่อนหน้านี้ ว่านั่นคืออะไร นี่เรียกอะไร เป็นไปได้ใหม ทำแล้วอันตรายใหม
ทำแบบนี้ แล้วต่อจากนี้ๆ คืออะไร แล้วแต่จังหวะในคำตอบ จะทำให้ถามต่อไปได้
*เพราะหลังจากวันนั้นจนวันนี้หนึ่งเดือนก็ยังไม่ได้ทำสมาธิ :b5:
คำถามจึงออกจะถามอะไรแปลกๆ เพราะคิดว่าใช่/ไม่ใช่ มีแนวไหนที่จะเป็นไปได้อีก
ซึ่งไม่ถามต่อก็ได้ค่ะ ก็พยายามด้วยตนเองต่อไป
ขอบคุณคุณลุงอีกครั้งค่ะ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2015, 07:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ทำไมถึงลบ...ข้อปฏิบัติที่ทำ...ที่พบมา...ละครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2015, 07:31 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ที่ตรงนี้ เริ่มจากมีเหตุจูงใจให้ตั้งคำถาม มาเรื่อยๆ ด้วยการอยากรู้คำตอบ
เพื่อเป็นประโยชน์ ชนิดที่แบบเฝ้าติดตามเลยค่ะ *เพราะเป็นปัญหาสำหรับตัวเอง
แต่เมื่อต้องจบท้ายด้วย เจ้าของกระทู้ท่านคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล่า ไม่จำเป็นต้องตอบอีก เลยเกรงใจ
และผิดประเด็นของตัวเอง คงเพราะไอเดียสื่อไปไม่ชัดเจนหน่ะค่ะคุณกบ :b8: :b9: :b9:
ว่าเป็นปัญหาที่ต้องการคำตอบ จึงลบออก
แต่ก็ได้ความชัดเจนมาประมาณหนึ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2015, 09:47 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


ลองไปตั้งกระทู้...ของตัวเองดูซิครับ..คุณไอเดีย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 09:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5988


 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อเดินทางบนถนนสายเกิดยังไงเสียมันก็ดับ
เมื่อมันมีดับมันก็ต้องมีเกิดตามวงจรของถนนสายนี้
จะแตกต่างกับผู้ที่เดินบนถนนสายดับ เมื่อมันดับมันก็จะไม่มีเกิดอีก
http://www.youtube.com/watch?v=hpwydcrA-rE
คงอาจจะพอเข้าใจได้ง่ายๆ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 12:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


b8: :b8: ค่ะลุงหมาน
ตั้งใจจะไปให้ถึงพระนิพพานให้ได้ในชาตินี้ อธิษฐานไว้มาก
แต่ปฏิบัติไม่มาก แค่เป็นช่วงๆ แต่ก็พยายามหมั่นตรวจดูใจตัวเองถึงสิ่งดีชั่วบ่อยๆ อันไหนละได้ ละยังไม่ได้
เมื่อปฏิบัติไม่มาก พอถึงซึ่งความดับไปตรงนี้ เลยไม่มั่นใจ ว่าถ้าหากใช่สภาวะนิพพาน คงจะเร็วเกินไปที่จะเกิดขึ้น
จึงกลัวหลงไปทางไหนหน่ะค่ะ ปัญญาไม่ถึง ถึงกับคิดว่าเมื่อใช่แล้ว ไม่อยากไป ตรงนี้น่าอายจังค่ะ :b3:
แต่อย่างที่บอกทบทวนดูแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่ตามรู้ ปล่อยไปตามธรรมชาติ
คงต้องค้นดูใจตัวเองให้ได้ละค่ะ ว่าติดอะไร :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 12:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
แล้วถ้าไม่ใช่การเข้านิโรธสมาบัติ
การทำสมาธิ มีสติรู้กับปัจจุบันอารมณ์ แล้วเกิดความดับสิ้นทุกอย่าง ไปเพียงชั่วขณะ
คล้ายสัมผัสได้ถึงความเบาหวิว ดั่งเส้นใยใหมจะขาดออกจากกันอย่างแผ่วเบาที่สุด
หรือเหมือนเราค่อยหรี่แสงตะเกียงที่ละน้อยๆๆจนดับไป แล้วเร่งคืนกลับคืนมา
เรียกว่าอะไรคะ


เรียกว่า จิตตกภวังค์ แล้วก็ออกจากภวังค์

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 13:37 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มิ.ย. 2014, 20:13
โพสต์: 710

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จิตตกภวังค์คืออะไร
สติตามไม่ทันหรือคะ
Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 13:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
จิตตกภวังค์คืออะไร
สติตามไม่ทันหรือคะ
Kiss

จิตตกภวังค์ ด้วยอำนาจสติสมาธิ


สติตามอยู่ตรงนั้นครับ

ถ้าหลับหรือ สัปปะหงก ไม่ใช่ตกภวังค์ครับ จึงไม่มีสติครับ

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 15:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5988


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
b8: :b8: ค่ะลุงหมาน
ตั้งใจจะไปให้ถึงพระนิพพานให้ได้ในชาตินี้ อธิษฐานไว้มาก
แต่ปฏิบัติไม่มาก แค่เป็นช่วงๆ แต่ก็พยายามหมั่นตรวจดูใจตัวเองถึงสิ่งดีชั่วบ่อยๆ อันไหนละได้ ละยังไม่ได้
เมื่อปฏิบัติไม่มาก พอถึงซึ่งความดับไปตรงนี้ เลยไม่มั่นใจ ว่าถ้าหากใช่สภาวะนิพพาน คงจะเร็วเกินไปที่จะเกิดขึ้น
จึงกลัวหลงไปทางไหนหน่ะค่ะ ปัญญาไม่ถึง ถึงกับคิดว่าเมื่อใช่แล้ว ไม่อยากไป ตรงนี้น่าอายจังค่ะ :b3:
แต่อย่างที่บอกทบทวนดูแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่ตามรู้ ปล่อยไปตามธรรมชาติ
คงต้องค้นดูใจตัวเองให้ได้ละค่ะ ว่าติดอะไร :b9:

การอธิษฐานมันเป็นเพียงแค่ตั้งใจเท่านั้น เหมือนต้องการอยากได้ในสิ่งที่ต้องการ
แล้วใช้วิธีบนบาลเทวดา เป็นต้น แต่ไม่ได้ลงมือทำมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
นิพพานไม่ได้มาจากการอ้อนวอนหรือการขอเอา
การจะเข้าถึงพระนิพพานได้ต้องเจริญองค์มรรค ๘ มี ( ศีล สมาธิ ปัญญา) ให้เกิดพร้อมกัน
เรียกอีกอย่างว่าให้มรรค ๘ สมังคีย์ เพื่อทำการประหานกิเลสตามกำลังแห่งมรรค์นั้นๆ
เมื่อเข้าถึงพระนิพพานจริงแล้ว พระนิพพานมีขึ้นมาดับกิเลส

ถ้ามั่นใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็เดินทางที่พระองค์ทรงชี้ทางไว้ให้แล้ว
ไม่ต้องกลัวหลงทาง ถ้าเห็นความไม่เที่ยงของรูปนาม มันจะเบื่อหน่ายของรูปนามอยากหนีให้พ้น
เหมือนเอามือเข้าไปจับก้อนเหล็กที่ร้อนอยู่ จะต้องรีบสลัดออกก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ที่เราคิดว่ายังไม่อยากไปนั้น เพราะกิเลสที่เป็นตัวตัณหาต่างหาก ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่ในภพภูมิ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ม.ค. 2015, 15:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5988


 ข้อมูลส่วนตัว


idea เขียน:
จิตตกภวังค์คืออะไร
สติตามไม่ทันหรือคะ
Kiss

น ท ม ช ช ช ช ช ภ จุติ - ปฏิสนธิ ภ ภ
แสดงภาพภวังคจิตสีแดง

ภวังคจิต เป็น "องค์ของภพ" มักใช้รวมกับจิต เป็นภวังคจิต เป็นจิตมีลักษณะเกิดดับ
อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการสืบต่อสันตติของจิต ย่อมอาศัยการถ่ายทอดข้อมูลจากภวังคจิตจิตดวงเดิม
ไปสู่จิตดวงใหม่ ด้วยกระบวนการของการทำงานของภวังคจิต เพราะเหตุว่าภวังคจิต
เป็นเหตุให้สร้างจิตดวงใหม่ตลอดเวลาก่อนจิตดวงเก่าจะดับไป จึงชื่อว่าเป็นเหตุแห่ง "ภพ"
หรือเป็นเหตุสร้าง"ภพ"

ภวังคจิต มี ๓ อย่าง คือ
๑. ภวังคบาท คือภวังคจิตที่ทรงอารมณ์เก่า อันเป็นอารมณ์ที่ได้มาจากภพหรือจิตดวงก่อน
และกำลังกระทบอารมณ์ใหม่
๒. ภวังคจลนะ คือ เป็นภวังคจิตที่ไหวตัว เพราะเหตุที่มีอารมณ์ใหม่ มากระทบ จึงน้อมไปในอารมณ์ใหม่
(สร้างและถ่ายทอดข้อมูลสู่จิตดวงใหม่)
๓. ภวังคปัจเฉทะ คือเป็นภวังคจิตที่ตัดกระแสภวังค คือ ปล่อยอารมณ์เก่า วางอารมณ์เก่า เพื่อรับอยู่กับ
อารมณ์ใหม่หรือจิตดวงใหม่

ภวังคจิต เป็น วิบากจิต คือ จิตใต้สำนึกส่วนลึกที่สุดของจิตเป็นที่สั่งสมอารมณ์จนกลายเป็นอุปนิสัย

ภวังคจิต จะเกิดคั่นระหว่างวิถีจิตในแต่ละวาระ ทำหน้าที่สืบต่อและดำรงภพชาติ

ภวังคจิต จะเกิดขึ้นเมื่อวิถีจิตดับ และเมื่อเกิดวิถีจิตภวังคจิตจะดับลง เมื่อวิถีจิตดับลงภวังคจิต
จะเกิดขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่มีภวังคจิต พอขาดวิถีจิต จิตจะไม่มีการสืบต่อสันตติก็เท่ากับสิ้นชีวิต

ภวังคจิต ในขณะที่เปลี่ยนภพจุติใหม่สู่ชาติใหม่ จะใช้ชื่อว่า ปฏิสนธิจิตแทน ซึ่งเป็นขณะจิตแรก
ของแต่ละชาติ ภวังคจิตจึงสืบต่อภพในระดับเปลี่ยนชาติด้วย

ภวังคจิต คือมโนทวารเป็นอายตนะที่ ๖ อันเป็นวิบาก เป็นอัพยากฤต ซึ่งเป็นจิตตามสภาพปกติ
เมื่อยังไม่ขึ้นสู่วิถีจิตรับรู้อารมณ์ จะเป็นเพียงมโน ยังไม่เป็นมโนวิญญาณ เมื่อรับอารมณ์คือเจตสิก
จะกลายเป็นมโนวิญญาณ

มีพุทธพจน์ว่า “จิตนี้ประภัสสร (ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์) แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา" จิตที่ประภัสสรในที่นี้พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่าหมายถึงภวังคจิต

(ไม่ใช่อย่างข้างบนที่อธิบายแบบมั่วๆนึกคิดเอาเองทั้งนั้นแบบหาหลักฐานไม่ได้)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ม.ค. 2015, 07:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5988


 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
ลุง เพ้อไปถึงไหน
เอาพุทธพจน์มาสนับสนุน ของสกปรก
อธิบายภวังคจิต เป็นคุ้งเป็นแคว......

อ้างคำพูด:
มีพุทธพจน์ว่า “จิตนี้ประภัสสร (ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์) แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา"

ของดีมีแค่นี้

ที่เหลือ เน่า หมด

ภวังคจิต .....จิต เป็นองค์แห่งภพ ที่เรียกว่าเป็นองค์แห่งภพ เพราะ อวิชชาตัณหาอุปาทานยังไม่สิ้นไปหมดไป และเป็นจิตที่ยังไม่มีอาการกระเพื่อมแสดงออกโดยอวิชชาตัณหาอุปาทาน

ไม่กระเพื่อมคือไม่ยังไม่ทำหน้าที่
จิตก็จิตดวงนั้นนั่นเองที่ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆด้วยอำนาจของสมุทัย....

สำนักอภิธรรมลุงน่ะ....
มันมีจิตหลายดวง จิตดวงใครดวงมัน และไปไม่เป็นไง เลยเอาสันตติมาต่อไว้
ยิ่งอธิบายวิถีจิต ยิ่งชุ่ยมั่กๆ
ชวนวิถี 7 ขณะ ก็มั่วสุดๆ
หลับตากอดไปเถอะลุง แต่อย่าบอกใครไปทั่วๆ ว่าเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าล่ะ
จะเท่ากับ เป็นการยัดคูถให้พระพุทธองค์กล่าว


ลูกศิษย์ของพระศาสดาควรทำความเห็นให้ตรง(ทิฏฐุชุกรรม)
ไม่ควรทำความเห็นให้ตรงกับสมณะเหล่าอื่น ที่อิงอาศัยพุทธวจนะ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 240 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14 ... 16  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร