วันเวลาปัจจุบัน 26 มี.ค. 2026, 13:49  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 11:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5530


 ข้อมูลส่วนตัว


" เกิดเป็นมนุษย์ ถือเป็นลาภอันประเสริฐ ดีชั่วอยู่ตัวเรา อย่าไปน้อยใจ ขอให้ตั้งใจทำแต่ความดี
เกิดมาเป็นคนเสียที ก็สร้างความดีเอาไว้ "

องค์หลวงปู่ประสาร สุมโน







“..คนตายตายไปแล้ว เราอยู่ก็ตาย มันจะกลัวตายไปทำไม ความตายมาถึงละหวั่นไหว พระพุทธเจ้าบอกไม่ให้หวั่นไหว ได้ความสรรเสริญก็ดีใจ แต่มันไม่เที่ยง ความนินทาติเตียนก็มีในโลกนี้มีแต่มันไม่เที่ยง ลาภเกิดขึ้นก็มีในโลก แต่มันก็เสื่อมไป ความสรรเสริญเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป ความนินทาเกิดขึ้นก็เสื่อมไป สิ่งไหนล่ะจะเอามาเป็นสาระแก่นสาร เราจะไปยึดไปถือทำไม ปล่อยวางให้หมด ทำจิตให้เป็นอารมณ์เดียว ให้เป็นพุทโธ ๆ พุทโธคือผู้รู้ ให้ใจเราเบิกบาน อย่าให้ใจเราเศร้าหมอง ครั้นใจเราเศร้าหมอง ต้องชำระสะสางให้ใจเราเบิกบานอย่าให้ขุ่นมัว ให้ดูใจของตนนี่ เราจะได้บุญที่สุดก็เพราะจิตสงบวิเวก..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





“..มูลการของสังสารวัฏฏ์ฐีติภูตํอวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อุปาทานํ ภโว ชาติ..”
“..คนเราทุกรูปทุกนามที่ได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ล้วนแล้วแต่มีที่เกิดทั้งสิ้น กล่าวคือมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด ก็แลเหตุใดท่านจึงบัญญัติปัจจยาการ แต่เพียงว่า อวิชฺชา ปจฺจยา ฯลฯ เท่านั้น อวิชชาเกิดมาจากอะไร? ท่านหาได้บัญญัติไว้ไม่ พวกเราก็ยังมีบิดามารดา อวิชชาก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนกัน ได้ความตามบาทพระคาถาเบื้องต้นว่า ฐีติภูตํ นั่นเองเป็นพ่อแม่ของอวิชชา ฐีติภูตํ ได้แก่จิตดั้งเดิม
เมื่อฐีติภูตํประกอบไปด้วยความหลงจึงมีเครื่องต่อกล่าวคืออาการของอวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมีอวิชชาแล้ว จึงเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งเป็นสังขารพร้อมกับความเข้าไปยึดถือ จึงเป็นภพชาติคือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียกว่า ปัจจยาการ เพราะเป็นอาการสืบต่อกัน วิชชาและอวิชชาก็ต้องมาจากฐีติภูตํเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อฐีติภูตํกอปรด้วยอวิชชา จึงไม่รู้เท่าอาการทั้งหลาย แต่เมื่อฐีติภูตํกอปรด้วยวิชชา จึงรู้เท่าอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง นี่พิจารณาด้วยวุฎฐานคามินีวิปัสสนา รวมใจความว่า ฐีติภูตํ เป็นตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ์ (การเวียนว่าตายเกิด) ท่านจึงเรียกชื่อว่า “มูลตันไตร”
เพราะฉะนั้นเมื่อจะตัดสังสารวัฏฏ์ให้ขาดสูญ จึงต้องอบรมบ่มตัวการดั้งเดิมให้มีวิชชารู้เท่าทันอาการทั้งหลายตามความเป็นจริงก็จะหายหลงแล้วไม่ก่อการทั้งหลายใดๆ อีก ฐีติภูตํ อันเป็นมูลการก็หยุดหมุนหมดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ด้วยประการฉะนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..เราจะไปเกิดในที่ดีมันยากแล้ว บุญมันบ่ถึงเขา เราต้องทำเอา เกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์อันสูงสุด ก็เป็นเพราะ ปุพเพกะตะปุญญะตา บุญหนหลังมาติดตามตนให้เกิดเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์ ครั้นเป็นผู้สมบูรณ์แล้วก็ อัตตะสัมมาปะณิธิ ให้ตั้งตนอยู่ในที่ชอบ อย่าไปตั้งตนอยู่ในที่ชั่ว รักษาศีล ให้ทาน หัดทำสมาธิอย่าให้ขาด ศีลห้ารักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีลแปดให้รักษา ให้พากันภาวนาอยู่ สมาธิมันไม่มีที่อื่น ให้นั่งภาวนา พทโธ ๆ ไม่ต้องร้องให้มันแรงดอก ให้มันอยู่ในใจซื่อ ๆ ดอก การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์ มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป บ่มีสูญหายดอก ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ..’’

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







“..การทำบุญมีสองอย่าง หนึ่งคือการสละทรัพย์เงินทองเพื่อสร้างถาวรวัตถุในพระศาสนา หรือการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนข้าวของ เรียกว่าอามิสบูชา ส่วนบุญอีกอย่างหนึ่งนั้นคือการถือศีลภาวนาทำสมาธิวิปัสสนา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งแทงตลอดให้เกิดเป็นปัญญาเป็นผู้รู้ ดังที่เราภาวนาว่า “พุทโธ” ซึ่งแปลว่า “ผู้รู้ผู้ฉลาด” อันนี้เรียกว่า “ปฏิบัติบูชา” เป็นบุญอันสูงสุด อันจะนำตนเองให้พ้นจากกองทุกข์ในโลกนี้ได้ ช่วยตัวเองได้ มิให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป บุญข้อนี้เป็นบุญอันสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญผู้ปฏิบัติ ทั้งอามิสบูชา และปฏิบัติบูชานี้เป็นเสมือนแม่น้ำสองสายที่ใสสะอาดไหลมารวมกันลงสู่แอ่งน้ำใหญ่อันอยู่ในห้วงหัวใจของเราเอง เป็นแหล่งน้ำอันเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ พร้อมที่จะนำความเย็นฉ่ำชุ่มชื่นไปทั่วทุกหัวระแหง เกิดคุณค่าและประโยชน์อันประมาณมิได้ที่สายน้ำนั้นได้ซึมซาบ ผ่านไปยังถิ่นต่างๆ แอ่งน้ำในหัวใจเราเป็นเสมือนเขื่อนกักน้ำไว้เพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น แต่บัดนี้ได้เกิดมีรูรั่วขึ้นที่เขื่อนกั้นน้ำนั้นแล้ว คือเกิดสลดใจวิจิกิจฉาในบุญกุศลที่ตัวได้ทำลงไป พระอาจารย์มั่นท่านจึงมาสอนเราให้รู้จักอุดรูรั่วในหัวใจหรือเขื่อนกั้นน้ำนั้นเสีย มิให้น้ำที่ไหลมารวมกันนั้นรั่วไหลไปที่อื่นอย่างไร้ประโยชน์ รักษาแอ่งน้ำนั้นไว้ให้มีน้ำเต็มเปี่ยม บริสุทธิ์และสะอาด เพื่อยังประโยชน์ต่อไป เข้าใจไหม?..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)







#กุศล_เป็นธาตุของแข็ง

"... ดวงจิตของเราก็ดี กุศลของเราก็ดี เมื่อเข้าไปแทรกด้วยกัน อารมณ์ของเราก็เป็นสมาธิ เมื่ออารมณ์กับจิตนี้กระทบกันเข้าก็เกิดแสงเป็น วิปัสสนาญาณ

เมื่อเกิดวิปัสสนาญาณแล้วความหิวกระหายมันก็ดับ เพราะมันมีอาหารทิพย์กินแล้ว ทำไมมันจึงหิว?
เพราะมันขี้เกียจนั่งสมาธิ ตัณหามันก็ดึงให้วิ่งไป ดวงจิตของเราก็เช่นเดียวกัน
โลกก็โลกไม่รู้จักพอ โกรธก็โกรธ หลงก็หลง เมื่อตัณหาดับ เกิดความปราโมทย์มันก็อิ่ม ดวงจิตก็เป็น ธรรมสัปปายะ ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ ดวงจิตของผู้นั้นก็เบิกบานเป็น พุทโธ เกิดเป็นอริยะขึ้น ตั้งชื่อว่า อริยชน เป็นยอด เป็นสิ่งเลิศของมนุษย์

ไม่ว่าศีลอะไร ต่างกันโดยชื่อและอานิสงส์เท่านั้น
สัปปายะ แก่เข้าก็เกิดปัญญา ปัญญาแก่ก็เห็นความจริง เห็นความจริงก็ดับตัณหา ตัณหาดับก็เป็น นิโรธะ ..."
--------------------------------------------------------
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง
จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)







อำนาจแห่งความดีที่เกิดขึ้น
จากการให้ทาน การเสียสละ เป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น ให้ทานแก่สัตว์ก็เป็นบุญ
จากการให้ทานของสัตว์ ไม่ใช่จะให้สัตว์แล้วไม่มีบุญ ได้ด้วยกันตามขั้นตามภูมิ
ของผู้จะรับการสงเคราะห์สงหา เราได้ เป็นบุญเป็นกุศล เป็นความดีงามตลอดมา

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






#กุศล_เป็นธาตุของแข็ง

"... ดวงจิตของเราก็ดี กุศลของเราก็ดี เมื่อเข้าไปแทรกด้วยกัน อารมณ์ของเราก็เป็นสมาธิ เมื่ออารมณ์กับจิตนี้กระทบกันเข้าก็เกิดแสงเป็น วิปัสสนาญาณ

เมื่อเกิดวิปัสสนาญาณแล้วความหิวกระหายมันก็ดับ เพราะมันมีอาหารทิพย์กินแล้ว ทำไมมันจึงหิว?
เพราะมันขี้เกียจนั่งสมาธิ ตัณหามันก็ดึงให้วิ่งไป ดวงจิตของเราก็เช่นเดียวกัน
โลกก็โลกไม่รู้จักพอ โกรธก็โกรธ หลงก็หลง เมื่อตัณหาดับ เกิดความปราโมทย์มันก็อิ่ม ดวงจิตก็เป็น ธรรมสัปปายะ ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ ดวงจิตของผู้นั้นก็เบิกบานเป็น พุทโธ เกิดเป็นอริยะขึ้น ตั้งชื่อว่า อริยชน เป็นยอด เป็นสิ่งเลิศของมนุษย์

ไม่ว่าศีลอะไร ต่างกันโดยชื่อและอานิสงส์เท่านั้น
สัปปายะ แก่เข้าก็เกิดปัญญา ปัญญาแก่ก็เห็นความจริง เห็นความจริงก็ดับตัณหา ตัณหาดับก็เป็น นิโรธะ ..."
--------------------------------------------------------
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง
จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)







พิจารณา ธรรมชาติของกาย
เพื่อถอนความเข้าใจผิดในเรื่องกาย
ซึ่งเรายึดมั่นถือมั่น และเป็นที่มาของทุกข์
โดยไม่จำเป็นอย่างมากมาย ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร





“..คนตายตายไปแล้ว เราอยู่ก็ตาย มันจะกลัวตายไปทำไม ความตายมาถึงละหวั่นไหว พระพุทธเจ้าบอกไม่ให้หวั่นไหว ได้ความสรรเสริญก็ดีใจ แต่มันไม่เที่ยง ความนินทาติเตียนก็มีในโลกนี้มีแต่มันไม่เที่ยง ลาภเกิดขึ้นก็มีในโลก แต่มันก็เสื่อมไป ความสรรเสริญเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป ความนินทาเกิดขึ้นก็เสื่อมไป สิ่งไหนล่ะจะเอามาเป็นสาระแก่นสาร เราจะไปยึดไปถือทำไม ปล่อยวางให้หมด ทำจิตให้เป็นอารมณ์เดียว ให้เป็นพุทโธ ๆ พุทโธคือผู้รู้ ให้ใจเราเบิกบาน อย่าให้ใจเราเศร้าหมอง ครั้นใจเราเศร้าหมอง ต้องชำระสะสางให้ใจเราเบิกบานอย่าให้ขุ่นมัว ให้ดูใจของตนนี่ เราจะได้บุญที่สุดก็เพราะจิตสงบวิเวก..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






อาตมา
..เป็นพระโง่..
โง่ที่เชื่อพระพุทธเจ้า
โง่ที่เชื่อหลวงปู่ดุลย์
โง่ที่ไม่ทำตามกิเลส อาตมาเลยเป็นพระมาจนทุกวันนี้
โยมลองโง่ตามพระพุทธเจ้า
โง่ทำตามคำสอนของหลวงปู่ดุลย์ซิ
แล้วโยมจะรู้ว่าไม่เป็นทาสของกิเลสมันดีอย่างไร
มันสบายอย่างไร

โอวาทธรรม : หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล







หลวงพ่ออยากจะตั้งคำถามพวกเราท่านทั้งหลาย ให้พวกเรานึกย้อนหลังไป และก็นึกไปข้างหน้า และก็นึกมองภาพที่พวกเรารู้จักมักคุ้น ผู้คนทุกระดับที่เราได้พบได้เห็นได้ยิน ไม่ใช่คำถามของหลวงพ่อนะ เป็นคำถามของพระพุทธเจ้าที่ท่านถามมาแล้ว หลวงพ่อก็เลยมาถามพวกเราต่อ ให้พวกเราหาคำตอบให้ตนเอง

ท่านถามว่า ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร ให้พวกเรานึกดู ตั้งแต่เราเกิดมา กว่าจะมาเป็นเด็ก พอเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง อยากจะเด่นดัง แต่งงานคิดว่าจะมีความสุข แฟนของเราไม่ถูกใจ ทุกข์อีก อยากจะได้ลูก ได้ลูกแล้วลูกไม่ได้อย่างใจอีก ทุกข์ใจอีก จนลูกเป็นผู้ใหญ่แต่งงานไม่ได้อย่างใจ พ่อแม่ทุกข์อีก ในครอบครัว สามี ภรรยา ถึงจะมีเงินมากขนาดไหน แต่ในจิตในใจมันมีความทุกข์อยู่ทุกระดับ อันนี้คือชีวิตของฆราวาส

อย่างชีวิตของพระ อย่างหลวงพ่อ หลวงพ่อมีความสุขไหม หลวงพ่อพูดได้เลย บริหารวัดไม่ใช่ของสนุก พระเณรของหลวงพ่อเจ็บไข้ได้ป่วย หลวงพ่อเป็นหัวหน้า มองซ้ายมองขวา มองหน้ามองหลัง จะทำยังไงจึงจะดูแล เวลาใช้ลูกน้องแต่ละองค์ไปทำธุระ ถ้าหากรถเฉี่ยวรถชนก็ต้องเป็นภาระของหัวหน้า หัวหน้าก็เหมือนกัน ออกไปทำธุระให้กับวัดวาศาสนา ล้วนแล้วแต่มีเรื่องแบกภาระทั้งหมด นั่นแหละหลวงพ่อมองหลวงพ่ออย่างนั้นนะลูกหลาน

เรื่องลาภเรื่องยศก็เหมือนกัน ถ้าใครมีเงินมาก มียศมาก มีสรรเสริญมาก มีสุขมาก ผู้ที่จะมาแย่งลาภแย่งยศแย่งสรรเสริญเราก็มี พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบว่า เหมือนกับไก่ตัวหนึ่งคาบไส้เดือนได้ตัวหนึ่ง ตัวอื่นก็แย่งไส้เดือนตัวที่มันคาบ ตัวนั้นก็วิ่งหนีจากหมู่เพราะจะไปกินตัวเดียว เพราะว่าตัวเองได้ไส้เดือนตัวเดียว ไก่ตัวอื่นก็รุมก็เตะไก่ตัวนั้น ผลที่สุดไก่ตัวนั้นก็สะบักสะบอมไม่ได้กินไส้เดือน พอหลุดจากปากตัวหนึ่งก็คาบอีก คาบอีกก็เตะอีก ไล่กันไปไล่กันมา ผลที่สุดไส้เดือนไม่รู้ขาดไปที่ไหนก็ไม่รู้ เอาไปเอามาไม่ได้กินสักตัว แต่ไก่ถูกเตะสะบักสะบอมไปเกือบทุกตัว นี้ล่ะท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์ของเราเกิดมาในโลกนี้แย่งลาภแย่งยศกันเหมือนกับไก่แย่งไส้เดือนกัน เตะตีกันสะบักสะบอมไปเกือบทุกตัว

สรุปแล้วก็คือ เกิดมาเป็นมนุษย์นี่หาความสุขที่แท้จริง หาดูซิหาได้ที่ไหน ในเมื่อหาไม่ได้แล้วจะทำยังไง พระพุทธองค์ท่านก็บอกว่าให้ย้อนกลับมาหาดูตนเอง อย่าลืมตัว ให้มองตัว ในเมื่อเราหาความสุขไม่ได้อย่างนั้นแล้ว เราก็รู้อยู่แล้วว่าโลกมันเป็นอยู่อย่างนี้ เราจะปล่อยวางยังไง เราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร มิใช่ว่าประชดชีวิตของเรา ดื่มของมึนเมาเข้าไป อบายมุขทุกอย่าง ประชดเข้าไป ยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก

แล้วจะแก้ไขอย่างไร วิธีแก้ไข ไม่มีทางอื่น มีแต่ทำใจ ดูใจของตนเอง ภายนอกก็ทำให้ถูกต้อง การอยู่ด้วยกันมีการเสียสละ เอื้อเฟื้อเอื้ออารีต่อกัน มีเมตตาต่อกัน การกระทำเป็นสัมมาทิฏฐิ การพูดก็เป็นสัมมาทิฏฐิ การคิดในใจก็เป็นสัมมาทิฏฐิ คือคิดดี ทำดี พูดดี อย่าไปคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว รู้ไหมชั่ว พวกเราได้รับการศึกษาดีแล้ว พวกเราจะต้องรู้ เว้นเสียแต่โกหกตัวเอง ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดี แต่ทำไป ปิดบังเอาไว้ คิดว่าคนอื่นคงไม่รู้ ปิดความชั่วแล้วปิดความในใจของตนเอง ตามที่จริง ตัวเองรู้ว่าอันนี้คือคิดชั่ว แล้วก็ทำออกไป มันก็ทำชั่ว พูดออกไปก็ชั่ว แต่ว่าปิดไว้ๆ เพื่อเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเขา ความชั่วมันโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแลตนเองจะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สุขที่แท้จริงคืออะไร”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘







Thai/English
"...มนุษย์เราน่ะ
ถ้าเป็นประชาชน ไม่ได้บวช
ก็นอนวันละ ๘ ชั่วโมงก็พอแล้ว
ถ้าบวชแล้ว เหมือนหลวงพ่อ
ก็นอนสัก ๖ ชั่วโมงก็พอ
ถามหลวงพ่อว่าทำไมนอนน้อยกว่าโยม
ก็เพราะว่า มันต้องนอนน้อยกว่าน่ะ
เป็นพระยกเลิกตัวตน ก็มีความสุขน่ะ

หลวงพ่อชาพาปฏิบัติน่ะ
ให้นอน ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ อย่างนี้น่ะ
ไม่มีข้อแม้ใด ๆ

หลวงปู่มั่นบอกอาจารย์ชาว่า
นอน ๔ ทุ่มนะ ตื่นตี ๒ นะ
บวชมา อย่าไปอ้วนมาก หัวล้าน ลงพุงน่ะ

หลวงพ่อมองดู ใครหัวล้าน ลงพุง

หลวงพ่อชาบอกว่า
ใจของเรานี่สำคัญน่ะ อย่างนี้น่ะ
พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เราต้องเคารพ
เพราะความเคารพ กับความสงบ มันคืออันเดียวกัน

ถ้าเราไม่เคารพ มันก็ไม่สงบน่ะ
ถ้าเราไม่เคารพ ก็ไปเป็นผัวของชาวบ้านเขา
ไปเป็นลูกเขยของชาวบ้านเขาอีกด้วย
หัวใจไปกินก๋วยเตี๋ยวในตลาด
ไปอยู่ในคลับ อยู่ในบาร์
ความเคารพมันถึงจะเกิดความสงบได้

การประพฤติการปฏิบัติต้องให้ติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ
อย่าให้เหมือนน้ำหยด

เป็นพระเป็นแม่ชีต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำนะ
อย่าให้เหมือนน้ำหยด

เราเน้นที่ตัวของเรานี่แหละ
เราอย่าปฏิบัติเพื่อให้เขาเลื่อมใสน่ะ
ถ้าปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นเลื่อมใส ก็ต้องอาบัติ

ปฏิบัติไม่ให้เขาเลื่อมใส เราจะปฏิบัติทำไมล่ะ
พวกนี้ไม่เข้าใจ
เขาก็เน้นที่ตัวเอง
ให้ตัวเองมันเลื่อมใสตัวเอง อย่างนี้นะ
ไม่ใช่ให้คนอื่นเขาเลื่อมใส

เราปฏิบัติให้ตัวเองเลื่อมใสตัวเอง
ปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นเลื่อมใส
มันหลอกลวงเขานี่นะ

เรายกเลิกตัวตน
ทุกคนก็รักเราน่ะ
เราไม่ต้องมาขอหลวงพ่ออยู่หรอก..."

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันอังคารที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๙

◇◇◇◇◇◇◇
…For us human beings,
if we are laypeople and have not ordained,
sleeping about eight hours a day is sufficient.
But once ordained, like Luang Phor,
sleeping around six hours is enough.
If you ask Luang Phor why monks sleep less than laypeople,
it is because they are meant to sleep less.
When one becomes a monk and lets go of self-identity,
there is happiness.

Luang Phor Chah guided his disciples in practice
by having them sleep at 9 p.m. and wake at 3 a.m.
with no exceptions at all.

Luang Pu Mun told Ajahn Chah:
“Sleep at 10 p.m., wake at 2 a.m.
Once ordained, do not become overly fat, bald, and pot-bellied.”

Luang Phor observe people —
seeing who has become bald and pot-bellied.

Luang Phor Chah taught that
the state of our mind is what truly matters.
We must respect the monastic discipline in all its minor and major rules,
because respect and inner peace are essentially the same thing.

If we do not have respect, there will be no peace.
Without respect, one may end up becoming someone’s husband,
or someone’s son-in-law again.
The heart will wander off to eat noodles in the marketplace,
to linger in clubs and bars.
Only through respect can true calm arise.

Our conduct and practice must be continuous like a flowing stream,
not intermittent like dripping water.
Monks and mae-chees must practise continuously like a flowing stream,
not like occasional drops of water.

We must emphasise our own inner training.
We should not practise merely to inspire others’ faith.
If we practise just to make others feel devoted,
it becomes an offence against the discipline.

If we practise without understanding this,
we may end up focusing only on ourselves in the wrong way —
seeking admiration rather than genuine transformation.

Instead, we must practise until we ourselves have faith in our own practice,
not practise simply to make others feel impressed.
Practising in order to gain others’ admiration
is a form of deception.

When we abandon self-identity,
everyone will naturally feel loving-kindness toward us.
There is no need to come and request permission from Luang Phor to stay. ...

Luang Phor Gunhah Sukhakamo
Wat Pah Subthawee Dhammaram
Tuesday, 24 March 2026

#ใจดีใจสบาย
#ธรรมะใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#บันทึกเด็กวัด
#LuangPhorGunhah_Sukhakamo
#JaideeJaisabaai #WatSubthawee
#DekwatJournal







ไปบิณฑบาตตามหลักของกิจวัตรแห่งการบิณฑบาตแล้วท่านจะไปสนใจกับอาหารการกินอะไร ท่านดูหัวใจท่าน เดินจงกรมไปเรื่อยๆ ดูงานที่เคยทำอยู่ในใจทำอยู่ในนั้นตลอด ใครเคยทำงานชิ้นไหนๆ อารมณ์ใดก็ปฏิบัติตัวอยู่กับอารมณ์นั้นตลอดไปเลย เดินไปก็สักแต่ว่าไป รับบาตรก็สักแต่ว่ารับ ถ้าท่านจะแย็บออกไปข้างนอกก็แย็บเป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ไปเสีย ไม่เป็นสัตว์เป็นบุคคลพอที่จะให้ติดให้ข้อง ไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย เป็นธาตุ ธาตุต่อธาตุ ธาตุรับธาตุเช่นเอาข้าวมาใส่ ข้าวก็เป็นธาตุอันหนึ่ง คนที่มาใส่ก็เป็นธาตุอันหนึ่ง ผู้รับก็เป็นธาตุอันหนึ่ง บาตรก็เป็นธาตุอันหนึ่ง ท่านแยกเป็นธาตุๆ ไปหมดไม่มีอะไรที่จะเข้ามาเกี่ยวกวนท่านเลย นั่นท่านรักษาท่านอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นจึงว่าบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่ใช่บิณฑบาตแบบโลเลโลกเลก ตาลอกแลก ๆ หาแต่ขันข้าว เคยเห็นมาแล้วนี่ บิณฑบาตตาเถ่อมองหาแต่ขันข้าว เท้าจะไปชนไปเตะอะไรก็ช่างหัวมันขอให้ได้เห็นขันข้าวก็พอ นั่นพวกยักษ์พวกผีบิณฑบาตไม่ใช่เป็นแถวแนวของพระพุทธเจ้า แถวแนวของพระพุทธเจ้าบิณฑบาตเป็นอย่างว่านี่ องค์ไหนรายใดที่เคยทำหน้าที่อะไรในการภาวนาของท่าน ท่านกำลังทำงานอะไรอยู่ท่านก็ทำงานของท่านตลอดไปเลยทั้งไปทั้งกลับ ไม่สนใจกับอะไร อาหารบิณฑบาตได้อะไรไม่ได้อะไรท่านไม่สนใจยิ่งกว่าการดูจิตใจตลอดเวลา นี่เรียกว่าบิณฑบาตเป็นวัตร จำเอาไว้นะ นี่ละบิณฑบาตเป็นวัตรเป็นอย่างนั้น คือเป็นกิจวัตร เป็นการเดินจงกรมไปในตัว อยู่ธรรมดาท่านก็ทำอย่างนั้น เวลาฉันท่านก็พิจารณาของท่านอย่างนั้น สักแต่ว่าฉันสักแต่ว่าสัมผัสลิ้นปาก แต่งานของท่านที่ทำท่านไม่ปล่อย นั่นเรียกว่าฉันอาหารเป็นวัตร ฉันบิณฑบาตเป็นวัตร จึงว่าเป็นวัตรๆ ข้อปฏิบัติ ไม่ใช่โลเลโลกเลก

ธุดงค์ ๑๓ ข้อนี้เป็นเครื่องกำจัดกิเลสได้เป็นอย่างดีตั้งแต่ต้นจนอวสาน ไม่บกพร่องในธุดงค์ ๑๓ ข้อนี้ นั่นละพระครั้งพุทธกาลท่านดำเนินอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านถึงได้เป็นสรณะของพวกเรา เป็นสรณะได้อย่างภูมิใจด้วย ตัวเองก็ภูมิใจในสรณะของตัวเอง แล้วพวกญาติโยมเขามาเคารพนับถือนี้ก็ไม่เอนไม่เอียง ไม่เก้อไม่เขิน ไม่ตื่นเต้นไม่ตกใจ ไม่ดีใจไม่เสียใจ เพราะเจ้าของพออยู่แล้วในเจ้าของ ไม่ตื่นเต้นทุกอย่าง นั่นผู้ที่เคารพนับถือก็ได้เต็มภูมิๆน่ะซี เนื้อนาบุญเอกเป็นอย่างนั้น

ไปเห็นในตำราแล้วมาเทียบกับพวกเราทุกวันนี้มันเหมือนลิง สมัยทุกวันนี้ไม่ว่าพระว่าเณรว่าฆราวาสว่าเขาว่าเรานะเป็นแบบลิงเหมือนกันไปหมด ไม่ตำหนิใครแหละตำหนิไปหมดตั้งแต่ต้นเลย ตั้งแต่ผู้พูดนี่แหละออกไปกระจายไปหมดมันพอๆกัน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน แล้ว สรณํ คจฺฉามิ จะได้มายังไง มีแต่กิเลสเต็มหัวใจ สรณํ คจฺฉามิ ไฟเผาหัวใจ สรณํ คจฺฉามิ อยู่งั้น ใจเป็นสรณะได้ยังไง เป็นไม่ได้ มันเผาหัวใจ ท่านผู้รักษาใจท่านรักษาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงว่ารักษายากมากนะ รักษาใจนี่

เพราะใจนี่ถูกสิ่งเลวร้ายทั้งหลายมันบีบบังคับตลอดเวลา ที่จะกำจัดปัดเป่ามันออกได้นี่ต้องเอากันอย่างหนักๆ หนักไปคนละแบบๆ เวลาพยายามตั้งเนื้อตั้งตัวนี้ก็หนักแบบหนึ่ง อันนี้งานหยาบนี่ ผาดโผนโจนทะยานมาก เรื่องความเพียรก็ผาดโผน ความเพียรทางกายก็ผาดโผน ทางใจก็ผาดโผน ทางกายก็ฟาดกันจน....เดินจงกรมกี่ชั่วโมงก็ไม่ได้สนใจหยุด นั่งภาวนากี่ชั่วโมงก็ไม่สนใจจะหยุด มีแต่ฟาดกันอยู่ตลอดเวลา นี่หนัก นอกจากนั้นยังอดนอนผ่อนอาหาร กินบ้างไม่กินบ้าง นอนบ้างไม่นอนบ้าง มีแต่เรื่องทรมานส่วนร่างกายซึ่งมันผาดโผนเป็นเครื่องเสริมราคะตัณหา ตีมันลงไปๆ เพื่อให้ธรรมออกได้ ให้ธรรมออกได้ด้วยจิตตภาวนา

พอได้หลักเกณฑ์พอประมาณแล้ว พอได้ที่อบอุ่นแล้ว ทีนี้ก็เอาอีกแหละ หมุนติ้วเข้าอีกงานหนึ่ง งานนั้นก็ละเอียดกว่านี้ไปอีก หมุนละเอียดเข้าไปกว่ากันๆเรื่อย กิเลสละเอียดเท่าไรงานของธรรมก็ยิ่งละเอียด ทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดไปตามๆกันหมด ถ้ากิเลสไม่ม้วนเสื่อหมดทุกตัวแล้วไม่มีเวลา จึงเห็นได้ว่ามีกิเลสเท่านั้นเป็นข้าศึกในหัวใจสัตว์โลก มีกิเลสเท่านั้น กิเลสม้วนเสื่อลงไปแล้วไม่มีอะไรมากวนใจ อยู่เป็นกัปเป็นกัลป์ก็เป็นกัปเป็นกัลป์ ดังที่ว่านิพพานเที่ยง ไม่เที่ยงยังไงก็กิเลสตัวไม่เที่ยงมันพังออกหมดแล้ว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พังหมดแล้ว ทีนี้ก็ไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปบีบบังคับก็เที่ยงตลอดเวลาละซิ สรุปความลงแล้วก็มีกิเลสเท่านั้นเป็นเครื่องก่อกวนที่สุดในโลกนี้

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “รักษาตัวรักษาใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
ณ วัดป่าบ้านตาด







“..#เราจะไปเกิดในที่ดีมันยากแล้ว บุญมันบ่ถึงเขา เราต้องทำเอา เกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์อันสูงสุด ก็เป็นเพราะ ปุพเพกะตะปุญญะตา บุญหนหลังมาติดตามตนให้เกิดเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์ ครั้นเป็นผู้สมบูรณ์แล้วก็ อัตตะสัมมาปะณิธิ ให้ตั้งตนอยู่ในที่ชอบ อย่าไปตั้งตนอยู่ในที่ชั่ว รักษาศีล ให้ทาน หัดทำสมาธิอย่าให้ขาด ศีลห้ารักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีลแปดให้รักษา ให้พากันภาวนาอยู่ สมาธิมันไม่มีที่อื่น ให้นั่งภาวนา พทโธ ๆ ไม่ต้องร้องให้มันแรงดอก ให้มันอยู่ในใจซื่อ ๆ ดอก การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์ มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป บ่มีสูญหายดอก ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ..’’

อนาลโยวาท
#หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






“..ถ้าเรามีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ที่ใจของเรา บริบูรณ์เต็มที่ เราจะไปอยู่โลกไหนก็ไปได้ เพราะเรามีที่พึ่งที่อาศัย ที่ไป ที่อยู่แล้ว เราจะไปจะอยู่ก็มีความสุข เราจะพึ่งอะไรก็พึ่งได้ เมื่อเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ในใจของเราอย่างล้นฝั่งอยู่เสมอ ไม่บกพร่อง เราจะพึ่งโลกไหนก็ พึ่งได้โดยแท้ ไม่ต้องสงสัย เมื่อพวกท่านทั้งหลาย ได้สดับในโอวาทานุศาสนีแล้ว ให้พากันกำหนดจดจำไว้ในใจ นำเอาไปปฏิบัติตาม อย่าพากันมีดวามประมาท ดังได้แสดงมาด้วยประการ ฉะนี้..”

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






"...จงพากันมีสติคอยระวังตัว
อย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเปล่าๆ

เรียนเปล่าและตายทิ้งเปล่า ไม่มีธรรม

อันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติด

ตัวบ้างเลย

มนุษย์เรานั้นเกิดมายากแล้ว ยังต้อง

มาเป็นทุกข์กับการใช้ชีวิตอีก อย่าได้

ใช้ชีวิต ให้วันเวลา ล่วงไปโดยปราศจาก

ประโยชน์เลย จงอย่าประมาทในชีวิต

สร้างสะพานข้ามวัฏสงสารกันเทอญ.."

หลวงปุ่มั่น ภูริทัตโต






" หมั่นสร้างกุศลบุญ สร้างบุญทาน ศีล ภาวนา เมตตาทานเป็นกุศล เลี้ยงทานช่วยคนให้พ้นจากทุกข์ บุญหนุนนำตามรักษา ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญ "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม







“..คนตายตายไปแล้ว เราอยู่ก็ตาย มันจะกลัวตายไปทำไม ความตายมาถึงละหวั่นไหว พระพุทธเจ้าบอกไม่ให้หวั่นไหว ได้ความสรรเสริญก็ดีใจ แต่มันไม่เที่ยง ความนินทาติเตียนก็มีในโลกนี้มีแต่มันไม่เที่ยง ลาภเกิดขึ้นก็มีในโลก แต่มันก็เสื่อมไป ความสรรเสริญเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป ความสุขเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป ความนินทาเกิดขึ้นก็เสื่อมไป สิ่งไหนล่ะจะเอามาเป็นสาระแก่นสาร เราจะไปยึดไปถือทำไม ปล่อยวางให้หมด ทำจิตให้เป็นอารมณ์เดียว ให้เป็นพุทโธ ๆ พุทโธคือผู้รู้ ให้ใจเราเบิกบาน อย่าให้ใจเราเศร้าหมอง ครั้นใจเราเศร้าหมอง ต้องชำระสะสางให้ใจเราเบิกบานอย่าให้ขุ่นมัว ให้ดูใจของตนนี่ เราจะได้บุญที่สุดก็เพราะจิตสงบวิเวก..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







เราจะเป็นเพื่อนที่ดีกับใคร เราต้องพยายาม
เข้าใจเขาให้ดีเสียก่อน เราจึงจะทำหน้าที่
ของเพื่อน เช่น การช่วยป้องกันอันตราย
หรือสนับสนุนให้เขาได้ความสุขความเจริญ
จึงจะได้ผลดี ในทำนองเดียวกันเราจะเป็น
เพื่อนที่ดีกับตัวเอง ต้องเข้าใจตัวเองเสียก่อน

แต่ทุกวันนี้คนเราไม่ค่อยรู้จักตัวเอง
จึงไม่เป็นเพื่อนกับตัวเองเท่าที่ควร
ไม่อยากเป็นทุกข์เลย แต่ชอบสร้างเหตุ
สร้างปัจจัยให้เป็นทุกข์อยู่เรื่อย ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 125 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร