วันเวลาปัจจุบัน 08 ส.ค. 2020, 05:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2018, 06:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5941


 ข้อมูลส่วนตัว




20180618_191046.jpg
20180618_191046.jpg [ 112.99 KiB | เปิดดู 436 ครั้ง ]
.........
สงเคราะห์ปฏิจจสมุปบาทโดยสัจจะ
ตามสุตันตภาชนียนัย ปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลกัน
ในฝ่ายโลกียธรรม หรือวัฏฏธรรม คือ ธรรมที่หมุนเวียนไปอยู่ในโลก
ไม่พ้นไปจากการเวียนว่าตายเกิดในวัฏฏทุกข์ จึงสงเคราะห์เข้าในปฏิจจสมุปบาท
อันเป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อทุกข์นี้ ลงใน ทุกขสัจจะ โดยส่วนเดียว

ตามอภิธรรมภาชนียนัย สงเคราะห์ปฏิจจสมุปบาทลงในฝ่ายโลกียสัจจ์ ดังนี้ :-

อวิชชา, สังขาร, สงเคราะห์เป็น สมุทยสัจจะ
วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, สงเคราะห์เป็น ทุกขสัจจะ

ตัณหา, อุปาทาน, กัมมภวะ, สงเคราะห์เป็น สมุทยสัจจะ
อุปปัตติภวะ, ชาติ, ชรามรณะ, สงเคราะห์เป็น ทุกขสัจจะ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2018, 07:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5941


 ข้อมูลส่วนตัว


การพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ๔ นัย เพื่อละทิฏฐิ ๗
การพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ๔ นัย ได้แก่
๑. เอกัตตนัย
๒. นานัตตนัย
๓. อพยาปารนัย
๔. เอวังธัมมดานัย

ทิฏฐิที่ถูกละ ๗ อย่าง ได้แก่:-
๑. อุทเฉททิฏฐิ
๒. สัสสตทิฏฐิ
๓. อัตตทิฏฐิ
๔. อิสสรนิมมานวาททิฏฐิ
๕. นัตถิกทิฏฐิ
๖. อเหตุกทิฏฐิ
๗. อกิริยาทิฏฐิ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2018, 10:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5941


 ข้อมูลส่วนตัว


๑ . การพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยเอกัตตนัย เป็นการพิจารณาแล้วรู้ว่า
รูปนามขันธ์ ๕ ของสัตว์ทั้งหลาย มีการ เกิด ดับ ติดต่อกันไม่ขาดสาย ในภพหนึ่งๆก็ดี
ในภพต่อๆ ไปก็ดี การพิจารณาอย่างนี้ เรียกว่า เอกัตตนัย สามารถละอุจเฉททิฏฐิ
และ นัตถิกทิฏฐิได้ เพราะเป็นสันตติที่เป็นความสืบต่อกันอย่างไม่ขาดสายของรูปนาม
ิคิอ เห็นความเกิดแล้วตาย เมื่อตายแล้วเกิดอีก ไม่มีการสูญหายไป แต่ผู้เห็นผิดย่อมยึดถือสัสสตทิฏฐิได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2018, 11:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5941


 ข้อมูลส่วนตัว




20180619_143618.jpg
20180619_143618.jpg [ 101.92 KiB | เปิดดู 358 ครั้ง ]
......
ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมอันยอดเยี่ยม ที่ทำให้พระโพธิสัตว์ ได้เป็นพระพุทธเจ้าทันที
แม้ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ยังได้พิจารณาธรรมปฏิจจสมุปบาทต่ออีก ๗ วัน
ธรรมนั้นที่ว่า มหาปัฏฐาน เป็นธรรมพระองค์มีความปิติมากกว่าธรรมที่ผ่านมา

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2018, 08:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5941


 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติปจฺจยา โสกปริเทว ทุกฺข โทมนสฺ อุปายาส สมฺภวนฺติ
ชาติเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ โสกะ, ปริเทวะ, ทุกขะ, โทมนัส, อุปายาส, เหล่านี้
ชี้ให้เห็นความเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย คือ ปฏิจจสมุปบาท มีอวิชชา เป็นต้น
แต่บรรดาสัตว์ทั้งหลายส่วนมาก มองไม่เห็นความเป็นไปของชีวิตตามเหตุผลของธรรมชาติ
คงมีแต่ความหลงใหลไปในสมมุติบัญญัติต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง
โดยสำคัญผิดคิดว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คนนั้นเกิด คนนั้นตาย

ถ้าว่าตามสภาวะที่จริงแล้ว สัตว์, บุคคล, ตัวตน, เรา, เขา, หญิง, ชาย, เหล่านี้ไม่มีเลย
คงมีแต่สภาวที่เป็น ซึ่งรูปธรรม นามธรรม ที่เป็นเหตุเป็นผล เกิดขึ้นสืบต่อเนื่องกันไป
อย่างไม่ขาดสาย ซึ่งรูปธรรมนามธรรม เหล่านี้ก็ล้วน เป็นกองทุกข์ทั้งสิ้น
ธรรมเหล่านี้ก็ไม่มีผู้ใดสร้างขึ้น การเกิดขึ้นกองธรรมชาติเหล่านี้ ก็อาศัยปัจจัยต่างๆ มีอวิชชาเป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ"
แปลความว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์แท้ๆ ทั้งปวงนี้ เพราะอาศัยปัจจัยต่างๆ
มีอวิชชาเป็นตัวต้นเหตุนั่นเอง

ถ้าตราบใด อวิชชายังมีอยู่ การเกิด การตาย ของสัตว์ทั้งหลาย ก็ยังไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ตราบนั้น
ต่อเมื่อทำลายอวิชชาให้สิ้นสุดลงได้ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นอันยุติลง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2018, 10:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5941


 ข้อมูลส่วนตัว




20180620_092938.jpg
20180620_092938.jpg [ 96.83 KiB | เปิดดู 335 ครั้ง ]
เมื่อ ชาติ เกิดขึ้นก็หมุนเข้าหา ชรา มรณะทันที พร้อมกันนั้น
ชาติ ก็เป็นปัจจัยให้ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะอุปายาสะ เกิดขึ้นด้วย(ดูภาพ)

ในอภิธรรมภาชนียนัย พระองค์ไม่ทรงแสดง โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น
ซึ่งผลของชาติ ทรงแสดงแต่"ชาติปจฺจยา ชรามรณํ" เท่านั้น
ทั้งนี้เพราะในจิตขณะหนึ่งๆ นั้น โสกะ ปริเทวะ เป็นต้นเหล่านี้
ย่อมเกิดขึั้นไม่ได้ และก็ไม่เกิดได้ในภูมิทั่วไป คือ เกิดในรูปภูมิ อรูปภูมิไม่ได้
ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงไม่แสดง โสกะ ปริเทวะ ป็นต้น ที่เป็นผลของชาติด้วย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 14:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5941


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร