วันเวลาปัจจุบัน 27 ต.ค. 2020, 01:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 356 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 ... 24  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 13:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
ทดไว้ก่อน ขอทำงานแล้วจะกลับมา ^^

แค่อากาศ เขียน:
หากไม่ทำแต่จำมาพูดมันก็แค่วิชาเรียนที่มีทั่วไป ทำให้พระธรรมไม่ทรงคุณค่าไม่ได้ล้ำค่าใดๆ เพราะที่ท่องจำมาตนไม่เห็นจริงเป็นการฟังและสอนให้เชื่อตามๆกันมาเท่านั้น เมื่อใดเห็นจริงเมื่อนั้นเห็นพระพุทธเจ้า



เชิญต่อครับท่านเอกอน กระทู้เรากำลังสนุกเจริญใจครับ

tongue tongue tongue smiley smiley smiley smiley

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 14:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2285

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
กรณา ความสงเคราะห์ นี้เราให้แก่ศีลได้ยังไงบ้างครับ
มุทิตา ความยินดี ความอิ่มใจ คงไว้ได้อยู่นี้ เราให้แก่ศีลยังไงบ้างครับ
อุเบกขา ความไม่ยินดียินร้าย ว่าด้วยกรรม เราให้เแก่ศีลยังไงบ้างครับ

ขอความรู้ด้วยครับ


โพสท์ไว้รอท่านกบ ครับ อิอิ

พรหมวิหารสี่

- เมตตา ความรัก ความไม่โกรธ
- กรุณา ความไม่เบียดเบียน ปรารถนาจะช่วยให้พ้นทุกข์
- มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อคนอื่นประสบกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
- อุเบกขา การวางใจให้สงบอยู่ได้ ด้วยความรู้ด้วยปัญญา เมื่อตนหรือคนอื่นสัตว์อื่นประสบกับ ความทุกข์ ความเดือดร้อน

"ผู้ที่มีธรรมคือเมตตากรุณาพร้อมทั้ง หิริ โอตตัปปะ ย่อมเป็นผู้มีศีล" เพราะธรรมที่กล่าวถึงนี้เป็นรากเหง้าของศีลทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ถ้าไม่มีธรรมเหล่านี้แล้วศีลจะตั้งมั่นไม่ได้เลย ท่านเปรียบ ธรรมเหมือนกับไม้ยืนต้น ศีลเป็นกิ่งก้านสาขาต้องอาศัยรากเหง้าดูดอาหารมาหล่อเลี้ยง กิ่งก้านสาขาจึงเขียวชอุ่มอยู่ได้ ศีลก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ศีลที่รักษาดีแล้ว ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีธรรมประจำใจ มีเมตตากรุณา ไม่อิจฉาริษยา ไม่พยาบาทป้องร้าย เมื่อเรารักษาศีล ศีลย่อมรักษาเรา ดั่งคำที่ว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ฉะนี้แล ..

เมตตา แก้ความโกรธ ความพยาบาท
มุทิตา แก้ อิจฉาความริษยา
อุเบกขา แก้ ความฟุ้งซ่าน ความเครียด


eragon_joe เขียน:
Gard ว่า OK แต่ Gon ยังไม่ K นะ
สั้นไปนะ ตั๊บนะ Gon ขอยาวกว่านี้หน่อยได้ป่าวววว :b13:

:b32: :b32: :b32:

ส่่วน อ๊บซ์ เร็ว ๆ เลย ตั้งไฟรอแล้ว...

:b13:
.. ได้แค่นี้แหละ เจ็บคอ อิอิ .. :b13: :b13:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 18:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิริยะ เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
กรณา ความสงเคราะห์ นี้เราให้แก่ศีลได้ยังไงบ้างครับ
มุทิตา ความยินดี ความอิ่มใจ คงไว้ได้อยู่นี้ เราให้แก่ศีลยังไงบ้างครับ
อุเบกขา ความไม่ยินดียินร้าย ว่าด้วยกรรม เราให้เแก่ศีลยังไงบ้างครับ

ขอความรู้ด้วยครับ


โพสท์ไว้รอท่านกบ ครับ อิอิ

พรหมวิหารสี่

- เมตตา ความรัก ความไม่โกรธ
- กรุณา ความไม่เบียดเบียน ปรารถนาจะช่วยให้พ้นทุกข์
- มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อคนอื่นประสบกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
- อุเบกขา การวางใจให้สงบอยู่ได้ ด้วยความรู้ด้วยปัญญา เมื่อตนหรือคนอื่นสัตว์อื่นประสบกับ ความทุกข์ ความเดือดร้อน

"ผู้ที่มีธรรมคือเมตตากรุณาพร้อมทั้ง หิริ โอตตัปปะ ย่อมเป็นผู้มีศีล" เพราะธรรมที่กล่าวถึงนี้เป็นรากเหง้าของศีลทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ถ้าไม่มีธรรมเหล่านี้แล้วศีลจะตั้งมั่นไม่ได้เลย ท่านเปรียบ ธรรมเหมือนกับไม้ยืนต้น ศีลเป็นกิ่งก้านสาขาต้องอาศัยรากเหง้าดูดอาหารมาหล่อเลี้ยง กิ่งก้านสาขาจึงเขียวชอุ่มอยู่ได้ ศีลก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ศีลที่รักษาดีแล้ว ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีธรรมประจำใจ มีเมตตากรุณา ไม่อิจฉาริษยา ไม่พยาบาทป้องร้าย เมื่อเรารักษาศีล ศีลย่อมรักษาเรา ดั่งคำที่ว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ฉะนี้แล ..

เมตตา แก้ความโกรธ ความพยาบาท
มุทิตา แก้ อิจฉาความริษยา
อุเบกขา แก้ ความฟุ้งซ่าน ความเครียด


eragon_joe เขียน:
Gard ว่า OK แต่ Gon ยังไม่ K นะ
สั้นไปนะ ตั๊บนะ Gon ขอยาวกว่านี้หน่อยได้ป่าวววว :b13:

:b32: :b32: :b32:

ส่่วน อ๊บซ์ เร็ว ๆ เลย ตั้งไฟรอแล้ว...

:b13:
.. ได้แค่นี้แหละ เจ็บคอ อิอิ .. :b13: :b13:




สาธุ สาธุ สาธุ ครับท่านวิริยะเจริญใจผมดีแท้ครับ ยินดีกับธรรมนี้มากเลยครับ
Kiss Kiss Kiss
กรูณานี้ จะเป็นความสงเคราะห์ได้ไหมครับ จะเทียบได้กับการให้ทานได้มั้ยครับ แต่ก็ด้วยว่าเมตตาก็ทำความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแล้ว :b10: :b10: :b10: ผมก็เคยคิดอยู่นะครับว่าได้มั้ย 555 คิดไปเรื่อยครับอย่าถือสานะครับ :b10: :b10: :b10: จะช่วยกรุณาสงเคราะห์ธรรมผมเพิ่มด้วยก็ดีครับ สาธุ :b8: :b8: :b8:

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 19:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2010, 16:12
โพสต์: 2285

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว



- เมตตา คือความรัก ความปรารถนาดี ปรารถนาให้เป็นสุขพ้นจากทุกข์
- กรุณา ความสงสาร ขนขวายหาทางให้พ้นจากทุกข์ ได้เป็นสุข

เมตตากับกรุณาเป็นคำ ๆ เดียวกันแยกกันไม่ออก พูดง่าย ๆ คือ เมตตาเป็นเหตุกรุณาเป็นผล คล้ายกับทานการให้ การสงเคราะห์ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ทานแก้ความตระหนี่ เมตตาแก้ความโกรธ


:b1:

.....................................................
"พุทโธ .. พุทโธ .. พุทโธ"
ภาวนาวันละนิด จิตแจ่มใส


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 20:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


วิริยะ เขียน:
eragon_joe เขียน:
Gard ว่า OK แต่ Gon ยังไม่ K นะ
สั้นไปนะ ตั๊บนะ Gon ขอยาวกว่านี้หน่อยได้ป่าวววว :b13:

:b32: :b32: :b32:

ส่่วน อ๊บซ์ เร็ว ๆ เลย ตั้งไฟรอแล้ว...

:b13:
.. ได้แค่นี้แหละ เจ็บคอ อิอิ .. :b13: :b13:


:b12: :b16: :b16: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 20:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิริยะ เขียน:

- เมตตา คือความรัก ความปรารถนาดี ปรารถนาให้เป็นสุขพ้นจากทุกข์
- กรุณา ความสงสาร ขนขวายหาทางให้พ้นจากทุกข์ ได้เป็นสุข

เมตตากับกรุณาเป็นคำ ๆ เดียวกันแยกกันไม่ออก พูดง่าย ๆ คือ เมตตาเป็นเหตุกรุณาเป็นผล คล้ายกับทานการให้ การสงเคราะห์ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ทานแก้ความตระหนี่ เมตตาแก้ความโกรธ


:b1:



สาธุครับท่านวิริยะ งั้นก็ก็เข้าใจตามนี้ได้ สาธุ เจริญใจดีแท้ครับ

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 20:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
วิริยะ เขียน:
eragon_joe เขียน:
Gard ว่า OK แต่ Gon ยังไม่ K นะ
สั้นไปนะ ตั๊บนะ Gon ขอยาวกว่านี้หน่อยได้ป่าวววว :b13:

:b32: :b32: :b32:

ส่่วน อ๊บซ์ เร็ว ๆ เลย ตั้งไฟรอแล้ว...

:b13:
.. ได้แค่นี้แหละ เจ็บคอ อิอิ .. :b13: :b13:


:b12: :b16: :b16: :b12:



นู๋รอท่านเอกอนสอนธรรมอยู่นะครับ

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 22:36 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
eragon_joe เขียน:
วิริยะ เขียน:
eragon_joe เขียน:
Gard ว่า OK แต่ Gon ยังไม่ K นะ
สั้นไปนะ ตั๊บนะ Gon ขอยาวกว่านี้หน่อยได้ป่าวววว :b13:

:b32: :b32: :b32:

ส่่วน อ๊บซ์ เร็ว ๆ เลย ตั้งไฟรอแล้ว...

:b13:
.. ได้แค่นี้แหละ เจ็บคอ อิอิ .. :b13: :b13:


:b12: :b16: :b16: :b12:



นู๋รอท่านเอกอนสอนธรรมอยู่นะครับ

:b32:

เรื่อง ศีล เรื่อง พรหมวิหารเหร๋อ

ไม่รู้สิ่ ... :b32: :b9: เอกอนยิ่งมั่วๆซั่วๆ อยู่

เวลาเรียนพุทธศาสนาเรื่อง พรหมวิหาร น่ะ เอกอนก็คิดว่าตัวเองมีหมดนะ
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

ไม่รู้ว่า เรียนปุ๊บ มีปั๊บ หรือ มันเป็นการคิดไปเอง
เพราะดันถูกปลูกฝังมาในโรงเรียนตั้งแต่ระดับประถมมาแบบนั้น
ถ้าคิดแบบไม่คิดมาก ก็ตอบว่า พรหมวิหารเพียบเลย ปฏิบัติตามตำรา :b32:
แต่ถ้าพิจารณาแบบตรึกจริง ๆ ...

คือ เราถูกสอนมาว่าการรักษาศีล การเจริญพรหมวิหาร เป็นการทำกุศลนะ เป็นบุญ
เป็นหนทางสู่นิพพาน โน่น นี่ นั่น

แต่ในทางกลับกัน
ถ้าหากว่า ทำแล้วไม่ได้เป็นกุศล ไม่ได้เป็นบุญ ไม่ได้ทำให้ชีวิตวันหน้าดีขึ้น
แม้แต่จะสละเลือดเนื้อจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้สละ ก็ไม่ได้ช่วยให้ไปนิพพานล่ะ
และไม่ได้สละให้กับคนที่เรารัก เป็นการสละให้กับสิ่งที่ไร้ค่า สละไปอะไร ๆ ก็สูญเปล่า
เหมือนกับเอาทองคำแท่ง ไปแลกกับเม็ดทราย
ถ้าความจริงหนทางเป็นเช่นนั้น จะยังคงทำอยู่มั๊ย
ถ้ายังจะทำ ทำเพื่ออะไร ทำเพราะอะไร

บางทีคิดว่ามีพรหมวิหารมันง่าย เพราะใครก็คิดว่าตนมีพรหมวิหารได้

แต่อย่าคิดมาก ทำชีวิตให้มันเงียบ ๆ
และตรึกลงไปในใจให้ละเมียดละมัยละเอียดละออ
และสละในสิ่งที่ควรสละ
ไม่ต้องบริจาคเงิน 10 ล้านก็ได้ แต่สละในสิ่งที่ควรสละ

ถ้าไม่ยึดตำรามากนัก ผู้ปฏิบัติจะเห็นสิ่งที่ควรจะสละจริง ๆ

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2018, 23:37 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


:b1: ถ้าค่อย ๆ ทำไป น่าจะ ได้เห็น

Quote Tipitaka:
๖. ปัจจยาการวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
[๒๕๕] สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย
นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย
ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย
อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เกิดเพราะชาติ
เป็นปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

[๒๕๖] ในปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน
ความไม่รู้ทุกข์ ความไม่รู้ทุกขสมุทัย ความไม่รู้ทุกขนิโรธ ความไม่รู้
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า อวิชชา

[๒๕๗] สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นไฉน
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร กายสังขาร
วจีสังขาร จิตตสังขาร

ในสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน
กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จ-
*ด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

อปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน
อกุศลเจตนาเป็นกามาวจร นี้เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร

อาเนญชาภิสังขาร เป็นไฉน
กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร

กายสังขาร เป็นไฉน
กายสัญเจตนา เป็นกายสังขาร วจีสัญเจตนา เป็นวจีสังขาร มโนสัญ-
*เจตนา เป็นจิตตสังขาร

เหล่านี้เรียกว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ธ.ค. 2018, 00:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุครับท่านเอกอน ให้มุมมองแง่คิดที่ดีมากครับ

นั่นคือสอนให้สละโดยฉลาด :b8: :b8: :b8:

ถามต่อนะครับ

ถ้าว่าสละแล้วไปนิพพานไม่ได้ แจ่การสละนั้นเพื่อเกื้อกูลเราจะยังมีความอุ่นใจ ๔ อย่างมั้ยครับ หรือความอุ่นใจ ๔ อย่างไม่อาจใช้ได้กับฆราวาสแบบเราๆครับ

" ท่านทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ปราศจาก ความโลภ ความพยาบาท ความไม่หลง มีสติสัมปชัญญะมั่นคง มีใจเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา
แผ่ไปในทุกทิศ ทุกทาง ตลอดโลกทั่วสัตว์ ทุกเหล่า ในทุกสถานที่ ด้วยใจ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันไพบูลย์ ยิ่ง ไม่มีเวร ไม่มีการ
เบียดเบียน ท่านทั้งหลาย อริยะสาวกซึ่งมี จิต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่เศร้าหมอง มีจิตน้อมแผ้ว ย่อมได้ความอุ่นใจ 4 ประการ คือ

1.ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมมีจริง ก็อุ่นใจได้ว่า เมื่อตายแล้วจะได้ ไปสวรรค์
2.ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมไม่มีจริง ก็อุ่นใจได้ว่า ในชาตินี้ จะไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข
3. ถ้าทำบาปแล้ว ต้องได้รับทุกข์ ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์ใดๆ
4. ถ้าทำบาปแล้ว ไม่ต้องรับทุกข์ ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์ทั้งสองสถาน คือทั้งบาปที่ไม่ได้ทำ และบาปที่ทำ "
ที่มา : เกสปุตตสูตร ๒๐(๕๐๕)๑๘๔..

------------------------------------

จะเป็นไปได้ไหมว่าการสละแก่คนที่เราชัง ไม่รู้จัก คือสละโทสะออกจากใจเราแล้วจึงให้ ให้ตามสมควรแก่ฐานะที่ให้ได้ ขณะนั้นๆเราต้องรู้แล้วว่าเราให้เพื่ออะไรใช่มั้ยครับ ดังนั้นถ้าสละชีวิตขณะนั้นเราต้องรู้ว่าทำเพื่ออะไร เพื่อตนเอง เพื่อใคร อย่างนี้ถือว่ารู้จึงสละให้ไหมครับ

ก็ถ้าสละโทสะ วิจิกิจฉาออกได้ เราจะสุขได้มั้ยครับ

รบกวนชี้แนะต่อครับสาธุ กีะทู้กำลังครื้นเครง


กระทู้เราจะร้อยกระทู้ 555.

------------%%%%

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ธ.ค. 2018, 08:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
สาธุครับท่านเอกอน ให้มุมมองแง่คิดที่ดีมากครับ

นั่นคือสอนให้สละโดยฉลาด :b8: :b8: :b8:

ถามต่อนะครับ

ถ้าว่าสละแล้วไปนิพพานไม่ได้ แต่การสละนั้นเพื่อเกื้อกูลเราจะยังมีความอุ่นใจ ๔ อย่างมั้ยครับ หรือความอุ่นใจ ๔ อย่างไม่อาจใช้ได้กับฆราวาสแบบเราๆครับ



s006 ใช้ได้ตลอด แต่ละคนจะมี Moment ของความอุ่นใจตามระดับการมองเห็นเอง

แต่ความอุ่นใจ 4 นี่ไปต่อถึง นิพพาน ไม่ได้

ต้องวาง

คิดน่ะ คิดได้ และก็ได้แค่คิด
คิดไปก็ได้คำตอบแล้ว ว่าต้องวาง วางในสิ่งที่ต้องวางทั้งหมดนั่นล่ะ

คิด แต่ จิต มันเอาด้วยมั๊ยล่ะ :b32:

จิตจะทำตามอุปนิสัย

ถ้าจะให้จิตแสดงอะไรอย่างในตำรา
ต้องถอนอุปนิสัย

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ธ.ค. 2018, 12:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
คือ เราถูกสอนมาว่าการรักษาศีล การเจริญพรหมวิหาร เป็นการทำกุศลนะ เป็นบุญ
เป็นหนทางสู่นิพพาน โน่น นี่ นั่น

แต่ในทางกลับกัน
ถ้าหากว่า ทำแล้วไม่ได้เป็นกุศล ไม่ได้เป็นบุญ ไม่ได้ทำให้ชีวิตวันหน้าดีขึ้น
แม้แต่จะสละเลือดเนื้อจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้สละ ก็ไม่ได้ช่วยให้ไปนิพพานล่ะ
และไม่ได้สละให้กับคนที่เรารัก เป็นการสละให้กับสิ่งที่ไร้ค่า สละไปอะไร ๆ ก็สูญเปล่า
เหมือนกับเอาทองคำแท่ง ไปแลกกับเม็ดทราย
ถ้าความจริงหนทางเป็นเช่นนั้น จะยังคงทำอยู่มั๊ย
ถ้ายังจะทำ ทำเพื่ออะไร ทำเพราะอะไร


บางทีคิดว่ามีพรหมวิหารมันง่าย เพราะใครก็คิดว่าตนมีพรหมวิหารได้

แต่อย่าคิดมาก ทำชีวิตให้มันเงียบ ๆ
และตรึกลงไปในใจให้ละเมียดละมัยละเอียดละออ
และสละในสิ่งที่ควรสละ
ไม่ต้องบริจาคเงิน 10 ล้านก็ได้ แต่สละในสิ่งที่ควรสละ

ถ้าไม่ยึดตำรามากนัก ผู้ปฏิบัติจะเห็นสิ่งที่ควรจะสละจริง ๆ

:b1:



eragon_joe เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
สาธุครับท่านเอกอน ให้มุมมองแง่คิดที่ดีมากครับ

นั่นคือสอนให้สละโดยฉลาด :b8: :b8: :b8:

ถามต่อนะครับ

ถ้าว่าสละแล้วไปนิพพานไม่ได้ แต่การสละนั้นเพื่อเกื้อกูลเราจะยังมีความอุ่นใจ ๔ อย่างมั้ยครับ หรือความอุ่นใจ ๔ อย่างไม่อาจใช้ได้กับฆราวาสแบบเราๆครับ

" ท่านทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ปราศจาก ความโลภ ความพยาบาท ความไม่หลง มีสติสัมปชัญญะมั่นคง มีใจเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา
แผ่ไปในทุกทิศ ทุกทาง ตลอดโลกทั่วสัตว์ ทุกเหล่า ในทุกสถานที่ ด้วยใจ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันไพบูลย์ ยิ่ง ไม่มีเวร ไม่มีการ
เบียดเบียน ท่านทั้งหลาย อริยะสาวกซึ่งมี จิต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่เศร้าหมอง มีจิตน้อมแผ้ว ย่อมได้ความอุ่นใจ 4 ประการ คือ

1.ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมมีจริง ก็อุ่นใจได้ว่า เมื่อตายแล้วจะได้ ไปสวรรค์
2.ถ้าชาติหน้าและผลของกรรมไม่มีจริง ก็อุ่นใจได้ว่า ในชาตินี้ จะไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข
3. ถ้าทำบาปแล้ว ต้องได้รับทุกข์ ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์ใดๆ
4. ถ้าทำบาปแล้ว ไม่ต้องรับทุกข์ ก็อุ่นใจได้ว่า จะไม่ได้รับทุกข์ทั้งสองสถาน คือทั้งบาปที่ไม่ได้ทำ และบาปที่ทำ "
ที่มา : เกสปุตตสูตร ๒๐(๕๐๕)๑๘๔..





s006 ใช้ได้ตลอด แต่ละคนจะมี Moment ของความอุ่นใจตามระดับการมองเห็นเอง

แต่ความอุ่นใจ 4 นี่ไปต่อถึง นิพพาน ไม่ได้

ต้องวาง

คิดน่ะ คิดได้ และก็ได้แค่คิด
คิดไปก็ได้คำตอบแล้ว ว่าต้องวาง วางในสิ่งที่ต้องวางทั้งหมดนั่นล่ะ

คิด แต่ จิต มันเอาด้วยมั๊ยล่ะ :b32:

จิตจะทำตามอุปนิสัย

ถ้าจะให้จิตแสดงอะไรอย่างในตำรา
ต้องถอนอุปนิสัย

:b1:



สาธุ งั้น ความอุ่นใจ ๔ นี้ก็ใช้ได้กับที่ท่านเอกอนกล่าวว่า ถ้าสละแล้วไปนิพพานไม่ได้ และหากนิพพานไม่มีจริง สละแล้วไม่ได้บุญ ไม่ได้กุศล หรือตายแล้วสูญเพราะไม่มีโลกหน้าอีก หรือเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด สละให้คนที่ชัง คนที่ไม่รู้จัก จะยังสละอยู่มั้ย สละเพื่ออะไร ใช่มั้ยครับ

..แต่เพราะ Moment ความคิด ความรู้สึก ความอุ่นใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน สิ่งที่เขาสละอยู่นั้นต้องเพื่อความต้องการสนองใจตนอย่งใดอย่างหนึ่งแน่นอนใช่มั้ยครับ

..หากสละเงิน ๑๐ ล้านบาท แล้วผมจะเอาเงินไหนหาเลี้ยงครอบครัว 555 สละคนที่รักยิ่งชีวิต ผมใจขาดตายแน่ 555
(แต่ถ้าสละอีกแก่แบบในหนังการ์ตูนก็ไม่แน่ผมกับท่านอ๊บท่านวิริยะคงรีบสละแน่ 555)

..ดังนี้ผมจึงเชื่อว่าการสละของแต่ละคนไม่เท่ากัน ความอุ่นใจก็ไม่เท่ากัน เหมือนที่ท่านเอกอนกล่างว่าโมเมนท์แต่ละคนไม่เหมือนกัน
.. แต่ถ้าขณะนั้นมีญาณรู้ล่ะครับว่าต้องสละอย่างนี้เพื่อตัดตรงนี้ แล้วจะได้สิ่งนี้ๆกลับมา จึงสละอย่างนี้เป็นไปได้มั้ยครับ

ผมก็คิดไปเรื่อยตามปะสาคนหล่อนะครับ 555

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ธ.ค. 2018, 13:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตั้งคำถามใหม่ต่อนะครับสมองกำลังเปิดกว้างครับ อิอิ

แล้วเอาพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นวิปัสสนายังไงครับ

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ธ.ค. 2018, 13:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:

.. แต่ถ้าขณะนั้นมีญาณรู้ล่ะครับว่าต้องสละอย่างนี้เพื่อตัดตรงนี้ แล้วจะได้สิ่งนี้ๆกลับมา จึงสละอย่างนี้เป็นไปได้มั้ยครับ

ผมก็คิดไปเรื่อยตามปะสาคนหล่อนะครับ 555


ไม่มีญาณรู้นะ เพราะมันเป็นการตัดสินใจที่จะก้าวไปสู่ที่ๆไม่เคยไป

ไม่มีใครตอบได้

เรื่องความอุ่นใจไม่มีอยู่ในความกังวล

ถ้าหากว่า สำนวนว่าประตูนรกปิด
ต้องนึกถึงอาการนั้นให้ออก
ว่า มันไม่ได้ปิดเพราะความคิด ปิดเพราะคิดว่าปิด

แต่มันปิดเพราะจิตเป็นสัมมาทิฐิละสังโยชน์เบื้องต้น

ผู้ที่ทำได้ ไม่ต้องคิดว่าปิด
ไม่ต้องรอให้ใครต้องมาบอกว่าปิด
ด้วยการเปลี่ยนแปลงของทัศนะ จะเห็นเอง รู้เอง

:b12:

พิมพ์ไม่ค่อยถนัดอยู่ในมือถือ


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 05 ธ.ค. 2018, 16:26, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ธ.ค. 2018, 16:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:

.. แต่ถ้าขณะนั้นมีญาณรู้ล่ะครับว่าต้องสละอย่างนี้เพื่อตัดตรงนี้ แล้วจะได้สิ่งนี้ๆกลับมา จึงสละอย่างนี้เป็นไปได้มั้ยครับ


ความเห็นนะ..ไม่น่าจะมีญาณ...อย่างนั้นหรอกครับ...

ที่ว่า ต้องสละอย่างนี้..เพื่อตัดตรงนี้....นี้.เป็นความคิดครับ...

ตอน..สละ..จริงๆ...จะไม่ได้ต้องการอะไร...

ก็มีปัญหาว่า...อ้าวแล้ว...ทานลูกทานเมีย..เพื่อโพธิญาณ..ละ?..มิใช่เพราะมีญาณรู้ว่า..ทำอย่างนี้เพื่อให้ได้อย่างนั้น..ไม่ใช่หรือ?

(เลยเป็นที่มาให้คนนอกโจมตีทำนองว่า...โพธิสัตว์พุทธเราเห็นแก่ตัว)

อันนี้...ไม่ทราบจริงๆว่าตอนนั้นพระโพธิสัตว์รู้สึกอย่างไร...ก็เป็นแต่เพียงการคาดเดา..ก็ไมรู้จริงไม่จริงอย่างไร...

แต่ในที่นี้..พูดถึงสาวกภูมิ...ความคิดว่า..สละอันนี้เพื่อจะตัดอะไรได้..นั้น...ยังไม่ใช่ญาณ...เป็นระดับความคิด...การสละนั้น...ก็กลายเป็นการฝึกตน..เฉยๆ

ถามว่า...การจะเอาพรหมวิหาร๔ มาเป็นวิปัสสนาได้มั้ย?

แต่ผมกลับเห็นว่าวิปัสสนาญาณ..ต่างหาก..ทำให้เกิดพรหมวิหาร๔ ได้สมบูรณ์..


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 356 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 ... 24  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 17 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร