วันเวลาปัจจุบัน 04 ธ.ค. 2020, 06:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 356 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 14, 15, 16, 17, 18, 19, 20 ... 24  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 10:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
:b17: :b17: :b17:

รออ่านนนนนน

:b16: :b16: :b16:

และ หาทางลากจอมมารมารเฒ่าอึ้งอ๊บซ์อ๊บซ์มาวาดลวดลายด้วยนะ ^^

:b16: :b16: :b16:



ขานั้นเขาหยิ่ง เขาไม่คุยกับเราหรอก เขาคุยแต่กัย รสริน :b22: :b22: :b22:

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 10:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:

ต้องเข้าใจก่อนว่า ศีล นี้..แท้จริงแล้ว คือ กรรม

1. มโนกรรม คือ เจตนาเป็นใหญ่ เจตนาละเว้นเป็นศีล ตือ เจตนากุศลละเจตนาอกุศล(นามดับนาม) เมื่อจงใจในสิ่งใด ตกลงใจอันใด ย่อมเกิด วิตกวิจาร ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงล้วนเป็นใหญ่ให้เกิดการตกลงใจจงใจกระทำทั้งปวงตามมา

2. วจีกรรม คือ การกระทำทางวาจา คือ การพูดนั้นเอง ซึ่งการกระทำทางวาจาก็อาศัยเจตนาในสัญญาทั้งปวงทำให้จิตตรึกถึง นึกถึง ครองถึง คำนึงถึง สังเกตุได้ว่า..ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิดอันใดก็มีเสียงวจีเราในใจให้กระทำไพูดกล่าวออกมา ยิ่งถ้าคิดมากมันคิดๆอยู่ก็พูดออกมาทันทีสังเกตุดูคนที่เพ้อบ่อยๆเพราะเขาติดคิด คิดมากจึงเกิดวจีกรรมออกมาก่อนเลย จึงชื่อว่าวิตก วิจารเป็นวจีสังขาร สมดั่งพระพุทธศาสดาตรัสสอน ละมิจฉาวาจาไม่ติดสมมติความคิด รู้อยู่กับปัจจุบัน คือ เว้นวจีกรรม

3. กายกรรม คือ การการะทำทางกายทั้งปวง ซึ่งการกระทำทางกายก็อาศัยเจตนาความจงใจเป็นตัวสั่งให้กระทำกายในสิ่งต่างๆ การละเว้นมิจฉากัมมันโต คือ เว้นกายกรรม



อ้างคำพูด:

ทาน และ ศีล จะเกิดขึ้นมีแก่เรา หรือใคร หรือสัตว์ใดทั้งปวงได้นั้น ต้องอาศัยเหตุปัจจัย คือ.. รู้พระสัทธรรม ในที่นี้คือ ความจริงที่ยังให้เกิดศรัทธา เป็นการศรัทธาด้วยปัญญา แล้วจะเกิดศรัทธาพละ ศรัทธาอันประกอบด้วยศีลเพื่อความพ้นทุกข์ตามมา กล่าวคร่าวๆตามลำดับการรับรู็ที่ลงใจได้ดังนี้

1. โลกธรรม ๘ เห็นความเสื่อมในโภคทรัพย์สมบัติสุขที่เนื่องด้วยกาย กามคุณ ๕ ที่สู้ลำบากขวานขวายกระทำหามา แย่งชิง ฉกชิงมา แล้วยึดกอดหวงแหนไว้ อภิชฌา โทมนัส ตระหนี่ อิจฉา ริษยา ..กับ..อริยะทรัพย์

2. รู้กรรม วิบากกรรม เราทีกรรมเป็นของๆตน ให้ผล เป็นแดนเกิด ติดตาม อาศัย เป็นทายาทกรรม

3. พิจารณา คุณ และ โทษ จากการกระทำทั้งปวง เป็นการกำหนดรู้ทุกข์ เห็นพิษ เห็นภัย เห็นโทษ

4. หิริ และ โอตัปปะ


* ข้อที่ 1-2 นี้เป็นธรรมจริง ความเป็นไปตามจริง พิสูจน์ได้ เห็นได้ สัมผัสได้, ข้อที่ 2-3 นี่เป็นปัญญา พิจารณาให้ปัญญาเกิดขึ้นแก่กายใจตน, ข้อที่ 3-4 นี่เป็น นิพพิทาให้ใจแสวงหาทางพ้นทุกข์ ทำให้จิตอ้อมควรแก่การเรียนรู้ศึกษาธรรมเพื่อความหลุดพ้นทุกข์ เพราะจิตโอปนะยิโกได้ง่าย *


อ้างคำพูด:

ศีล มีหลักๆอยู่ ๓ ประการ คือ

1. ละเว้นจากการกระทำที่หมายใจอยากได้ เบียดเบียน ทำร้าย ฉุดคร่า ฉกชิง พรากเอาซึ่ง..ชีวิต, ทรัพย์สินสมบัติสิ่งของ,ถิ่นอาศัย, แหล่งทำมาหากิน, ตลอดถึงบุคคลอันเป็นที่รัก ที่มีค่า ที่หวงแหนของผู้อื่น ที่เขาไม่ได้ให้มากครอบครองเป็นของตน หรือทำลายให้ฉิบหาย

2. ละเว้นจากวาจาที่เป็นการเบียดเบียน ทำร้าย และยังความฉิบหายมาสู่ผู้อื่น

3. ละเว้นการกระทำที่ทำให้ใจลุ่มหลง ไม่รู้ปัจจุบัน ระลึกไม่ได้ แยกแยะไม่ได้ ทำให้จิตไม่มีกำลังอ่อนไหวฟุ้งซ่านสัดส่ายพล่านไปง่าย ทำให้ใจมัวหมอง หน่วงตรึง อ่อนล้าเสื่อมสูญความรู้ตัว









เด่วมาพิมพ์ต่อครับ ปวดตา แก่แล้ว
:b32: :b32:

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


แก้ไขล่าสุดโดย แค่อากาศ เมื่อ 31 ธ.ค. 2018, 21:36, แก้ไขแล้ว 18 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 12:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
eragon_joe เขียน:
:b17: :b17: :b17:

รออ่านนนนนน

:b16: :b16: :b16:

และ หาทางลากจอมมารมารเฒ่าอึ้งอ๊บซ์อ๊บซ์มาวาดลวดลายด้วยนะ ^^

:b16: :b16: :b16:



ขานั้นเขาหยิ่ง เขาไม่คุยกับเราหรอก เขาคุยแต่กัย รสริน :b22: :b22: :b22:


:b32: :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 12:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
อ้างคำพูด:

ต้องเข้าใจก่อนว่า ศีล นี้..แท้จริงแล้ว คือ กรรม

1. มโนกรรม คือ เจตนาเป็นใหญ่ เจตนาละเว้นเป็นศีล ตือ เจตนากุศลละเจตนาอกุศล(นามดับนาม) เมื่อจงใจในสิ่งใด ตกลงใจอันใด ย่อมเกิด วิตกวิจาร ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงล้วนเป็นใหญ่ให้เกิดการตกลงใจจงใจกระทำทั้งปวงตามมา

2. วจีกรรม คือ การกระทำทางวาจา คือ การพูดนั้นเอง ซึ่งการกระทำทางวาจาก็อาศัยเจตนาในสัญญาทั้งปวงทำให้จิตตรึกถึง นึกถึง ครองถึง คำนึงถึง สังเกตุได้ว่า..ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกนึกคิดอันใดก็มีเสียงวจีเราในใจให้กระทำไพูดกล่าวออกมา ยิ่งถ้าคิดมากมันคิดๆอยู่ก็พูดออกมาทันทีสังเกตุดูคนที่เพ้อบ่อยๆเพราะเขาติดคิด คิดมากจึงเกิดวจีกรรมออกมาก่อนเลย จึงชื่อว่าวิตก วิจารเป็นวจีสังขาร สมดั่งพระพุทธศาสดาตรัสสอน ละมิจฉาวาจาไม่ติดสมมติความคิด รู้อยู่กับปัจจุบัน คือ เว้นวจีกรรม

3. กายกรรม คือ การการะทำทางกายทั้งปวง ซึ่งการกระทำทางกายก็อาศัยเจตนาความจงใจเป็นตัวสั่งให้กระทำกายในสิ่งต่างๆ การละเว้นมิจฉากัมมันโต คือ เว้นกายกรรม



อ้างคำพูด:

ทาน และ ศีล จะเกิดขึ้นมีแก่เรา หรือใคร หรือสัตว์ใดทั้งปวงได้นั้น ต้องอาศัยเหตุปัจจัย คือ.. รู้พระสัทธรรม ในที่นี้คือ ความจริงที่ยังให้เกิดศรัทธา เป็นการศรัทธาด้วยปัญญา แล้วจะเกิดศรัทธาพละ ศรัทธาอันประกอบด้วยศีลเพื่อความพ้นทุกข์ตามมา กล่าวคร่าวๆตามลำดับการรับรู็ที่ลงใจได้ดังนี้

1. โลกธรรม ๘ เห็นความเสื่อมในโภคทรัพย์สมบัติสุขที่เนื่องด้วยกาย กามคุณ ๕ ที่สู้ลำบากขวานขวายกระทำหามา แย่งชิง ฉกชิงมา แล้วยึดกอดหวงแหนไว้ อภิชฌา โทมนัส ตระหนี่ อิจฉา ริษยา ..กับ..อริยะทรัพย์

2. รู้กรรม วิบากกรรม เราทีกรรมเป็นของๆตน ให้ผล เป็นแดนเกิด ติดตาม อาศัย เป็นทายาทกรรม

3. พิจารณา คุณ และ โทษ จากการกระทำทั้งปวง เป็นการกำหนดรู้ทุกข์ เห็นพิษ เห็นภัย เห็นโทษ

4. หิริ และ โอตัปปะ


* ข้อที่ 1-2 นี้เป็นธรรมจริง ความเป็นไปตามจริง พิสูจน์ได้ เห็นได้ สัมผัสได้, ข้อที่ 2-3 นี่เป็นปัญญา พิจารณาให้ปัญญาเกิดขึ้นแก่กายใจตน, ข้อที่ 3-4 นี่เป็น นิพพิทาให้ใจแสวงหาทางพ้นทุกข์ ทำให้จิตอ้อมควรแก่การเรียนรู้ศึกษาธรรมเพื่อความหลุดพ้นทุกข์ เพราะจิตโอปนะยิโกได้ง่าย *


อ้างคำพูด:

ศีล มีหลักๆอยู่ ๓ ประการ คือ

1. ละเว้นจากการกระทำที่หมายใจอยากได้ เบียดเบียน ทำร้าย ฉุดคร่า ฉกชิง พรากเอาซึ่ง..ชีวิต, ทรัพย์สินสมบัติสิ่งของ,ถิ่นอาศัย, แหล่งทำมาหากิน, ตลอดถึงบุคคลอันเป็นที่รัก ที่มีค่า ที่หวงแหนของผู้อื่น ที่เขาไม่ได้ให้มากครอบครองเป็นของตน หรือทำลายให้ฉิบหาย

2. ละเว้นจากวาจาที่เป็นการเบียดเบียน ทำร้าย และยังความฉิบหายมาสู่ผู้อื่น

3. ละเว้นการกระทำที่ทำให้ใจลุ่มหลง ไม่รู้ปัจจุบัน ระลึกไม่ได้ แยกแยะไม่ได้ ทำให้จิตไม่มีกำลังอ่อนไหวฟุ้งซ่านสัดส่ายพล่านไปง่าย ทำให้ใจมัวหมอง หน่วงตรึง อ่อนล้าเสื่อมสูญความรู้ตัว




เด่วมาพิมพ์ต่อครับ ปวดตา แก่แล้ว
:b32: :b32:


:b16: :b16: :b16:

อย่าหักโหมมากนักนะ

:b27: :b27: :b27:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 14:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
eragon_joe เขียน:
:b17: :b17: :b17:

รออ่านนนนนน

:b16: :b16: :b16:

และ หาทางลากจอมมารมารเฒ่าอึ้งอ๊บซ์อ๊บซ์มาวาดลวดลายด้วยนะ ^^

:b16: :b16: :b16:



ขานั้นเขาหยิ่ง เขาไม่คุยกับเราหรอก เขาคุยแต่กัย รสริน :b22: :b22: :b22:


:b32: :b32: :b32:


พิมพ์ไปหลายครั้งแล้ว...แต่...เปลี่ยนใจ..กด Cancel..ทุกทีเลยอะ..

:b9: :b9: :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 14:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
eragon_joe เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
eragon_joe เขียน:
:b17: :b17: :b17:

รออ่านนนนนน

:b16: :b16: :b16:

และ หาทางลากจอมมารมารเฒ่าอึ้งอ๊บซ์อ๊บซ์มาวาดลวดลายด้วยนะ ^^

:b16: :b16: :b16:



ขานั้นเขาหยิ่ง เขาไม่คุยกับเราหรอก เขาคุยแต่กัย รสริน :b22: :b22: :b22:


:b32: :b32: :b32:


พิมพ์ไปหลายครั้งแล้ว...แต่...เปลี่ยนใจ..กด Cancel..ทุกทีเลยอะ..

:b9: :b9: :b9:


huh ..ทำไมง่ะ

:b6: :b6: :b6:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 17:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
eragon_joe เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
eragon_joe เขียน:
:b17: :b17: :b17:

รออ่านนนนนน

:b16: :b16: :b16:

และ หาทางลากจอมมารมารเฒ่าอึ้งอ๊บซ์อ๊บซ์มาวาดลวดลายด้วยนะ ^^

:b16: :b16: :b16:



ขานั้นเขาหยิ่ง เขาไม่คุยกับเราหรอก เขาคุยแต่กัย รสริน :b22: :b22: :b22:


:b32: :b32: :b32:


พิมพ์ไปหลายครั้งแล้ว...แต่...เปลี่ยนใจ..กด Cancel..ทุกทีเลยอะ..

:b9: :b9: :b9:


huh ..ทำไมง่ะ

:b6: :b6: :b6:



ยกเลิกทำไมครับ ลอกเลียนผมหรา เรื่องการพิมพ์เสร็จลบออก พิมพ์เสร็จลบออก ทิ้งไว้เป็นสัญลักษณ์ของผมคนเดียวดีกว่าครับ ท่านอ๊บ อิอิ 5555 s007 s007 s007

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 17:30 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12: :b12: :b12:

eragon_joe เขียน:

huh ..ทำไมง่ะ

:b6: :b6: :b6:


มันหายไปจากสมองกลางคัน...ไม่จบ...เลยจำต่อง cancel

แค่อากาศ เขียน:

ยกเลิกทำไมครับ ลอกเลียนผมหรา เรื่องการพิมพ์เสร็จลบออก พิมพ์เสร็จลบออก ทิ้งไว้เป็นสัญลักษณ์ของผมคนเดียวดีกว่าครับ ท่านอ๊บ อิอิ 5555 s007 s007 s007


นั้น..ซิ... :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 21:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอาเป็น ข้อที่ 7 ละกันครับเลขพระพุทธเจ้า

มีคำถามส่งท้ายปีเก่าต้อยรับปีใหม่ครับ

โลกธรรม 8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล

ตอนแรกว่าจะโพสท์เปลี่ยนใจเป็นคำถามดีกว่าให้ท่านทั้งสองมาตอบ ท่านอ๊บไม่ตอบนู๋แช่งให้ไม่ถูกรางวัลที่ 1 นะ งวด 16 มกราคม 62 อิอิ

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 22:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
เอาเป็น ข้อที่ 7 ละกันครับเลขพระพุทธเจ้า

มีคำถามส่งท้ายปีเก่าต้อยรับปีใหม่ครับ

โลกธรรม 8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล

ตอนแรกว่าจะโพสท์เปลี่ยนใจเป็นคำถามดีกว่าให้ท่านทั้งสองมาตอบ ท่านอ๊บไม่ตอบนู๋แช่งให้ไม่ถูกรางวัลที่ 1 นะ งวด 16 มกราคม 62 อิอิ


:b14: :b14: :b14:

ขนาดปีใหม่ยังวายมีการบ้าน

:b32: :b32: :b32:

เอกอนตอบก่อนมาหลายรอบแล้ว

มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
นินทา สรรเสริญ
สุข และ ทุกข์

งวดนี้ยกให้อ๊บซ์

:b13: :b13: :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2018, 23:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
เอาเป็น ข้อที่ 7 ละกันครับเลขพระพุทธเจ้า

มีคำถามส่งท้ายปีเก่าต้อยรับปีใหม่ครับ

โลกธรรม 8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล

ตอนแรกว่าจะโพสท์เปลี่ยนใจเป็นคำถามดีกว่าให้ท่านทั้งสองมาตอบ ท่านอ๊บไม่ตอบนู๋แช่งให้ไม่ถูกรางวัลที่ 1 นะ งวด 16 มกราคม 62 อิอิ


ต้องรีบตอบข้อนี้ก่อนละ...อีกไม่ถึงชั่วโมง..ก็จะหมดเวลาตอบ..
:b32: :b32: :b32:
เนื่องจากเวลาเหลือน้อย...ตอบแบบลัดสั้น..ละกัน

โลกธรรม8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล?

ก็เพราะ...มีโลกธรรม4 เป็นอามิส...คนจำนวนมากจึงทำทาน...รักษาศีล

คนบางคน...ประสพกับความทุกข์เพราะขาดโลกธรรม4...ปรารถณาโลกธรรม4..เขาเหล่านั้นจึงทำทาน..รักษาศีล...

จึงกล่าวได้ว่า...เพราะโลกธรรม8 ..เป็นเหตุ...คนจำนวนมาก.จึงทำทาน..จึงมารักษาศีล...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2019, 00:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
เอาเป็น ข้อที่ 7 ละกันครับเลขพระพุทธเจ้า

มีคำถามส่งท้ายปีเก่าต้อยรับปีใหม่ครับ

โลกธรรม 8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล

ตอนแรกว่าจะโพสท์เปลี่ยนใจเป็นคำถามดีกว่าให้ท่านทั้งสองมาตอบ ท่านอ๊บไม่ตอบนู๋แช่งให้ไม่ถูกรางวัลที่ 1 นะ งวด 16 มกราคม 62 อิอิ


:b14: :b14: :b14:

ขนาดปีใหม่ยังวายมีการบ้าน

:b32: :b32: :b32:

เอกอนตอบก่อนมาหลายรอบแล้ว

มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
นินทา สรรเสริญ
สุข และ ทุกข์

งวดนี้ยกให้อ๊บซ์

:b13: :b13: :b13:

เพราะสำหรับเอกอนก็อยู่กับโลกธรรมนั่นล่ะ :b32:
การมีชีวิตที่ยังต้องทำงาน ทำมาหากินก็คลุกคลีอยู่กับเรื่องพวกนี้ล่ะ
แต่หลัก ๆ ที่เอกอนเข้าใจ คือ ถ้าหากมีมรรคเป็นบาทฐานในการดำเนินชีวิต
เรื่องโลกธรรมก็ไม่ค่อยเข้ามาทำให้หวั่นไหวสักเท่าไรนะ
ชีวิตมันก็ค่อนข้างดำเนินไปในทางที่อยู่ในฐานะที่พึ่งมีพึงได้นั่นล่ะ
เรื่องลาภ เอกอนไม่ค่อยมีลาภทางทรัพย์นะ
แต่จะมีลาภในลักษณะของผู้ใหญ่มักจะให้ความเมตตา เอ็นดู
นั่นก็น่าจะเป็นผลมาจากความดีของเรา
ซึ่งถ้าหากว่าเราเป็นพวกดีแบบลมเพลมพัด ดีแบบไม่แน่ไม่นอน
ลาภมันก็คงจะลมเพลมพัดเช่นกัน :b32:

คือจริง ๆ ในสภาพสังคมปัจจุบันที่ผู้คนต่างแก่งแย่งแข่งขัน หวังผลประโยชน์ใส่ตน
เราไม่ควรจะไปยึดมั่นในเรื่องใด ๆ เพราะเราจะมีค่าเมื่อเขาเห็นประโยชน์
แต่พอหมดประโยชน์ ก็คือหมดประโยชน์นั่นล่ะ :b32:
ดังนั้น การอยู่ในสังคม เรื่องโลกธรรมเป็นอะไรที่ทุกอย่างพัดกระพือราวพายุ
ซึ่งผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรม ก็พึงยึดมั่นอยู่ในธรรม เพราะผลทางธรรมมันตกอยู่ที่ผู้ทำนั่นล่ะ
ส่วนโลกธรรมจะดำเนินไปอย่างไรก็ปล่อยให้มันเป็นไป

ในทางด้านยศ ก็เช่นกัน ถ้าหากว่าเราประกอบอาชีพอย่างสุจริตกาย วาจา ใจ
ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามที่มันพึงมีพึงได้ ซึ่งมันอาจจะยอกย้อนไปตามโลกธรรม

เรื่อง สรรเสริญ นินทา นี่เป็นปกติ :b32:
บางเรื่องที่เขา นินทา ก็มีจริงบ้าง อย่างเช่นเอกอนไม่ค่อยแต่งหน้า แต่งตัว
เขาก็เอาเราไปนินทาได้ว่า ไม่รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวให้สวย ทั้ง ๆ ที่หน้าก็มีดี :b32: :b32:
:b32: แทนที่เขาจะชมเรา ว่านี่เธอ เธอแทบจะถือศีล 8 ได้เลยนะนี่ :b32:

คือ ทาน เป็นเครื่องที่ทำให้เกิดการเอาออก การละ คลายความตะหนี่ คลายความเห็นแก่ตัว
ส่วน ศีล เป็นเครื่องที่ทำให้เราเป็นผู้อยู่ง่าย
ทำให้การรักษาตนให้ถึงซึ่ง กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ก็เป็นไปโดยลำดับ
ซึ่ง โลกธรรม ก็ดำเนินไปนั่นล่ะ แต่ไม่เป็นภัยกับเรา
คือจะมีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
มีชื่นชม มีนินทา
ก็มีสุข ทุกข์เวียนวนไปกับมันนั่นล่ะ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เป็นภัยกับเรา

ก็น่าจะเป็นว่า ศีล ทำให้ โลกธรรมไม่เป็นภัยกับเรา
ส่วนโลกธรรม ก็น่าจะเป็นเหมือนสนามฝึกวิทยายุทธ ที่จะทำให้ ศีลมีความคล่องแคล่ว มั่นคงขึ้น

แต่สำหรับผู้ปฏิบัติที่เขาฝึกจิตเขาก็น่าจะได้เห็นว่าโลกธรรมมันเป็นของชั่วคราว
ซึ่งเมื่อโลกธรรมใดปรากฏ ผู้ปฏิบัติก็เท่าทันและสำรวมใจไว้แล้ว
ซึ่งใจเมื่อได้ลาภมันก็ไม่ฟูฟ่อง และเมื่อถึงคราวเสื่อมลาภ
เพราะในเมื่อใจมันไม่ได้ฟูฟ่องในตอนมี ดังนั้นในตอนเสื่อมมันก็ไม่ได้แฟ้บ ...

ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมาเพียงชั่วคราว ...

ซึ่งผู้ที่ฝึกสมาธิ และเห็นเกิดดับในสมาธิ น่าจะเป็นพวกที่มี sense ในเรื่องนี้ไปโดยปริยาย
และน่าจะเป็นผู้ที่เห็นความเอร็ดอร่อยของอาการฟูฟ่อง และความรู้สึกที่เจ็บใจ เหี่ยวแห้งเมื่อมันแฟ้บ
ดังนั้นคนที่ฝึกสมาธิ เขาน่าจะจับอาการฟูฟ่องได้ และน่าจะเป็นผู้ที่เท่าทัน แลสำรวมต่อโลกธรรมได้ไว

ไม่รู้สิ ถ้าเขานำวิชาที่เขาได้จากการปฏิบัติสมาธิออกมาใช้นะ

:b1:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 01 ม.ค. 2019, 00:50, แก้ไขแล้ว 7 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2019, 00:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
เอาเป็น ข้อที่ 7 ละกันครับเลขพระพุทธเจ้า

มีคำถามส่งท้ายปีเก่าต้อยรับปีใหม่ครับ

โลกธรรม 8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล

ตอนแรกว่าจะโพสท์เปลี่ยนใจเป็นคำถามดีกว่าให้ท่านทั้งสองมาตอบ ท่านอ๊บไม่ตอบนู๋แช่งให้ไม่ถูกรางวัลที่ 1 นะ งวด 16 มกราคม 62 อิอิ


ต้องรีบตอบข้อนี้ก่อนละ...อีกไม่ถึงชั่วโมง..ก็จะหมดเวลาตอบ..
:b32: :b32: :b32:
เนื่องจากเวลาเหลือน้อย...ตอบแบบลัดสั้น..ละกัน

โลกธรรม8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล?

ก็เพราะ...มีโลกธรรม4 เป็นอามิส...คนจำนวนมากจึงทำทาน...รักษาศีล

คนบางคน...ประสพกับความทุกข์เพราะขาดโลกธรรม4...ปรารถณาโลกธรรม4..เขาเหล่านั้นจึงทำทาน..รักษาศีล...

จึงกล่าวได้ว่า...เพราะโลกธรรม8 ..เป็นเหตุ...คนจำนวนมาก.จึงทำทาน..จึงมารักษาศีล...


:b1: สั้นแต่ได้ใจความนะนี่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2019, 08:31 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
เอาเป็น ข้อที่ 7 ละกันครับเลขพระพุทธเจ้า

มีคำถามส่งท้ายปีเก่าต้อยรับปีใหม่ครับ

โลกธรรม 8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล

ตอนแรกว่าจะโพสท์เปลี่ยนใจเป็นคำถามดีกว่าให้ท่านทั้งสองมาตอบ ท่านอ๊บไม่ตอบนู๋แช่งให้ไม่ถูกรางวัลที่ 1 นะ งวด 16 มกราคม 62 อิอิ


ต้องรีบตอบข้อนี้ก่อนละ...อีกไม่ถึงชั่วโมง..ก็จะหมดเวลาตอบ..
:b32: :b32: :b32:
เนื่องจากเวลาเหลือน้อย...ตอบแบบลัดสั้น..ละกัน

โลกธรรม8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล?

ก็เพราะ...มีโลกธรรม4 เป็นอามิส...คนจำนวนมากจึงทำทาน...รักษาศีล

คนบางคน...ประสพกับความทุกข์เพราะขาดโลกธรรม4...ปรารถณาโลกธรรม4..เขาเหล่านั้นจึงทำทาน..รักษาศีล...

จึงกล่าวได้ว่า...เพราะโลกธรรม8 ..เป็นเหตุ...คนจำนวนมาก.จึงทำทาน..จึงมารักษาศีล...



:b8: :b8: :b8: สาธุ ท่านอ๊บ ดีแล้วๆๆ

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ม.ค. 2019, 08:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
เอาเป็น ข้อที่ 7 ละกันครับเลขพระพุทธเจ้า

มีคำถามส่งท้ายปีเก่าต้อยรับปีใหม่ครับ

โลกธรรม 8 สำคัญอย่างไรต่อ ทาน กับ ศีล

ตอนแรกว่าจะโพสท์เปลี่ยนใจเป็นคำถามดีกว่าให้ท่านทั้งสองมาตอบ ท่านอ๊บไม่ตอบนู๋แช่งให้ไม่ถูกรางวัลที่ 1 นะ งวด 16 มกราคม 62 อิอิ


:b14: :b14: :b14:

ขนาดปีใหม่ยังวายมีการบ้าน

:b32: :b32: :b32:

เอกอนตอบก่อนมาหลายรอบแล้ว

มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
นินทา สรรเสริญ
สุข และ ทุกข์

งวดนี้ยกให้อ๊บซ์

:b13: :b13: :b13:

เพราะสำหรับเอกอนก็อยู่กับโลกธรรมนั่นล่ะ :b32:
การมีชีวิตที่ยังต้องทำงาน ทำมาหากินก็คลุกคลีอยู่กับเรื่องพวกนี้ล่ะ
แต่หลัก ๆ ที่เอกอนเข้าใจ คือ ถ้าหากมีมรรคเป็นบาทฐานในการดำเนินชีวิต
เรื่องโลกธรรมก็ไม่ค่อยเข้ามาทำให้หวั่นไหวสักเท่าไรนะ
ชีวิตมันก็ค่อนข้างดำเนินไปในทางที่อยู่ในฐานะที่พึ่งมีพึงได้นั่นล่ะ
เรื่องลาภ เอกอนไม่ค่อยมีลาภทางทรัพย์นะ
แต่จะมีลาภในลักษณะของผู้ใหญ่มักจะให้ความเมตตา เอ็นดู
นั่นก็น่าจะเป็นผลมาจากความดีของเรา
ซึ่งถ้าหากว่าเราเป็นพวกดีแบบลมเพลมพัด ดีแบบไม่แน่ไม่นอน
ลาภมันก็คงจะลมเพลมพัดเช่นกัน :b32:

คือจริง ๆ ในสภาพสังคมปัจจุบันที่ผู้คนต่างแก่งแย่งแข่งขัน หวังผลประโยชน์ใส่ตน
เราไม่ควรจะไปยึดมั่นในเรื่องใด ๆ เพราะเราจะมีค่าเมื่อเขาเห็นประโยชน์
แต่พอหมดประโยชน์ ก็คือหมดประโยชน์นั่นล่ะ :b32:
ดังนั้น การอยู่ในสังคม เรื่องโลกธรรมเป็นอะไรที่ทุกอย่างพัดกระพือราวพายุ
ซึ่งผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรม ก็พึงยึดมั่นอยู่ในธรรม เพราะผลทางธรรมมันตกอยู่ที่ผู้ทำนั่นล่ะ
ส่วนโลกธรรมจะดำเนินไปอย่างไรก็ปล่อยให้มันเป็นไป

ในทางด้านยศ ก็เช่นกัน ถ้าหากว่าเราประกอบอาชีพอย่างสุจริตกาย วาจา ใจ
ทุกอย่างมันก็เป็นไปตามที่มันพึงมีพึงได้ ซึ่งมันอาจจะยอกย้อนไปตามโลกธรรม

เรื่อง สรรเสริญ นินทา นี่เป็นปกติ :b32:
บางเรื่องที่เขา นินทา ก็มีจริงบ้าง อย่างเช่นเอกอนไม่ค่อยแต่งหน้า แต่งตัว
เขาก็เอาเราไปนินทาได้ว่า ไม่รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัวให้สวย ทั้ง ๆ ที่หน้าก็มีดี :b32: :b32:
:b32: แทนที่เขาจะชมเรา ว่านี่เธอ เธอแทบจะถือศีล 8 ได้เลยนะนี่ :b32:

คือ ทาน เป็นเครื่องที่ทำให้เกิดการเอาออก การละ คลายความตะหนี่ คลายความเห็นแก่ตัว
ส่วน ศีล เป็นเครื่องที่ทำให้เราเป็นผู้อยู่ง่าย
ทำให้การรักษาตนให้ถึงซึ่ง กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ก็เป็นไปโดยลำดับ
ซึ่ง โลกธรรม ก็ดำเนินไปนั่นล่ะ แต่ไม่เป็นภัยกับเรา
คือจะมีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
มีชื่นชม มีนินทา
ก็มีสุข ทุกข์เวียนวนไปกับมันนั่นล่ะ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เป็นภัยกับเรา

ก็น่าจะเป็นว่า ศีล ทำให้ โลกธรรมไม่เป็นภัยกับเรา
ส่วนโลกธรรม ก็น่าจะเป็นเหมือนสนามฝึกวิทยายุทธ ที่จะทำให้ ศีลมีความคล่องแคล่ว มั่นคงขึ้น

แต่สำหรับผู้ปฏิบัติที่เขาฝึกจิตเขาก็น่าจะได้เห็นว่าโลกธรรมมันเป็นของชั่วคราว
ซึ่งเมื่อโลกธรรมใดปรากฏ ผู้ปฏิบัติก็เท่าทันและสำรวมใจไว้แล้ว
ซึ่งใจเมื่อได้ลาภมันก็ไม่ฟูฟ่อง และเมื่อถึงคราวเสื่อมลาภ
เพราะในเมื่อใจมันไม่ได้ฟูฟ่องในตอนมี ดังนั้นในตอนเสื่อมมันก็ไม่ได้แฟ้บ ...

ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมาเพียงชั่วคราว ...

ซึ่งผู้ที่ฝึกสมาธิ และเห็นเกิดดับในสมาธิ น่าจะเป็นพวกที่มี sense ในเรื่องนี้ไปโดยปริยาย
และน่าจะเป็นผู้ที่เห็นความเอร็ดอร่อยของอาการฟูฟ่อง และความรู้สึกที่เจ็บใจ เหี่ยวแห้งเมื่อมันแฟ้บ
ดังนั้นคนที่ฝึกสมาธิ เขาน่าจะจับอาการฟูฟ่องได้ และน่าจะเป็นผู้ที่เท่าทัน แลสำรวมต่อโลกธรรมได้ไว

ไม่รู้สิ ถ้าเขานำวิชาที่เขาได้จากการปฏิบัติสมาธิออกมาใช้นะ

:b1:




สาธุ สาธุ สาธุ ดีแล้วท่านเอกอน

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 356 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 14, 15, 16, 17, 18, 19, 20 ... 24  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot], Rosarina และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร