วันเวลาปัจจุบัน 21 ต.ค. 2020, 06:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 289 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 ... 20  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2019, 17:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..


:b1: :b32: :b32: :b32: :b1:

ม่ายล่ายหายไปหน๋ายยยยย...สักกาหน่อย :b1:

:b1:

เพียงแต่เรื่องราวที่เอามาลง ยาวมาก หลายบรรทัด
ต้องค่อย ๆ อ่าน

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2019, 18:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

เรื่องราวที่คุณ Luna เล่า เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ซึ่งการที่คุณ Luna ใช้ชื่อว่า Luna นั้น
คือเอกอนสัมผัสได้ตั้งแต่เห็นชื่อ ว่าอิทธิพลธาตุใดแสดงความเด่น
ทัศนะที่ปรากฎในการปฏิบัติจะเป็นไปด้วยอิทธิพลนั้น

ซึ่งคนที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ บ้ากับไม่ได้บ้า มันห่างกันเพียงเส้นด้ายบาง ๆ กั้นเอาไว้

เอกอนก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นพวกอิทธิพลธาตุน้ำ
การเห็น ก็ประมาณเป็นในรูปแบบเช่นของคุณ Luna

เรื่อง ย้ายร่าง เอกอนก็เห็น ความเป็นไปของสิ่งดังกล่าว ...

แต่ทุกสิ่งที่เห็น เอกอนเลือกที่จะ วาง

เพราะถ้าวางไม่ได้เอกอนก็จะหลงเข้าไปหมายมั่น
และการปฏิบัติสมาธิก็จะเป็นไปเพราะแรงจูงใจจากทัศนะ

จะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร
เพื่อที่จะเดินทางเข้าไปรื้นฟื้นเอาสิ่งที่แล้วไปแล้ว...ให้กลับคืนมาอย่างนั้นหรือ
จะไปปลุกผีที่มันถูกฝังอยู่ในป่าช้าแล้วให้มันกลับเฮี้ยนขึ้นมาอีกเพื่ออะไรล่ะ ...

ซึ่ง น้องเม/ทีมงานน้องเม เป็นเหตุพบปะที่เข้ามาย้ำการขัดเกลา

น้องเมก็สามารถกล่าวกับเอกอนได้เช่นเดียวกับที่กล่าวกับคนทั่วไปนั่นล่ะ

ทำนองว่า
"...ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ แถมปฎิบัติไม่เอาไหน
เรยไม่รู้ว่า ที่ถูกต้อง ตามพระอภิธรรม..." โน่น นี่ นั่น

:b1: ... ใช่ เอกอนไม่ได้เรียนอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ และแถมปฏิบัติไม่เอาไหนด้วย
และ ยังมีเรื่องไม่เอาไหนอีกมากมาย ... :b32:

คือ เอกอนสำนึกตนอยู่โดยมาก เอกอนน้อมรับกับความไม่เอาไหนต่าง ๆ นานา ได้
การกำราบอย่างไรก็ตามที่ดำเนินไป ที่ส่งผลให้
ตัวตนที่เอกอนเคยเห็นในทัศนะไม่สำแดงความเป็นไปออกมา เอกอนรู้สึกสันติกับตัวเอง

มันทำให้เอกอนรู้สึกถึงจิตที่เป็น อิสระจากความเห็นไปในอดีต
เอกอนไม่คิดจะสืบสานร่องรอยอดีตอีก ... เพราะในทัศนะนั้น เอกอนคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาพอแล้ว

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2019, 19:28 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
ผมขอแสดงขั้นตอนการละอาสวะแทนคำถามของท่านอากาศเป็นประสบการณ์ทางธรรมที่ผมพอจะระลึกได้นิดหน่อย
ผมยินดีเป็นมิตรกับทุกท่าน

ชื่อเรื่องธรรมะจักรวาลย้อนหนึ่ง

เจ็ดวันบรรลุธรรม
บรรพชิต และ ฆารวาสบุคคลใดยึดพระปริยัติ เป็นครูเป็นอาจารย์จะไม่มีบรรพชิตอุบาสกอุบาสิกาสำเร็จท่านใดเป็นพระอรหันต์ ได้เลย
บรรพชิต อุบาสก อุบาสิกา ถือตนเป็นครูเป็นอาจารย์วางพระปริยัตให้เบาบางจนหมดจากสัญญาให้มากที่สุด บรรพชิต และ ฆารวาสก็จะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์
ออกบวชได้ 7 วัน ในวันสำคัญทางพระศาสนาเป็นวันมาฆบูชาวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ที่วัดวังชมพู จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเอาหมายสำคัญในอดีต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตและหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เดินธุดงค์มาบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระฤาษีในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางวัดจึงได้นิมนต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตมาเมตตาชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหลวงตามหาบัววัดป่าบ้านตาดหลวงปู่ท่อนวัดป่าศรีอภัยวัน หลวงปู่บุญเพ็งวัดถ้ำกลองเพลหลวงปู่จันทาวัดป่าเขาน้อยหลวงปู่เหรียญวัดอรัญญบรรพตมาแสดงธรรมอบรมกรรมฐานตลอดถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตลอดคืนพระได้นอนจงกลมรอบอุโบสถกับเพื่อนพระจน รุ่งขึ้นของวันใหม่วันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2537 ภายในโบสถ์โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ มาร่วมลงปาฏิโมกข์สังฆกรรม พระกฤษฎาได้แสดงอาบัติและระลึกถึงนิมิตก่อนรุ่งอรุณ ที่เทวดาเต็มท้องฟ้ามาร้องรำดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรี โปรยข้าวตอกดอกไม้ทิพย์ แสดงความดีใจ ก็ยิ่งทำให้พระกฤษฎาสุขใจ นึกอยู่ในใจว่าเราควรทำจิตให้ผ่องใสและเจริญพระกรรมฐาน วิปัสสนาดูลมหายใจเข้าออกอันธรรมดา คนที่ยังไม่เคยมองดูจิตของตัวเอง ไม่เคยฝึกฝน ขัดเกลารูปลักษณ์ เปรียบเหมือนกลุ่มดวงดาวที่กระจายอยู่ในห้วงจักรวาลนักปฏิบัติธรรมจะต้องรวบรวม จิตที่แตกกระจายอยู่รอบ ๆ ตัวของเรา ให้รวมเป็นจิตหนึ่งพระกฤษฎาก็เป็นนักปฏิบัติธรรมตามทฤษฎีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ด้วยการกำหนดรู้ดูเวทนาทางกายต่อเนื่องด้วยเวทนาในจิตพระกฤษฎาจับดูอาการที่เวทนาในกายแสดงตัวเดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวปวดเดี๋ยวปวดแสบปวดร้อนและก็เฉย ๆ ผู้รู้พูดจาโต้ตอบในความคิดกับพระกฤษฎา ว่ากำหนดรู้ดูเวทนาในจิตยิ่งกำหนดรู้ทุกข์ก็ยิ่งแสดงตัวความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณ เวทนาเพิ่มขึ้น ยิ่งอยากให้หายเจ็บหายปวดหายเมื่อยเท่าไรกับกายเป็นความร้อนที่ร้อนสูงขึ้น จนร่างที่นั่งพับเพียบของพระกฤษฎา สั่นสะท้านไปด้วยทุกข์ เวทนา ราวกับกระดูกจะแยกชีกออกจากเนื้อ กระดูกถูกบด ร่างนั่งอยู่ในกองไฟ พระกฤษฎายังคงนั่งลืมตาดูทุกข์หูฟังเสียงพระสงฆ์เกิดแรงบันดานใจจากพระอริยครูสายในดง เล่าลือกันว่าบรมครูเทพโลกอุดร หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า
หลวงปู่เทพโลกอุดร องค์ท่านชอบฟังบทสวดพระปาฏิโมกข์มาก
อาศัยกำลังใจจากตรงนี้ เกิดสนใจขึ้นมาในเวลานั้นต้องมีอะไรสินะหลวงปู่ใหญ่ท่านถึงชอบฟังจึงกำหนดจิตพิจารณาตามเสียงสวดของพระปาฎิโมกข์ ขณะเดียวกันนั้นภายในจิตใจก็เกิดการต่อต้านกันอย่างรุนแรง ไม่อยากจะนั่งต่อแล้ว
จิตที่คิดไม่ดีเอาแต่จะเลิกล้มการนั่งในอริยบทเดียว เพื่อหาทางออก
ที่จะพยายามขยับขยายสภาวะทุกขเวทนาในการปรับเปลี่ยนอริยบท ให้ได้รับความสบายขึ้น
์ชั่วขณะพระสวดพระปาฏิโมกข์ ใกล้จะจบลงพระกฤษฎาก็รวบรวมความกล้าอธิษฐานเอาบารมีความเพียรไม่ลดละแบบสู้ตายยอมตาย หากแม้นว่าเสียงพระสวดพระปาฏิโมกข์ยังจบลง เราพระกฤษฎาจะไม่สับเปลี่ยนอริยาบถถ้าเปลี่ยนอริยบถขอให้ตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดอย่าได้เกิดกันเลย มีจิตจดจ่อ
จับกับความรู้สึกในเวทนาเหล่านั้น พระยังคงส่งกระแสจิตไปตามทำนองพระปาฏิโมกข์ ในอาการสำรวม แต่กำหนดรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนบุคลเขาเราเกิดขึ้นอยู่ตั้งอยู่ดับไป อนุโลมกลับไปกลับมา อยู่ ๆ จิตที่แสดงตัวว่าร้อนรุ่มวุ่นวายก็สงบตัวลงความร้อนในจิตใจ กลับกลายเป็นความเย็นที่ลดลง น้ำตาไหลรินอาบแก้มพระกฤษฎาเกิดความสงสารคนไปทั้งโลกอยากให้เค้ามาเห็นทางพ้นทุกข์อย่างเรา บริเวณปริมณฑลตรงที่พระนั่งพับเพียบอยู่นั้นมีละอองธรรมะที่ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกและเกิดพลังจากภายนอก พลังมหาศาลดึงจิตให้หลุดออกจากร่างเปลือกของสมมติ พ้นจากแรงดึงดูดของจักรวาลโลกเกิดรัศมีแสงทิพย์สีขาว สว่างทลุขึ้นไปทุก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ที่สุดถึงพรหม ตลอดถึงพระนิพพาน จิตพูดว่าจิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว (จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว ) รูปลักษณ์ภาพที่ปรากฏ ฉายอยู่ตรงหน้าพระกฤษฎา ก็คือพระพุทธะสมณะโคดมบรมครูผู้ที่เสด็จไปดีแล้วนั่งอยู่บนอาสนะดอกบัวทิพย ์1000 กลีบ พร้อมกับทรงยิ้ม และทรงตรัสธรรมะกับจิตที่บริสุทธิ์ของพระกฤษฏาว่าพระพุทธเจ้า....พระธรรม...พระสงฆ์เกิดขึ้นมานานแล้ว...... อีกคุณบิดามารดา.....ถ้าใครให้เราสึกเรายอมตาย พระกฤษฎาเข้าใจในเวลานี้เองว่าในสมัยพุทธกาล พระอริยะเจ้า อยู่ด้วยกันมากรูปก็เท่ากับอยู่รูปเดียว อาคารสิ่งก่อสร้างไม่ปรากฏรูปลักษณ์ รูปเรารูปเค้าไม่มีตัวตนอยู่จริง ดวงจิตบริสุทธิ์ลอยเด่นกลางจักรวาล สมจริงที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นเห็นเราคือพระพุทธะ เมื่อธรรมะได้เกิดขึ้นแล้วกับพระกฤษฎาก็บรรลุพระโพธิญาณ มีศีลอันสงบดีแล้วมีพระพุทธคุณอันแผ่ซ่านออกจากร่างกาย พบตัวตนที่แท้จริงในเปลือกร่างสมมติ นับแต่ออกก้าวเดินก็ล้มลุกคุกคานมาตลอด ค้นคว้าหาแนวทางตรัสรู้ใหม่ๆ เดิมทีเกิดในสกุลฆราวาสธรรมดาตระกูล กองทรง รู้เห็นเรื่องราวพระพุทธประวัติ เกิดเลื่อมใสคิดตามเรียนแบบพระองค์ ทิ้งการเรียน ทิ้งครอบครัวพ่อแม่ สมบัติออกบวชหวังสำเร็จพระโพธิญาณ เมื่อรู้แจ้งแล้วก็รู้ว่าประเพณีวัฒนธรรมของ ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็ใช้ได้ในยุคนั้นจะนำมาใช้หรือลอกเลียนแบบทั้งหมดไม่เกิดประโยชน์เสียเวลาจะตายทิ้งเสียเปล่า คำว่าพระไม่ได้มีแค่ผู้นุ่งห่มผ้าเหลืองเท่านั้นสกุลชาวบ้านธรรมดา ก็เป็นพระได้ พระเป็นที่จิต จิตที่เป็นหนึ่งเท่านั้นจิตหนึ่งคือพุทธะ ผ้าเหลืองป็นเพียงแค่สัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นนักบวชลัทธินั้น คณะนี้ สาวกพระศาสดาองค์นั้นเท่านั้น เรื่องของจิตของใจคนทุกคนต้องปฏิบัติเอาเองเป็นเรื่องรีบด่วนก่อนที่จะตายทิ้งไปเปล่า ตนจึงควรเป็นที่พึ่งของตน จะให้พระศาสดาทำแทนตรัสรู้แทนกันไม่ได้ท่านทั้งหลายต้องทำเอาเองพรากเพียรพยายามด้วยตัวของท่านเอง เมื่อรู้ความจริงที่เปิดออกก็ไม่ต้องแบกร่างและโครงกระดูกด้วยความติดยึดยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป หัวสมองของพระก็โปร่งใส ร่างกายก็มีสภาพไร้น้ำหนัก ด้วยสัญญาที่คลาดเคลื่อน ตัณหาความทะยานอยากอุปปทานตัวคิด
จิตที่อยู่เหนือโลกหนือธรรมะ ก็เท่ากับได้ลาขาดจากความโง่ ออกเที่ยวโปรดสัตว์ไป ในสกุลชาวบ้านธรรมดาไม่คิดสะสมพรรษา คำว่าตรัสรู้ก็คือการที่มารู้แจ้งเรื่องที่พ้นสมัยของ พระศาสดาพระองค์นั้นในอดีตหรือพูดง่าย ๆ ก็คือมารู้เรื่องที่พญามารซ่อนมรรคผลพระนิพพานเอาไว้ หลังพุทธปรินิพพาน
ได้รับความเมตา จากหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร


มีหลักฐานเรื่องเวียนว่ายตายเกิดในคำสอนของพระเยซูไหมครับ ถ้ามีนำมาโชว์ ถ้าไม่มีเท่ากับว่าคุณกำลังให้ร้ายพระศาสนจักรอยู่ครับ
เรียนคุณ MichaeLPauL ผมสารภาพตามตรงว่าวันอาทิตย์ที่ 22 -6-51 ที่ผ่านมา ผมไปค้นหาหนังสือเล่นนั้นแต่ไม่พบแล้ว
แต่ถ้าคุณ MichaeLPauL จะใช้พลังจิตตรวจสอบความรู้นอกตำราผมก็ยินดี
เรื่องนี้เกิดที่วัดหลวงปู่ชอบสร้างเอาไว้ วัดป่าบ้านบง ผมได้มีโอกาสไปบำเพ็ญเพียร
เพื่อน ๆผมได้เลือกกุฏิ ที่พักก่อนหน้าผม ส่วนตัวผมเองมีสิ่งศักสิทธิ์ดนใจให้ไปได้กุฏิไม้ไผ่มุงแฝก
มารู้เอาที่หลังว่าเป็นกุฎิที่หลวงปู่ชอบท่านมาภาวนา พระในวันว่าเป็นกุฏิหลวงปู่ชอบ
คุณ MichaeLPauL ก่อนขึ้นกุฏิผมแสดงอาการกราบคารวะที่บันไดทางขึ้นกุฏิหลวงปู่ชอบ
ผมมาอาศัยฝึกภาวนาไม่ได้คิดมาจับจองเป็นของตน การภาวนาของผมก็เป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป
จนมีอยู่คืนหนึ่งเดินจงกรมแล้วก็ขึ้นกุฏิเข้าที่ภาวนา
ปรากฏว่าเห็นร่างตนเองนอนตายและจิตกำลังจะออกไปเที่ยวแต่บังคับไม่ให้จิตออกนอกกาย จึงกำหนดดู หนังเลือดเนื้อ ข้างในเป็นอะไร ก็ปรากฏเป็นโครงกระดูก ตั้งคำถามเข้าไปอีกว่า ในโครงกระดูกมีอะไรอยู่ข้างในอีก
ก็กลับคืนเป็นฝุ่นผงขี้เถ้า จึงเพ่งลงไปอีกที่ฝุ่นผงขี้เถ้าก็พบความจริง เป็นความว่างเปล่า ก็ ภาวนาตามปกติปรากฏภาพนิมิต พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลท่านไม่ได้บอกชื่อหรือนามท่านแต่ท่านก็ให้เรานั่งนิพพานให้ดู และท่านยังแสดงอาการนิพพานในท่านั่งให้ดู ท่านนั่งไปสักพักก็ล้มพับไป แล้วก็เปลี่ยนเป็นรูปเดิน เดินไปสุดทางจงกลม
แล้วก็เดินมาถึงกลางทางจงกลมก็ล้มลงนิพพาน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปยืนท่านยืนได้สักพักหนึ่งก็ล้มลงกับพื้นกองกับพื้นดิน รูปนอนก็นอนตะแคงและก็หลับตานิพพานไปเลย เกิดธรรมะสังเวชบงตกกับชีวิต
ถ้าเวลาตายของเรามาถึงจะหลบไปตายในถ้ำด้วยรูปนั่งไม่ต้องการให้ใครมาพบมาเห็น

ก่อนหน้านั้นที่จะถึงกิเลสนิพพาน
ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน ก็จะมีฝนนี้เรียกว่าฝนโบกขรพรรษสีเม็ดน้ำฝน แดงเรื่อ เหมือนแก้วทับทิม
ผู้ใดปรารถนาให้เปียกก็เปียก ผู้ไม่ปรารถนาแม้ละอองก็ไม่สัมผัสผิวกาย ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกแต่ก่อให้เกิดความชุ่มชื่นเย็นของสายฝนที่ผัสผัสผิวกาย
เป็นอยู่อย่างนี้นานทีเดียวนอนหลับเป็นเห็นเทพเทวาพากันมารดน้ำสังข์ ประกอบกับเห็นนิมิตรูปเจดีย์สีขาวล้อมรอบไปด้วยไม้กางเขน มีอักษรจารึกเป็นคำว่า เจดีย์พระคุณแม่
จนวันที่ผมทิ้งสำนักเดินทางไปหาวิเวกที่วัดป่าเขาเจริญธรรม ผมก็ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาตั้งสัจจะไม่ทานข้าวทานแต่น้ำ เร่งความเพียนเพื่อเผากิเลสให้หมดในชาตินี้ แต่ก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ผมลงมาปักกลดข้างล้างกุฏิ
ผมก็นอนภาวนาจนหลับดิ่งลึก มาตื่นเอาตอนหูได้ยินเสียงปีกนกตีกับอะไรก็ไม่ทราบ เสียงปีกของนกตีถี่มาก
จนผมต้องถอนจิตออกจากฌาน ลืมตาขึ้นดูก็เห็นนกกางเขน คู่หนึ่งบินลงมาจิกตีงูสิงที่เลื่อยมาทางกลดที่ผมปักอยู่
พอนกกางเขนเห็นว่าผมตื่นแล้ว ผมก็เข้าใจทันที่ว่านกกางเขนเค้ามาให้ความคุ้มครองเราในขณะที่นอนภาวนา คุณ MichaeLPauL ผมได้บอกขอบใจนกกางเขนที่เขามาปกป้องเราไม่ให้ได้รับอันตรายจากงูสิงตัวใหญ่ และผมก็ใช้ไม้กลดเขี่ยงูให้ออกพ้นทางจนมันเลื่อนเข้าไปในป่า
ผมมารู้ทีหลังคุณ MichaeLPauL ว่าผมไปปักกลดปิดทางเข้ารูของงูสิงตัวใหญ่
พ้นเรื่องงูไปผมก็มาพบเห็นวิญญาณจากนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ตายคารถ ญาติก็เอามาฝากไว้ที่วัดผมก็ลงไปชักอนิจจา
เวลา 2 ทุ่มก่อนเดินจากซากมอเตอร์ไซด์ก็เกิดวิตกว่า ไม่มีชิ้นดีอย่างนี้ใครจะขับไปได้
กลางดึกสะงัดในฝันได้ยินเสียงวัยรุ่นมาตะโกนเรียกหน้ากุฏิ หลวงพี่ ๆ ไปขี่มอเตอร์ไซด์เล่นกัน
ผมก็ออกมาจากกุฏิอ้าวมอเตอร์ไซด์มันพังไปแล้ว ทำไมมันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ละ
วิญญาณก็บอกว่าคนที่ตายแล้วสามารถรวบรวมสสานและพลังงานที่อยู่รอบ ๆตัวเป็นวัตถุต่างๆได้อย่างสบาย แล้วผมกับวิญญาณก็นั่งรถไปเที่ยวพอมีบ้านขวางอยู่ข้างหน้าผีก็ไม่หลบพระก็ซ้อนท้ายไปพอสมควร ชนจะๆ กันเห็นๆ
ก็กลายเป็นความว่างเปล่าขับไปแหวไปไม่มีสิ่งกรีดขวางหวาดเสียวไปหมด
จนขับมาส่งที่หน้ากุฏิแล้วหมุ่นนักบิดเมืองผีก็กล่าวอำลาจากไป




หลังจากที่ผีนักซิ่งหายลับตาไปแล้ว ก็สะดุ้งตื่นลุกออกมาเข้าทางจงกลมต่อ

เดินไปก็พิจารณาธรรมะ ไปจนเป็นเช้าวันใหม่ ก็ไปวางดอกไม้จันทน์ให้ผีนักซิ่ง
และก็ร่วมเผาจนเก็บกระดูก และก็ขึ้นเขาไปปฏิบัติธรรมต่อแต่คืนนี้ว่าจะไม่เดิน เอาแค่นั่งสมาธิกับนอนภาวนาเท่านั้น คืนนี้ได้รับคำตักเตือนจากจ้าวป่าเจ้าเขา มาให้ปัญญา ท่าน ๆ การอดนอนผ่อนอาหารเอาแค่พอดี
อย่าทำให้มันเกินเลย พุทธเจ้าในอดีตก็ไม่กิเลสนิพพานด้วยการอดอาหาร สังขารต้องการอาหาร
แม้แต่ผมก็ยังมีอาหารทิพย์ทาน ส่วนท่านนั้นไม่พักผ่อนก็ไม่เป็นไรแต่ร่างกายต้องการอาหาร
การภวนามันจึงจะเป็นไปในมรรคผล เสียงเจ้าป่าท่านนี้ดังมาจากแท่นศิลาอาสน์ นั่งคู่กับมเหสีแต่งองค์ด้วยชุดกษัตริย์โบราณกำลังเสวยอาหารทิพย์อยู่บนฟ้าสวรรค์ที่แหวกเป็นชั้น ๆ ฟ้ามองมาที่โลกมนุษย์ บอกให้สติพระอยู่
เมื่อตนพิจารณาตามก็เห็นว่ากำลังตกอยู่ในความประมาทตามคำบอกของบัณฑิตทางธรรม
ก็ละความเพียรอันทำให้ตนลำบากเปล่า
ลงจากเขาไปหามะกูดเชื่อมทานเพื่อให้ร่างกายได้มีกำลังกลับคืนมา
และก็ลงจงกลมต่อในขณะที่เดินไปก็คิดไปว่า อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จไปโปรดพุทธมารดา ได้ยกพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เพื่อตอบแทนพระคุณของมารดา
คุณ MichaeLPauL ผมก็ได้เอามาย่นย่อลงเหลือแค่การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสัจจะปรมัตถ์แล้วไม่มี

เหตุเพราะความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นคนเป็นสัตว์มันจึงผิดจากบัญญัติ

เมื่อปัญญาญาณสามารถแยกสมมุติบัญญัติจริงตามสมมุติ วิมุติตามจริงออกจากกัน
เป็นเอกเทศก็ลงจากทางจงกลมเดินขึ้นกุฏินั่งภาวนาจนได้นิมิตในระนาบเดียวกันกับผู้มีความบริสุทธิ์หลุดพ้นไปแล้วก่อนหน้าพระ เสียงหัวเราะกับคำแสดงความชื่นชม
ดังเข้ามาในกุฏิ หุหุหุ พระอมิตาภะรูปนี้นั่งตรัสรู้ไม่เหมือนใคร และมีเสียงกำชับว่ารู้รึยังว่าท่านเป็นใคร
ผมรู้สึกได้ถึงเสียงที่ตั้งคำถามเสียงที่ทรงอำนาจนั้น ผมตอบว่าไม่รู้ครับ เสียงนั้นก็นำทางกระแสจิตอีกว่า ระลึกดี ๆ ว่าท่านเป็นใคร
คุณ MichaeLPauL ผมพยายามระลึกชาติจนทำใจให้นิ่งได้แล้ว ก็มองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นพระเยซูคริสต์
แขวนบนไม้กางเขน การเห็นเห็นเป็นภาพ 3 มิติ มีรูปที่ตรึงกับไม้กางเขน กับภาพนั่งคุกเข่าลงบนก้อนหินสวดภาวนาและภาพยืนภาวนา ส่วนภายไต้ไม้กางเขนลงมา มีลูกแกะแยกออกจากความมืด และก็มีเสียงกำกับว่า
รู้ภพชาติของตนแล้วซินะผมตอบว่าทราบแล้วครับว่าผมเป็นพระเยซูคริสต์กลับมาเกิด
และพร้อมกับคำเชิญชวนให้ออกมาข้างนอกจะพาไปดูของดีและผมก็เดินลงมาหาเจ้าของเสียงที่ทรงพลังทันใดนั้นผ้าม่านที่มีคนหามเกี้ยว ก็เปิดออกให้เห็นใบหน้า ที่แท้เกี้ยวหามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตท่านเรียกให้เข้าไปนั่งกับท่านพอท่านพูดจบ ตัวผมก็เข้าไปนั่งในเกี้ยวหามพร้อมท่านพระอาจารย์มั่น คนหามเกี้ยวก็ทะยานออกจากป่าเดินเหินอากาศจนมาลงที่อำเภอหนองไผ่และท่านอาจารย์มั่นกับผมก็ลงจากเกี้ยวและท่านก็ชี้ให้พระดู
ขุมทองคำอยู่ไต้พสุธาเป็นทองคำทั้งสิ้นดูแล้วก็ไม่ได้เกิดความโลภขึ้นมาเลย และท่านก็พาเดินดูทรัพย์ไต้ดินจนได้เวลากลับท่านก็บอกให้คนหามเกี้ยวพระไปส่งพระที่กุฎิและท่านก็ลาจากไปพร้อมกับคนหามเกี้ยวพระ
เมื่อท่านอาจารย์มั่นจากไปไม่นานก็มองเห็นพระเดินออกมาจากทะเลทราย แล้วท่านก็บอกว่า
ผมพระพระมหากัสสปะ ทราบว่าท่านพ้นทุกข์เข้าถึงแดนอำมตะแล้วก็เลยนำเอาพระอบทองคำที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุมามอบให้ท่านเก็บรักษา ก่อนผมจะกลับไบในทีที่ผมมาผมก็จะมอบหนังเท้าของผมให้ท่านไป
ผมมาพบความหมายของหนังไม่ยึดติดตัวอักษรคัมภีร์
แต่ก็ไม่ทิ้งตัวอักษรคัมภีร์
อยู่เหนือการยอมรับ และเหนือการปฏิเสธ
นั่นแหละ คือ ธรรมะที่แท้จริง
คุณ MichaeLPauL และพระพระมหากัสสปะก็เดินทางข้ามทะเลทรายห่างออกไป ๆจนลับตาผมไป


ท่านอากาศ
ก่อนเกิดมาเป็นเรา
การระลึกชาติแต่หนหลัง
ในอดีตชาติเรามีชื่อ
พระอาจารย์ดนัย
กัลยาณธัมโม


https://youtu.be/gGgiHJb3q_E



สาธุครับ ขอเวลาอ่านแปป ยาวมากๆๆๆๆๆๆๆ 5555

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2019, 19:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

เรื่องราวที่คุณ Luna เล่า เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ซึ่งการที่คุณ Luna ใช้ชื่อว่า Luna นั้น
คือเอกอนสัมผัสได้ตั้งแต่เห็นชื่อ ว่าอิทธิพลธาตุใดแสดงความเด่น
ทัศนะที่ปรากฎในการปฏิบัติจะเป็นไปด้วยอิทธิพลนั้น

ซึ่งคนที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ บ้ากับไม่ได้บ้า มันห่างกันเพียงเส้นด้ายบาง ๆ กั้นเอาไว้

เอกอนก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นพวกอิทธิพลธาตุน้ำ
การเห็น ก็ประมาณเป็นในรูปแบบเช่นของคุณ Luna

เรื่อง ย้ายร่าง เอกอนก็เห็น ความเป็นไปของสิ่งดังกล่าว ...

แต่ทุกสิ่งที่เห็น เอกอนเลือกที่จะ วาง

เพราะถ้าวางไม่ได้เอกอนก็จะหลงเข้าไปหมายมั่น
และการปฏิบัติสมาธิก็จะเป็นไปเพราะแรงจูงใจจากทัศนะ

จะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร
เพื่อที่จะเดินทางเข้าไปรื้นฟื้นเอาสิ่งที่แล้วไปแล้ว...ให้กลับคืนมาอย่างนั้นหรือ
จะไปปลุกผีที่มันถูกฝังอยู่ในป่าช้าแล้วให้มันกลับเฮี้ยนขึ้นมาอีกเพื่ออะไรล่ะ ...

ซึ่ง น้องเม/ทีมงานน้องเม เป็นเหตุพบปะที่เข้ามาย้ำการขัดเกลา

น้องเมก็สามารถกล่าวกับเอกอนได้เช่นเดียวกับที่กล่าวกับคนทั่วไปนั่นล่ะ

ทำนองว่า
"...ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ แถมปฎิบัติไม่เอาไหน
เรยไม่รู้ว่า ที่ถูกต้อง ตามพระอภิธรรม..." โน่น นี่ นั่น

:b1: ... ใช่ เอกอนไม่ได้เรียนอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ และแถมปฏิบัติไม่เอาไหนด้วย
และ ยังมีเรื่องไม่เอาไหนอีกมากมาย ... :b32:

คือ เอกอนสำนึกตนอยู่โดยมาก เอกอนน้อมรับกับความไม่เอาไหนต่าง ๆ นานา ได้
การกำราบอย่างไรก็ตามที่ดำเนินไป ที่ส่งผลให้
ตัวตนที่เอกอนเคยเห็นในทัศนะไม่สำแดงความเป็นไปออกมา เอกอนรู้สึกสันติกับตัวเอง

มันทำให้เอกอนรู้สึกถึงจิตที่เป็น อิสระจากความเห็นไปในอดีต
เอกอนไม่คิดจะสืบสานร่องรอยอดีตอีก ... เพราะในทัศนะนั้น เอกอนคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาพอแล้ว

:b1:



ท่านอ๊บขี้เหนียว :b32: :b32: :b32:

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2019, 19:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 511

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

เรื่องราวที่คุณ Luna เล่า เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ซึ่งการที่คุณ Luna ใช้ชื่อว่า Luna นั้น
คือเอกอนสัมผัสได้ตั้งแต่เห็นชื่อ ว่าอิทธิพลธาตุใดแสดงความเด่น
ทัศนะที่ปรากฎในการปฏิบัติจะเป็นไปด้วยอิทธิพลนั้น

ซึ่งคนที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ บ้ากับไม่ได้บ้า มันห่างกันเพียงเส้นด้ายบาง ๆ กั้นเอาไว้

เอกอนก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นพวกอิทธิพลธาตุน้ำ
การเห็น ก็ประมาณเป็นในรูปแบบเช่นของคุณ Luna

เรื่อง ย้ายร่าง เอกอนก็เห็น ความเป็นไปของสิ่งดังกล่าว ...

แต่ทุกสิ่งที่เห็น เอกอนเลือกที่จะ วาง

เพราะถ้าวางไม่ได้เอกอนก็จะหลงเข้าไปหมายมั่น
และการปฏิบัติสมาธิก็จะเป็นไปเพราะแรงจูงใจจากทัศนะ

จะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร
เพื่อที่จะเดินทางเข้าไปรื้นฟื้นเอาสิ่งที่แล้วไปแล้ว...ให้กลับคืนมาอย่างนั้นหรือ
จะไปปลุกผีที่มันถูกฝังอยู่ในป่าช้าแล้วให้มันกลับเฮี้ยนขึ้นมาอีกเพื่ออะไรล่ะ ...

ซึ่ง น้องเม/ทีมงานน้องเม เป็นเหตุพบปะที่เข้ามาย้ำการขัดเกลา

น้องเมก็สามารถกล่าวกับเอกอนได้เช่นเดียวกับที่กล่าวกับคนทั่วไปนั่นล่ะ

ทำนองว่า
"...ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ แถมปฎิบัติไม่เอาไหน
เรยไม่รู้ว่า ที่ถูกต้อง ตามพระอภิธรรม..." โน่น นี่ นั่น

:b1: ... ใช่ เอกอนไม่ได้เรียนอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ และแถมปฏิบัติไม่เอาไหนด้วย
และ ยังมีเรื่องไม่เอาไหนอีกมากมาย ... :b32:

คือ เอกอนสำนึกตนอยู่โดยมาก เอกอนน้อมรับกับความไม่เอาไหนต่าง ๆ นานา ได้
การกำราบอย่างไรก็ตามที่ดำเนินไป ที่ส่งผลให้
ตัวตนที่เอกอนเคยเห็นในทัศนะไม่สำแดงความเป็นไปออกมา เอกอนรู้สึกสันติกับตัวเอง

มันทำให้เอกอนรู้สึกถึงจิตที่เป็น อิสระจากความเห็นไปในอดีต
เอกอนไม่คิดจะสืบสานร่องรอยอดีตอีก ... เพราะในทัศนะนั้น เอกอนคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาพอแล้ว

:b1:



น้อมเมที่รักของพี่แค่อากาศ :b15: :b15: :b15: :b27: :b27: :b27:

:b28: :b28: :b28:

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2019, 19:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

ไม่เยอะหรอก... :b32: :b32:

eragon_joe เขียน:
เรื่องราวที่คุณ Luna เล่า เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ซึ่งการที่คุณ Luna ใช้ชื่อว่า Luna นั้น
คือเอกอนสัมผัสได้ตั้งแต่เห็นชื่อ ว่าอิทธิพลธาตุใดแสดงความเด่น
ทัศนะที่ปรากฎในการปฏิบัติจะเป็นไปด้วยอิทธิพลนั้น

ซึ่งคนที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ บ้ากับไม่ได้บ้า มันห่างกันเพียงเส้นด้ายบาง ๆ กั้นเอาไว้

เอกอนก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นพวกอิทธิพลธาตุน้ำ
การเห็น ก็ประมาณเป็นในรูปแบบเช่นของคุณ Luna

เรื่อง ย้ายร่าง เอกอนก็เห็น ความเป็นไปของสิ่งดังกล่าว ...

แต่ทุกสิ่งที่เห็น เอกอนเลือกที่จะ วาง

เพราะถ้าวางไม่ได้เอกอนก็จะหลงเข้าไปหมายมั่น
และการปฏิบัติสมาธิก็จะเป็นไปเพราะแรงจูงใจจากทัศนะ


:b1:


ปรบมือให้เลย... :b17: :b17: :b17:

การวางเรื่องประหลาดๆ ...เรื่องที่ทำให้เราดูเป็นคนพิเศษ..นี้..จะว่าง่ายก็ง่าย...จะว่ายาก..ก็ยาก..นะ

จึงปรบมือให้งัย :b16: :b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2019, 19:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:

ท่านอ๊บขี้เหนียว :b32: :b32: :b32:


ม่ายจร๊ิง....ม่ายจริง.. s005 s005

เราออกจะเผื่อแผ่ :b27: :b27: :b27:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2019, 20:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:

สาธุครับ ขอเวลาอ่านแปป ยาวมากๆๆๆๆๆๆๆ 5555


อ่านจบยัง?..

rolleyes rolleyes rolleyes


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2019, 21:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2108

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

เรื่องราวที่คุณ Luna เล่า เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ซึ่งการที่คุณ Luna ใช้ชื่อว่า Luna นั้น
คือเอกอนสัมผัสได้ตั้งแต่เห็นชื่อ ว่าอิทธิพลธาตุใดแสดงความเด่น
ทัศนะที่ปรากฎในการปฏิบัติจะเป็นไปด้วยอิทธิพลนั้น

ซึ่งคนที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ บ้ากับไม่ได้บ้า มันห่างกันเพียงเส้นด้ายบาง ๆ กั้นเอาไว้

เอกอนก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นพวกอิทธิพลธาตุน้ำ
การเห็น ก็ประมาณเป็นในรูปแบบเช่นของคุณ Luna

เรื่อง ย้ายร่าง เอกอนก็เห็น ความเป็นไปของสิ่งดังกล่าว ...

แต่ทุกสิ่งที่เห็น เอกอนเลือกที่จะ วาง

เพราะถ้าวางไม่ได้เอกอนก็จะหลงเข้าไปหมายมั่น
และการปฏิบัติสมาธิก็จะเป็นไปเพราะแรงจูงใจจากทัศนะ

จะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร
เพื่อที่จะเดินทางเข้าไปรื้นฟื้นเอาสิ่งที่แล้วไปแล้ว...ให้กลับคืนมาอย่างนั้นหรือ
จะไปปลุกผีที่มันถูกฝังอยู่ในป่าช้าแล้วให้มันกลับเฮี้ยนขึ้นมาอีกเพื่ออะไรล่ะ ...

ซึ่ง น้องเม/ทีมงานน้องเม เป็นเหตุพบปะที่เข้ามาย้ำการขัดเกลา

น้องเมก็สามารถกล่าวกับเอกอนได้เช่นเดียวกับที่กล่าวกับคนทั่วไปนั่นล่ะ

ทำนองว่า
"...ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ แถมปฎิบัติไม่เอาไหน
เรยไม่รู้ว่า ที่ถูกต้อง ตามพระอภิธรรม..." โน่น นี่ นั่น

:b1: ... ใช่ เอกอนไม่ได้เรียนอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ และแถมปฏิบัติไม่เอาไหนด้วย
และ ยังมีเรื่องไม่เอาไหนอีกมากมาย ... :b32:

คือ เอกอนสำนึกตนอยู่โดยมาก เอกอนน้อมรับกับความไม่เอาไหนต่าง ๆ นานา ได้
การกำราบอย่างไรก็ตามที่ดำเนินไป ที่ส่งผลให้
ตัวตนที่เอกอนเคยเห็นในทัศนะไม่สำแดงความเป็นไปออกมา เอกอนรู้สึกสันติกับตัวเอง

มันทำให้เอกอนรู้สึกถึงจิตที่เป็น อิสระจากความเห็นไปในอดีต
เอกอนไม่คิดจะสืบสานร่องรอยอดีตอีก ... เพราะในทัศนะนั้น เอกอนคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาพอแล้ว

:b1:

อ๊าไม่ได้เข้ามาหลายวัน
มีคนคิดถึงเม คริคริ

ก็มีหลายคนแหละเนาะ
คิดว่า การที่เม ไปยกเอาปริยัติ เอาพระอภิธรรมมาบอกว่า ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร

คนเหล่านั้น กลับคิดอกุศล ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือนโดนจิกกัดจากสัตว์เดียรรัจฉาน
ทั้งๆที่พระปริยัติ เป็นศาสนพรหมจรรย์
พระธรรมในพระอภิธรรม ในพระไตรปิฎก กล่าวไว้ถูกต้อง

แต่ ที่คนเหล่านั้น ทีเจ็บแสบ เหมือนโดนจิกกัดด้วยสัตว์เดียรรัจฉาน
เพราะเหมือนเอาน้ำเกลือ ไปราดแผล
แต่ไม่รู้ว่า น้ำเกลือช่วยฆ่าเชื้อให้ ก็ต้องแสบร้อนเป็นธรรมดา เนาะค๊ะ

เม ก้อบอกแล้ว ถ้าคนเหล่านั้น อยากด่าว่า

ก็ให้ไปด่าไปว่า พระไตรปิฎก ผู้ที่สังคายานาพระไตรปิฎก ผู้ที่รจนาพระอภิธรรม สิคร้า
ว่าทำไม จดบันทึกมาไม่ตรงกับ ที่พวกตนเรียน พวกตนปฎิบัติมา

ก็ขออัญเชิญ พระรัตนตรัย และพระแม่ธรณี รวมทั้งพญายม ได้ทรงเป็นสักขีพยานด้วย แหล่ะค่ะ


smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2019, 21:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2108

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
luna เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
luna เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
ชอบๆๆๆแบบทา่น LUNA งั้นมาคุยกันพอให้เจริญใจครับ

1. รูปธรรม นามธรรม หมายเอาที่ใด การแยกรูปแยกนามแยกยังไง ท่านเห็นจริง หรือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นลงธรรม หากเห็นจริงแล้วที่เห็นนั้นเป็นไฉน การเข้าไปรู้เห็นจริงท่านรู้เห็นอย่างไร :b1: :b1:

2. ความเสมิอด้วยกันเป็นแบบไหน สำหรับท่าน ความเสมอกันท่านเห็นยังไง ท่านเห็นจริง หรือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นลงธรรม หากเห็นจริงแล้วที่เห็นนั้นเป็นไฉน การเข้าไปรู้เห็นจริงท่านรู้เห็นอย่างไร :b1: :b1:

3. ความไม่มีตัวตน คือ อะไร ท่านเห็นจริง หรือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นลงธรรม หากเห็นจริงแล้วที่เห็นนั้นเป็นไฉน การเข้าไปรู้เห็นจริงท่านรู้เห็นอย่างไร :b1: :b1:

:b12: :b12: :b12:


ความว่าธาตุ ๔ อันกอปรกันเกิดขึ้นแต่กายนี้

ท่านเห็นเป็นธาตุจริง คือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นรับรู้ลงในธรรม

ก็เมื่อเห็นเป็นธาตุแล้ว ยังจะมีธาตุที่ทำท่านั่งสมาธิอยู่อีกหรือไม่ หรือที่เห็นนั้นคือความคิด ไม่ได้เห็นเป็นธาตุจริง

อรูปที่เข้าได้ก็ดี จิตที่จรออกจากร่างได้ก็ดี เมื่อมองดูกายเห็นเป็นแค่ธาตุจริง หรือยังเห็นเป็นตัวตนบุคคลอันนั่งหรือนอนอยู่ท่านั้นๆนี้ๆ

ที่ถามไม่ใช่ลองภูมิ หรือท้าทายนะครับ การถามดังนี้หากเมือ่ท่านเข้าถึงจริงแล้วมีคำตอบ ความสืบต่อแนะนำให้เข้าถึงได้ย่อมมีมาก เกื้อกูลได้แก่ผู้อื่น หากท่านยังไม่ถึง เราก็สามารถแลก้เปลี่ยนพูดคุยกันเพื่อประโยชน์ยิ่งๆขึ้นได้ ย่อมไม่หมิ่นธรรมกัน บางอย่างเราอาจจะเห็นแบบสายปริยัติ ท่านรู้หมดจริงนะ แต่ไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาตินั้นเลย เหมือนรู้จัก KFC เห็นคนกิน KFC แต่ตนไม่อาจจะได้กินเลยตลอดทั้งชาติ ได้แค่จินตนาการ ผมเองก็ไม่ถภึงธรรม ไม่รู้ธรรม แค่ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป จึงไม่อาจจะคุยธรรมสูงได้ ่จึงได้แต่เรียนรู้จากพวกท่านๆนี่แหละครับ อย่างไรก็แวะมาตอบผมด้วยนะครับ

:b12: :b12: :b12:

มาคุยกันสนุกๆครับ นานๆจะมีคนคุยธรรม ส่วนมากเห็นตัวอะไรก็ไม่รู้คุยกัน :b32: :b32: :b32:

ถ้าท่านเป็น ลูนาซี (LUNA SEA) ผมจะเป็น Hyde L'Arc~en~Ciel เรามาเป็น J-Rock ด้วยกัน :b32: :b32: :b32:

รูปภาพ

ผมขอแสดงขั้นตอนการละอาสวะแทนคำถามของท่านอากาศเป็นประสบการณ์ทางธรรมที่ผมพอจะระลึกได้นิดหน่อย
ผมยินดีเป็นมิตรกับทุกท่าน

ชื่อเรื่องธรรมะจักรวาลย้อนหนึ่ง

เจ็ดวันบรรลุธรรม
บรรพชิต และ ฆารวาสบุคคลใดยึดพระปริยัติ เป็นครูเป็นอาจารย์จะไม่มีบรรพชิตอุบาสกอุบาสิกาสำเร็จท่านใดเป็นพระอรหันต์ ได้เลย
บรรพชิต อุบาสก อุบาสิกา ถือตนเป็นครูเป็นอาจารย์วางพระปริยัตให้เบาบางจนหมดจากสัญญาให้มากที่สุด บรรพชิต และ ฆารวาสก็จะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์
ออกบวชได้ 7 วัน ในวันสำคัญทางพระศาสนาเป็นวันมาฆบูชาวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ที่วัดวังชมพู จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเอาหมายสำคัญในอดีต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตและหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เดินธุดงค์มาบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระฤาษีในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางวัดจึงได้นิมนต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตมาเมตตาชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหลวงตามหาบัววัดป่าบ้านตาดหลวงปู่ท่อนวัดป่าศรีอภัยวัน หลวงปู่บุญเพ็งวัดถ้ำกลองเพลหลวงปู่จันทาวัดป่าเขาน้อยหลวงปู่เหรียญวัดอรัญญบรรพตมาแสดงธรรมอบรมกรรมฐานตลอดถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตลอดคืนพระได้นอนจงกลมรอบอุโบสถกับเพื่อนพระจน รุ่งขึ้นของวันใหม่วันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2537 ภายในโบสถ์โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ มาร่วมลงปาฏิโมกข์สังฆกรรม พระกฤษฎาได้แสดงอาบัติและระลึกถึงนิมิตก่อนรุ่งอรุณ ที่เทวดาเต็มท้องฟ้ามาร้องรำดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรี โปรยข้าวตอกดอกไม้ทิพย์ แสดงความดีใจ ก็ยิ่งทำให้พระกฤษฎาสุขใจ นึกอยู่ในใจว่าเราควรทำจิตให้ผ่องใสและเจริญพระกรรมฐาน วิปัสสนาดูลมหายใจเข้าออกอันธรรมดา คนที่ยังไม่เคยมองดูจิตของตัวเอง ไม่เคยฝึกฝน ขัดเกลารูปลักษณ์ เปรียบเหมือนกลุ่มดวงดาวที่กระจายอยู่ในห้วงจักรวาลนักปฏิบัติธรรมจะต้องรวบรวม จิตที่แตกกระจายอยู่รอบ ๆ ตัวของเรา ให้รวมเป็นจิตหนึ่งพระกฤษฎาก็เป็นนักปฏิบัติธรรมตามทฤษฎีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ด้วยการกำหนดรู้ดูเวทนาทางกายต่อเนื่องด้วยเวทนาในจิตพระกฤษฎาจับดูอาการที่เวทนาในกายแสดงตัวเดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวปวดเดี๋ยวปวดแสบปวดร้อนและก็เฉย ๆ ผู้รู้พูดจาโต้ตอบในความคิดกับพระกฤษฎา ว่ากำหนดรู้ดูเวทนาในจิตยิ่งกำหนดรู้ทุกข์ก็ยิ่งแสดงตัวความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณ เวทนาเพิ่มขึ้น ยิ่งอยากให้หายเจ็บหายปวดหายเมื่อยเท่าไรกับกายเป็นความร้อนที่ร้อนสูงขึ้น จนร่างที่นั่งพับเพียบของพระกฤษฎา สั่นสะท้านไปด้วยทุกข์ เวทนา ราวกับกระดูกจะแยกชีกออกจากเนื้อ กระดูกถูกบด ร่างนั่งอยู่ในกองไฟ พระกฤษฎายังคงนั่งลืมตาดูทุกข์หูฟังเสียงพระสงฆ์เกิดแรงบันดานใจจากพระอริยครูสายในดง เล่าลือกันว่าบรมครูเทพโลกอุดร หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า
หลวงปู่เทพโลกอุดร องค์ท่านชอบฟังบทสวดพระปาฏิโมกข์มาก
อาศัยกำลังใจจากตรงนี้ เกิดสนใจขึ้นมาในเวลานั้นต้องมีอะไรสินะหลวงปู่ใหญ่ท่านถึงชอบฟังจึงกำหนดจิตพิจารณาตามเสียงสวดของพระปาฎิโมกข์ ขณะเดียวกันนั้นภายในจิตใจก็เกิดการต่อต้านกันอย่างรุนแรง ไม่อยากจะนั่งต่อแล้ว
จิตที่คิดไม่ดีเอาแต่จะเลิกล้มการนั่งในอริยบทเดียว เพื่อหาทางออก
ที่จะพยายามขยับขยายสภาวะทุกขเวทนาในการปรับเปลี่ยนอริยบท ให้ได้รับความสบายขึ้น
์ชั่วขณะพระสวดพระปาฏิโมกข์ ใกล้จะจบลงพระกฤษฎาก็รวบรวมความกล้าอธิษฐานเอาบารมีความเพียรไม่ลดละแบบสู้ตายยอมตาย หากแม้นว่าเสียงพระสวดพระปาฏิโมกข์ยังจบลง เราพระกฤษฎาจะไม่สับเปลี่ยนอริยาบถถ้าเปลี่ยนอริยบถขอให้ตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดอย่าได้เกิดกันเลย มีจิตจดจ่อ
จับกับความรู้สึกในเวทนาเหล่านั้น พระยังคงส่งกระแสจิตไปตามทำนองพระปาฏิโมกข์ ในอาการสำรวม แต่กำหนดรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนบุคลเขาเราเกิดขึ้นอยู่ตั้งอยู่ดับไป อนุโลมกลับไปกลับมา อยู่ ๆ จิตที่แสดงตัวว่าร้อนรุ่มวุ่นวายก็สงบตัวลงความร้อนในจิตใจ กลับกลายเป็นความเย็นที่ลดลง น้ำตาไหลรินอาบแก้มพระกฤษฎาเกิดความสงสารคนไปทั้งโลกอยากให้เค้ามาเห็นทางพ้นทุกข์อย่างเรา บริเวณปริมณฑลตรงที่พระนั่งพับเพียบอยู่นั้นมีละอองธรรมะที่ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกและเกิดพลังจากภายนอก พลังมหาศาลดึงจิตให้หลุดออกจากร่างเปลือกของสมมติ พ้นจากแรงดึงดูดของจักรวาลโลกเกิดรัศมีแสงทิพย์สีขาว สว่างทลุขึ้นไปทุก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ที่สุดถึงพรหม ตลอดถึงพระนิพพาน จิตพูดว่าจิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว (จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว ) รูปลักษณ์ภาพที่ปรากฏ ฉายอยู่ตรงหน้าพระกฤษฎา ก็คือพระพุทธะสมณะโคดมบรมครูผู้ที่เสด็จไปดีแล้วนั่งอยู่บนอาสนะดอกบัวทิพย ์1000 กลีบ พร้อมกับทรงยิ้ม และทรงตรัสธรรมะกับจิตที่บริสุทธิ์ของพระกฤษฏาว่าพระพุทธเจ้า....พระธรรม...พระสงฆ์เกิดขึ้นมานานแล้ว...... อีกคุณบิดามารดา.....ถ้าใครให้เราสึกเรายอมตาย พระกฤษฎาเข้าใจในเวลานี้เองว่าในสมัยพุทธกาล พระอริยะเจ้า อยู่ด้วยกันมากรูปก็เท่ากับอยู่รูปเดียว อาคารสิ่งก่อสร้างไม่ปรากฏรูปลักษณ์ รูปเรารูปเค้าไม่มีตัวตนอยู่จริง ดวงจิตบริสุทธิ์ลอยเด่นกลางจักรวาล สมจริงที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นเห็นเราคือพระพุทธะ เมื่อธรรมะได้เกิดขึ้นแล้วกับพระกฤษฎาก็บรรลุพระโพธิญาณ มีศีลอันสงบดีแล้วมีพระพุทธคุณอันแผ่ซ่านออกจากร่างกาย พบตัวตนที่แท้จริงในเปลือกร่างสมมติ นับแต่ออกก้าวเดินก็ล้มลุกคุกคานมาตลอด ค้นคว้าหาแนวทางตรัสรู้ใหม่ๆ เดิมทีเกิดในสกุลฆราวาสธรรมดาตระกูล กองทรง รู้เห็นเรื่องราวพระพุทธประวัติ เกิดเลื่อมใสคิดตามเรียนแบบพระองค์ ทิ้งการเรียน ทิ้งครอบครัวพ่อแม่ สมบัติออกบวชหวังสำเร็จพระโพธิญาณ เมื่อรู้แจ้งแล้วก็รู้ว่าประเพณีวัฒนธรรมของ ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็ใช้ได้ในยุคนั้นจะนำมาใช้หรือลอกเลียนแบบทั้งหมดไม่เกิดประโยชน์เสียเวลาจะตายทิ้งเสียเปล่า คำว่าพระไม่ได้มีแค่ผู้นุ่งห่มผ้าเหลืองเท่านั้นสกุลชาวบ้านธรรมดา ก็เป็นพระได้ พระเป็นที่จิต จิตที่เป็นหนึ่งเท่านั้นจิตหนึ่งคือพุทธะ ผ้าเหลืองป็นเพียงแค่สัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นนักบวชลัทธินั้น คณะนี้ สาวกพระศาสดาองค์นั้นเท่านั้น เรื่องของจิตของใจคนทุกคนต้องปฏิบัติเอาเองเป็นเรื่องรีบด่วนก่อนที่จะตายทิ้งไปเปล่า ตนจึงควรเป็นที่พึ่งของตน จะให้พระศาสดาทำแทนตรัสรู้แทนกันไม่ได้ท่านทั้งหลายต้องทำเอาเองพรากเพียรพยายามด้วยตัวของท่านเอง เมื่อรู้ความจริงที่เปิดออกก็ไม่ต้องแบกร่างและโครงกระดูกด้วยความติดยึดยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป หัวสมองของพระก็โปร่งใส ร่างกายก็มีสภาพไร้น้ำหนัก ด้วยสัญญาที่คลาดเคลื่อน ตัณหาความทะยานอยากอุปปทานตัวคิด
จิตที่อยู่เหนือโลกหนือธรรมะ ก็เท่ากับได้ลาขาดจากความโง่ ออกเที่ยวโปรดสัตว์ไป ในสกุลชาวบ้านธรรมดาไม่คิดสะสมพรรษา คำว่าตรัสรู้ก็คือการที่มารู้แจ้งเรื่องที่พ้นสมัยของ พระศาสดาพระองค์นั้นในอดีตหรือพูดง่าย ๆ ก็คือมารู้เรื่องที่พญามารซ่อนมรรคผลพระนิพพานเอาไว้ หลังพุทธปรินิพพาน
ได้รับความเมตา จากหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร


มีหลักฐานเรื่องเวียนว่ายตายเกิดในคำสอนของพระเยซูไหมครับ ถ้ามีนำมาโชว์ ถ้าไม่มีเท่ากับว่าคุณกำลังให้ร้ายพระศาสนจักรอยู่ครับ
เรียนคุณ MichaeLPauL ผมสารภาพตามตรงว่าวันอาทิตย์ที่ 22 -6-51 ที่ผ่านมา ผมไปค้นหาหนังสือเล่นนั้นแต่ไม่พบแล้ว
แต่ถ้าคุณ MichaeLPauL จะใช้พลังจิตตรวจสอบความรู้นอกตำราผมก็ยินดี
เรื่องนี้เกิดที่วัดหลวงปู่ชอบสร้างเอาไว้ วัดป่าบ้านบง ผมได้มีโอกาสไปบำเพ็ญเพียร
เพื่อน ๆผมได้เลือกกุฏิ ที่พักก่อนหน้าผม ส่วนตัวผมเองมีสิ่งศักสิทธิ์ดนใจให้ไปได้กุฏิไม้ไผ่มุงแฝก
มารู้เอาที่หลังว่าเป็นกุฎิที่หลวงปู่ชอบท่านมาภาวนา พระในวันว่าเป็นกุฏิหลวงปู่ชอบ
คุณ MichaeLPauL ก่อนขึ้นกุฏิผมแสดงอาการกราบคารวะที่บันไดทางขึ้นกุฏิหลวงปู่ชอบ
ผมมาอาศัยฝึกภาวนาไม่ได้คิดมาจับจองเป็นของตน การภาวนาของผมก็เป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป
จนมีอยู่คืนหนึ่งเดินจงกรมแล้วก็ขึ้นกุฏิเข้าที่ภาวนา
ปรากฏว่าเห็นร่างตนเองนอนตายและจิตกำลังจะออกไปเที่ยวแต่บังคับไม่ให้จิตออกนอกกาย จึงกำหนดดู หนังเลือดเนื้อ ข้างในเป็นอะไร ก็ปรากฏเป็นโครงกระดูก ตั้งคำถามเข้าไปอีกว่า ในโครงกระดูกมีอะไรอยู่ข้างในอีก
ก็กลับคืนเป็นฝุ่นผงขี้เถ้า จึงเพ่งลงไปอีกที่ฝุ่นผงขี้เถ้าก็พบความจริง เป็นความว่างเปล่า ก็ ภาวนาตามปกติปรากฏภาพนิมิต พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลท่านไม่ได้บอกชื่อหรือนามท่านแต่ท่านก็ให้เรานั่งนิพพานให้ดู และท่านยังแสดงอาการนิพพานในท่านั่งให้ดู ท่านนั่งไปสักพักก็ล้มพับไป แล้วก็เปลี่ยนเป็นรูปเดิน เดินไปสุดทางจงกลม
แล้วก็เดินมาถึงกลางทางจงกลมก็ล้มลงนิพพาน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปยืนท่านยืนได้สักพักหนึ่งก็ล้มลงกับพื้นกองกับพื้นดิน รูปนอนก็นอนตะแคงและก็หลับตานิพพานไปเลย เกิดธรรมะสังเวชบงตกกับชีวิต
ถ้าเวลาตายของเรามาถึงจะหลบไปตายในถ้ำด้วยรูปนั่งไม่ต้องการให้ใครมาพบมาเห็น

ก่อนหน้านั้นที่จะถึงกิเลสนิพพาน
ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน ก็จะมีฝนนี้เรียกว่าฝนโบกขรพรรษสีเม็ดน้ำฝน แดงเรื่อ เหมือนแก้วทับทิม
ผู้ใดปรารถนาให้เปียกก็เปียก ผู้ไม่ปรารถนาแม้ละอองก็ไม่สัมผัสผิวกาย ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกแต่ก่อให้เกิดความชุ่มชื่นเย็นของสายฝนที่ผัสผัสผิวกาย
เป็นอยู่อย่างนี้นานทีเดียวนอนหลับเป็นเห็นเทพเทวาพากันมารดน้ำสังข์ ประกอบกับเห็นนิมิตรูปเจดีย์สีขาวล้อมรอบไปด้วยไม้กางเขน มีอักษรจารึกเป็นคำว่า เจดีย์พระคุณแม่
จนวันที่ผมทิ้งสำนักเดินทางไปหาวิเวกที่วัดป่าเขาเจริญธรรม ผมก็ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาตั้งสัจจะไม่ทานข้าวทานแต่น้ำ เร่งความเพียนเพื่อเผากิเลสให้หมดในชาตินี้ แต่ก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ผมลงมาปักกลดข้างล้างกุฏิ
ผมก็นอนภาวนาจนหลับดิ่งลึก มาตื่นเอาตอนหูได้ยินเสียงปีกนกตีกับอะไรก็ไม่ทราบ เสียงปีกของนกตีถี่มาก
จนผมต้องถอนจิตออกจากฌาน ลืมตาขึ้นดูก็เห็นนกกางเขน คู่หนึ่งบินลงมาจิกตีงูสิงที่เลื่อยมาทางกลดที่ผมปักอยู่
พอนกกางเขนเห็นว่าผมตื่นแล้ว ผมก็เข้าใจทันที่ว่านกกางเขนเค้ามาให้ความคุ้มครองเราในขณะที่นอนภาวนา คุณ MichaeLPauL ผมได้บอกขอบใจนกกางเขนที่เขามาปกป้องเราไม่ให้ได้รับอันตรายจากงูสิงตัวใหญ่ และผมก็ใช้ไม้กลดเขี่ยงูให้ออกพ้นทางจนมันเลื่อนเข้าไปในป่า
ผมมารู้ทีหลังคุณ MichaeLPauL ว่าผมไปปักกลดปิดทางเข้ารูของงูสิงตัวใหญ่
พ้นเรื่องงูไปผมก็มาพบเห็นวิญญาณจากนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ตายคารถ ญาติก็เอามาฝากไว้ที่วัดผมก็ลงไปชักอนิจจา
เวลา 2 ทุ่มก่อนเดินจากซากมอเตอร์ไซด์ก็เกิดวิตกว่า ไม่มีชิ้นดีอย่างนี้ใครจะขับไปได้
กลางดึกสะงัดในฝันได้ยินเสียงวัยรุ่นมาตะโกนเรียกหน้ากุฏิ หลวงพี่ ๆ ไปขี่มอเตอร์ไซด์เล่นกัน
ผมก็ออกมาจากกุฏิอ้าวมอเตอร์ไซด์มันพังไปแล้ว ทำไมมันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ละ
วิญญาณก็บอกว่าคนที่ตายแล้วสามารถรวบรวมสสานและพลังงานที่อยู่รอบ ๆตัวเป็นวัตถุต่างๆได้อย่างสบาย แล้วผมกับวิญญาณก็นั่งรถไปเที่ยวพอมีบ้านขวางอยู่ข้างหน้าผีก็ไม่หลบพระก็ซ้อนท้ายไปพอสมควร ชนจะๆ กันเห็นๆ
ก็กลายเป็นความว่างเปล่าขับไปแหวไปไม่มีสิ่งกรีดขวางหวาดเสียวไปหมด
จนขับมาส่งที่หน้ากุฏิแล้วหมุ่นนักบิดเมืองผีก็กล่าวอำลาจากไป




หลังจากที่ผีนักซิ่งหายลับตาไปแล้ว ก็สะดุ้งตื่นลุกออกมาเข้าทางจงกลมต่อ

เดินไปก็พิจารณาธรรมะ ไปจนเป็นเช้าวันใหม่ ก็ไปวางดอกไม้จันทน์ให้ผีนักซิ่ง
และก็ร่วมเผาจนเก็บกระดูก และก็ขึ้นเขาไปปฏิบัติธรรมต่อแต่คืนนี้ว่าจะไม่เดิน เอาแค่นั่งสมาธิกับนอนภาวนาเท่านั้น คืนนี้ได้รับคำตักเตือนจากจ้าวป่าเจ้าเขา มาให้ปัญญา ท่าน ๆ การอดนอนผ่อนอาหารเอาแค่พอดี
อย่าทำให้มันเกินเลย พุทธเจ้าในอดีตก็ไม่กิเลสนิพพานด้วยการอดอาหาร สังขารต้องการอาหาร
แม้แต่ผมก็ยังมีอาหารทิพย์ทาน ส่วนท่านนั้นไม่พักผ่อนก็ไม่เป็นไรแต่ร่างกายต้องการอาหาร
การภวนามันจึงจะเป็นไปในมรรคผล เสียงเจ้าป่าท่านนี้ดังมาจากแท่นศิลาอาสน์ นั่งคู่กับมเหสีแต่งองค์ด้วยชุดกษัตริย์โบราณกำลังเสวยอาหารทิพย์อยู่บนฟ้าสวรรค์ที่แหวกเป็นชั้น ๆ ฟ้ามองมาที่โลกมนุษย์ บอกให้สติพระอยู่
เมื่อตนพิจารณาตามก็เห็นว่ากำลังตกอยู่ในความประมาทตามคำบอกของบัณฑิตทางธรรม
ก็ละความเพียรอันทำให้ตนลำบากเปล่า
ลงจากเขาไปหามะกูดเชื่อมทานเพื่อให้ร่างกายได้มีกำลังกลับคืนมา
และก็ลงจงกลมต่อในขณะที่เดินไปก็คิดไปว่า อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จไปโปรดพุทธมารดา ได้ยกพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เพื่อตอบแทนพระคุณของมารดา
คุณ MichaeLPauL ผมก็ได้เอามาย่นย่อลงเหลือแค่การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสัจจะปรมัตถ์แล้วไม่มี

เหตุเพราะความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นคนเป็นสัตว์มันจึงผิดจากบัญญัติ

เมื่อปัญญาญาณสามารถแยกสมมุติบัญญัติจริงตามสมมุติ วิมุติตามจริงออกจากกัน
เป็นเอกเทศก็ลงจากทางจงกลมเดินขึ้นกุฏินั่งภาวนาจนได้นิมิตในระนาบเดียวกันกับผู้มีความบริสุทธิ์หลุดพ้นไปแล้วก่อนหน้าพระ เสียงหัวเราะกับคำแสดงความชื่นชม
ดังเข้ามาในกุฏิ หุหุหุ พระอมิตาภะรูปนี้นั่งตรัสรู้ไม่เหมือนใคร และมีเสียงกำชับว่ารู้รึยังว่าท่านเป็นใคร
ผมรู้สึกได้ถึงเสียงที่ตั้งคำถามเสียงที่ทรงอำนาจนั้น ผมตอบว่าไม่รู้ครับ เสียงนั้นก็นำทางกระแสจิตอีกว่า ระลึกดี ๆ ว่าท่านเป็นใคร
คุณ MichaeLPauL ผมพยายามระลึกชาติจนทำใจให้นิ่งได้แล้ว ก็มองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นพระเยซูคริสต์
แขวนบนไม้กางเขน การเห็นเห็นเป็นภาพ 3 มิติ มีรูปที่ตรึงกับไม้กางเขน กับภาพนั่งคุกเข่าลงบนก้อนหินสวดภาวนาและภาพยืนภาวนา ส่วนภายไต้ไม้กางเขนลงมา มีลูกแกะแยกออกจากความมืด และก็มีเสียงกำกับว่า
รู้ภพชาติของตนแล้วซินะผมตอบว่าทราบแล้วครับว่าผมเป็นพระเยซูคริสต์กลับมาเกิด
และพร้อมกับคำเชิญชวนให้ออกมาข้างนอกจะพาไปดูของดีและผมก็เดินลงมาหาเจ้าของเสียงที่ทรงพลังทันใดนั้นผ้าม่านที่มีคนหามเกี้ยว ก็เปิดออกให้เห็นใบหน้า ที่แท้เกี้ยวหามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตท่านเรียกให้เข้าไปนั่งกับท่านพอท่านพูดจบ ตัวผมก็เข้าไปนั่งในเกี้ยวหามพร้อมท่านพระอาจารย์มั่น คนหามเกี้ยวก็ทะยานออกจากป่าเดินเหินอากาศจนมาลงที่อำเภอหนองไผ่และท่านอาจารย์มั่นกับผมก็ลงจากเกี้ยวและท่านก็ชี้ให้พระดู
ขุมทองคำอยู่ไต้พสุธาเป็นทองคำทั้งสิ้นดูแล้วก็ไม่ได้เกิดความโลภขึ้นมาเลย และท่านก็พาเดินดูทรัพย์ไต้ดินจนได้เวลากลับท่านก็บอกให้คนหามเกี้ยวพระไปส่งพระที่กุฎิและท่านก็ลาจากไปพร้อมกับคนหามเกี้ยวพระ
เมื่อท่านอาจารย์มั่นจากไปไม่นานก็มองเห็นพระเดินออกมาจากทะเลทราย แล้วท่านก็บอกว่า
ผมพระพระมหากัสสปะ ทราบว่าท่านพ้นทุกข์เข้าถึงแดนอำมตะแล้วก็เลยนำเอาพระอบทองคำที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุมามอบให้ท่านเก็บรักษา ก่อนผมจะกลับไบในทีที่ผมมาผมก็จะมอบหนังเท้าของผมให้ท่านไป
ผมมาพบความหมายของหนังไม่ยึดติดตัวอักษรคัมภีร์
แต่ก็ไม่ทิ้งตัวอักษรคัมภีร์
อยู่เหนือการยอมรับ และเหนือการปฏิเสธ
นั่นแหละ คือ ธรรมะที่แท้จริง
คุณ MichaeLPauL และพระพระมหากัสสปะก็เดินทางข้ามทะเลทรายห่างออกไป ๆจนลับตาผมไป


ท่านอากาศ
ก่อนเกิดมาเป็นเรา
การระลึกชาติแต่หนหลัง
ในอดีตชาติเรามีชื่อ
พระอาจารย์ดนัย
กัลยาณธัมโม


https://youtu.be/gGgiHJb3q_E


เป็นเรื่องของคุณLuna เอง..ใช่มั้ยเนี้ย?


ใช่ครับ

https://youtu.be/kVgKOKXIlhM


2537 ...คุณLuna ว่า..บวชได้ 7 วัน ลงสวดปาติโมกข์ แสดงว่า..เป็นพระไม่ใช่เณรน้อย...แล้วก็อยู่ในพิธีสำคัญ...

ในวันนั้น คุณLuna..เป็นพระหรือเป็นเณร..ละครับ?

พระดนัย..ที่คุณLuna ว่าเป็นชื่อในอดีต..ถูกช้างเหยียบมรณภาพที่เขาใหญ่ ปี 2530...

จาก 2530 ถึง 2537 หากลบช่วงตั้งครรภ์ออกไป..เด็กอายุก็ควรจะ 6 ขวบ

อื่มม.....นะ s004 s004


ให้ท่านศึกษาจากพระสำเร็จหลายๆ
องค์ที่ท่านสามารถ
ย้ายร่างได้แบบโลกอุดร

อย่างหลวง หลวงพ่อโอภาสีเป็นพระสำเร็จมาสร้างบารมี

หลวงปู่สรวงท่านก็ย้ายร่างแบบโลกอุดรเช่นกันครับ

โลกนี้มีอะไรเป็น อจินไตย อีกเยอะครับตัวตนแรกก็สามารถดงรงอยู่
ในขณะที่ตัวตน
ที่แบ่งไปเกิดใหม่
( อวตาร) มาอยู่ร่วมสมัยกันได้จนกว่า
ตัวตนที่แบ่งออกมาจะหมดบุญ
ก็เป็นการถ่ายโอนข้อมูล ดาวน์โหลดอย่างสมบูรณ์


อีกตัวอย่างที่ยกมา
เป็นนักพรตจีน
"ทิก้วยลี้" เซียนแห่งยาและการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เดิมแซ่หลี่ ชื่อหนิงเอี๋ยง หรือหงซุ่ย กำเนิดเมื่อวัน 10 ค่ำ เดือน 7 สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด เห็นว่าอำนาจวาสนา ลาภยศสรรเสริญ สมบัติพัสถาน ล้วนเป็นมายาดุจเมฆหมอกลอยกลางอากาศ ไม่นานก็จางหาย เมื่อพิจารณาเห็นสัจธรรมนั้นจึงสละทางโลกไปบำเพ็ญพรตจนสามารถถอดกายทิพย์และวิญญาณออกจากร่าง

วันหนึ่งต้องไปเข้าเฝ้าอาจารย์ที่เขาหัวซาน จึงจะไปแต่กายทิพย์ ส่วนร่างฝากศิษย์ให้ดูแล สั่งว่าถ้าเกิน 7 วันยังไม่กลับให้เผาร่างได้เลย ระหว่างนั้นมารดาศิษย์ป่วยหนัก ทางบ้านมาส่งข่าวให้รีบกลับ ศิษย์ไม่อาจทนอยู่ได้จึงนำร่างไปเผาในวันที่ 6 ท่านกลับมาในวันที่ 7 ไม่พบศิษย์ ไม่เห็นร่างตน ก็เข้าใจ แต่ไม่เคืองกระไร ไปเข้าร่างขอทานขาพิการที่เพิ่งเสียชีวิต ร่างใหม่ของท่านจึงขาพิการข้างหนึ่ง เวลาเดินใช้ไม้เท้าเหล็กค้ำ คนเรียกว่า ทิก้วยลี้

หนึ่งในพระอรหันต์ทั้งแปด ถ้าบ้านใด
มีคนทะเลาะกันไม่เกิดความสงบสุข
ท่านให้เอารูปแปดเซียนแขวนไว้ในบ้านเพื่อความเป็นศิริมงคล.



คริคริ

มีแยกร่างด้วย มีกายออกจากร่างกันด้วย

เพราะคุณ รูน่า
ไม่ได้เรียนพระปริยัติ ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม
เรยเข้าใจผิดๆๆ รู้มาผิดๆๆ ปฎิบัติมาผิดๆๆ

ที่ถูก คือ กายในกาย ไม่ใช่การ ออกจากร่าง ไม่ใช่การแยกกายย้ายร่าง

แต่ที่ถูก คือ ปัญญาที่ไป เห็น กายส่วนน้อย ในกายส่วนใหญ่
ปัญญา ที่ไปเห็น กายปรมัตถ์ ในกายบัญญัติ
มีปัญาเห็น รูปกาย 1 ใน สภาวะรูปกาย 18
ไม่ใช่แยกกาย แบบที่คุณรูนา เข้าใจผิดๆๆ

ไม่ตรงกับพระไตรปิฎก

คริคริ

หลงภาพ หลงนิมิตไปเอง อยากเป็นพระเยซู

เรย ได้แต่หนังเท้าพระกัสสปะไป ไม่ได้บาตรและจีวร อย่างพระสูตรของมหายาน
ที่คุณรูน่า อยากอวด

smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 11:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4985


 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

........
มันทำให้เอกอนรู้สึกถึงจิตที่เป็น อิสระจากความเห็นไปในอดีต
เอกอนไม่คิดจะสืบสานร่องรอยอดีตอีก ... เพราะในทัศนะนั้น เอกอนคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาพอแล้ว

:b1:

อ๊าไม่ได้เข้ามาหลายวัน
มีคนคิดถึงเม คริคริ

ก็มีหลายคนแหละเนาะ
คิดว่า การที่เม ไปยกเอาปริยัติ เอาพระอภิธรรมมาบอกว่า ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร

คนเหล่านั้น กลับคิดอกุศล ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือนโดนจิกกัดจากสัตว์เดียรรัจฉาน
ทั้งๆที่พระปริยัติ เป็นศาสนพรหมจรรย์
พระธรรมในพระอภิธรรม ในพระไตรปิฎก กล่าวไว้ถูกต้อง

แต่ ที่คนเหล่านั้น ทีเจ็บแสบ เหมือนโดนจิกกัดด้วยสัตว์เดียรรัจฉาน
เพราะเหมือนเอาน้ำเกลือ ไปราดแผล
แต่ไม่รู้ว่า น้ำเกลือช่วยฆ่าเชื้อให้ ก็ต้องแสบร้อนเป็นธรรมดา เนาะค๊ะ

เม ก้อบอกแล้ว ถ้าคนเหล่านั้น อยากด่าว่า

ก็ให้ไปด่าไปว่า พระไตรปิฎก ผู้ที่สังคายานาพระไตรปิฎก ผู้ที่รจนาพระอภิธรรม สิคร้า
ว่าทำไม จดบันทึกมาไม่ตรงกับ ที่พวกตนเรียน พวกตนปฎิบัติมา

ก็ขออัญเชิญ พระรัตนตรัย และพระแม่ธรณี รวมทั้งพญายม ได้ทรงเป็นสักขีพยานด้วย แหล่ะค่ะ


smiley


:b1: ...

:b8: :b8: :b8:

ทุกรายละเอียดตัวอักษรบนหน้ากระดานในทุก ๆ ครั้งของน้องเม
เข้ามาช่วยตอกย้ำทัศนะทางธรรมให้พี่เอกอนพึงสำนึกอยู่เสมอ

ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อธิบาย-ชี้แจง ทำความกระจ่างได้ยากจริง ๆ นั่นล่ะ

น้องเมกล่าว
"ก็มีหลายคนแหละเนาะ
คิดว่า การที่เม ไปยกเอาปริยัติ เอาพระอภิธรรมมาบอกว่า ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร
แต่ที่คนเหล่านั้น ทีเจ็บแสบ เหมือนโดนจิกกัดด้วยสัตว์เดียรรัจฉาน
เพราะเหมือนเอาน้ำเกลือ ไปราดแผล
แต่ไม่รู้ว่า น้ำเกลือช่วยฆ่าเชื้อให้ ก็ต้องแสบร้อนเป็นธรรมดา เนาะค๊ะ"


:b1:

จ๊ะ ...

:b1:

บางครั้งมันก็ยาก
เพราะช่วงเวลาที่คนคุ้นเคยกับภาพเทวบุตรมานานแสนนาน
เทวบุตรเคยชินกับการเป็นเทวบุตรมานานแสนนาน
เมื่อได้ถึงธรรมอันเป็นที่สุขสบายแล้ว ก็หลงเพลิน
ไม่ได้ศึกษาธรรมให้ถึงซึ่ง พระปริยัติ อันเป็นศาสนพรหมจรรย์ ให้ยิ่งขึ้น
จนหลงเพลินในภาพ-บทบาทเทวบุตร กันอยู่นานแสนนาน
แม้เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมิจฉาเข้าแทรก แต่กายเทวบุตรยังแสดงให้เห็นอยู่
และผู้ที่เดินและหลงในภาพเทวบุตรก็เดินติดตามเทวบุตร
เพราะเทวบุตรได้สร้างภาพที่ สุขเกษม ในธรรม อันเป็นสีขาวสุกสว่างใส
แต่...ปุถุชน...ยากจะรู้ว่า เทวบุตรจะนำทางธรรมให้กับปุถุชนไปได้แค่ไหน

ส่วนสิ่งที่ปรากฏอย่างน้องเม
ก็ถูกชี้ว่าเป็นสัตว์เดียรรัจฉาน ... :b5:

แต่พี่เอกอน ดันเห็นในสิ่งที่สวนทาง จนก็อดที่จะปวดตับกับสายตาตัวเองไม่ได้

ทุกคนอาจจะคุ้นเคยว่า ขาวนั้นเป็นสีที่บริสุทธิ์ และก็จะโยงสีขาว เข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่ดีงาม
โยงสีขาวเป็นสี่ที่จะเป็นธรรมสูงสุด
และโยงสีดำเข้ากับ สิ่งชั่วร้าย เป็นสีสัญลักษณ์แห่งมิจฉา

... :b1: ...

ถ้า...สีขาวในตอนนี้ มันไม่ได้เป็นสีขาวที่บริสุทธิ์แล้ว

ซึ่ง...ก็ไม่รู้ว่า มีใครเคยเห็น...สีดำบริสุทธิ์ บ้างมั๊ย

:b1: :b1: :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 12:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

เรื่องราวที่คุณ Luna เล่า เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ซึ่งการที่คุณ Luna ใช้ชื่อว่า Luna นั้น
คือเอกอนสัมผัสได้ตั้งแต่เห็นชื่อ ว่าอิทธิพลธาตุใดแสดงความเด่น
ทัศนะที่ปรากฎในการปฏิบัติจะเป็นไปด้วยอิทธิพลนั้น

ซึ่งคนที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ บ้ากับไม่ได้บ้า มันห่างกันเพียงเส้นด้ายบาง ๆ กั้นเอาไว้

เอกอนก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นพวกอิทธิพลธาตุน้ำ
การเห็น ก็ประมาณเป็นในรูปแบบเช่นของคุณ Luna

เรื่อง ย้ายร่าง เอกอนก็เห็น ความเป็นไปของสิ่งดังกล่าว ...

แต่ทุกสิ่งที่เห็น เอกอนเลือกที่จะ วาง

เพราะถ้าวางไม่ได้เอกอนก็จะหลงเข้าไปหมายมั่น
และการปฏิบัติสมาธิก็จะเป็นไปเพราะแรงจูงใจจากทัศนะ

จะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร
เพื่อที่จะเดินทางเข้าไปรื้นฟื้นเอาสิ่งที่แล้วไปแล้ว...ให้กลับคืนมาอย่างนั้นหรือ
จะไปปลุกผีที่มันถูกฝังอยู่ในป่าช้าแล้วให้มันกลับเฮี้ยนขึ้นมาอีกเพื่ออะไรล่ะ ...

ซึ่ง น้องเม/ทีมงานน้องเม เป็นเหตุพบปะที่เข้ามาย้ำการขัดเกลา

น้องเมก็สามารถกล่าวกับเอกอนได้เช่นเดียวกับที่กล่าวกับคนทั่วไปนั่นล่ะ

ทำนองว่า
"...ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ แถมปฎิบัติไม่เอาไหน
เรยไม่รู้ว่า ที่ถูกต้อง ตามพระอภิธรรม..." โน่น นี่ นั่น

:b1: ... ใช่ เอกอนไม่ได้เรียนอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ และแถมปฏิบัติไม่เอาไหนด้วย
และ ยังมีเรื่องไม่เอาไหนอีกมากมาย ... :b32:

คือ เอกอนสำนึกตนอยู่โดยมาก เอกอนน้อมรับกับความไม่เอาไหนต่าง ๆ นานา ได้
การกำราบอย่างไรก็ตามที่ดำเนินไป ที่ส่งผลให้
ตัวตนที่เอกอนเคยเห็นในทัศนะไม่สำแดงความเป็นไปออกมา เอกอนรู้สึกสันติกับตัวเอง

มันทำให้เอกอนรู้สึกถึงจิตที่เป็น อิสระจากความเห็นไปในอดีต
เอกอนไม่คิดจะสืบสานร่องรอยอดีตอีก ... เพราะในทัศนะนั้น เอกอนคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาพอแล้ว

:b1:


ที่ผมหายไปนาน เพราะมีงานที่ทำต้องให้สำเร็จ
และงานก็ลุล่วงไปได้ดีครับ

การรู้เรื่องคนอื่นจัดว่าเป็นคนฉลาด
การรู้เรื่องของตัวเองเรียกว่าตรัสรู้
การรู้รู้อะไรรู้ได้โดยตลอดเราเรียกว่าตรัสรู้
การรู้รู้อะไรครึ่งๆรู้กลางๆเรียกว่าเอาตัวไม่รอด
การรู้รู้แล้วละนับได้ว่าหลุดพ้น
การไม่รู้อะไรเลยนับว่าเป็นการดี เพราะไม่ต้องยินดียินร้าย
ไม่คิดชั่ว ไม่คิดดี
คิดโดยไม่คิด
ย้อนมองส่องตน onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 12:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
เจอมุกย้ายร่าง....เพื่อนๆพากันหายหน้าไปเลยนะ...

:b12: :b12: :b12:

เด้วรอ....ท่านอื่นๆ...ซะก่อนนะ..

จริง ๆ เรื่องราวของอ๊บซ์ ก็เยอะนะ แบ่งปันบ้างจิ่ :b32:

เรื่องราวที่คุณ Luna เล่า เป็นอะไรที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ซึ่งการที่คุณ Luna ใช้ชื่อว่า Luna นั้น
คือเอกอนสัมผัสได้ตั้งแต่เห็นชื่อ ว่าอิทธิพลธาตุใดแสดงความเด่น
ทัศนะที่ปรากฎในการปฏิบัติจะเป็นไปด้วยอิทธิพลนั้น

ซึ่งคนที่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ บ้ากับไม่ได้บ้า มันห่างกันเพียงเส้นด้ายบาง ๆ กั้นเอาไว้

เอกอนก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นพวกอิทธิพลธาตุน้ำ
การเห็น ก็ประมาณเป็นในรูปแบบเช่นของคุณ Luna

เรื่อง ย้ายร่าง เอกอนก็เห็น ความเป็นไปของสิ่งดังกล่าว ...

แต่ทุกสิ่งที่เห็น เอกอนเลือกที่จะ วาง

เพราะถ้าวางไม่ได้เอกอนก็จะหลงเข้าไปหมายมั่น
และการปฏิบัติสมาธิก็จะเป็นไปเพราะแรงจูงใจจากทัศนะ

จะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร
เพื่อที่จะเดินทางเข้าไปรื้นฟื้นเอาสิ่งที่แล้วไปแล้ว...ให้กลับคืนมาอย่างนั้นหรือ
จะไปปลุกผีที่มันถูกฝังอยู่ในป่าช้าแล้วให้มันกลับเฮี้ยนขึ้นมาอีกเพื่ออะไรล่ะ ...

ซึ่ง น้องเม/ทีมงานน้องเม เป็นเหตุพบปะที่เข้ามาย้ำการขัดเกลา

น้องเมก็สามารถกล่าวกับเอกอนได้เช่นเดียวกับที่กล่าวกับคนทั่วไปนั่นล่ะ

ทำนองว่า
"...ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ แถมปฎิบัติไม่เอาไหน
เรยไม่รู้ว่า ที่ถูกต้อง ตามพระอภิธรรม..." โน่น นี่ นั่น

:b1: ... ใช่ เอกอนไม่ได้เรียนอภิธรรม ไม่ได้เรียนปริยัติ และแถมปฏิบัติไม่เอาไหนด้วย
และ ยังมีเรื่องไม่เอาไหนอีกมากมาย ... :b32:

คือ เอกอนสำนึกตนอยู่โดยมาก เอกอนน้อมรับกับความไม่เอาไหนต่าง ๆ นานา ได้
การกำราบอย่างไรก็ตามที่ดำเนินไป ที่ส่งผลให้
ตัวตนที่เอกอนเคยเห็นในทัศนะไม่สำแดงความเป็นไปออกมา เอกอนรู้สึกสันติกับตัวเอง

มันทำให้เอกอนรู้สึกถึงจิตที่เป็น อิสระจากความเห็นไปในอดีต
เอกอนไม่คิดจะสืบสานร่องรอยอดีตอีก ... เพราะในทัศนะนั้น เอกอนคิดว่ามันยิ่งใหญ่มาพอแล้ว

:b1:

อ๊าไม่ได้เข้ามาหลายวัน
มีคนคิดถึงเม คริคริ

ก็มีหลายคนแหละเนาะ
คิดว่า การที่เม ไปยกเอาปริยัติ เอาพระอภิธรรมมาบอกว่า ที่ถูกต้องเป็นเช่นไร

คนเหล่านั้น กลับคิดอกุศล ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือนโดนจิกกัดจากสัตว์เดียรรัจฉาน
ทั้งๆที่พระปริยัติ เป็นศาสนพรหมจรรย์
พระธรรมในพระอภิธรรม ในพระไตรปิฎก กล่าวไว้ถูกต้อง

แต่ ที่คนเหล่านั้น ทีเจ็บแสบ เหมือนโดนจิกกัดด้วยสัตว์เดียรรัจฉาน
เพราะเหมือนเอาน้ำเกลือ ไปราดแผล
แต่ไม่รู้ว่า น้ำเกลือช่วยฆ่าเชื้อให้ ก็ต้องแสบร้อนเป็นธรรมดา เนาะค๊ะ

เม ก้อบอกแล้ว ถ้าคนเหล่านั้น อยากด่าว่า

ก็ให้ไปด่าไปว่า พระไตรปิฎก ผู้ที่สังคายานาพระไตรปิฎก ผู้ที่รจนาพระอภิธรรม สิคร้า
ว่าทำไม จดบันทึกมาไม่ตรงกับ ที่พวกตนเรียน พวกตนปฎิบัติมา

ก็ขออัญเชิญ พระรัตนตรัย และพระแม่ธรณี รวมทั้งพญายม ได้ทรงเป็นสักขีพยานด้วย แหล่ะค่ะ


smiley


คิดฉุดช่วยคนอื่นให้หลุดพ้น
แล้วฉุดช่วยตัวเองหลุดพ้นรึยัง

อย่ามัวแต่คิดฉุดช่วยคนอื่น คิดแต่หาทางจะให้คนอื่นหลุดพ้น
จนลืมช่วยตัวให้หลุดพ้น


บำเพ็ญภายในต้องให้สดใสงดงามสว่างเสียก่อน มีสติรู้ในตนอยู่ตลอดเวลา
บำเพ็ญภายใน มิอาจใช้สายตาของปุถุชนไปวัดค่าได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 13:09 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
luna เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
luna เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
luna เขียน:
แค่อากาศ เขียน:
ชอบๆๆๆแบบทา่น LUNA งั้นมาคุยกันพอให้เจริญใจครับ

1. รูปธรรม นามธรรม หมายเอาที่ใด การแยกรูปแยกนามแยกยังไง ท่านเห็นจริง หรือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นลงธรรม หากเห็นจริงแล้วที่เห็นนั้นเป็นไฉน การเข้าไปรู้เห็นจริงท่านรู้เห็นอย่างไร :b1: :b1:

2. ความเสมิอด้วยกันเป็นแบบไหน สำหรับท่าน ความเสมอกันท่านเห็นยังไง ท่านเห็นจริง หรือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นลงธรรม หากเห็นจริงแล้วที่เห็นนั้นเป็นไฉน การเข้าไปรู้เห็นจริงท่านรู้เห็นอย่างไร :b1: :b1:

3. ความไม่มีตัวตน คือ อะไร ท่านเห็นจริง หรือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นลงธรรม หากเห็นจริงแล้วที่เห็นนั้นเป็นไฉน การเข้าไปรู้เห็นจริงท่านรู้เห็นอย่างไร :b1: :b1:

:b12: :b12: :b12:


ความว่าธาตุ ๔ อันกอปรกันเกิดขึ้นแต่กายนี้

ท่านเห็นเป็นธาตุจริง คือคิดอนุมานตามเอาจากสิ่งที่เห็นรับรู้ลงในธรรม

ก็เมื่อเห็นเป็นธาตุแล้ว ยังจะมีธาตุที่ทำท่านั่งสมาธิอยู่อีกหรือไม่ หรือที่เห็นนั้นคือความคิด ไม่ได้เห็นเป็นธาตุจริง

อรูปที่เข้าได้ก็ดี จิตที่จรออกจากร่างได้ก็ดี เมื่อมองดูกายเห็นเป็นแค่ธาตุจริง หรือยังเห็นเป็นตัวตนบุคคลอันนั่งหรือนอนอยู่ท่านั้นๆนี้ๆ

ที่ถามไม่ใช่ลองภูมิ หรือท้าทายนะครับ การถามดังนี้หากเมือ่ท่านเข้าถึงจริงแล้วมีคำตอบ ความสืบต่อแนะนำให้เข้าถึงได้ย่อมมีมาก เกื้อกูลได้แก่ผู้อื่น หากท่านยังไม่ถึง เราก็สามารถแลก้เปลี่ยนพูดคุยกันเพื่อประโยชน์ยิ่งๆขึ้นได้ ย่อมไม่หมิ่นธรรมกัน บางอย่างเราอาจจะเห็นแบบสายปริยัติ ท่านรู้หมดจริงนะ แต่ไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาตินั้นเลย เหมือนรู้จัก KFC เห็นคนกิน KFC แต่ตนไม่อาจจะได้กินเลยตลอดทั้งชาติ ได้แค่จินตนาการ ผมเองก็ไม่ถภึงธรรม ไม่รู้ธรรม แค่ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป จึงไม่อาจจะคุยธรรมสูงได้ ่จึงได้แต่เรียนรู้จากพวกท่านๆนี่แหละครับ อย่างไรก็แวะมาตอบผมด้วยนะครับ

:b12: :b12: :b12:

มาคุยกันสนุกๆครับ นานๆจะมีคนคุยธรรม ส่วนมากเห็นตัวอะไรก็ไม่รู้คุยกัน :b32: :b32: :b32:

ถ้าท่านเป็น ลูนาซี (LUNA SEA) ผมจะเป็น Hyde L'Arc~en~Ciel เรามาเป็น J-Rock ด้วยกัน :b32: :b32: :b32:

รูปภาพ

ผมขอแสดงขั้นตอนการละอาสวะแทนคำถามของท่านอากาศเป็นประสบการณ์ทางธรรมที่ผมพอจะระลึกได้นิดหน่อย
ผมยินดีเป็นมิตรกับทุกท่าน

ชื่อเรื่องธรรมะจักรวาลย้อนหนึ่ง

เจ็ดวันบรรลุธรรม
บรรพชิต และ ฆารวาสบุคคลใดยึดพระปริยัติ เป็นครูเป็นอาจารย์จะไม่มีบรรพชิตอุบาสกอุบาสิกาสำเร็จท่านใดเป็นพระอรหันต์ ได้เลย
บรรพชิต อุบาสก อุบาสิกา ถือตนเป็นครูเป็นอาจารย์วางพระปริยัตให้เบาบางจนหมดจากสัญญาให้มากที่สุด บรรพชิต และ ฆารวาสก็จะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์
ออกบวชได้ 7 วัน ในวันสำคัญทางพระศาสนาเป็นวันมาฆบูชาวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ที่วัดวังชมพู จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเอาหมายสำคัญในอดีต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตและหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เดินธุดงค์มาบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระฤาษีในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางวัดจึงได้นิมนต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตมาเมตตาชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหลวงตามหาบัววัดป่าบ้านตาดหลวงปู่ท่อนวัดป่าศรีอภัยวัน หลวงปู่บุญเพ็งวัดถ้ำกลองเพลหลวงปู่จันทาวัดป่าเขาน้อยหลวงปู่เหรียญวัดอรัญญบรรพตมาแสดงธรรมอบรมกรรมฐานตลอดถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตลอดคืนพระได้นอนจงกลมรอบอุโบสถกับเพื่อนพระจน รุ่งขึ้นของวันใหม่วันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2537 ภายในโบสถ์โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ มาร่วมลงปาฏิโมกข์สังฆกรรม พระกฤษฎาได้แสดงอาบัติและระลึกถึงนิมิตก่อนรุ่งอรุณ ที่เทวดาเต็มท้องฟ้ามาร้องรำดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรี โปรยข้าวตอกดอกไม้ทิพย์ แสดงความดีใจ ก็ยิ่งทำให้พระกฤษฎาสุขใจ นึกอยู่ในใจว่าเราควรทำจิตให้ผ่องใสและเจริญพระกรรมฐาน วิปัสสนาดูลมหายใจเข้าออกอันธรรมดา คนที่ยังไม่เคยมองดูจิตของตัวเอง ไม่เคยฝึกฝน ขัดเกลารูปลักษณ์ เปรียบเหมือนกลุ่มดวงดาวที่กระจายอยู่ในห้วงจักรวาลนักปฏิบัติธรรมจะต้องรวบรวม จิตที่แตกกระจายอยู่รอบ ๆ ตัวของเรา ให้รวมเป็นจิตหนึ่งพระกฤษฎาก็เป็นนักปฏิบัติธรรมตามทฤษฎีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ด้วยการกำหนดรู้ดูเวทนาทางกายต่อเนื่องด้วยเวทนาในจิตพระกฤษฎาจับดูอาการที่เวทนาในกายแสดงตัวเดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวปวดเดี๋ยวปวดแสบปวดร้อนและก็เฉย ๆ ผู้รู้พูดจาโต้ตอบในความคิดกับพระกฤษฎา ว่ากำหนดรู้ดูเวทนาในจิตยิ่งกำหนดรู้ทุกข์ก็ยิ่งแสดงตัวความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณ เวทนาเพิ่มขึ้น ยิ่งอยากให้หายเจ็บหายปวดหายเมื่อยเท่าไรกับกายเป็นความร้อนที่ร้อนสูงขึ้น จนร่างที่นั่งพับเพียบของพระกฤษฎา สั่นสะท้านไปด้วยทุกข์ เวทนา ราวกับกระดูกจะแยกชีกออกจากเนื้อ กระดูกถูกบด ร่างนั่งอยู่ในกองไฟ พระกฤษฎายังคงนั่งลืมตาดูทุกข์หูฟังเสียงพระสงฆ์เกิดแรงบันดานใจจากพระอริยครูสายในดง เล่าลือกันว่าบรมครูเทพโลกอุดร หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า
หลวงปู่เทพโลกอุดร องค์ท่านชอบฟังบทสวดพระปาฏิโมกข์มาก
อาศัยกำลังใจจากตรงนี้ เกิดสนใจขึ้นมาในเวลานั้นต้องมีอะไรสินะหลวงปู่ใหญ่ท่านถึงชอบฟังจึงกำหนดจิตพิจารณาตามเสียงสวดของพระปาฎิโมกข์ ขณะเดียวกันนั้นภายในจิตใจก็เกิดการต่อต้านกันอย่างรุนแรง ไม่อยากจะนั่งต่อแล้ว
จิตที่คิดไม่ดีเอาแต่จะเลิกล้มการนั่งในอริยบทเดียว เพื่อหาทางออก
ที่จะพยายามขยับขยายสภาวะทุกขเวทนาในการปรับเปลี่ยนอริยบท ให้ได้รับความสบายขึ้น
์ชั่วขณะพระสวดพระปาฏิโมกข์ ใกล้จะจบลงพระกฤษฎาก็รวบรวมความกล้าอธิษฐานเอาบารมีความเพียรไม่ลดละแบบสู้ตายยอมตาย หากแม้นว่าเสียงพระสวดพระปาฏิโมกข์ยังจบลง เราพระกฤษฎาจะไม่สับเปลี่ยนอริยาบถถ้าเปลี่ยนอริยบถขอให้ตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดอย่าได้เกิดกันเลย มีจิตจดจ่อ
จับกับความรู้สึกในเวทนาเหล่านั้น พระยังคงส่งกระแสจิตไปตามทำนองพระปาฏิโมกข์ ในอาการสำรวม แต่กำหนดรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนบุคลเขาเราเกิดขึ้นอยู่ตั้งอยู่ดับไป อนุโลมกลับไปกลับมา อยู่ ๆ จิตที่แสดงตัวว่าร้อนรุ่มวุ่นวายก็สงบตัวลงความร้อนในจิตใจ กลับกลายเป็นความเย็นที่ลดลง น้ำตาไหลรินอาบแก้มพระกฤษฎาเกิดความสงสารคนไปทั้งโลกอยากให้เค้ามาเห็นทางพ้นทุกข์อย่างเรา บริเวณปริมณฑลตรงที่พระนั่งพับเพียบอยู่นั้นมีละอองธรรมะที่ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกและเกิดพลังจากภายนอก พลังมหาศาลดึงจิตให้หลุดออกจากร่างเปลือกของสมมติ พ้นจากแรงดึงดูดของจักรวาลโลกเกิดรัศมีแสงทิพย์สีขาว สว่างทลุขึ้นไปทุก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ที่สุดถึงพรหม ตลอดถึงพระนิพพาน จิตพูดว่าจิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว (จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว ) รูปลักษณ์ภาพที่ปรากฏ ฉายอยู่ตรงหน้าพระกฤษฎา ก็คือพระพุทธะสมณะโคดมบรมครูผู้ที่เสด็จไปดีแล้วนั่งอยู่บนอาสนะดอกบัวทิพย ์1000 กลีบ พร้อมกับทรงยิ้ม และทรงตรัสธรรมะกับจิตที่บริสุทธิ์ของพระกฤษฏาว่าพระพุทธเจ้า....พระธรรม...พระสงฆ์เกิดขึ้นมานานแล้ว...... อีกคุณบิดามารดา.....ถ้าใครให้เราสึกเรายอมตาย พระกฤษฎาเข้าใจในเวลานี้เองว่าในสมัยพุทธกาล พระอริยะเจ้า อยู่ด้วยกันมากรูปก็เท่ากับอยู่รูปเดียว อาคารสิ่งก่อสร้างไม่ปรากฏรูปลักษณ์ รูปเรารูปเค้าไม่มีตัวตนอยู่จริง ดวงจิตบริสุทธิ์ลอยเด่นกลางจักรวาล สมจริงที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นเห็นเราคือพระพุทธะ เมื่อธรรมะได้เกิดขึ้นแล้วกับพระกฤษฎาก็บรรลุพระโพธิญาณ มีศีลอันสงบดีแล้วมีพระพุทธคุณอันแผ่ซ่านออกจากร่างกาย พบตัวตนที่แท้จริงในเปลือกร่างสมมติ นับแต่ออกก้าวเดินก็ล้มลุกคุกคานมาตลอด ค้นคว้าหาแนวทางตรัสรู้ใหม่ๆ เดิมทีเกิดในสกุลฆราวาสธรรมดาตระกูล กองทรง รู้เห็นเรื่องราวพระพุทธประวัติ เกิดเลื่อมใสคิดตามเรียนแบบพระองค์ ทิ้งการเรียน ทิ้งครอบครัวพ่อแม่ สมบัติออกบวชหวังสำเร็จพระโพธิญาณ เมื่อรู้แจ้งแล้วก็รู้ว่าประเพณีวัฒนธรรมของ ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็ใช้ได้ในยุคนั้นจะนำมาใช้หรือลอกเลียนแบบทั้งหมดไม่เกิดประโยชน์เสียเวลาจะตายทิ้งเสียเปล่า คำว่าพระไม่ได้มีแค่ผู้นุ่งห่มผ้าเหลืองเท่านั้นสกุลชาวบ้านธรรมดา ก็เป็นพระได้ พระเป็นที่จิต จิตที่เป็นหนึ่งเท่านั้นจิตหนึ่งคือพุทธะ ผ้าเหลืองป็นเพียงแค่สัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นนักบวชลัทธินั้น คณะนี้ สาวกพระศาสดาองค์นั้นเท่านั้น เรื่องของจิตของใจคนทุกคนต้องปฏิบัติเอาเองเป็นเรื่องรีบด่วนก่อนที่จะตายทิ้งไปเปล่า ตนจึงควรเป็นที่พึ่งของตน จะให้พระศาสดาทำแทนตรัสรู้แทนกันไม่ได้ท่านทั้งหลายต้องทำเอาเองพรากเพียรพยายามด้วยตัวของท่านเอง เมื่อรู้ความจริงที่เปิดออกก็ไม่ต้องแบกร่างและโครงกระดูกด้วยความติดยึดยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป หัวสมองของพระก็โปร่งใส ร่างกายก็มีสภาพไร้น้ำหนัก ด้วยสัญญาที่คลาดเคลื่อน ตัณหาความทะยานอยากอุปปทานตัวคิด
จิตที่อยู่เหนือโลกหนือธรรมะ ก็เท่ากับได้ลาขาดจากความโง่ ออกเที่ยวโปรดสัตว์ไป ในสกุลชาวบ้านธรรมดาไม่คิดสะสมพรรษา คำว่าตรัสรู้ก็คือการที่มารู้แจ้งเรื่องที่พ้นสมัยของ พระศาสดาพระองค์นั้นในอดีตหรือพูดง่าย ๆ ก็คือมารู้เรื่องที่พญามารซ่อนมรรคผลพระนิพพานเอาไว้ หลังพุทธปรินิพพาน
ได้รับความเมตา จากหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร


มีหลักฐานเรื่องเวียนว่ายตายเกิดในคำสอนของพระเยซูไหมครับ ถ้ามีนำมาโชว์ ถ้าไม่มีเท่ากับว่าคุณกำลังให้ร้ายพระศาสนจักรอยู่ครับ
เรียนคุณ MichaeLPauL ผมสารภาพตามตรงว่าวันอาทิตย์ที่ 22 -6-51 ที่ผ่านมา ผมไปค้นหาหนังสือเล่นนั้นแต่ไม่พบแล้ว
แต่ถ้าคุณ MichaeLPauL จะใช้พลังจิตตรวจสอบความรู้นอกตำราผมก็ยินดี
เรื่องนี้เกิดที่วัดหลวงปู่ชอบสร้างเอาไว้ วัดป่าบ้านบง ผมได้มีโอกาสไปบำเพ็ญเพียร
เพื่อน ๆผมได้เลือกกุฏิ ที่พักก่อนหน้าผม ส่วนตัวผมเองมีสิ่งศักสิทธิ์ดนใจให้ไปได้กุฏิไม้ไผ่มุงแฝก
มารู้เอาที่หลังว่าเป็นกุฎิที่หลวงปู่ชอบท่านมาภาวนา พระในวันว่าเป็นกุฏิหลวงปู่ชอบ
คุณ MichaeLPauL ก่อนขึ้นกุฏิผมแสดงอาการกราบคารวะที่บันไดทางขึ้นกุฏิหลวงปู่ชอบ
ผมมาอาศัยฝึกภาวนาไม่ได้คิดมาจับจองเป็นของตน การภาวนาของผมก็เป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป
จนมีอยู่คืนหนึ่งเดินจงกรมแล้วก็ขึ้นกุฏิเข้าที่ภาวนา
ปรากฏว่าเห็นร่างตนเองนอนตายและจิตกำลังจะออกไปเที่ยวแต่บังคับไม่ให้จิตออกนอกกาย จึงกำหนดดู หนังเลือดเนื้อ ข้างในเป็นอะไร ก็ปรากฏเป็นโครงกระดูก ตั้งคำถามเข้าไปอีกว่า ในโครงกระดูกมีอะไรอยู่ข้างในอีก
ก็กลับคืนเป็นฝุ่นผงขี้เถ้า จึงเพ่งลงไปอีกที่ฝุ่นผงขี้เถ้าก็พบความจริง เป็นความว่างเปล่า ก็ ภาวนาตามปกติปรากฏภาพนิมิต พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลท่านไม่ได้บอกชื่อหรือนามท่านแต่ท่านก็ให้เรานั่งนิพพานให้ดู และท่านยังแสดงอาการนิพพานในท่านั่งให้ดู ท่านนั่งไปสักพักก็ล้มพับไป แล้วก็เปลี่ยนเป็นรูปเดิน เดินไปสุดทางจงกลม
แล้วก็เดินมาถึงกลางทางจงกลมก็ล้มลงนิพพาน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปยืนท่านยืนได้สักพักหนึ่งก็ล้มลงกับพื้นกองกับพื้นดิน รูปนอนก็นอนตะแคงและก็หลับตานิพพานไปเลย เกิดธรรมะสังเวชบงตกกับชีวิต
ถ้าเวลาตายของเรามาถึงจะหลบไปตายในถ้ำด้วยรูปนั่งไม่ต้องการให้ใครมาพบมาเห็น

ก่อนหน้านั้นที่จะถึงกิเลสนิพพาน
ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน ก็จะมีฝนนี้เรียกว่าฝนโบกขรพรรษสีเม็ดน้ำฝน แดงเรื่อ เหมือนแก้วทับทิม
ผู้ใดปรารถนาให้เปียกก็เปียก ผู้ไม่ปรารถนาแม้ละอองก็ไม่สัมผัสผิวกาย ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกแต่ก่อให้เกิดความชุ่มชื่นเย็นของสายฝนที่ผัสผัสผิวกาย
เป็นอยู่อย่างนี้นานทีเดียวนอนหลับเป็นเห็นเทพเทวาพากันมารดน้ำสังข์ ประกอบกับเห็นนิมิตรูปเจดีย์สีขาวล้อมรอบไปด้วยไม้กางเขน มีอักษรจารึกเป็นคำว่า เจดีย์พระคุณแม่
จนวันที่ผมทิ้งสำนักเดินทางไปหาวิเวกที่วัดป่าเขาเจริญธรรม ผมก็ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาตั้งสัจจะไม่ทานข้าวทานแต่น้ำ เร่งความเพียนเพื่อเผากิเลสให้หมดในชาตินี้ แต่ก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ผมลงมาปักกลดข้างล้างกุฏิ
ผมก็นอนภาวนาจนหลับดิ่งลึก มาตื่นเอาตอนหูได้ยินเสียงปีกนกตีกับอะไรก็ไม่ทราบ เสียงปีกของนกตีถี่มาก
จนผมต้องถอนจิตออกจากฌาน ลืมตาขึ้นดูก็เห็นนกกางเขน คู่หนึ่งบินลงมาจิกตีงูสิงที่เลื่อยมาทางกลดที่ผมปักอยู่
พอนกกางเขนเห็นว่าผมตื่นแล้ว ผมก็เข้าใจทันที่ว่านกกางเขนเค้ามาให้ความคุ้มครองเราในขณะที่นอนภาวนา คุณ MichaeLPauL ผมได้บอกขอบใจนกกางเขนที่เขามาปกป้องเราไม่ให้ได้รับอันตรายจากงูสิงตัวใหญ่ และผมก็ใช้ไม้กลดเขี่ยงูให้ออกพ้นทางจนมันเลื่อนเข้าไปในป่า
ผมมารู้ทีหลังคุณ MichaeLPauL ว่าผมไปปักกลดปิดทางเข้ารูของงูสิงตัวใหญ่
พ้นเรื่องงูไปผมก็มาพบเห็นวิญญาณจากนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ตายคารถ ญาติก็เอามาฝากไว้ที่วัดผมก็ลงไปชักอนิจจา
เวลา 2 ทุ่มก่อนเดินจากซากมอเตอร์ไซด์ก็เกิดวิตกว่า ไม่มีชิ้นดีอย่างนี้ใครจะขับไปได้
กลางดึกสะงัดในฝันได้ยินเสียงวัยรุ่นมาตะโกนเรียกหน้ากุฏิ หลวงพี่ ๆ ไปขี่มอเตอร์ไซด์เล่นกัน
ผมก็ออกมาจากกุฏิอ้าวมอเตอร์ไซด์มันพังไปแล้ว ทำไมมันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ละ
วิญญาณก็บอกว่าคนที่ตายแล้วสามารถรวบรวมสสานและพลังงานที่อยู่รอบ ๆตัวเป็นวัตถุต่างๆได้อย่างสบาย แล้วผมกับวิญญาณก็นั่งรถไปเที่ยวพอมีบ้านขวางอยู่ข้างหน้าผีก็ไม่หลบพระก็ซ้อนท้ายไปพอสมควร ชนจะๆ กันเห็นๆ
ก็กลายเป็นความว่างเปล่าขับไปแหวไปไม่มีสิ่งกรีดขวางหวาดเสียวไปหมด
จนขับมาส่งที่หน้ากุฏิแล้วหมุ่นนักบิดเมืองผีก็กล่าวอำลาจากไป




หลังจากที่ผีนักซิ่งหายลับตาไปแล้ว ก็สะดุ้งตื่นลุกออกมาเข้าทางจงกลมต่อ

เดินไปก็พิจารณาธรรมะ ไปจนเป็นเช้าวันใหม่ ก็ไปวางดอกไม้จันทน์ให้ผีนักซิ่ง
และก็ร่วมเผาจนเก็บกระดูก และก็ขึ้นเขาไปปฏิบัติธรรมต่อแต่คืนนี้ว่าจะไม่เดิน เอาแค่นั่งสมาธิกับนอนภาวนาเท่านั้น คืนนี้ได้รับคำตักเตือนจากจ้าวป่าเจ้าเขา มาให้ปัญญา ท่าน ๆ การอดนอนผ่อนอาหารเอาแค่พอดี
อย่าทำให้มันเกินเลย พุทธเจ้าในอดีตก็ไม่กิเลสนิพพานด้วยการอดอาหาร สังขารต้องการอาหาร
แม้แต่ผมก็ยังมีอาหารทิพย์ทาน ส่วนท่านนั้นไม่พักผ่อนก็ไม่เป็นไรแต่ร่างกายต้องการอาหาร
การภวนามันจึงจะเป็นไปในมรรคผล เสียงเจ้าป่าท่านนี้ดังมาจากแท่นศิลาอาสน์ นั่งคู่กับมเหสีแต่งองค์ด้วยชุดกษัตริย์โบราณกำลังเสวยอาหารทิพย์อยู่บนฟ้าสวรรค์ที่แหวกเป็นชั้น ๆ ฟ้ามองมาที่โลกมนุษย์ บอกให้สติพระอยู่
เมื่อตนพิจารณาตามก็เห็นว่ากำลังตกอยู่ในความประมาทตามคำบอกของบัณฑิตทางธรรม
ก็ละความเพียรอันทำให้ตนลำบากเปล่า
ลงจากเขาไปหามะกูดเชื่อมทานเพื่อให้ร่างกายได้มีกำลังกลับคืนมา
และก็ลงจงกลมต่อในขณะที่เดินไปก็คิดไปว่า อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จไปโปรดพุทธมารดา ได้ยกพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เพื่อตอบแทนพระคุณของมารดา
คุณ MichaeLPauL ผมก็ได้เอามาย่นย่อลงเหลือแค่การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสัจจะปรมัตถ์แล้วไม่มี

เหตุเพราะความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นคนเป็นสัตว์มันจึงผิดจากบัญญัติ

เมื่อปัญญาญาณสามารถแยกสมมุติบัญญัติจริงตามสมมุติ วิมุติตามจริงออกจากกัน
เป็นเอกเทศก็ลงจากทางจงกลมเดินขึ้นกุฏินั่งภาวนาจนได้นิมิตในระนาบเดียวกันกับผู้มีความบริสุทธิ์หลุดพ้นไปแล้วก่อนหน้าพระ เสียงหัวเราะกับคำแสดงความชื่นชม
ดังเข้ามาในกุฏิ หุหุหุ พระอมิตาภะรูปนี้นั่งตรัสรู้ไม่เหมือนใคร และมีเสียงกำชับว่ารู้รึยังว่าท่านเป็นใคร
ผมรู้สึกได้ถึงเสียงที่ตั้งคำถามเสียงที่ทรงอำนาจนั้น ผมตอบว่าไม่รู้ครับ เสียงนั้นก็นำทางกระแสจิตอีกว่า ระลึกดี ๆ ว่าท่านเป็นใคร
คุณ MichaeLPauL ผมพยายามระลึกชาติจนทำใจให้นิ่งได้แล้ว ก็มองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นพระเยซูคริสต์
แขวนบนไม้กางเขน การเห็นเห็นเป็นภาพ 3 มิติ มีรูปที่ตรึงกับไม้กางเขน กับภาพนั่งคุกเข่าลงบนก้อนหินสวดภาวนาและภาพยืนภาวนา ส่วนภายไต้ไม้กางเขนลงมา มีลูกแกะแยกออกจากความมืด และก็มีเสียงกำกับว่า
รู้ภพชาติของตนแล้วซินะผมตอบว่าทราบแล้วครับว่าผมเป็นพระเยซูคริสต์กลับมาเกิด
และพร้อมกับคำเชิญชวนให้ออกมาข้างนอกจะพาไปดูของดีและผมก็เดินลงมาหาเจ้าของเสียงที่ทรงพลังทันใดนั้นผ้าม่านที่มีคนหามเกี้ยว ก็เปิดออกให้เห็นใบหน้า ที่แท้เกี้ยวหามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตท่านเรียกให้เข้าไปนั่งกับท่านพอท่านพูดจบ ตัวผมก็เข้าไปนั่งในเกี้ยวหามพร้อมท่านพระอาจารย์มั่น คนหามเกี้ยวก็ทะยานออกจากป่าเดินเหินอากาศจนมาลงที่อำเภอหนองไผ่และท่านอาจารย์มั่นกับผมก็ลงจากเกี้ยวและท่านก็ชี้ให้พระดู
ขุมทองคำอยู่ไต้พสุธาเป็นทองคำทั้งสิ้นดูแล้วก็ไม่ได้เกิดความโลภขึ้นมาเลย และท่านก็พาเดินดูทรัพย์ไต้ดินจนได้เวลากลับท่านก็บอกให้คนหามเกี้ยวพระไปส่งพระที่กุฎิและท่านก็ลาจากไปพร้อมกับคนหามเกี้ยวพระ
เมื่อท่านอาจารย์มั่นจากไปไม่นานก็มองเห็นพระเดินออกมาจากทะเลทราย แล้วท่านก็บอกว่า
ผมพระพระมหากัสสปะ ทราบว่าท่านพ้นทุกข์เข้าถึงแดนอำมตะแล้วก็เลยนำเอาพระอบทองคำที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุมามอบให้ท่านเก็บรักษา ก่อนผมจะกลับไบในทีที่ผมมาผมก็จะมอบหนังเท้าของผมให้ท่านไป
ผมมาพบความหมายของหนังไม่ยึดติดตัวอักษรคัมภีร์
แต่ก็ไม่ทิ้งตัวอักษรคัมภีร์
อยู่เหนือการยอมรับ และเหนือการปฏิเสธ
นั่นแหละ คือ ธรรมะที่แท้จริง
คุณ MichaeLPauL และพระพระมหากัสสปะก็เดินทางข้ามทะเลทรายห่างออกไป ๆจนลับตาผมไป


ท่านอากาศ
ก่อนเกิดมาเป็นเรา
การระลึกชาติแต่หนหลัง
ในอดีตชาติเรามีชื่อ
พระอาจารย์ดนัย
กัลยาณธัมโม


https://youtu.be/gGgiHJb3q_E


เป็นเรื่องของคุณLuna เอง..ใช่มั้ยเนี้ย?


ใช่ครับ

https://youtu.be/kVgKOKXIlhM


2537 ...คุณLuna ว่า..บวชได้ 7 วัน ลงสวดปาติโมกข์ แสดงว่า..เป็นพระไม่ใช่เณรน้อย...แล้วก็อยู่ในพิธีสำคัญ...

ในวันนั้น คุณLuna..เป็นพระหรือเป็นเณร..ละครับ?

พระดนัย..ที่คุณLuna ว่าเป็นชื่อในอดีต..ถูกช้างเหยียบมรณภาพที่เขาใหญ่ ปี 2530...

จาก 2530 ถึง 2537 หากลบช่วงตั้งครรภ์ออกไป..เด็กอายุก็ควรจะ 6 ขวบ

อื่มม.....นะ s004 s004


ให้ท่านศึกษาจากพระสำเร็จหลายๆ
องค์ที่ท่านสามารถ
ย้ายร่างได้แบบโลกอุดร

อย่างหลวง หลวงพ่อโอภาสีเป็นพระสำเร็จมาสร้างบารมี

หลวงปู่สรวงท่านก็ย้ายร่างแบบโลกอุดรเช่นกันครับ

โลกนี้มีอะไรเป็น อจินไตย อีกเยอะครับตัวตนแรกก็สามารถดงรงอยู่
ในขณะที่ตัวตน
ที่แบ่งไปเกิดใหม่
( อวตาร) มาอยู่ร่วมสมัยกันได้จนกว่า
ตัวตนที่แบ่งออกมาจะหมดบุญ
ก็เป็นการถ่ายโอนข้อมูล ดาวน์โหลดอย่างสมบูรณ์


อีกตัวอย่างที่ยกมา
เป็นนักพรตจีน
"ทิก้วยลี้" เซียนแห่งยาและการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เดิมแซ่หลี่ ชื่อหนิงเอี๋ยง หรือหงซุ่ย กำเนิดเมื่อวัน 10 ค่ำ เดือน 7 สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด เห็นว่าอำนาจวาสนา ลาภยศสรรเสริญ สมบัติพัสถาน ล้วนเป็นมายาดุจเมฆหมอกลอยกลางอากาศ ไม่นานก็จางหาย เมื่อพิจารณาเห็นสัจธรรมนั้นจึงสละทางโลกไปบำเพ็ญพรตจนสามารถถอดกายทิพย์และวิญญาณออกจากร่าง

วันหนึ่งต้องไปเข้าเฝ้าอาจารย์ที่เขาหัวซาน จึงจะไปแต่กายทิพย์ ส่วนร่างฝากศิษย์ให้ดูแล สั่งว่าถ้าเกิน 7 วันยังไม่กลับให้เผาร่างได้เลย ระหว่างนั้นมารดาศิษย์ป่วยหนัก ทางบ้านมาส่งข่าวให้รีบกลับ ศิษย์ไม่อาจทนอยู่ได้จึงนำร่างไปเผาในวันที่ 6 ท่านกลับมาในวันที่ 7 ไม่พบศิษย์ ไม่เห็นร่างตน ก็เข้าใจ แต่ไม่เคืองกระไร ไปเข้าร่างขอทานขาพิการที่เพิ่งเสียชีวิต ร่างใหม่ของท่านจึงขาพิการข้างหนึ่ง เวลาเดินใช้ไม้เท้าเหล็กค้ำ คนเรียกว่า ทิก้วยลี้

หนึ่งในพระอรหันต์ทั้งแปด ถ้าบ้านใด
มีคนทะเลาะกันไม่เกิดความสงบสุข
ท่านให้เอารูปแปดเซียนแขวนไว้ในบ้านเพื่อความเป็นศิริมงคล.



คริคริ

มีแยกร่างด้วย มีกายออกจากร่างกันด้วย

เพราะคุณ รูน่า
ไม่ได้เรียนพระปริยัติ ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม
เรยเข้าใจผิดๆๆ รู้มาผิดๆๆ ปฎิบัติมาผิดๆๆ

ที่ถูก คือ กายในกาย ไม่ใช่การ ออกจากร่าง ไม่ใช่การแยกกายย้ายร่าง

แต่ที่ถูก คือ ปัญญาที่ไป เห็น กายส่วนน้อย ในกายส่วนใหญ่
ปัญญา ที่ไปเห็น กายปรมัตถ์ ในกายบัญญัติ
มีปัญาเห็น รูปกาย 1 ใน สภาวะรูปกาย 18
ไม่ใช่แยกกาย แบบที่คุณรูนา เข้าใจผิดๆๆ

ไม่ตรงกับพระไตรปิฎก

คริคริ

หลงภาพ หลงนิมิตไปเอง อยากเป็นพระเยซู

เรย ได้แต่หนังเท้าพระกัสสปะไป ไม่ได้บาตรและจีวร อย่างพระสูตรของมหายาน
ที่คุณรูน่า อยากอวด

smiley


ท่านเว่ยหล่าง
ฉีกคัมภีร์ทิ้งกระจุยกระจาย แสดงว่าการจะเข้าถึงสัจธรรม ต้องทำลาย
ความยึดติดคัมภีร์เสียก่อน

การมอบบาตรและจีวร ที่สืบทอดกันมาแต่ โบราณกาล พอถึงยุคท่านเว่ยหล่าง ท่านยกเลิกหมด ท่านเห็นว่าการมอบ วัตถุให้แก่กัน ทำให้คนเบาปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 มี.ค. 2019, 13:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 98

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แค่อากาศ เขียน:
luna เขียน:
ผมขอแสดงขั้นตอนการละอาสวะแทนคำถามของท่านอากาศเป็นประสบการณ์ทางธรรมที่ผมพอจะระลึกได้นิดหน่อย
ผมยินดีเป็นมิตรกับทุกท่าน

ชื่อเรื่องธรรมะจักรวาลย้อนหนึ่ง

เจ็ดวันบรรลุธรรม
บรรพชิต และ ฆารวาสบุคคลใดยึดพระปริยัติ เป็นครูเป็นอาจารย์จะไม่มีบรรพชิตอุบาสกอุบาสิกาสำเร็จท่านใดเป็นพระอรหันต์ ได้เลย
บรรพชิต อุบาสก อุบาสิกา ถือตนเป็นครูเป็นอาจารย์วางพระปริยัตให้เบาบางจนหมดจากสัญญาให้มากที่สุด บรรพชิต และ ฆารวาสก็จะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์
ออกบวชได้ 7 วัน ในวันสำคัญทางพระศาสนาเป็นวันมาฆบูชาวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ที่วัดวังชมพู จังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเอาหมายสำคัญในอดีต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตและหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เดินธุดงค์มาบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระฤาษีในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางวัดจึงได้นิมนต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตมาเมตตาชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหลวงตามหาบัววัดป่าบ้านตาดหลวงปู่ท่อนวัดป่าศรีอภัยวัน หลวงปู่บุญเพ็งวัดถ้ำกลองเพลหลวงปู่จันทาวัดป่าเขาน้อยหลวงปู่เหรียญวัดอรัญญบรรพตมาแสดงธรรมอบรมกรรมฐานตลอดถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตลอดคืนพระได้นอนจงกลมรอบอุโบสถกับเพื่อนพระจน รุ่งขึ้นของวันใหม่วันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2537 ภายในโบสถ์โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ มาร่วมลงปาฏิโมกข์สังฆกรรม พระกฤษฎาได้แสดงอาบัติและระลึกถึงนิมิตก่อนรุ่งอรุณ ที่เทวดาเต็มท้องฟ้ามาร้องรำดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรี โปรยข้าวตอกดอกไม้ทิพย์ แสดงความดีใจ ก็ยิ่งทำให้พระกฤษฎาสุขใจ นึกอยู่ในใจว่าเราควรทำจิตให้ผ่องใสและเจริญพระกรรมฐาน วิปัสสนาดูลมหายใจเข้าออกอันธรรมดา คนที่ยังไม่เคยมองดูจิตของตัวเอง ไม่เคยฝึกฝน ขัดเกลารูปลักษณ์ เปรียบเหมือนกลุ่มดวงดาวที่กระจายอยู่ในห้วงจักรวาลนักปฏิบัติธรรมจะต้องรวบรวม จิตที่แตกกระจายอยู่รอบ ๆ ตัวของเรา ให้รวมเป็นจิตหนึ่งพระกฤษฎาก็เป็นนักปฏิบัติธรรมตามทฤษฎีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ด้วยการกำหนดรู้ดูเวทนาทางกายต่อเนื่องด้วยเวทนาในจิตพระกฤษฎาจับดูอาการที่เวทนาในกายแสดงตัวเดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวปวดเดี๋ยวปวดแสบปวดร้อนและก็เฉย ๆ ผู้รู้พูดจาโต้ตอบในความคิดกับพระกฤษฎา ว่ากำหนดรู้ดูเวทนาในจิตยิ่งกำหนดรู้ทุกข์ก็ยิ่งแสดงตัวความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณ เวทนาเพิ่มขึ้น ยิ่งอยากให้หายเจ็บหายปวดหายเมื่อยเท่าไรกับกายเป็นความร้อนที่ร้อนสูงขึ้น จนร่างที่นั่งพับเพียบของพระกฤษฎา สั่นสะท้านไปด้วยทุกข์ เวทนา ราวกับกระดูกจะแยกชีกออกจากเนื้อ กระดูกถูกบด ร่างนั่งอยู่ในกองไฟ พระกฤษฎายังคงนั่งลืมตาดูทุกข์หูฟังเสียงพระสงฆ์เกิดแรงบันดานใจจากพระอริยครูสายในดง เล่าลือกันว่าบรมครูเทพโลกอุดร หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า
หลวงปู่เทพโลกอุดร องค์ท่านชอบฟังบทสวดพระปาฏิโมกข์มาก
อาศัยกำลังใจจากตรงนี้ เกิดสนใจขึ้นมาในเวลานั้นต้องมีอะไรสินะหลวงปู่ใหญ่ท่านถึงชอบฟังจึงกำหนดจิตพิจารณาตามเสียงสวดของพระปาฎิโมกข์ ขณะเดียวกันนั้นภายในจิตใจก็เกิดการต่อต้านกันอย่างรุนแรง ไม่อยากจะนั่งต่อแล้ว
จิตที่คิดไม่ดีเอาแต่จะเลิกล้มการนั่งในอริยบทเดียว เพื่อหาทางออก
ที่จะพยายามขยับขยายสภาวะทุกขเวทนาในการปรับเปลี่ยนอริยบท ให้ได้รับความสบายขึ้น
์ชั่วขณะพระสวดพระปาฏิโมกข์ ใกล้จะจบลงพระกฤษฎาก็รวบรวมความกล้าอธิษฐานเอาบารมีความเพียรไม่ลดละแบบสู้ตายยอมตาย หากแม้นว่าเสียงพระสวดพระปาฏิโมกข์ยังจบลง เราพระกฤษฎาจะไม่สับเปลี่ยนอริยาบถถ้าเปลี่ยนอริยบถขอให้ตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดอย่าได้เกิดกันเลย มีจิตจดจ่อ
จับกับความรู้สึกในเวทนาเหล่านั้น พระยังคงส่งกระแสจิตไปตามทำนองพระปาฏิโมกข์ ในอาการสำรวม แต่กำหนดรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนบุคลเขาเราเกิดขึ้นอยู่ตั้งอยู่ดับไป อนุโลมกลับไปกลับมา อยู่ ๆ จิตที่แสดงตัวว่าร้อนรุ่มวุ่นวายก็สงบตัวลงความร้อนในจิตใจ กลับกลายเป็นความเย็นที่ลดลง น้ำตาไหลรินอาบแก้มพระกฤษฎาเกิดความสงสารคนไปทั้งโลกอยากให้เค้ามาเห็นทางพ้นทุกข์อย่างเรา บริเวณปริมณฑลตรงที่พระนั่งพับเพียบอยู่นั้นมีละอองธรรมะที่ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกและเกิดพลังจากภายนอก พลังมหาศาลดึงจิตให้หลุดออกจากร่างเปลือกของสมมติ พ้นจากแรงดึงดูดของจักรวาลโลกเกิดรัศมีแสงทิพย์สีขาว สว่างทลุขึ้นไปทุก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ที่สุดถึงพรหม ตลอดถึงพระนิพพาน จิตพูดว่าจิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว จิตวิมุตติแล้ว (จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว จิตหลุดพ้นแล้ว ) รูปลักษณ์ภาพที่ปรากฏ ฉายอยู่ตรงหน้าพระกฤษฎา ก็คือพระพุทธะสมณะโคดมบรมครูผู้ที่เสด็จไปดีแล้วนั่งอยู่บนอาสนะดอกบัวทิพย ์1000 กลีบ พร้อมกับทรงยิ้ม และทรงตรัสธรรมะกับจิตที่บริสุทธิ์ของพระกฤษฏาว่าพระพุทธเจ้า....พระธรรม...พระสงฆ์เกิดขึ้นมานานแล้ว...... อีกคุณบิดามารดา.....ถ้าใครให้เราสึกเรายอมตาย พระกฤษฎาเข้าใจในเวลานี้เองว่าในสมัยพุทธกาล พระอริยะเจ้า อยู่ด้วยกันมากรูปก็เท่ากับอยู่รูปเดียว อาคารสิ่งก่อสร้างไม่ปรากฏรูปลักษณ์ รูปเรารูปเค้าไม่มีตัวตนอยู่จริง ดวงจิตบริสุทธิ์ลอยเด่นกลางจักรวาล สมจริงที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นเห็นเราคือพระพุทธะ เมื่อธรรมะได้เกิดขึ้นแล้วกับพระกฤษฎาก็บรรลุพระโพธิญาณ มีศีลอันสงบดีแล้วมีพระพุทธคุณอันแผ่ซ่านออกจากร่างกาย พบตัวตนที่แท้จริงในเปลือกร่างสมมติ นับแต่ออกก้าวเดินก็ล้มลุกคุกคานมาตลอด ค้นคว้าหาแนวทางตรัสรู้ใหม่ๆ เดิมทีเกิดในสกุลฆราวาสธรรมดาตระกูล กองทรง รู้เห็นเรื่องราวพระพุทธประวัติ เกิดเลื่อมใสคิดตามเรียนแบบพระองค์ ทิ้งการเรียน ทิ้งครอบครัวพ่อแม่ สมบัติออกบวชหวังสำเร็จพระโพธิญาณ เมื่อรู้แจ้งแล้วก็รู้ว่าประเพณีวัฒนธรรมของ ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งก็ใช้ได้ในยุคนั้นจะนำมาใช้หรือลอกเลียนแบบทั้งหมดไม่เกิดประโยชน์เสียเวลาจะตายทิ้งเสียเปล่า คำว่าพระไม่ได้มีแค่ผู้นุ่งห่มผ้าเหลืองเท่านั้นสกุลชาวบ้านธรรมดา ก็เป็นพระได้ พระเป็นที่จิต จิตที่เป็นหนึ่งเท่านั้นจิตหนึ่งคือพุทธะ ผ้าเหลืองป็นเพียงแค่สัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นนักบวชลัทธินั้น คณะนี้ สาวกพระศาสดาองค์นั้นเท่านั้น เรื่องของจิตของใจคนทุกคนต้องปฏิบัติเอาเองเป็นเรื่องรีบด่วนก่อนที่จะตายทิ้งไปเปล่า ตนจึงควรเป็นที่พึ่งของตน จะให้พระศาสดาทำแทนตรัสรู้แทนกันไม่ได้ท่านทั้งหลายต้องทำเอาเองพรากเพียรพยายามด้วยตัวของท่านเอง เมื่อรู้ความจริงที่เปิดออกก็ไม่ต้องแบกร่างและโครงกระดูกด้วยความติดยึดยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป หัวสมองของพระก็โปร่งใส ร่างกายก็มีสภาพไร้น้ำหนัก ด้วยสัญญาที่คลาดเคลื่อน ตัณหาความทะยานอยากอุปปทานตัวคิด
จิตที่อยู่เหนือโลกหนือธรรมะ ก็เท่ากับได้ลาขาดจากความโง่ ออกเที่ยวโปรดสัตว์ไป ในสกุลชาวบ้านธรรมดาไม่คิดสะสมพรรษา คำว่าตรัสรู้ก็คือการที่มารู้แจ้งเรื่องที่พ้นสมัยของ พระศาสดาพระองค์นั้นในอดีตหรือพูดง่าย ๆ ก็คือมารู้เรื่องที่พญามารซ่อนมรรคผลพระนิพพานเอาไว้ หลังพุทธปรินิพพาน
ได้รับความเมตา จากหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี ( ภูจ้อก้อ ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร


มีหลักฐานเรื่องเวียนว่ายตายเกิดในคำสอนของพระเยซูไหมครับ ถ้ามีนำมาโชว์ ถ้าไม่มีเท่ากับว่าคุณกำลังให้ร้ายพระศาสนจักรอยู่ครับ
เรียนคุณ MichaeLPauL ผมสารภาพตามตรงว่าวันอาทิตย์ที่ 22 -6-51 ที่ผ่านมา ผมไปค้นหาหนังสือเล่นนั้นแต่ไม่พบแล้ว
แต่ถ้าคุณ MichaeLPauL จะใช้พลังจิตตรวจสอบความรู้นอกตำราผมก็ยินดี
เรื่องนี้เกิดที่วัดหลวงปู่ชอบสร้างเอาไว้ วัดป่าบ้านบง ผมได้มีโอกาสไปบำเพ็ญเพียร
เพื่อน ๆผมได้เลือกกุฏิ ที่พักก่อนหน้าผม ส่วนตัวผมเองมีสิ่งศักสิทธิ์ดนใจให้ไปได้กุฏิไม้ไผ่มุงแฝก
มารู้เอาที่หลังว่าเป็นกุฎิที่หลวงปู่ชอบท่านมาภาวนา พระในวันว่าเป็นกุฏิหลวงปู่ชอบ
คุณ MichaeLPauL ก่อนขึ้นกุฏิผมแสดงอาการกราบคารวะที่บันไดทางขึ้นกุฏิหลวงปู่ชอบ
ผมมาอาศัยฝึกภาวนาไม่ได้คิดมาจับจองเป็นของตน การภาวนาของผมก็เป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป
จนมีอยู่คืนหนึ่งเดินจงกรมแล้วก็ขึ้นกุฏิเข้าที่ภาวนา
ปรากฏว่าเห็นร่างตนเองนอนตายและจิตกำลังจะออกไปเที่ยวแต่บังคับไม่ให้จิตออกนอกกาย จึงกำหนดดู หนังเลือดเนื้อ ข้างในเป็นอะไร ก็ปรากฏเป็นโครงกระดูก ตั้งคำถามเข้าไปอีกว่า ในโครงกระดูกมีอะไรอยู่ข้างในอีก
ก็กลับคืนเป็นฝุ่นผงขี้เถ้า จึงเพ่งลงไปอีกที่ฝุ่นผงขี้เถ้าก็พบความจริง เป็นความว่างเปล่า ก็ ภาวนาตามปกติปรากฏภาพนิมิต พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลท่านไม่ได้บอกชื่อหรือนามท่านแต่ท่านก็ให้เรานั่งนิพพานให้ดู และท่านยังแสดงอาการนิพพานในท่านั่งให้ดู ท่านนั่งไปสักพักก็ล้มพับไป แล้วก็เปลี่ยนเป็นรูปเดิน เดินไปสุดทางจงกลม
แล้วก็เดินมาถึงกลางทางจงกลมก็ล้มลงนิพพาน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปยืนท่านยืนได้สักพักหนึ่งก็ล้มลงกับพื้นกองกับพื้นดิน รูปนอนก็นอนตะแคงและก็หลับตานิพพานไปเลย เกิดธรรมะสังเวชบงตกกับชีวิต
ถ้าเวลาตายของเรามาถึงจะหลบไปตายในถ้ำด้วยรูปนั่งไม่ต้องการให้ใครมาพบมาเห็น

ก่อนหน้านั้นที่จะถึงกิเลสนิพพาน
ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน ก็จะมีฝนนี้เรียกว่าฝนโบกขรพรรษสีเม็ดน้ำฝน แดงเรื่อ เหมือนแก้วทับทิม
ผู้ใดปรารถนาให้เปียกก็เปียก ผู้ไม่ปรารถนาแม้ละอองก็ไม่สัมผัสผิวกาย ตกกระทบกายแต่ไม่เปียกแต่ก่อให้เกิดความชุ่มชื่นเย็นของสายฝนที่ผัสผัสผิวกาย
เป็นอยู่อย่างนี้นานทีเดียวนอนหลับเป็นเห็นเทพเทวาพากันมารดน้ำสังข์ ประกอบกับเห็นนิมิตรูปเจดีย์สีขาวล้อมรอบไปด้วยไม้กางเขน มีอักษรจารึกเป็นคำว่า เจดีย์พระคุณแม่
จนวันที่ผมทิ้งสำนักเดินทางไปหาวิเวกที่วัดป่าเขาเจริญธรรม ผมก็ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาตั้งสัจจะไม่ทานข้าวทานแต่น้ำ เร่งความเพียนเพื่อเผากิเลสให้หมดในชาตินี้ แต่ก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ผมลงมาปักกลดข้างล้างกุฏิ
ผมก็นอนภาวนาจนหลับดิ่งลึก มาตื่นเอาตอนหูได้ยินเสียงปีกนกตีกับอะไรก็ไม่ทราบ เสียงปีกของนกตีถี่มาก
จนผมต้องถอนจิตออกจากฌาน ลืมตาขึ้นดูก็เห็นนกกางเขน คู่หนึ่งบินลงมาจิกตีงูสิงที่เลื่อยมาทางกลดที่ผมปักอยู่
พอนกกางเขนเห็นว่าผมตื่นแล้ว ผมก็เข้าใจทันที่ว่านกกางเขนเค้ามาให้ความคุ้มครองเราในขณะที่นอนภาวนา คุณ MichaeLPauL ผมได้บอกขอบใจนกกางเขนที่เขามาปกป้องเราไม่ให้ได้รับอันตรายจากงูสิงตัวใหญ่ และผมก็ใช้ไม้กลดเขี่ยงูให้ออกพ้นทางจนมันเลื่อนเข้าไปในป่า
ผมมารู้ทีหลังคุณ MichaeLPauL ว่าผมไปปักกลดปิดทางเข้ารูของงูสิงตัวใหญ่
พ้นเรื่องงูไปผมก็มาพบเห็นวิญญาณจากนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ตายคารถ ญาติก็เอามาฝากไว้ที่วัดผมก็ลงไปชักอนิจจา
เวลา 2 ทุ่มก่อนเดินจากซากมอเตอร์ไซด์ก็เกิดวิตกว่า ไม่มีชิ้นดีอย่างนี้ใครจะขับไปได้
กลางดึกสะงัดในฝันได้ยินเสียงวัยรุ่นมาตะโกนเรียกหน้ากุฏิ หลวงพี่ ๆ ไปขี่มอเตอร์ไซด์เล่นกัน
ผมก็ออกมาจากกุฏิอ้าวมอเตอร์ไซด์มันพังไปแล้ว ทำไมมันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ละ
วิญญาณก็บอกว่าคนที่ตายแล้วสามารถรวบรวมสสานและพลังงานที่อยู่รอบ ๆตัวเป็นวัตถุต่างๆได้อย่างสบาย แล้วผมกับวิญญาณก็นั่งรถไปเที่ยวพอมีบ้านขวางอยู่ข้างหน้าผีก็ไม่หลบพระก็ซ้อนท้ายไปพอสมควร ชนจะๆ กันเห็นๆ
ก็กลายเป็นความว่างเปล่าขับไปแหวไปไม่มีสิ่งกรีดขวางหวาดเสียวไปหมด
จนขับมาส่งที่หน้ากุฏิแล้วหมุ่นนักบิดเมืองผีก็กล่าวอำลาจากไป




หลังจากที่ผีนักซิ่งหายลับตาไปแล้ว ก็สะดุ้งตื่นลุกออกมาเข้าทางจงกลมต่อ

เดินไปก็พิจารณาธรรมะ ไปจนเป็นเช้าวันใหม่ ก็ไปวางดอกไม้จันทน์ให้ผีนักซิ่ง
และก็ร่วมเผาจนเก็บกระดูก และก็ขึ้นเขาไปปฏิบัติธรรมต่อแต่คืนนี้ว่าจะไม่เดิน เอาแค่นั่งสมาธิกับนอนภาวนาเท่านั้น คืนนี้ได้รับคำตักเตือนจากจ้าวป่าเจ้าเขา มาให้ปัญญา ท่าน ๆ การอดนอนผ่อนอาหารเอาแค่พอดี
อย่าทำให้มันเกินเลย พุทธเจ้าในอดีตก็ไม่กิเลสนิพพานด้วยการอดอาหาร สังขารต้องการอาหาร
แม้แต่ผมก็ยังมีอาหารทิพย์ทาน ส่วนท่านนั้นไม่พักผ่อนก็ไม่เป็นไรแต่ร่างกายต้องการอาหาร
การภวนามันจึงจะเป็นไปในมรรคผล เสียงเจ้าป่าท่านนี้ดังมาจากแท่นศิลาอาสน์ นั่งคู่กับมเหสีแต่งองค์ด้วยชุดกษัตริย์โบราณกำลังเสวยอาหารทิพย์อยู่บนฟ้าสวรรค์ที่แหวกเป็นชั้น ๆ ฟ้ามองมาที่โลกมนุษย์ บอกให้สติพระอยู่
เมื่อตนพิจารณาตามก็เห็นว่ากำลังตกอยู่ในความประมาทตามคำบอกของบัณฑิตทางธรรม
ก็ละความเพียรอันทำให้ตนลำบากเปล่า
ลงจากเขาไปหามะกูดเชื่อมทานเพื่อให้ร่างกายได้มีกำลังกลับคืนมา
และก็ลงจงกลมต่อในขณะที่เดินไปก็คิดไปว่า อภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จไปโปรดพุทธมารดา ได้ยกพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เพื่อตอบแทนพระคุณของมารดา
คุณ MichaeLPauL ผมก็ได้เอามาย่นย่อลงเหลือแค่การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสัจจะปรมัตถ์แล้วไม่มี

เหตุเพราะความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นคนเป็นสัตว์มันจึงผิดจากบัญญัติ

เมื่อปัญญาญาณสามารถแยกสมมุติบัญญัติจริงตามสมมุติ วิมุติตามจริงออกจากกัน
เป็นเอกเทศก็ลงจากทางจงกลมเดินขึ้นกุฏินั่งภาวนาจนได้นิมิตในระนาบเดียวกันกับผู้มีความบริสุทธิ์หลุดพ้นไปแล้วก่อนหน้าพระ เสียงหัวเราะกับคำแสดงความชื่นชม
ดังเข้ามาในกุฏิ หุหุหุ พระอมิตาภะรูปนี้นั่งตรัสรู้ไม่เหมือนใคร และมีเสียงกำชับว่ารู้รึยังว่าท่านเป็นใคร
ผมรู้สึกได้ถึงเสียงที่ตั้งคำถามเสียงที่ทรงอำนาจนั้น ผมตอบว่าไม่รู้ครับ เสียงนั้นก็นำทางกระแสจิตอีกว่า ระลึกดี ๆ ว่าท่านเป็นใคร
คุณ MichaeLPauL ผมพยายามระลึกชาติจนทำใจให้นิ่งได้แล้ว ก็มองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นพระเยซูคริสต์
แขวนบนไม้กางเขน การเห็นเห็นเป็นภาพ 3 มิติ มีรูปที่ตรึงกับไม้กางเขน กับภาพนั่งคุกเข่าลงบนก้อนหินสวดภาวนาและภาพยืนภาวนา ส่วนภายไต้ไม้กางเขนลงมา มีลูกแกะแยกออกจากความมืด และก็มีเสียงกำกับว่า
รู้ภพชาติของตนแล้วซินะผมตอบว่าทราบแล้วครับว่าผมเป็นพระเยซูคริสต์กลับมาเกิด
และพร้อมกับคำเชิญชวนให้ออกมาข้างนอกจะพาไปดูของดีและผมก็เดินลงมาหาเจ้าของเสียงที่ทรงพลังทันใดนั้นผ้าม่านที่มีคนหามเกี้ยว ก็เปิดออกให้เห็นใบหน้า ที่แท้เกี้ยวหามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตท่านเรียกให้เข้าไปนั่งกับท่านพอท่านพูดจบ ตัวผมก็เข้าไปนั่งในเกี้ยวหามพร้อมท่านพระอาจารย์มั่น คนหามเกี้ยวก็ทะยานออกจากป่าเดินเหินอากาศจนมาลงที่อำเภอหนองไผ่และท่านอาจารย์มั่นกับผมก็ลงจากเกี้ยวและท่านก็ชี้ให้พระดู
ขุมทองคำอยู่ไต้พสุธาเป็นทองคำทั้งสิ้นดูแล้วก็ไม่ได้เกิดความโลภขึ้นมาเลย และท่านก็พาเดินดูทรัพย์ไต้ดินจนได้เวลากลับท่านก็บอกให้คนหามเกี้ยวพระไปส่งพระที่กุฎิและท่านก็ลาจากไปพร้อมกับคนหามเกี้ยวพระ
เมื่อท่านอาจารย์มั่นจากไปไม่นานก็มองเห็นพระเดินออกมาจากทะเลทราย แล้วท่านก็บอกว่า
ผมพระพระมหากัสสปะ ทราบว่าท่านพ้นทุกข์เข้าถึงแดนอำมตะแล้วก็เลยนำเอาพระอบทองคำที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุมามอบให้ท่านเก็บรักษา ก่อนผมจะกลับไบในทีที่ผมมาผมก็จะมอบหนังเท้าของผมให้ท่านไป
ผมมาพบความหมายของหนังไม่ยึดติดตัวอักษรคัมภีร์
แต่ก็ไม่ทิ้งตัวอักษรคัมภีร์
อยู่เหนือการยอมรับ และเหนือการปฏิเสธ
นั่นแหละ คือ ธรรมะที่แท้จริง
คุณ MichaeLPauL และพระพระมหากัสสปะก็เดินทางข้ามทะเลทรายห่างออกไป ๆจนลับตาผมไป


ท่านอากาศ
ก่อนเกิดมาเป็นเรา
การระลึกชาติแต่หนหลัง
ในอดีตชาติเรามีชื่อ
พระอาจารย์ดนัย
กัลยาณธัมโม


https://youtu.be/gGgiHJb3q_E



สาธุครับ ขอเวลาอ่านแปป ยาวมากๆๆๆๆๆๆๆ 5555



ภาคขยาย เมื่อพบผู้รู้ ให้ฆ่าผู้รู้ เมื่อพบจิตให้ทำลายจิต
ไม่ใช่เป็นเรื่องพูดกันเล่นๆ
เป็นความจริง หากใครยังทำลายจิตไม่ได้(ผู้รู้)
เค้าจะพบความบริสุทธิ์ยังไม่แท้จริง เหตุนี้เค้าทำได้แค่จิตบริสุทธิ์แล้วกลับมาเศร้าหมอง
มันยังไม่จบไม่ยังไม่สิ้นสุดในทางปัญญา
เราจะทำลายจิต ทำลายผู้รู้ได้ ต้องใช้กฏไตรลักษณ์เข้าไปกำกับ
ในการทำลายจิต สลายจิต เมื่อเรือนรังของอวิชาพังลงไปแล้ว
ก็หมดหน้าที่ในการเฝ้าดูจิตรักษาจิตประครองจิตที่เป็นดวง เป็นขอบ เป็นจุด เป็นประภัสสร
อันนี้ความบริสุทธิ์แท้จริงจะไม่เสื่อมกลับมาเศร้าหมองได้อีกต่อไป
เกิดญาณหยั้งรู้ได้ว่า
หมดงานความเพียรชำระกิเลสภายในจบสิ้นในชาตินี้ (พรหมจรรย์อยู่จบ)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 289 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 ... 20  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 22 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร