วันเวลาปัจจุบัน 25 ม.ค. 2020, 12:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 173 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 8, 9, 10, 11, 12  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ย. 2019, 16:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32354

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ปัญญา ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการ ทำให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา, ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง (เห็นตามที่มันเป็นของมัน)

ปัญญา ๓ คือ

๑. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา (ปัญญาจากโยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง)

๒. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน (ปัญญาจากปรโตโฆสะ)

๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ (ญาณอันเกิดขึ้นแก่ผู้อาศัยจินตามยปัญญา หรือทั้งสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญานั่นแหละ ขมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย)

ตาม ที่พูดกัน มักเรียงสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก แต่ในที่นี้ เรียงลำดับตามพระบาลีในพระไตรปิฏก ทั้งในพระสูตร (ที.ปา.11/228/231) และอภิธรรม (อภิ.วิ.35/797/422) เรียงจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก

การที่ท่านเรียงจินตามยปัญญาก่อน หรือสุตมยปัญญาก่อนนั้น พอจับได้ว่า ท่านมองที่บุคคลเป็นหลัก คือ ท่านเริ่มที่บุคคลพิเศษประเภทมหาบุรุษก่อนว่า พระพุทธเจ้า (และพระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น มิได้อาศัยปรโตโฆสะ คือ การฟังจากผู้อื่น แต่รู้จักโยนิโสมนสิการด้วยตนเอง ก็สามารถเรียงต่อไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอดหยั่งเห็นความจริงได้ ท่านจึงเริ่มด้วยจินตามยปัญญา แล้วต่อเข้าภาวนามยปัญญไปเลย

แต่เมื่อมองที่บุคคลทั่วไป ท่านเริ่มด้วยสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก โดยมีคำอธิบายตามลำดับว่า
บุคคลเล่าเรียนสดับฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปใคร่ครวญตรวจสอบพิจารณา เกิดเป็นสุตมยีปัญญา อาศัยสิ่งที่ได้เรียนสดับนั้นเป็นฐาน เขาตรวจสอบชั่งตรองเพ่งพินิจขบคิดลึกชัดลงไป เกิดเป็นจินตามยีปัญญา เมื่อเขาใช้ปัญญาทั้งสองนั้นขะมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย แล้วเกิดญาณเป็นมรรคที่จะให้เกิดผลขึ้น ก็เป็นภาวนามยีปัญญา,



คุณโรสศิษย์คุณแม่สุจินว่า ต้องฟังก่อน ว่า ปัญญาเกิดไปตามลำดับ ว่า พอมาเห็นการเรียงอย่างนี้เข้าไปหงายหลังตกเก้าอี้เลย (ดีนะที่หัวไม่ฟาดพื้น) แปลว่าอะไร แปลว่า ตนไปยึดการเรียงเอาสุตมยปัญญาขึ้นก่อน ก็เลยมโนร่วมไปอย่างนั้น
แล้วความรู้หรือปัญญาเป็นคำกลางมีหลายระดับ ตย. เช่น เดิมทีเดียวตนขี่จักรยานไม่เป็น แล้วก็ฝึกก็หัดแรกๆก็ล้มบ้างอะไรบ้างหัวเข่าถลอกเลือดไหล แต่ก็ไม่ท้อฝึกหัดต่อไป จนกระทั่งขี่จักรยานได้ นี่ก็เรียกว่าปัญญา พัฒนาต่อไป จนถีบจักรยานปล่อยมือได้ นี่ก็ปัญญา ต่อไปอีก สามารถถีบจักรยานล้อเดียวได้ นี่ก็ปัญญา หรือคุณโรสจะเถียง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ย. 2019, 17:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32354

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สุตะ “สิ่งสดับ” สิ่งที่ได้ฟังมา, สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง, ความรู้จากการเล่าเรียน หรือรับถ่ายทอดจากผู้อื่น, ข้อมูลความรู้จากการอ่าน การฟัง บอกเล่า ถ่ายทอด,
สำหรับผู้ศึกษาปฏิบัติ “สุตะ” หมายถึง ความรู้ที่ได้เล่าเรียนสดับฟังธรรม ความรู้ในพระธรรมวินัย ความรู้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ หรือปริยัติ,
สุตะเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเจริญงอกงาม ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต โดยเป็นเหตุปัจจัยให้ได้ปัญญา ที่เป็นเบื้องต้น หรือเป็นฐานของพรหมจริยะ และเป็นเครื่องเจริญปัญญาให้พัฒนาจนไพบูลย์บริบูรณ์ (ที.ปา.11/444/316) พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เป็นผู้มีสุตะมาก (เป็นพหูสูตหรือมีพาหุสัจจะ) และเป็นผู้เข้าถึงสุตะ (องฺ.จตุกฺก 21/6/9)

สดับ (สะ) ก. เงี่ยหูฟัง, ตั้งใจฟัง

สดับตรับฟัง ก. ฟังด้วยความเอาใจใส่

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ย. 2019, 19:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32354

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ที่วัดนาสีนวล ต.นาสีนวล อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เกษตรกร 4 หมู่บ้าน พากันนำข้าวที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วมาตากภายในลานวัด
ภายหลังจากที่มีการสั่งห้ามไม่ให้นำข้าวเปลือกตากบนถนน หวั่นเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุ และป้องกันมิจฉาชีพมาขโมยข้าว

ชาวนาบ้านนาสีนวล หมู่17 ต.นาสีนวล อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ที่วัดแห่งนี้มีชาวบ้าน 4 หมู่บ้านที่มาทำบุญร่วมกัน คือ
หมู่ 1 หมู่ 14 หมู่ 17 และหมู่ 18 ซึ่งจะมีการเข้าคิวกันตากข้าว ตนเองมีนาข้าว 6 ไร่ ที่ผ่านมาพายุโพดุล สร้างความเสียหายให้กับนาข้าว
จากนาข้าว 6 ไร่ เหลือเพียง 4 ไร่ ซึ่งตอนนี้เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว
หากจะนำข้าวสดไปขายโรงสี ก็จะถูกโรงสีกดราคา จึงนำข้าวมาตากไว้ที่ลานวัด

https://www.one31.net/uploads/news/pict ... 105207.jpg

https://www.one31.net/news/detail/16266 ... Y.facebook



ข้าวล้นตลาด กดชาวนาเหลือ 10 บาทต่อกิโลกรัม
อ้างข้าวล้นตลาดโรงสีรับซื้อ “ข้าวเปลือกหอมมะลิ” ตันละ 10,000 – 10,500 บาท ชาวนาพิจิตรจำต้องขายเพราะไม่มียุ้งฉากเก็บข้าว
พื้นที่ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ถือว่าเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ แหล่งใหญ่ของจังหวัดพิจิตร
ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิที่มีอายุครบตามวาระการเก็บเกี่ยว และจำเป็นต้องขายให้กับโรงสีหรือนายทุนที่รับซื้อข้าวในทันที เพราะไม่มียุ้งข้าวที่จะเก็บข้าวเปลือกไว้ ในขณะที่โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิในราคา 10,000-10,500 บาทต่อตัน หรือตกราคากิโลกรัมละประมาณ 10 บาท โดยให้เหตุผลเป็นเพราะข้าวล้นตลาด
นางสมคิด คล้ายนุช ชาวนาตำบลบ้านบุ่งเล่าว่า ปลูกข้าวหอมมะลิ 45 ไร่ และได้เวลาเก็บเกี่ยวแต่ราคาข้าวมาตกต่ำ โดยโรงสีปรับราคารับซื้อลดลง เหลือแค่ 10,000-10,500 บาท ต่อตัน แต่ก็ต้องยอมขายเพราะเก็บเกี่ยวมาแล้ว ถ้าชะลอการเก็บเกี่ยวเพื่อรอราคา ข้าวก็จะแห้งจะกรอบและราคาจะถูกลงไปอีก ซึ่งการรับซื้อในราคานี้ ถือว่าต่ำกว่าที่รัฐบาลกำหนด

https://candle999.blogspot.com/2019/11/ ... lpvnqxqBtk

รูปภาพ

โรงสีนายทุนทำลานตากข้าวเปลือก (ไม่มีข้าวสักเมล็ด) ทำโกดังเก็บข้าวเปลือก ตั้งราคารับซื้อเอง

ส่วนชาวนาทำนาปลูกข้าว แต่ไม่มีลานสำหรับตากข้าว ไม่มียุ้งฉางเก็บ ราคาแล้วแต่เขาจะให้

แต่พอเขานำข้าวเปลือกไปสีเป็นข้าวสาร เขาตั้งราคาให้ ชาวบ้านชาวไร่ชาวนาจ่ายเงินตามราคาที่ติดไว้ข้างถุง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ย. 2019, 23:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6670

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปัญญา ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการ ทำให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา, ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง (เห็นตามที่มันเป็นของมัน)

ปัญญา ๓ คือ

๑. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา (ปัญญาจากโยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง)

๒. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน (ปัญญาจากปรโตโฆสะ)

๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ (ญาณอันเกิดขึ้นแก่ผู้อาศัยจินตามยปัญญา หรือทั้งสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญานั่นแหละ ขมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย)

ตาม ที่พูดกัน มักเรียงสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก แต่ในที่นี้ เรียงลำดับตามพระบาลีในพระไตรปิฏก ทั้งในพระสูตร (ที.ปา.11/228/231) และอภิธรรม (อภิ.วิ.35/797/422) เรียงจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก

การที่ท่านเรียงจินตามยปัญญาก่อน หรือสุตมยปัญญาก่อนนั้น พอจับได้ว่า ท่านมองที่บุคคลเป็นหลัก คือ ท่านเริ่มที่บุคคลพิเศษประเภทมหาบุรุษก่อนว่า พระพุทธเจ้า (และพระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น มิได้อาศัยปรโตโฆสะ คือ การฟังจากผู้อื่น แต่รู้จักโยนิโสมนสิการด้วยตนเอง ก็สามารถเรียงต่อไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอดหยั่งเห็นความจริงได้ ท่านจึงเริ่มด้วยจินตามยปัญญา แล้วต่อเข้าภาวนามยปัญญไปเลย

แต่เมื่อมองที่บุคคลทั่วไป ท่านเริ่มด้วยสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก โดยมีคำอธิบายตามลำดับว่า
บุคคลเล่าเรียนสดับฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปใคร่ครวญตรวจสอบพิจารณา เกิดเป็นสุตมยีปัญญา อาศัยสิ่งที่ได้เรียนสดับนั้นเป็นฐาน เขาตรวจสอบชั่งตรองเพ่งพินิจขบคิดลึกชัดลงไป เกิดเป็นจินตามยีปัญญา เมื่อเขาใช้ปัญญาทั้งสองนั้นขะมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย แล้วเกิดญาณเป็นมรรคที่จะให้เกิดผลขึ้น ก็เป็นภาวนามยีปัญญา,



คุณโรสศิษย์คุณแม่สุจินว่า ต้องฟังก่อน ว่า ปัญญาเกิดไปตามลำดับ ว่า พอมาเห็นการเรียงอย่างนี้เข้าไปหงายหลังตกเก้าอี้เลย (ดีนะที่หัวไม่ฟาดพื้น) แปลว่าอะไร แปลว่า ตนไปยึดการเรียงเอาสุตมยปัญญาขึ้นก่อน ก็เลยมโนร่วมไปอย่างนั้น
แล้วความรู้หรือปัญญาเป็นคำกลางมีหลายระดับ ตย. เช่น เดิมทีเดียวตนขี่จักรยานไม่เป็น แล้วก็ฝึกก็หัดแรกๆก็ล้มบ้างอะไรบ้างหัวเข่าถลอกเลือดไหล แต่ก็ไม่ท้อฝึกหัดต่อไป จนกระทั่งขี่จักรยานได้ นี่ก็เรียกว่าปัญญา พัฒนาต่อไป จนถีบจักรยานปล่อยมือได้ นี่ก็ปัญญา ต่อไปอีก สามารถถีบจักรยานล้อเดียวได้ นี่ก็ปัญญา หรือคุณโรสจะเถียง


:b12:
เรียงลำดับปัญญายังเรียงไม่ตามลำดับเลยค่ะ
อยู่ๆจะเอาตัวตนไปทำก่อนฟังอิอิอิเรียงให้ถูกค่ะ
คนสมัยพุทธกาลทำมาก่อนฟังทั้งนั้นจนเหาะได้
สุตมยปัญญา-จินตามยปัญญา-ภาวนามยปัญญา
เวลาท่องจำเนี่ยเรียงจังแต่เวลาทำไม่ทำตามลำดับ
ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฎิเวธ...เรียงลำดับตามลำดับตถาคตเรียงไว้
ถ้าตถาคตไม่ตรัสแสดงความจริงให้ได้ยินจะมีใครรู้ตามไหมคะ
เหมือนกันเลยคนสมัยนี้ไม่ฟังคนอื่นกล่าวตามคำตถาคตให้ฟังจะเกิดปัญญาได้อย่างไรคะ
https://youtu.be/KR9s2VDu5gA
:b1:
:b17: :b17:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2019, 09:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32354

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปัญญา ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการ ทำให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา, ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง (เห็นตามที่มันเป็นของมัน)

ปัญญา ๓ คือ

๑. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา (ปัญญาจากโยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง)

๒. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน (ปัญญาจากปรโตโฆสะ)

๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ (ญาณอันเกิดขึ้นแก่ผู้อาศัยจินตามยปัญญา หรือทั้งสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญานั่นแหละ ขมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย)

ตาม ที่พูดกัน มักเรียงสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก แต่ในที่นี้ เรียงลำดับตามพระบาลีในพระไตรปิฏก ทั้งในพระสูตร (ที.ปา.11/228/231) และอภิธรรม (อภิ.วิ.35/797/422) เรียงจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก

การที่ท่านเรียงจินตามยปัญญาก่อน หรือสุตมยปัญญาก่อนนั้น พอจับได้ว่า ท่านมองที่บุคคลเป็นหลัก คือ ท่านเริ่มที่บุคคลพิเศษประเภทมหาบุรุษก่อนว่า พระพุทธเจ้า (และพระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น มิได้อาศัยปรโตโฆสะ คือ การฟังจากผู้อื่น แต่รู้จักโยนิโสมนสิการด้วยตนเอง ก็สามารถเรียงต่อไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอดหยั่งเห็นความจริงได้ ท่านจึงเริ่มด้วยจินตามยปัญญา แล้วต่อเข้าภาวนามยปัญญไปเลย

แต่เมื่อมองที่บุคคลทั่วไป ท่านเริ่มด้วยสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก โดยมีคำอธิบายตามลำดับว่า
บุคคลเล่าเรียนสดับฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปใคร่ครวญตรวจสอบพิจารณา เกิดเป็นสุตมยีปัญญา อาศัยสิ่งที่ได้เรียนสดับนั้นเป็นฐาน เขาตรวจสอบชั่งตรองเพ่งพินิจขบคิดลึกชัดลงไป เกิดเป็นจินตามยีปัญญา เมื่อเขาใช้ปัญญาทั้งสองนั้นขะมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย แล้วเกิดญาณเป็นมรรคที่จะให้เกิดผลขึ้น ก็เป็นภาวนามยีปัญญา,



คุณโรสศิษย์คุณแม่สุจินว่า ต้องฟังก่อน ว่า ปัญญาเกิดไปตามลำดับ ว่า พอมาเห็นการเรียงอย่างนี้เข้าไปหงายหลังตกเก้าอี้เลย (ดีนะที่หัวไม่ฟาดพื้น) แปลว่าอะไร แปลว่า ตนไปยึดการเรียงเอาสุตมยปัญญาขึ้นก่อน ก็เลยมโนร่วมไปอย่างนั้น
แล้วความรู้หรือปัญญาเป็นคำกลางมีหลายระดับ ตย. เช่น เดิมทีเดียวตนขี่จักรยานไม่เป็น แล้วก็ฝึกก็หัดแรกๆก็ล้มบ้างอะไรบ้างหัวเข่าถลอกเลือดไหล แต่ก็ไม่ท้อฝึกหัดต่อไป จนกระทั่งขี่จักรยานได้ นี่ก็เรียกว่าปัญญา พัฒนาต่อไป จนถีบจักรยานปล่อยมือได้ นี่ก็ปัญญา ต่อไปอีก สามารถถีบจักรยานล้อเดียวได้ นี่ก็ปัญญา หรือคุณโรสจะเถียง


:b12:
เรียงลำดับปัญญายังเรียงไม่ตามลำดับเลยค่ะ
อยู่ๆจะเอาตัวตนไปทำก่อนฟังอิอิอิเรียงให้ถูกค่ะ
คนสมัยพุทธกาลทำมาก่อนฟังทั้งนั้นจนเหาะได้
สุตมยปัญญา-จินตามยปัญญา-ภาวนามยปัญญา
เวลาท่องจำเนี่ยเรียงจังแต่เวลาทำไม่ทำตามลำดับ
ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฎิเวธ...เรียงลำดับตามลำดับตถาคตเรียงไว้
ถ้าตถาคตไม่ตรัสแสดงความจริงให้ได้ยินจะมีใครรู้ตามไหมคะ
เหมือนกันเลยคนสมัยนี้ไม่ฟังคนอื่นกล่าวตามคำตถาคตให้ฟังจะเกิดปัญญาได้อย่างไรคะ
https://youtu.be/KR9s2VDu5gA
:b1:
:b17: :b17:



การเรียงอะไรก่อนหลัง มีเหตุผลยังไง พูด เขียน ถึงขนาดนั้น คุณโรสยังไม่หันกลับหลังเลยนะน่า ไปไกลสุดกู่จริงๆ :b32:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2019, 16:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6670

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ปัญญา ความรู้ทั่ว, ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล, ความรู้เข้าใจชัดเจน, ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการ ทำให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา, ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง (เห็นตามที่มันเป็นของมัน)

ปัญญา ๓ คือ

๑. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา (ปัญญาจากโยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง)

๒. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน (ปัญญาจากปรโตโฆสะ)

๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ (ญาณอันเกิดขึ้นแก่ผู้อาศัยจินตามยปัญญา หรือทั้งสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญานั่นแหละ ขมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย)

ตาม ที่พูดกัน มักเรียงสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก แต่ในที่นี้ เรียงลำดับตามพระบาลีในพระไตรปิฏก ทั้งในพระสูตร (ที.ปา.11/228/231) และอภิธรรม (อภิ.วิ.35/797/422) เรียงจินตามยปัญญาเป็นข้อแรก

การที่ท่านเรียงจินตามยปัญญาก่อน หรือสุตมยปัญญาก่อนนั้น พอจับได้ว่า ท่านมองที่บุคคลเป็นหลัก คือ ท่านเริ่มที่บุคคลพิเศษประเภทมหาบุรุษก่อนว่า พระพุทธเจ้า (และพระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ค้นพบและเปิดเผยความจริงขึ้นนั้น มิได้อาศัยปรโตโฆสะ คือ การฟังจากผู้อื่น แต่รู้จักโยนิโสมนสิการด้วยตนเอง ก็สามารถเรียงต่อไล่ตามประสบการณ์ทั้งหลายอย่างถึงทันทั่วรอบทะลุตลอดหยั่งเห็นความจริงได้ ท่านจึงเริ่มด้วยจินตามยปัญญา แล้วต่อเข้าภาวนามยปัญญไปเลย

แต่เมื่อมองที่บุคคลทั่วไป ท่านเริ่มด้วยสุตมยปัญญาเป็นข้อแรก โดยมีคำอธิบายตามลำดับว่า
บุคคลเล่าเรียนสดับฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปใคร่ครวญตรวจสอบพิจารณา เกิดเป็นสุตมยีปัญญา อาศัยสิ่งที่ได้เรียนสดับนั้นเป็นฐาน เขาตรวจสอบชั่งตรองเพ่งพินิจขบคิดลึกชัดลงไป เกิดเป็นจินตามยีปัญญา เมื่อเขาใช้ปัญญาทั้งสองนั้นขะมักเขม้นมนสิการในสภาวธรรมทั้งหลาย แล้วเกิดญาณเป็นมรรคที่จะให้เกิดผลขึ้น ก็เป็นภาวนามยีปัญญา,



คุณโรสศิษย์คุณแม่สุจินว่า ต้องฟังก่อน ว่า ปัญญาเกิดไปตามลำดับ ว่า พอมาเห็นการเรียงอย่างนี้เข้าไปหงายหลังตกเก้าอี้เลย (ดีนะที่หัวไม่ฟาดพื้น) แปลว่าอะไร แปลว่า ตนไปยึดการเรียงเอาสุตมยปัญญาขึ้นก่อน ก็เลยมโนร่วมไปอย่างนั้น
แล้วความรู้หรือปัญญาเป็นคำกลางมีหลายระดับ ตย. เช่น เดิมทีเดียวตนขี่จักรยานไม่เป็น แล้วก็ฝึกก็หัดแรกๆก็ล้มบ้างอะไรบ้างหัวเข่าถลอกเลือดไหล แต่ก็ไม่ท้อฝึกหัดต่อไป จนกระทั่งขี่จักรยานได้ นี่ก็เรียกว่าปัญญา พัฒนาต่อไป จนถีบจักรยานปล่อยมือได้ นี่ก็ปัญญา ต่อไปอีก สามารถถีบจักรยานล้อเดียวได้ นี่ก็ปัญญา หรือคุณโรสจะเถียง


:b12:
เรียงลำดับปัญญายังเรียงไม่ตามลำดับเลยค่ะ
อยู่ๆจะเอาตัวตนไปทำก่อนฟังอิอิอิเรียงให้ถูกค่ะ
คนสมัยพุทธกาลทำมาก่อนฟังทั้งนั้นจนเหาะได้
สุตมยปัญญา-จินตามยปัญญา-ภาวนามยปัญญา
เวลาท่องจำเนี่ยเรียงจังแต่เวลาทำไม่ทำตามลำดับ
ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฎิเวธ...เรียงลำดับตามลำดับตถาคตเรียงไว้
ถ้าตถาคตไม่ตรัสแสดงความจริงให้ได้ยินจะมีใครรู้ตามไหมคะ
เหมือนกันเลยคนสมัยนี้ไม่ฟังคนอื่นกล่าวตามคำตถาคตให้ฟังจะเกิดปัญญาได้อย่างไรคะ
https://youtu.be/KR9s2VDu5gA
:b1:
:b17: :b17:



การเรียงอะไรก่อนหลัง มีเหตุผลยังไง พูด เขียน ถึงขนาดนั้น คุณโรสยังไม่หันกลับหลังเลยนะน่า ไปไกลสุดกู่จริงๆ :b32:

cool
พระพุทธเจ้าเป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วก่อนแสดงพระธรรม
พระองค์จะแสดงกับคนที่อยากและตั้งใจฟังเท่านั้น
คนที่ไม่อยากฟังเนี่ยไม่เสด็จไปโปรดหรอกค่ะ
เพราะเขาเชื่อแต่ตัวเองและเชื่อตาเนื้อกิเลส
ไม่มีวาสนาที่จะคิดพิจารณาความจริงเลย
ทรงแสดงความจริงให้คิดเห็นถูกตามได้
ตอนที่กำลังฟังดับคิดเห็นผิดๆทันทีเลย
ทรงกล่าวถึงสิ่งที่มีแล้วแต่ไม่รู้สึกตัว
ไม่ได้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้กำลังมีที่ตัว
ถามหน่อยสิมีตาไว้ดูเฉยหรือคะ
ลืมตาเห็นเนี่ยไม่เป็นกุศลเลย
พระภิกษุเห็นเงินเป็นผลบุญเก่า
พอเห็นปุ๊บรับปั๊บตกรนกทันทีแล้ว
กุศลไม่เกิดเมื่อเห็นสิ่งที่น่าพอใจ555
พอใจอยากได้เงินมากใช่ไหมถึงรับนั้นน่ะ
คิดไม่ได้เลยว่าบวชแล้วรับเงินไม่ได้นั้นน่า
:b12:
ไม่ลืมตาดูหรือคะบวชแล้วซื้อขายแลกเปลี่ยนไม่ได้บอกให้คิดตามแล้วจะได้หยุดทำผิดๆได้งัยคะ
ต้องละอายแก่ใจเกรงกลัวบาปรู้สึกตัวว่ามีชีวิตอยู่อย่างผู้ของัยคะคิดเองจะคิดถูกไหมบวชรับเงินไม่ได้ค่ะ
เชื่อตามๆกันทำตามๆกันไม่มีกาลามสูตร10และบอกไม่ฟังรู้ไหมเห็นไม่มีกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยคร่าาาาาา
ต้องอาศัยจิตได้ยินนำทางจิตทางอื่นๆออกจากกิเลสฟังเพื่อดับเห็นผิดเมื่อไหร่จะเริ่มทำปัญญาให้ตรงทางไม่ฟังกันเลย
:b16:
:b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2019, 16:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32354

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:

พระพุทธเจ้าเป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วก่อนแสดงพระธรรม
พระองค์จะแสดงกับคนที่อยากและตั้งใจฟังเท่านั้น
คนที่ไม่อยากฟังเนี่ยไม่เสด็จไปโปรดหรอกค่ะ
เพราะเขาเชื่อแต่ตัวเองและเชื่อตาเนื้อกิเลส
ไม่มีวาสนาที่จะคิดพิจารณาความจริงเลย
ทรงแสดงความจริงให้คิดเห็นถูกตามได้
ตอนที่กำลังฟังดับคิดเห็นผิดๆทันทีเลย
ทรงกล่าวถึงสิ่งที่มีแล้วแต่ไม่รู้สึกตัว
ไม่ได้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้กำลังมีที่ตัว
ถามหน่อยสิมีตาไว้ดูเฉยหรือคะ
ลืมตาเห็นเนี่ยไม่เป็นกุศลเลย
พระภิกษุเห็นเงินเป็นผลบุญเก่า
พอเห็นปุ๊บรับปั๊บตกรนกทันทีแล้ว
กุศลไม่เกิดเมื่อเห็นสิ่งที่น่าพอใจ555
พอใจอยากได้เงินมากใช่ไหมถึงรับนั้นน่ะ
คิดไม่ได้เลยว่าบวชแล้วรับเงินไม่ได้นั้นน่า
:b12:
ไม่ลืมตาดูหรือคะบวชแล้วซื้อขายแลกเปลี่ยนไม่ได้บอกให้คิดตามแล้วจะได้หยุดทำผิดๆได้งัยคะ
ต้องละอายแก่ใจเกรงกลัวบาปรู้สึกตัวว่ามีชีวิตอยู่อย่างผู้ของัยคะคิดเองจะคิดถูกไหมบวชรับเงินไม่ได้ค่ะ
เชื่อตามๆกันทำตามๆกันไม่มีกาลามสูตร10และบอกไม่ฟังรู้ไหมเห็นไม่มีกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วยคร่าาาาาา
ต้องอาศัยจิตได้ยินนำทางจิตทางอื่นๆออกจากกิเลสฟังเพื่อดับเห็นผิดเมื่อไหร่จะเริ่มทำปัญญาให้ตรงทางไม่ฟังกันเลย
:b16:
:b12: :b12:


วนไปวนมาเลอะเทอะ :b12:

กิเลส คือ อะไร จะชำระด้วยวิธีใด ไหนลองว่าสิเอ้า

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 พ.ย. 2019, 20:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 32354

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
cool
อ้อ...มาคุยกันเรื่องกฐินกันหน่อยค่ะคุณกรัชกาย

อ้างคำพูด:
คุณโรสพูดเกินภูมิ เอาเรื่องง่ายๆ เรื่องทอดกฐินเหอะ


แปลคำว่า กฐิน ให้เข้าใจตรงกันก่อนนะคะ

กฐิน เป็นอุปกรณ์ขึงผ้า ในภาษาบาลี ภาษาไทย เรียกว่า สะดึงขึงผ้าค่ะ

สมัยพุทธกาลพระภิกษุเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้วในป่าช้ามาเย็บต่อกันเป็นผืนเพื่อให้แก่ผู้สมควรได้รับผ้าจีวรผืนใหม่

ถามว่าทอดกฐินคืออะไรตรงกะครั้งพุทธกาลไหม

เพี๊ยนจนกลายเป็นเรื่องหาเงินมายุ่งกับญาติโยม

เรื่องการใช้สะดึงขึงผ้าตัดเย็บต่อกันเป็นกิจของภิกษุสงฆ์ที่ร่วมทำเฉพาะกิจไม่เกี่ยวข้องกับญาติโยม

ตอบมาสิที่ทำๆกันอยู่ทุกวันนี้...ทำด้วยความไม่รู้แถมเอากิเลสไปเพิ่มให้พระสงฆ์ถวายเงินนั้นน่ะ555
:b16:
:b32: :b32:



ปัจจุบัน มีคนทอเป็นสักกี่คน ตอบสิ :b1: เมื่อเหตุการณ์มันเป็นยังงี้ พุทธศาสนิกชนก็นำผ้าที่เขาเย็บเป็นผืนแล้วไปถวายวัดนั้นๆเลย เรื่องเงินพุทธบริษัทก็นำไปมอบไว้ใช้จ่ายในวัดเช่นเป็นค่าใช้่จ่ายในวัด เป็นการช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท นี่จะให้ทำให้ตรงเด่แบบมานั่งขึงผ้าทอผ้ากันเองเป็นเดือนเป็นปีก็ทำไม่ได้ เพราะทำไม่เป็น :b1:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 173 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 8, 9, 10, 11, 12

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร