วันเวลาปัจจุบัน 11 ก.ค. 2020, 22:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 20 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2020, 10:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


13 ตุลาคม 2019 ·

การป่วยสมองครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๑ มิย. ๒๕๖๒ นอนรพ. ๗ วัน


สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งเรื่องการเจ็บป่วย หากจะโทษ ต้องโทษการกระทำของตนเอง(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)

หากยังเพ่งโทษนอกตน ล้วนเกิดจากอวิชชา(ความไม่รู้)ที่มีอยู่ โดยมีตัณหาเป็นแรงผลักดันกิเลส(โลภะ โทสะ โมหะ) ให้เกิดการกระทำ

ถ้ารู้ทันตัณหา หรือรู้กำหนด หรือ รู้จักโยนิโสมนสิการ ตัณหาที่มีอยู่ก็อ่อนกำลังลง ย่อมไม่กระทำออกมาทางกาย วาจา อย่างน้อยๆทำให้ภพชาติการเกิด สั้นลง

.
เหตุการณ์เจอตอนนอนรพ. เป็นวิบากของตนและผู้ที่เคยกระทำร่วมกันมา

วันนั้น ตอนที่พยาบาลนำยาmet 5 mg ที่เคยกิน 1 เม็ด ให้ 1/2 เม็ด เราถามพยาบาลว่า ทำไมให้ยาแค่นี้ มันทรามาณนะ(หายใจไม่ออก)

พยาบาลบอกว่า ผลแลป หมอลดขนาดยาลง จาก หนึ่งเม็ด ให้เหลือครึ่งเม็ด

วันนั้นสี่โมงเช้า ความดัน 150 ชีพจร 120 แน่นหน้าออก หายใจไม่ออก เราจำได้ว่า หมอที่ดูแลเรา(อีกรพ.) หมอสั่งไว้ว่า ถ้าชีพจรเต้น 120 ถ้าเกิดนานถึง 20 นาที แล้วไม่หาย ให้มารพ.

เราจึงเดินไปเล่าอาการให้พยาบาลฟัง เขาบอกว่า หมอบอกว่า เป็นอาการของโรค(ไทรอยด์เป็นพิษ) ไม่มียาเพิ่มให้

สำหรับเรานั้น เหมือนนรกสำหรับตัวเอง ไหนจะความดันสูง ไหนหัวใจเต้นเร็ว เต้นๆหยุดๆ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก บางครั้งหัวใจเหมือนถูกมัด เราอดทนนะ หมุนหัวเตียงสูง กำหนดรู้สภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง มือจับชีพจร หัวใจยังเต้นเร็ว เดินๆหยุดๆ

ประมาณบ่ายสอง ขอจนท.วัดความดัน ความดันยังสูง หัวใจยังเต้นเร็ว 120 ความรู้สึกท้ายที่จำได้ แน่นหน้าอก เหมือนมีของหนักวางบนหน้าอก หัวใจไม่่ออก แล้วทุกสิ่งดับ

รู้สึกตัวอีกครั้ง ค่ำล่ะ เสื้อชุ่มเหงื่อ ผ้าปูเปียก ต้องเปลื่อนเสื้อและผ้าปู มองนาฬิกา สองทุ่ม

ตีสอง ขอวัดความดัน ความดันยังสูง 177 ชีพจร 150 เราน่ะเหรอ ทำใจ ก็คิดว่า ถ้าไม่ได้กรรมฐาน คนทั่วๆไป จะอดทนแบบนี้ได้หรือไม่ หลายๆคนต้องเสียชีวิต ก็เพราะทนไม่ไหว

นึกถึงตอนที่ O2 ต่ำ เจอสองครั้ง ครั้งแรก 50 ครั้งที่สอง 34 ที่ไม่เป็นอะไร เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ โอภาสเป็นทำให้ไม่หมดสติ จะรู้สึกเหมือนง่วง แล้วจิตเป็นสมาธิ

มาอ่านบันทึกที่เขียนไว้ อาการต่างๆที่มีเกิดขึ้น เคยสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมหมอมักถามว่า ตอนที่มีอาการแบบนี้ๆ เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เคยถึงหมดสติมั๊ย เราบอกว่า เวลาที่เป็น มันจะวูบลงไป แล้วสว่าง(โอภาส) ตอนนั้นนึกคำเรียกไม่ออก บอกไปแค่ว่า แสงสว่าง หมอบอกว่า หมอก็ไม่รู้ว่าอาการที่เราบอกนั้นมันคืออะไร ที่หมอจะให้ใส่กล่อง เพราะกลัวเราหมดสติ

.
หลังจากการป่วยครั้งนี้ หัวใจเต้นๆหยุดๆ มีเกิดขึ้นบ่อย เฉพาะช่วงตีสองถึงตีสี่ จะแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก โซฟาที่ใช้อยู่ จะปรับเป็นนั่งตรงได้ ทำให้สามารถรับมือเวลาหายใจไม่ออก

ถ้ามองว่าทุกสิ่งเป็นสภาวะ อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เวทนาที่มีเกิดขึ้น ก็ไม่แตกต่างจากเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน ที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกัน ปฏิบัติจนกายแตกกายระเบิด ไม่มีอะไรเหลือ เหตุนี้ทำให้เป็นคนที่มีความอดทนสูง

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2020, 10:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


นับเวลา ๑ ปี(การเจ็บป่วยรวมกับการรักษากายและจิต) เข้าสู่สนามรบ(การละอุปาทานขันธ์ ๕)

ผลของกายที่อบรม จิตที่อบรม
โดยเพียรละการดับเหตุแห่งทุกข์มาต่อเนื่อง

"ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรายังละไม่ได้ที่จะพึงเป็นอันตรายแก่เรา ผู้ทำกาละในกลางวันและกลางคืนไม่มี"

ที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย และแม้ขณะที่เกิดแน่นหัวใจ จนกระทั่งไม่รู้สึกตัว(ดับ) ความนึกขึ้นขณะตอนนั้น โลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีเกิดขึ้น คือ การสะดุ้งและอุปาทาน ไม่มีเกิดขึ้น

.

ที่มาของสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.
ปฏิปทาสูตรที่ ๓
เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ตลอดคืนหนึ่งวันหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ

ภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอเราพึงเป็นอยู่ตลอดวันหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ

ภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ครึ่งวัน พึงมนสิการคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ

ภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอเราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตมื้อหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ
ภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาบริโภคบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ
และภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าวได้ ๔-๕ คำแล้วกลืนกิน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ประมาทอยู่ เจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะช้า ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาเคี้ยวข้าวคำหนึ่งแล้วกลืนกิน พึงมนสิการถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราได้กระทำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมากหนอ และภิกษุใดเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ชั่วเวลาหายใจออกแล้วหายใจเข้าหรือหายใจเข้าแล้วหายใจออก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เรากล่าวว่าไม่ประมาทอยู่ ย่อมเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักไม่เป็นผู้ประมาทอยู่ จักเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

-

ปฏิปทาสูตรที่ ๔

[๑๗๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่พักก่อด้วยอิฐชื่อนาทิกะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มรณสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันสิ้นไป กลางคืนเวียนมาย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมากหนอ คือ งูพึงกัดเราก็ได้ แมลงป่องพึงต่อยเราก็ได้ ตะขาบพึงกัดเราก็ได้

เพราะเหตุนั้นเราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา เราพึงพลาดล้มลงก็ได้ อาหารที่เราบริโภคแล้วไม่ย่อยเสียก็ได้ ดีของเราพึงซ่านก็ได้ เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ ลมมีพิษดังศาตราของเราพึงกำเริบก็ได้
มนุษย์ทั้งหลายพึงเบียดเบียนเราก็ได้
พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็ได้
เพราะเหตุนั้นเราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรายังละไม่ได้ ที่จะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางคืน มีอยู่หรือหนอแล

ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรายังละไม่ได้ ที่จะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางคืน มีอยู่
ภิกษุนั้นพึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้ยิ่ง เพื่อละธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นเสีย

เปรียบเหมือนคนที่มีผ้าไฟไหม้ หรือศีรษะถูกไฟไหม้ พึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้ยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะนั้น ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแหละภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศล อันเรายังละไม่ได้ ที่จะเป็นอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางคืน ไม่มี

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้มีปีติและปราโมทย์ หมั่นศึกษาทั้งกลางวันและกลางคืนในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ฯ

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางคืนสิ้นไป กลางวันเวียนมาถึง ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ปัจจัยแห่งความตายของเรามีมากหนอ คือ งูพึงกัดเราก็ได้ แมลงป่องพึงต่อยเราก็ได้ ตะขาบพึงกัดเราก็ได้

เพราะเหตุนั้นเราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา เราพึงพลาดล้มลงก็ได้ อาหารที่เราบริโภคแล้วไม่ย่อยเสียก็ได้ ดีของเราพึงซ่านก็ได้ เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ ลมมีพิษดังศาตราของเราพึงกำเริบก็ได้
มนุษย์ทั้งหลายพึงเบียดเบียนเราก็ได้
พวกอมนุษย์พึงเบียดเบียนเราก็ได้
เพราะเหตุนั้นเราพึงทำกาลกิริยา อันตรายนั้นพึงมีแก่เรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงพิจารณาดังนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศล อันเรายังละไม่ได้ ที่จะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางวัน มีอยู่หรือหนอแล

ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรายังละไม่ได้ ที่จะพึงทำอันตรายแก่เราผู้ทำกาละในกลางวัน มีอยู่
ภิกษุนั้นพึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้ยิ่ง เพื่อละธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นเสีย

เปรียบเหมือนบุคคลมีผ้าถูกไฟไหม้หรือศีรษะถูกไฟไหม้ พึงกระทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเพียร ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้ยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะนั้น ฉะนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแหละภิกษุพิจารณาอยู่รู้อย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศลอันเรายังละไม่ได้ที่จะพึงเป็นอันตรายแก่เรา ผู้ทำกาละในกลางวันไม่มี

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้มีปีติและปราโมทย์ หมั่นศึกษาทั้งกลางวันกลางคืนในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรณสติอันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ฯ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2020, 10:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


2 กรกฎาคม 2019 ·

ป่วยสมองครั้งที่ ๒


ผลของการอบรมกายและอบรมจิต พอเล่าจะทำให้ดูมหัศจรรย์ในความรู้สึกของบางคน

ตอนที่ไปหาหมอ ที่ได้คุยกับคนป่วยด้วยกัน เราเล่าให้เรื่องที่หมอหยุดยาละลายลิ่มเลือด เพราะหมอเป็นผลของการรักษา ทำให้หมอคิดว่า หัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นของเรานั้นหายแล้ว หมอจึงให้หยุดยา ผลคือ ลิ่มเลือดจากหัวใจ เข้าสมอง ทำให้กลายเป็นคนไข้สมอง เพียงแต่อาการแตกต่างจากคนป่วยโรคสมอง คือ ปากไม่เบี้ยว ไม่อ่อนแรงแขน ขา ไม่เป็นอัมพฤกษ์

เราเล่าให้เขาฟังว่า ตอนเริ่มเป็น จะขาอ่อน แบบไม่มีแรงเดิน ไว้มื้อเกาะตามขอบโต๊ะ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ มีอาการงงๆกับอาการที่ตัวเองเป็นอยู่ มีปวดที่หัวข้างซ้าย เราก็เหมือนพูดคนเดียว(บ่น) แต่ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร หลังจากเข้าห้องน้ำ ก็ไปนั่งที่โซฟา ที่เป็นที่นั่งและนอนสำหรับทำสมาธิ เราไม่เคยนอนราบ ที่เราบอกว่าเข้านอน ก็คือนั่งบนโซฟาตลอด อาจจะเนื่องเหตุนี้หรือเปล่านะ ที่ทำให้ลิ่มเลือด จะหลุดเอาไปเข้าสมองได้แค่นั้น(หัวตั้ง) จะต่างคนนอนราบ จะมีลักษณะเด่นเฉพาะที่มีเกิดขึ้นเฉพาะคนไข้สมอง เราทิ้งไว้ 3 วัน ถึงจะไปหาหมอ(ตามนั่ง)

ตอนที่ไปหาหมอ หมอนึกคิดว่าไม่ใช่อาการเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง เพราะภายนอกดูปกติ เดินไป พูดได้(อาจจะตะกุกตะกัก) ปากไม่เบี้ยว พอเห็นผลct หมอจึงรู้ว่าเราเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

คนแม่(คนป่วย) บอกว่า มหัศจรรย์นะ ปกติโรคนี่ ถ้าไปไม่ทัน อัมพาตแน่นอน บางคนหาหมอทัน ยังต้องใช้เวลารักษาตัวอีกนาน

คนลูกบอกว่า ก็พี่เขาบอกว่า เขานั่งสมาธิ เขาไม่นอนเหมือนที่เรา ก็เลยทำให้เขาไม่เป็นเหมือนคนอื่นๆ

คนแม่บอกว่า ยังไงมันก็มหัศจรรย์นะ ถ้าไม่ทันหมอ ก็ยังเข้าใจ แต่นี่ทิ้งไปตั้ง 3 วัน กลับไม่เป็นอะไร

เราบอกว่า เป็นนะ ความจำเสื่อม หลังจากนั้นก็ดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลา การพูด แรกๆยังพูดเหมือนคนพม่า(พูดไม่ชัด)

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ม.ค. 2020, 10:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


2 กรกฎาคม 2019 ·



บำบัดใจ

.
คนป่วย ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยสิ่งใดก็ตาม ถ้าพูดตามความเป็นจริง เป็นเรื่องของกรรมและผลของกรรม ส่วนแต่ว่าผลของกรรมจะให้ผลได้รับ คาดเดาไม่ได้เลย

เมื่อวานได้พูดคุยกับคนป่วย ประสาการเจ็บป่วยของแต่ละคน คนที่พูดกันได้ ส่วนมากมีประสพการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนๆกัน เช่น หัวใจจะพูดคุยกับคนป่วยเรื่องหัวใจ จะไปคุยเรื่องเก๊าท์ เขาจะไม่คุยกัน ต่างคนต่างนั่งรอหมอ ต้องเข้าใจนะว่า การรักษา 30 บาท หมอที่รักษาทั่วๆไป จนกว่าคนไข้อาการแย่ถึงขั้นต้องนอนรพ. นั่นแหละ คนไข้จะได้หมอรักษาเฉพาะทาง

เรามีโรคประจำตัวคือ ภูมิแพ้ ก็เลยนั่งคุยกับคนป่วยเกี่ยวกับภูมิแพ้ หอบ หัวใจ และการดูแลตัวเอง

แม่คนป่วยเป็นไทรอยด์เป็นพิษ และหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งสองคนได้คุยกับเรา ทำให้เรามีความรู้อีกอย่างหนึ่งว่า คนที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมอจะรักษาโดยการจี้หัวใจ ถึงแม้จะรักษาแล้ว ก็ต้องกินละลายลิ่มเลือด(การแข็งตัวของเลือด)ตลอดชีวิต ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลที่เราเคยรู้มาว่า หลังจี้หัวใจแล้ว ไม่ต้องกินยาตัวนี้อีก

แล้วเจ้ายาละลิ่มเลือดชื่อ วาฟาริน มีผลกระทบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกินแล้วแค่งดกินหัวกระหล่ำ อาหารอื่นๆกินได้ ส่วนเขาจะกินอาหารคลีน

สำหรับเรา ตอนที่ทำตามที่หมอคนเดิมให้เปลี่ยนยามากินวาฟาริน เพื่อจะไม่ได้ไม่ต้องเสียงเงิน เนื่องจากยาที่เคยกินประจำApixaban ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการป้องกันภาวะสมองขาดเลือดและลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจสั่นพลิ้ว (Atrial fibrillation) ราคาแพงมาก ต้องกินเช้าเย็น ขาดไม่ได้ ถ้าลืมกิน จะมีอาการจะเป็นลม จึงทำให้ไม่ลืม

หลังจากกินวาฟารินน่าจะสองอาทิตย์ จะเหลืออะไรล่ะ เข้านอนรพ. เกิดจากเลือดข้นทำให้อาการสมองขาดเลือด เนื่องจากที่หมอให้กินขนาดน้อยไป เหตุนี้คนที่กินยาตัวนี้ ต้องเจาะเลือดบ่อย เพราะดูความข้นของเลือด แล้วอาหารที่กิน บางคนกินแล้วไม่ส่งกระทบ บางคนกินแล้วส่งกระทบ พูดง่ายๆ ต้องระวังเรื่องอาหาร อีกอย่าง กินยานี้ทำให้เราท้องผูก เวลาถ่ายจะออกสีคล้ำ ไม่ใช่สีอึแบบปกติ ทำให้ต้องกลับมากินยาตัวเดิม

เรื่องสมอง คนแม่บอกว่า เขากินยาวาฟาริน แค่ไม่กินกระหล่ำ หมอให้กินแคลเซี่ยม(ยา) เพราะไทรอยด์ จะมีผลตามมาคือ กระดูกพรุน หมอจึงให้กินแคลเซี่ยม

เราบอกว่า เราไม่ได้กินยาแคลเซี่ยม และอาหารเสริมสำหรับแคลเซี่ยม เราไม่ได้กิน แต่กินงาดำ(บด) แล้วเลือกอาหารที่เหมาะกับร่างกาย เช่นพัญพืชต่างๆ เนื้อสัตว์เป็นปลา กินอะไรจะไม่กินตามใจอยาก

ขากลับเจอแท็กซี่ชวนคุย พอเขารู้เป็นสมอง ก็เลยคุยกันเรื่องอาหาร เราบอกว่า เราไม่กินเนื้อสัตว์ถูกฆ่าด้วยตา หรือถ้าคนเล่าว่าเนื้อสัตว์นี้ได้มาจากที่ไหน เราจะกินเนื้อสัตว์แช่แข็ง

แท็กซี่บอกว่า กินไปเถอะ ไม่บาปหรอก
เราบอกว่า ไม่ใช่เรื่องบุญและบาป อย่าไปคิดว่า ทำแบบนั้นๆต้องเป็นบุญ ทำแบบนั้นๆต้องเป็นบาป มันไม่ใช่นะ แต่เกิดจากการกระทำของตัวเอง กินอะไร ก็ต้องได้รับผล ส่วนจะรับผลแบบไหน เดาไม่ได้

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.พ. 2020, 15:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


คำว่า สวรรค์ สำหรับปถุชน ย่อมแตกต่างจากพระสาวก


สวรรค์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ต้องเป็นสาวกที่ผ่านกายอบรม จิตอบรม คือ ศิล สมาธิ ปัญญา จึงจะรู้ได้

อริยสาวกนั้นประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...
ในพระธรรม ...
ในพระสงฆ์ ...
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ... เป็นไปเพื่อสมาธิ.
เมื่อนั้น พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว



บุคคลที่รู้ชัดจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

ฌานสูตรที่ ๑
[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ
บุคคลบางคนในโลกนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
บุคคลนั้นพอใจ ชอบใจปฐมฌานนั้น และถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้น ตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น น้อมใจไปในปฐมฌานนั้น อยู่จนคุ้นด้วยปฐมฌานนั้น ไม่เสื่อม เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา


ดูกรภิกษุทั้งหลาย กัปหนึ่งเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา
ปุถุชน ดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกานั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง กำเนิดดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง

ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้นพรหมนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุของเทวดาเหล่านั้นทั้งหมดให้สิ้นไปแล้ว ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน
ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ คือ ในเมื่อคติ อุบัติมีอยู่ ฯ




อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
บุคคลนั้นพอใจ ชอบใจทุติยฌานนั้นและถึงความปลื้มใจด้วยทุติยฌานนั้น ตั้งอยู่ในทุติยฌานนั้น น้อมใจไปในทุติยฌานนั้น อยู่จนคุ้นด้วยทุติยฌานนั้น ไม่เสื่อม เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกอาภัสสระ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒ กัปเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าอาภัสสระ
ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นอาภัสสระ ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว
ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง กำเนิดดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง

ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้นอาภัสสระนั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน
ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับคือในเมื่อคติ อุบัติมีอยู่ ฯ




อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข บุคคลนั้นพอใจ ชอบใจตติยฌานนั้น และถึงความปลื้มใจด้วยตติยฌานนั้น ตั้งอยู่ในตติยฌานนั้น น้อมใจไปในตติยฌานนั้น อยู่จนคุ้นด้วยตติยฌานนั้น ไม่เสื่อม เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุภกิณหะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔ กัป เป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าสุภกิณหะ
ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นสุภกิณหะนั้นตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง กำเนิดดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง

ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาคดำรงอยู่ในชั้นสุภกิณหะนั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความพิเศษ ผิดแผกแตกต่างกัน
ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ คือ ในเมื่อคติ อุบัติมีอยู่ ฯ




อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
บุคคลนั้นพอใจ ชอบใจจตุตถฌานนั้น และถึงความปลื้มใจด้วยจตุตถฌานนั้น ตั้งอยู่ในจตุตถฌานนั้น น้อมใจไปในจตุตถฌานนั้น อยู่จนคุ้นด้วยจตุตถฌานนั้น ไม่เสื่อม เมื่อกระทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าเวหัปผละ


ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ กัปเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าเวหัปผละ
ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นเวหัปผละนั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง กำเนิดดิรัจฉานบ้าง เปรตวิสัยบ้าง
ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้นเวหัปผละนั้น ตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน
ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ คือ ในเมื่อคติ อุบัติมีอยู่



ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 20 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร