วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ค. 2020, 00:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2020, 05:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3835


 ข้อมูลส่วนตัว


...พระพุทธเจ้าทรงสอนพระโมคคัลลานะ
ไม่ให้ชูงวง ไม่ให้ทำตัวกร่าง
ว่า..ตัวเองใหญ่โต
จะต้องปฏิบัติกับตนอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติก็จะเสียใจ
.
จึงควรทำตัวให้ต่ำที่สุด
“เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้ว ผ้าเช็ดเท้า”
ใครจะเหยียบ ใครจะเอาไปเช็ดเท้า
เอาไปเช็ดอะไร ก็จะไม่เดือดร้อน
.
ถ้าคิดว่าเป็นผ้าขาวผ้าสะอาด
เวลาใครเอาไปเช็ดอะไรเปื้อนหน่อย
“ก็จะเกิดโทสะ”

ใจของเรา จะมีความสุขมีความสบาย
ถ้าไม่ถือตัว ไม่มีมานะ
เพราะการถือตัว “เป็นโมหะ เป็นอวิชชา”
เป็นความหลง เป็นเหตุทำให้ทุกข์ใจ
ทำให้ใจต้องทะเยอทะยาน
ดิ้นรนอยู่เรื่อยๆ อยู่เฉยๆไม่ได้
.
เรื่องของใจเป็นเรื่องแปลก
ถ้าไม่ได้ศึกษาก็จะไม่รู้ จะปฏิบัติไม่ถูก
“จะปฏิบัติสวนกับความจริงของใจ”
.
เพราะมีตัวคอยจูง ให้ไปในทางที่ผิด
ก็คือ..”โมหะอวิชชานี่เอง”
ที่ทำให้ไม่รู้ว่า..อะไรทำให้ใจทุกข์.
……………………...
จุลธรรมนำใจ9 กัณฑ์336
ธรรมะบนเขา 20/5/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










"หวั่นไหว เพราะความยินดี
ย่อมเป็นเหตุให้ฟุ้ง

หวั่นไหว เพราะความยินร้าย
ย่อมเป็นเหตุให้เครียด

อุเบกขา จึงเป็นธรรมโอสถ
รักษาโรคทางจิตทั้งสอง"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ











...ดูโลกภายนอก จะว่าเป็นส่วนดิน ส่วนน้ำ ส่วนลม ส่วนไฟ, ดินก็สักแต่ว่าดินเท่านั้น ลมก็สักแต่ว่าลม ไฟก็สักแต่ว่าไฟ ไม่เห็นเค้าจะบอกว่าเค้าเป็นประเทศนั้น ไม่เห็นเค้าจะพูดว่าเป็นจังหวัดนั้น ไม่เห็นว่าเค้าพูดว่าเค้าเป็นของใคร

คนจะเกิด คนจะตาย ดิน น้ำ ลม ไฟ เค้าไม่สน ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ในการเกิด การตายของคนที่เป็นเจ้าของ ในทางที่โลกเค้าสมมุติกัน.....ไม่เห็นเค้าว่าเป็นอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ....ไม่เห็นเค้าเป็นเดือนมกรา กุมภา เดือนอ้าย เดือนยี่....ถ้าตั้งใจฟังจริงๆ..." โลกธาตุเค้าเงียบ " ....

ผมก็ดิน ขนก็ดิน เล็บก็ดิน ฟันก็ดิน ดินนี่ก็เงียบ แล้วก็น้ำส่วนต่างๆ ลมส่วนต่างๆ ไฟส่วนต่างๆเค้าก็เงียบหมด ทั้งๆที่เค้าก็มีอยู่ ดินก็มีอยู่ น้ำก็มีอยู่ ลมก็มีอยู่ ไฟก็มีอยู่....

ดิน น้ำ ลม ไฟ ภายนอกเป็นอย่างไร...ดินน้ำลมไฟ ในสรีระของเราๆท่านๆก็เป็นอย่างนั้น ก็เพราะดินในเรา เราก็ไม่ได้เอามาจากไหน, น้ำที่มีอยู่ในเรา เราก็ไม่ได้เอามาจากไหน ลมไฟก็เหมือนกัน เอามาจาก ดินน้ำลมไฟ ที่มีอยู่ภายนอก ที่มีอยู่ในโลกนั้นเอง....ดินน้ำลมไฟ ในโลกเป็นอย่างไร ดินน้ำลมไฟในเราๆท่านๆก็อันเดียวกัน

ในเมื่อแยกเป็นส่วนดินน้ำลมไฟที่รวมกันมาได้แยกจากกัน ธาตุทั้ง 4 นี่เข้ากันสนิทกับธาตุภายนอก ลมก็เป็นลมภายนอกเข้ากันสนิท ไฟก็กลายเป็นไฟภายนอกและเข้ากันอย่างสนิท น้ำก็เป็นน้ำภายนอกเข้ากันอย่างสนิท ดินก็กลายเป็นดินภายนอกเข้ากันอย่างสนิท ก็เพราะว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นส่วนเราๆก็คือ ดินน้ำลมไฟภายนอกนั้นเอง ถึงจะมารวมกันเป็นคนเป็นสัตว์ ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงความเป็นธาตุเดิม เหมือนเดิม คืนสู่ธาตุเดิม เป็นธาตุเดิมได้อย่างสนิท

ดินน้ำไฟลมภายนอกเค้าเงียบอย่างไร ดินน้ำไฟลมภายในเค้าก็เงียบสงัดเหมือนกัน

เห็นมั๊ย ผมเส้นไหน ขนเส้นไหน เล็บเกล็ดไหน เค้ามีความต้องการ มีความปรารถนาอะไร เห็นเค้ามีความทุกข์ เห็นเค้ามีความสุขมั๊ย

แผ่นดินเป็นอย่างไร ผมทุกเส้นก็เป็นอย่างนั้น ใครจะตัด ใครจทำะอะไร เค้าไม่ได้ว่าอะไร มีแต่ "ใจ" เท่านั้นที่มีความอยากเข้ามาครอบงำ วุ่นวายไปหมด
เพราะใจที่มีความอยากครอบงำ ใจวุ่นวาย โลกธาตุวุ่นวายไปด้วย
ใจที่ไม่มีความอยากครอบงำ ความวุ่นวายของใจไม่มี โลกธาตุก็ไม่วุ่นวาย

การปฏิบัติธรรมก็คือการกำจัดความอยาก ที่เข้ามาครอบงำ การกระทำที่จะเป็นไปในลักษณะที่จะต่อสู้ และ เอาชนะ...ความอยาก...ได้ อันนั้นเป็นข้อปฎิบัติ

พระพุทธเจ้าสอนลงในจุดนี้ ข้อปฏิบัติที่จะกำจัดความอยากนั้น จะไปหาคิดที่อื่น ไม่มี ไม่มีอยู่ในตำรับตำราที่ไหน อย่าไปค้นเอาตำรับตำรามากำจัดความอยาก เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากว่าจะค้น ก็ค้นลงไปในจุดที่ความอยากมันต้องการ ในจุดที่เป็นเหตุให้เกิดความอยากนั้น

ในโลกนี้ไม่มีอะไร มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุที่ไม่มีความรู้ทั้งจากเป็นส่วนภายนอกและส่วนภายในทั่วโลกธาตุ เป็นธาตุไม่มีความรู้ แต่ก็เป็นธาตุ แต่ธาตุที่มีความรู้ ก็คือความรู้....คนเข้ามาอยู่ในธาตุไม่รู้อันนี้...เอาธาตุรู้อันนี้ล่ะ ค้นลงไปในธาตุที่ไม่รู้ เพราะจะเอาอะไรไปค้นไม่มี....ก็ต้องเอาธาตุรู้นี้ล่ะไปค้น

ค้นธาตุไม่รู้ให้เห็นให้รู้..ว่าเป็นธาตุ สักแต่ว่าธาตุ แม้แต่ธาตุก็สักแต่ว่าธาตุ
ดินก็สักแต่ว่าดิน น้ำก็สักแต่ว่าน้ำ ลมไฟก็สักแต่ว่า....เป็นชื่อเสียงสมมุติกัน เขาไม่ได้ตั้งชื่อของเขาสักอย่างสักธาตุ

....เดี๋ยวนี้มันมีความอยาก ไม่เห็นกาย ไม่เห็นใจ แต่เมื่อเห็นกายเห็นใจจริงๆแล้วความอยากมันก็ไม่มี ใจก็เป็นใจไม่ใช่ความอยาก ความอยากก็เป็นความอยาก ไม่ใช่ใจ การศึกษาพระพุทธศาสนามีอันเดียวเท่านี้ คือการศึกษา ธาตุรู้ ธาตุไม่รู้อันนี้ แจ้งชัดในกายในจิตเท่านั้น.......

พระอาจารย์แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์









เรื่อง แบ่งเวลา
เราให้เวลาคนอื่นมาทั้งวันแล้ว
ก่อนนอน แบ่งเวลาให้กับตัวเองบ้าง
ห้านาที สิบนาที ฝึกใจเอาไว้ทุกวัน
พุทโธ ธัมโม สังโฆ อะไรก็ได้
ใจจะมีประกายพรึกขึ้นมา
เหมือนประกายเพชรนี่แหละ
ทุกคนมีเวลาลาจาก
เมื่อถึงคราวจะไป
จะได้ไม่เสียดายอะไร

หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล











ยอมรับกฎของกรรมแล้วสบายใจที่สุด
พระอาจารย์สอนว่า "หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านใช้คำว่า "#อย่าติดในสุข #อย่ากังวลในทุกข์ #ปล่อยวางในสิ่งทั้งปวง #ยอมรับกฎของกรรม" คือ ถ้าเราไม่ได้ทำเราก็จะไม่โดน ถ้าโดนก็มานั่งพิจารณาว่า สมัยก่อนกูนี่เกเรน่าดูเลย
#ยอมรับกฎของกรรมแล้วสบายใจที่สุด เห็นว่าธรรมดาทุกอย่างเป็นอย่างนี้ เราไม่สามารถที่จะห้ามคนอื่นได้ #แต่เราสามารถที่จะรักษาใจตัวเองได้"

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
(หลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ)
เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๐


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Rosarin และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร