วันเวลาปัจจุบัน 21 ต.ค. 2020, 18:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2020, 07:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3932


 ข้อมูลส่วนตัว


เรากราบลงก่อนเราจะนอน เรากราบไหว้พระสวดมนต์ นั่นแหละคือการปฏิบัติง่าย
เข้าง่ายออกง่าย ถ้าเป็นอย่างนี้ เวทนาจะไม่เกิด เราจะภาวนามีแต่ความสุขความเจริญอยู่ในจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตใจมันเป็นอย่างนั้น เกิดความเคยชินอยู่อย่างนั้น นานไปนานมา จิตมันศึกษาไปเรื่อยๆ ขณะที่จิตมันศึกษาไปเรื่อยๆ มันเป็นวิปัสสนา ประกอบกับสมถะ ตัวรู้มันจะเกิดขึ้นเยอะขึ้น ๆ ธรรมก็จะเกิดขึ้น ปัญญาก็จะเกิดขึ้น มากขึ้นๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย...

(ธรรมเทศนา พระอาจารย์ไม อินทสิริ)



"...อย่าพากันฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว การอยู่ การกินใช้สอยต่างๆ อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนเกินไปนะเสียคน เสียนิสัยของเรา ลูกหลานเกิดมา จะยึดเอานิสัยสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย กินไม่รู้จักอิ่มใช้ไม่รู้จักพอไปเป็นเครื่องสอนตนเอง แล้วจะกลายเป็นเด็กเสียคนไปนะ

พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับดีงามให้แก่ลูกเต้าทั้งหลาย อย่าพาลูกเต้าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมสุรุ่ยสุร่ายเกินเนื้อเกินตัว ความยุ่งเหยิงวุ่นวายมาจากความสุรุ่ยสุร่ายนั้นแหละ ความทุกข์ก็ตามกันมา หามาเท่าไรก็ไม่พอใช้ หามาเท่าไรก็ไม่พอกิน หามาเท่าไรก็ไม่พออยู่ ปลูกบ้านหลังไหนก็ไม่พออยู่ๆ จนกระทั่งวันตายก็เลยไม่พอ ไม่พอทั้งอยู่ ทั้งกิน ทั้งใช้สอย ตายไปแล้วก็ยังไม่พออีก นี่ละให้พากันระมัดระวังบ้างนะ เราเป็นลูกชาวพุทธ พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้จักประมาณทุกอย่าง การกินพอดิบพอดี อย่าสุรุ่ยสุร่ายเกินเนื้อเกินตัว การใช้สอยก็เหมือนกันให้พอดี นี่คือธรรมของพระพุทธเจ้า..."

**********
“ความคิดที่เป็นมงคล”

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านเหล่าสูง ต.โพธิ์ศรี อ.โพธิ์ชัย จ.ร้อยเอ็ด
วันที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖




"ความเกิดมีแล้ว ความแก่ ความตายมันก็
มีอยู่ ไม่มีใครพ้นตาย เกิดก็เกิดเต็มแผ่นดิน ตายก็ตายเต็มแผ่นดิน อยู่เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอยู่นี้แหละ ความตายเต็มแผ่นดินอยู่ เป็นเป็ด ไก่ หมู หมา เขาก็ตาย มนุษย์ชายหญิงก็ตาย ใครล่ะ เกิดมาแล้วไม่ตาย ถ้าเกิดมาขวางโลกเขา เกิดมาแล้วไม่ตาย ไม่เฒ่า
ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ขวางบ้าน ขวางแผ่นดิน ขวางโลก เขาอยู่ได้อย่างไร ให้ภาวนา
มรณานุสสติอยู่อย่างนี้แหละ
เป็นเป็ดเป็นไก่มันก็ตาย เป็น วัว ควาย ช้าง
ม้า หมู หมา เขาก็ตาย คนแก่ก็ตาย คนหนุ่ม
ก็ตาย ถ้ากลัวตายมีใครพ้นตายไหม ทุกคน
ทุกสิ่งสรุปลงสู่ความตายทั้งหมด เป็ด ไก่ วัว ควาย หมู ปลา ถ้ามันไม่ตายเอง เขาก็ฆ่าเอา
ให้มันตาย อยู่ในสภาพไหนล่ะมันจะพ้นจากความตาย ถึงจะมีอายุผ่านพ้นไปร้อยปีพันปี มันก็ต้องตายอยู่นั่นแหละ สัจจธรรมข้อนี้
ใครๆ ก็พ้นไปไม่ได้ นั่งอยู่ก็ตาย นอนอยู่ก็
ตาย กินอยู่ก็ตาย ไม่กินก็ตาย เจ็บป่วยอยู่
ก็ตาย ไม่เจ็บไม่ป่วยมันก็ตาย ความตายมัน
มีอยู่ทุกฐานะทุกสถานที่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันครอบงำเราอยู่ทุกเมื่อ พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงเสีย แม้อบายโลก เขาก็ฆ่ากันกินกันอยู่ ความตายจึงไม่มีที่จะหลีกเร้นซ่อนหนี.. "

#ที่พึ่งอย่างอื่นไม่มีนอกจาก
#พุทฺธํ_ชีวิตํ_ยาว_นิพฺพานํ_สรณํ_คจฺฉามิ
#ธมฺมํ_ชีวิตํ_ยาว_นิพฺพานํ_สรณํ_คจฺฉามิ
#สงฆํ_ชีวิตํ_ยาว_นิพฺพานํ_สรณํ_คจฺฉามิ
#ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี_นอกจากพระพุทธ_พระธรรม_พระสงฆ์

"เราต้องหาที่พึ่งอันประเสริฐไว้เสียแต่บัดนี้
แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ยังแข็งแรงอยู่อย่างนี้ ถ้าร่างกาย จิตใจมันไม่อำนวยแล้วจะไปคิด
ถึงอะไรจะไปยึดไปถือเอาอะไรเป็นที่พึ่งมันยาก... "
---------
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ





#การทำความเพียร

"การที่เราทำความเพียรนี้
เราไม่ต้องการอะไรแล้ว
นอกจากขัดจิตขัดใจของเรา
ให้ขาวสะอาดเท่านั้นแหละ
ใจมันเศร้าหมอง แต่อาศัยขัด
อยู่บ่อยๆ​ ขัดไม่หยุดไม่หย่อน
มันก็ขาวก็สะอาดขึ้น ผ่องใสขึ้น
เพราะกิเลสคือ..
#โลภะ_โทสะ_โมหะ
มันหมักหมมมาหลายภพ
หลายชาติ​ ต้องคอยขัด
คอยเกลา​ เพราะกิเลส
เหมือนตะปู ตีแฝก ตีลงแน่น
แต่ก็ไม่เหลือวิสัย​ ผู้สามารถ
ที่ตั้งอกตั้งใจจะถอนตะปู
ถอนไม่หยุดไม่หย่อน​ ถอนไป
ถอนมามันก็ออกสั้นเข้าๆ
สั้นเข้ามันก็ถอนขึ้นได้.. "

#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
#วัดถ้ำกลองเพล
#อ_เมืองหนองบัวลำภู
#จ_หนองบัวลำภู




" ถ้าเราไม่รู้จัก...อนิจจัง
อยากจะบังคับให้ได้ตามใจ ของเรา
ทุกข์...ก็เกิด
เพราะ มันไปขวางธรรมะ ไม่รู้เท่าธรรมะ

เหมือนกันกับเรา
ไปยืนกลางถนนหลวง ไปขวางทางรถ
เห็นรถเขามาก็ว่าแต่รถเขาว่า...
มาใกล้ตัวเองอยู่อย่างนั้น เห็นคนมาก็ว่าคนมาใกล้

เรา ไม่เห็นว่าตัวเอง ไปยืนอยู่กลางถนนหลวง
ไปว่าแต่...คน แต่...รถ
ทางที่ดี เราควรออกจากทางถนนมา
ก็จะสบาย ฉันใด

มีผู้รู้...อนิจจัง(อยู่ในใจ) แล้ว
มัน ก็เลยสบาย ทุกขัง มันก็เกิดไม่ได้
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ธรรมชาตินี้เป็นของ...ว่าง
ว่าง...จากของเรา ว่าง...จากเขา
ว่าง...จากสัตว์ ว่าง...จากบุคคล
แต่...เป็นของสมมุติว่า...เรา ว่า...เขาเฉย ๆ
เป็นสมมุติ เท่านั้นเอง

ถ้าเรามารู้เรื่องทั้งหลาย เหล่านี้
ตามเป็นจริงแล้ว คือ...รู้อริยสัจนี่แหละ
บุญจะเกิด แม้แต่ฆราวาสอยู่ตามบ้านตามเรือน
ได้รู้ ได้เห็นอย่างนี้แล้ว...
ชื่อว่า ขัดความเศร้าหมองออก
ชื่อว่า ขัดเกลากิเลส
ชื่อว่า ขัดเกลาความคิดเห็นผิดนั้นออก
ชื่อว่า ขูดทุจริตนั้น ออกจากใจ ของเรา
ใจเรา...จะมีความรู้สึกสบาย สงบ ระงับ
จาก.....ความไม่ยึดมั่น ทั้งหลาย

นี่แหละ บุญอันเลิศ คือ บุญอันประเสริฐ
นี่คือ บุญชั้นยอด ที่พระศาสดา ของเรา
สั่งสอนว่า...
จิต นี่แหละเป็นผู้สงบ จิต นี่แหละเป็นผู้ระงับ

เมื่อมารู้เท่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้ว
ก็เลยปล่อย...ทำไม ? ถึงปล่อยมัน
ปล่อย...เพราะมันแต่ง ไม่ได้
ไม่ใช่ สิ่งที่จะแต่งได้ แปลงได้
ถ้าเรา ไปบังคับมัน ไปเปลี่ยนแปลง
เปลี่ยนมันไม่ได้ ก็เลยเป็น...ทุกข์

ถ้ารู้ว่า...
แต่ง ไม่ได้ ปรุง ไม่ได้ ก็ให้รู้จัก...
ปล่อย...มันซะ
ก็อย่างที่เราไปบังคับให้เป็ด เป็นไก่
มัน เป็นไม่ได้ เราก็...วางซะ

เป็ด ก็ให้เป็น เป็ด
ไก่ ก็ให้เป็น ไก่
วัว ก็ให้เป็น วัว
ควาย ก็ให้เป็น ควาย
หมู ก็ให้เป็น หมู
หมา ก็ให้เป็น หมาซะ
ให้เป็น คนละอย่างไปซะ
เป็นไปตามเรื่อง ของมัน."

(หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง)




..."ความโลภความอยาก"
..ก็เป็นเหมือนสัตว์เลี้ยง..นี่
ถ้าเราไม่มีคอกไม่มีกรง
“มันก็จะออกไปเพ่นพ่าน”
.
แล้วก็ไปสร้างปัญหา
สร้างเรื่องราววุ่นวายใจต่างๆ
ให้กับใจเรา ก็เลยต้องมีกรง
“ไว้คอยขัง ความโลภ ความอยาก”
.
จะทำอะไรก็ ไม่ให้มันทำนอกกรง
ให้มันทำอยู่ในกรง
ไม่ให้มันออกไปฆ่าสัตว์
ไม่ให้มันออกไปลักทรัพย์
ไม่ให้มันไปร่วมหลับนอนกับแฟนกับคู่ครอง
ไม่ให้มันพูดปด
ไม่ให้มันดื่มสุรา.

คัดลอกการสนทนาธรรม
ธรรมะบนเขา 6/4/2562
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









#ผู้ที่เข้าใจธรรมะ

"ผู้ที่เข้าใจธรรมะก็เข้าใจตนเอง
ใครเข้าใจตัวเองก็เข้าใจธรรมะ
ทุกวันนี้ก็เหลือแต่เปลือกของธรรมะ
เท่านั้น ความเป็นจริงแล้วธรรมะมีอยู่
ทุกแห่งหนทุกแห่ง ไม่จำเป็นที่จะต้อง
หนีไปไหน ถ้าจะหนีก็ให้หนีอยู่ด้วย
ความฉลาด ด้วยปัญญา หนีด้วยความ
ชำนิชำนาญ อย่าหนีด้วยความโง่.. "

"ถ้าเราต้องการความสงบ
ก็ให้สงบด้วยฉลาดด้วยปัญญา
เท่านั้นพอ​ เมื่อใดที่เราเห็นธรรมะ
นั่นก็เป็นสัมมาปฏิปทาแล้ว กิเลสก็
สักว่ากิเลส ใจก็สักแต่ว่าใจ​ เมื่อใด
ที่เราทิ้งได้ ปล่อยวางได้ แยกได้
เมื่อนั้นมันก็เป็นเพียงสักว่า เป็นเพียง
อย่างนี้อย่างนั้นสำหรับเราเท่านั้นเอง
เมื่อเราเห็นถูกแล้ว ก็จะมีแต่ความ
ปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระตลอดเวลา.. "

#พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านอย่า
ยึดมั่นในธรรม​ ธรรมะคืออะไร
คือทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ.."

#ความรักความเกลียดก็เป็นธรรมะ
#ความสุขความทุกข์ก็เป็นธรรมะ
#ความชอบความไม่ชอบก็เป็นธรรมะ
#ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็เป็นธรรมะ

#หลวงพ่อชา_สุภทฺโท










“การเคารพความเห็นต่าง หมายความว่า
ไม่มองว่าเป็นความเห็นที่งี่เง่า ไม่ได้เรื่อง
หรือเหยียดหยามความเห็นนั้น เพียงแค่เขา
เห็นต่างจากเรา พร้อมรับฟังอย่างตั้งใจ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่โต้แย้งเลย
แม้เคารพความคิดเห็นของเขา ก็ไม่ได้แปลว่า
เราต้องเห็นด้วยกับเขา เราสามารถมีความเห็นต่างได้
แต่จะพูดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุหลายอย่าง เช่น
สถานการณ์แวดล้อม หรือความพร้อมของอีกฝ่าย

แต่ถ้าเรามีความปรารถนาดีต่อเขา
และเห็นว่าประเด็นที่พูดนั้น เป็นเรื่องสำคัญ
ก็ควรพูดให้เขารู้

ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ให้หลักไว้ว่า
๑.พูดความจริง
๒.มีประโยชน์
๓.ถูกเวลา
๔.วาจาสุภาพ
๕.มีจิตปรารถนาดี”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล










#กรรมฐานรักษาโรคได้

วิธีการทำกรรมฐานที่ดีสุดคือการปฎิบัติกรรมฐานโดยธรรมชาติเหมือนสมัยโบราณ คืออยู่สภาพตามธรรมชาติ อากาศร้อนก็ร้อน หนาวก็หนาว รูขุมขนจะเปิด ในระบบร่างกายของมนุษย์เป็นระบบนิเวศวิทยาโดยธรรมชาติ ส่วนที่มันพร่อง มันจะจับออก เรานั่งกรรมฐานขับเหงื่อออก ร่างกายก็จะเบา ทำให้สุขภาพกายดีด้วย โรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ จะหายได้ เพราะมันมีสารหลั่งมาจากต่อมใต้สมองมีลักษณะเย็น เส้นปลายประสาทจะเย็น

นั่นคือวิธีการรักษาทางสมาธิ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พระปฎิบัติที่ท่านรู้จักกันดี เป็นมะเร็งมาหลายปี ท่านใช้วิธีทำกรรมฐานรักษามะเร็งมา ๑๓ปี ท่านถึงละสังขาร พระกรรมฐานเป็นมะเร็งกันมาก เพราะตัวกรรม
แต่มีชีวิตอยู่เกินหมอกำหนดไว้ เพราะอาศัยตัวกรรมฐาน ตัวสมาธิทำให้ระบบการทำงานของเซลส์มันหยุด แต่ระบบเลือดลม ระบบหัวใจทำงานปกติ

โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์
(หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท)
จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๑ หน้า ๑๕๘











" พระไม่ได้มีหน้าที่ทำนายทายทักญาติโยม ตายปีเท่านั้น เดือนนั้น มานั่งดูหมอดูดวง พระไม่ใช่ ดูกิเลสในหัวใจของเจ้าของ ให้มันหมดไปวันหนึ่งๆก็พอแล้ว ถ้ากิเลสมันหมดเมื่อไหร่เราก็สามารถมองทะลุสิ่งบดบังได้เท่านั้นแหละ เมื่อมองทะลุแล้วเราก็ไม่ใช่โอ้อวดมดเท็จอะไร แสดงความยะโสโอหัง เป็นผู้รู้ผู้อะไรนี้ไม่ใช่พระ
.
ยิ่งรู้เท่าไหร่ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่ ยิ่งต้องหุบปากมากเท่านั้น พูดอะไรออกไปแล้วมันจะทำให้คนอื่นวิตกทุกข์ร้อน พูดไปทำไม มีประโยชน์อะไร แต่เว้นไว้แต่เค้าให้มาดูเราก็เออดูๆไปยังงั้นเองแหละ ไม่ใช่ดูแบบชนิดว่าต้องไปบวกเลขผานาทีแบบคนนู้น ดูแบบหมอดูแบบนั้น เค้าเอาตำรามาดู
.
แต่ไอเราดู ปี วัน เดือนนิดๆหน่อยๆ เราก็พอรู้แล้วว่าคนๆนี้มันอยู่ในภาวะการเช่นใด อยู่ในภาวะจะมีลาภมีโชคหรือว่าอยู่ในภาวะของการขับขัน ทั้งสีสันวรรณะตลอดจนกระทั่งกิริยาเคลื่อนไหวมันก็เป็นเครื่องบ่งบอกหมดนั้นแหละ คนเรา ตกปีที่มันทำให้วิตกทุกข์ร้อนหงุดหงิดหรือเงื่องหง่อยเราก็ต้องรู้ว่ามาจากสาเหตุอะไร
.
มันไม่ต้องไปดูหรอกคนเราน่ะ ดูใจของเจ้าของน่ะ ดูทุกวันทุกวันทุกวันเนี่ย ว่าวันนึงเนี่ยเราทำจิตใจเราสูงเท่าไหร่ ต่ำเท่าไหร่ เป็นมนุษย์เท่าไหร่ เป็นเทพเป็นพรหมเท่าไหร่ เป็นผีเป็นเปรตเท่าไหร่ เวลามันอยากนู่นอยากนี่โดยไม่มีเหตุผลเนีย ก็เป็นผีเป็นเปรตไป
.
.
ยามใดนี่เรามีจิตใจเห็น ทำบุญทำกุศล มีจิตใจที่จะสร้างบุญสร้างกุศล จิตใจของเราดีขึ้น อันนั้นก็เป็นจิตเทพจิตเทวดา ดูซิเรามีศีลเพียงพอไหมต่อการที่เราดำรงความเป็นมนุษย์ของเรา อยู่ต่ำกว่าศีลห้าหรือเปล่า ถ้ามันต่ำกว่าศีลห้าให้รีบระวัง รีบเพิ่มเติมให้มันเต็มซะ เพราะมันเต็ม มันเติมได้ศีลห้านี่ พร่องไปก็เติมได้ ... "
.
หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร
วัดสันติวนาราม จ.จันทบุรี










" ไม่ต้องอิจฉาพยาบาทกัน​
เพราะต่างก็ เป็นดิน เป็นน้ำ
เป็นลม​ เป็นไฟ เหมือนกัน
ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น "

โอวาทธรรม
หลวงพ่อ​ชา​ สุ​ภ​ั​ท​โท​









" จิต ตายไม่เป็น
จิต ไม่ใช่ผู้ตาย
จิต เป็นนักต่อสู้ สู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ทุกข์ เคยเกิดมานานแล้ว

ตั้งแต่วันเกิด จิต ยังต่อสู้มาได้
ทำไม ? ทุกข์เกิดขึ้นในขณะนี้...
จิต จะต่อสู้ไม่ได้ล่ะ ?
สติปัญญา เราเคยได้ใช้มาบ้างแล้วในกิจ อื่น ๆ
กิจนี้สำคัญ จงนำมาใช้ อย่า...หมักหมมเอาไว้
เวลาตายจะไม่มีอะไรติดตัว จะว่าไม่บอก

พระพุทธเจ้าเคยใช้ พระสาวกท่านเคยใช้มาแล้ว
ทำไม ? เราเอามาใช้จะอาภัพเล่า อาภัพไม่ได้

เมื่อเรา...
เป็นนักรบอยู่แล้ว เป็นผู้สนใจต่อปัญญา
นำมาพิจารณา นำมาค้นคว้าอยู่แล้ว
ตามเรื่องของ รูป เวทนา จิต ที่กำลังต่อสู้
หรือ ประจัญบานกันอยู่แล้วนี้

แยกกันให้เห็น ตามความจริงของมันด้วยปัญญา
จะได้ชัยชนะ ที่ตรงนี้ เมื่อได้ชัยชนะ ที่ตรงนี้
อย่างประจักแล้ว เอ้า ! จะตายก็ตายเถอะ
ความกล้าหาญ ที่ไม่เคยคาดคิด เกิดขึ้นทันที
จะตายที่ไหน ก็ตายเถอะ
เวลาไหน ก็เถอะ อิริยาบถใด ก็เถอะ
มัน เป็นความจริงเสมอกันหมด

ทุกข์ เป็นทุกข์
เรา เป็นเรา มาตลอดอนันตกาลแล้ว
นี้เป็น ความรู้
นี้เป็น กาย
นี้เป็น เวทนา
มัน ต่างอัน ต่างจริง

เอ้า ! ดับ เป็นดับ
ถ้าไม่ดับ จะอยู่ก็อยู่ไป
ผู้รู้...ก็รู้ไป และรู้อยู่...เสมอไม่ลดละ
ความเป็นผู้รู้ เป็น นักรู้ กระทั่งหมดเรื่อง
ที่จะให้รู้ต่อไป ก็ปล่อยตามความจริง
หายห่วง ดังพระพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน
คือ หมดเรื่องในขันธ์ ที่จะนำมาใช้
เหลือแต่...ธรรมล้วน ๆ

การปรินิพพานหมายความว่า...ดับรอบ
ไม่มี อะไรเหลือเลย บรรดาสมมุติ
นี่แหละ...สงคราม
หรือ การพิจารณาให้เห็นจริง เห็นจัง
ให้เห็น ความสามารถของตนว่า...
มีความแกล้วกล้าสามารถขนาดไหน
หรือ อาภัพแค่ไหน เรา จะทราบที่ตรงนี้แล

เมื่อทราบ ที่ตรงนี้ว่า...
เรา มีกำลังความสามารถเต็มที่แล้ว
กับ สัจธรรมทั้งหลาย ที่แสดงตัวขึ้นมากับเราว่า
ต่างอัน ต่างมีความเสมอภาคกัน
ด้วยความจริงแล้ว ก็หมด...ความกลัว

ไม่หวั่นไหว...
เราต้องการ ความไม่มีหวั่น
ต้องการ ความปลอดภัย
ไม่มี อะไรมายั่วยวนจิตใจ ให้เกิดความลุ่มหลง
ต้องปฏิบัติให้ถึงฐาน...ความจริง."

(องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 17 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร