วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2020, 06:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2020, 11:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3978


 ข้อมูลส่วนตัว


#เนื้อนาบุญแต่ละที่ไม่เหมือนกัน
ครูแต่ละท่านมีความถนัดเฉพาะตน
อยู่ที่ศิษย์จะดั้นดันไปศึกษาวิชชา

บางที่สั่งสมมาอย่างวิจิตร
บางที่ราบเรียบ บางที่ผาดโผน
บางที่ล้ำลึก บางที่ตื้นเขิน

เราก็เลือกเอาตามจริตนิสัย
ฝึกเจริญสติให้ต่อเนื่อง
ธรรมะท่านจะแสดงในจิต

จิตเขาจะบอกเรา ประกาศให้เราทราบอยู่ภายใน
ทั้งนี้ตามความเกี่ยวข้องและวาสนาที่บำเพ็ญมา

โอวาทธรรม
พระอาจารย์คม อภิวโร










"เป็นไม่เป็นเนี่ย เราไม่ต้องไปเป็นอารมณ์

ขอให้ทำ อย่างนี้เรียกว่า หลักยืนยันของการปฏิบัติ ของครูบาอาจารย์ผู้ท่านพ้นทุกข์ ผู้ผ่านกิเลสประสบการณ์มามากมาย คือไม่ได้หวังตั้งเป้าหมายไว้สูงหรอก เป็นแต่เพียงว่าต้องทำไม่มีการที่เรียกว่า "หยุดหรือทิ้ง""

หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร









“ปากกินพริกกินเกลือ มันร้อน อย่าได้พูดกล่าวร้ายคนอื่น เพราะเมื่อเขาไม่รับ คำพูดนั้นก็จะย้อนกลับมาหาตัวเรา”

ท่านพ่อไพบูลย์ สุมังคโล
วัดเทพนิมิตสุดเขตสยาม อ.เชียงของ จ.เชียงราย








"ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ไม่เที่ยงก็จริงอยู่ แต่เราก็ควรรักษา รักษาไว้เพื่ออะไร
รักษาไว้เพื่อประกอบคุณงามความดี
พูดง่าย ๆ เอาประโยชน์จากสังขารร่างกาย
ที่มันไม่เที่ยงแน่นอนในทางที่มันดี
ที่สุดแล้ว “เขาไม่จากเรา เราก็ต้องจากเขาไป”

หลวงพ่อสมบูรณ์ กนฺตสีโล
วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙










หลวงปู่สอนว่า " โกหกเขาอายุไม่ยืน เพราะ หลอกลวงสร้างศรัทธา อาตมาไม่ทำ "

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ










ถาม : ทำไมพระอาจารย์จึงบอกว่าบาปล้างไม่ได้ครับ ?

หลวงพ่อสุชาติ : อาตมาอยากบอกว่า การทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ไหว้พระสวดมนต์ ไม่ใช่เป็นการล้างบาป บาปเป็นสิ่งที่ล้างไม่ได้ บาปที่ได้ทำไปแล้วย่อมมีผลตามมาไม่ช้าก็เร็ว

การทำบุญทำทาน การรักษาศีล ไม่ใช่เป็นการชำระบาป แต่เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดหมดจด จิตใจที่สกปรกเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากในกาม ความอยากมีอยากเป็น ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น เป็นสิ่งที่สร้างความเศร้าหมองให้กับชีวิต

ถาม : การทำบาปไว้มากๆ ผลที่จะตามมาเป็นอย่างไรครับ ?

หลวงพ่อสุขาติ : ผลที่จะตามมามีอยู่ ๓ ลักษณะ คือ

๑.ผลที่ปรากฏขึ้นในใจ เมื่อทำไปแล้วก็จะเกิดความไม่สบายอกไม่สบายใจ

๒.ผลที่เกิดจากภายนอก เกิดจากบุคคลอื่นที่จะตอบแทนสิ่งที่เราทำกับเขา เราสร้างความทุกข์ สร้างความเดือดร้อน ให้กับเขา ย่อมสร้างความอาฆาตพยาบาท สร้างเวรสร้างกรรมไว้ เมื่อเขามีโอกาส เขาย่อมตอบแทนบาปกรรมที่เราทำไว้กับเขา

การตอบแทนนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หรือช้า ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย บางอย่างอาจจะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้เลย แต่จะตามไปในภพหน้าชาติหน้า บาปที่เคยทำไว้แล้วในอดีต แต่ยังไม่ได้มีโอกาสแสดงผล ก็อาจจะตามมาปรากฏผลขึ้นในชาตินี้ก็เป็นได้ และ

๓.จะเป็นนิสัยไม่ดีติดตัวไป เวลาพูดโกหก ลักขโมย ฯลฯ ก็จะติดนิสัยไป ทำให้ง่ายต่อการกระทำบาปครั้งต่อไป จึงยากต่อการเลิกกระทำ เช่นเดียวกับการกระทำความดีหรือทำบุญ ก็มีผลแบบเดียวกับบาป

เพียงแต่ว่าเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นผลดี เวลาทำดีในใจเราก็มีความสุข เวลาทำดีต่อผู้อื่น ผู้อื่นย่อมมีความชื่นชมยินดีในตัวเรา เวลาเห็นเราเดือดร้อน มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือ เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ มันก็จะติดตัวไป ทำให้ทำความชั่วได้ยาก

ถาม : จริงๆ แล้วชาติหน้าหรือนรกสวรรค์มีจริงไหมครับ ?

หลวงพ่อสุชาติ : จากที่อาตมาได้ศึกษาแล้วรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีจริง แต่บางคนที่ไม่เชื่อว่ามีจริง ก็เพราะว่าไม่ได้ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน

เมื่อคนเราทำบุญทำทานจิตใจก็เบิกบานผ่องใส มีความสุข นั่นก็เป็นสวรรค์ ส่วนคนที่ใจคิดร้ายไปฆ่าคนอื่นได้ พวกนี้ก็เหมือนกับตกนรกแล้ว แม้ตัวเราตายไปสิ่งที่เหลืออยู่คือจิตวิญญาณที่จะล่องลอยไป

ถ้าทำบุญมาดีก็จะได้ไปเกิดเป็นคนหรือไม่ก็ไปเกิดเป็นเทพเทวดา ส่วนคนที่ฆ่าคน ทำบาปเป็นประจำ ก็จะต้องเกิดไปเป็นสัตว์เดียรัจฉาน หรือเป็นพวกเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก

ถาม : เมื่อบาปล้างไม่ได้แล้วคนเราควรทำอย่างไรกับบาปที่มีอยู่ครับ ?

หลวงพ่อสุชาติ : เราต้องเชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ทำแต่ความดี ละเว้นจากการกระทำชั่ว ละความอยากมีอยากเป็น จิตใจเราก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าอยากจะชำระก็ขอให้ชำระกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในใจของเรา อย่าไปชำระบาป บาปนั้นชำระไม่ได้ ถ้าไม่อยากจะรับผลของบาป ก็อย่าไปทำเสียตั้งแต่วันนี้

ส่วนผลของบาปในอดีต ก็จะค่อยๆ แสดงออกมาแล้วจะค่อยๆ หมดไป เหมือนกับการใช้หนี้ เรามีหนี้ ถ้าเราไม่ไปสร้างหนี้ใหม่ หนี้เก่าเราก็ทยอยใช้คืนไปเรื่อยๆ ผ่อนไปทีละเดือน เดี๋ยวหนี้เก่ามันก็หมดไปเอง

เช่นเดียวกับการทำบาปทำกรรมอยู่ หนี้สินใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก เวรใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ต้องการรับผลบาปต่อไป ก็ต้องละเว้นจากการกระทำบาป

หลวงพ่อสุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี








"ธรรมเป็นทางแก้ทุกข์ เมื่อจะแก้ก็ต้องสอบทุกข์ก่อน ให้เห็นทุกข์ก่อนเหมือนกับเราทำงานอะไร เราต้องเห็นงานก่อน จึงจะทำได้ ทุกข์อันหนึ่งที่เป็นงานของพวกเราควรทำ ถ้าไม่ทำเราก็ไม่พ้น ฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนพวกเราให้รู้ทุกข์"

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ








...ทำอย่างไรถึงเรียกว่า “กายสงบ วาจาสงบ”

.“กายสงบ” ก็คือ..เวลาฟังธรรม
เราไม่ควรทำอะไร เราควรนั่งเฉยๆ
ร่างกายไม่ควรที่จะทำโน่นทำนี่ ให้นั่งเฉยๆ

.ส่วนวาจาก็ไม่ให้พูดคุยกัน
ต่างคนต่างนั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่คุยกัน
เพราะว่าถ้าเราทำอะไรทางร่างกาย
หรือพูดคุยกัน ใจของเราก็จะ
“ไม่ได้มาฟังธรรมนั่นเอง”

. ถึงแม้จะได้ยินเสียง..แต่จะไม่เข้าใจ
“ธรรมจะไม่เข้าไปถึงในใจ”
เนื่องจากกายกับวาจาของเรา
ไม่รองรับพระธรรมคำสอนนั่นเอง

.นอกจากกายวาจาที่สงบแล้ว
“ใจก็ต้องสงบด้วย” คือ..
ใจต้องไม่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้
ให้คิดอยู่กับเรื่องที่เรากำลังฟังอยู่
คิดถึงเรื่องธรรม ติดตามตั้งใจฟังเสียงธรรม
ที่เข้ามาสัมผัสกับหู แล้วก็พิจารณาตาม

.ถ้าเราพิจารณาตามได้
เราก็จะเข้าใจความหมายว่า
“ธรรมที่แสดงไว้นั้น แสดงเรื่องอะไรบ้าง”
แล้วเราก็จะได้เกิดปัญญาขึ้นมา
เกิดความรู้ขึ้นมา .
..................................
คัดลอกการแสดงธรรม
ธรรมะบนเขา 22/12/2561
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










"พระพุทธเจ้าสั่งสอนให้ ทาน ศีล ภาวนา ให้ใจสงบเรียกว่า ทำบุญ ให้อาหารบิณฑบาตร เครื่องนุ่งห่ม เรียกว่า ทาน
ให้ใจรู้สงบ รู้เฉพาะตน เรียกว่า สมาธิ สมาธิให้มั่นตั้งอยู่เรียกว่า ใจเป็นกุศล รู้ให้เท่าทัน รู้ให้ทันสติ รู้แล้ววาง"

หลวงตาสมหมาย อตฺตมโน
๒ เมษายน ๒๕๕๙ ณ วัดป่าสันติกาวาส










ดาบหลุดมือนักรบ เขาก็หยิบขึ้นมาเพราะกลัวตาย
สติหลุดจากใจ นักรบกิเลสก็ต้องหยิบสติขึ้นมาด้วยความกลัวตายเช่นเดียวกัน
แต่ความกลัวตายที่เรากลัวนั้น มิใช่ความตายของร่างกาย หากเป็นความประมาท

พระพุทธองค์ตรัสว่า ความประมาท คือ ความตาย
ผู้ที่ประมาทเลินเล่อ ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่กำลังทำ กำลังพูด หรือกำลังนึกคิดอยู่
ทำบาปได้ทุกอย่าง

มิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้นได้ง่าย แล้วมีพิษมาก มีภัยมาก
ผู้ที่มีความเห็นผิด อาจทำบาปได้โดยไม่นึกละอายเลย
คิดว่าตัวเองทำถูก

พระอาจารย์ชยสาโร










อย่าไปมัวเพ่งโทษคนนั้นคนนี้
ว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้
ควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้
โดยมิได้นึกถึงตนเองเลยว่า
ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้
ที่เป็นบุญเป็นกุศล ไม่เป็นบาป
ไม่เป็นอกุศล แล้วทำตามที่คิดในทันที

การมัวไปเพ่งโทษคนอื่น
ว่าทำผิดอย่างนั้น ทำไม่ดีอย่างนี้
นอกจากไม่ให้คุณแก่ใครแล้ว
ไม่ช่วยประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุขแล้ว
ยังให้โทษแก่จิตใจตนเองด้วย ดังนั้น
จึงทรงมีพระพุทธภาษิตเตือนไว้ว่า

“บัณฑิตย่อมไม่เพ่งโทษผู้อื่น
เพราะไม่มีคุณ มีแต่โทษสถานเดียว"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ










"ถ้าแตงโมนี้ไม่หวานอย่างที่ควรจะเป็น
และขนมนี้ไม่อร่อย ตามแบบฉบับของมัน
ก็ถือเสียว่า มันเป็นของใหม่ หรือแบบใหม่
ที่ทำให้เราได้กินแปลกใหม่ออกไป
ควรจะนับว่าเป็นโชคดี หรือความเจริญ
ดีกว่าจะขัดเคือง ให้เปลืองใจ"

ท่านพุทธทาสภิกขุ









"เราตายเกิดมานับอสงไขยไม่ถัวน
ถ้าจะเอากระดูกที่เราเคยตายเกิดมากองไว้
ก็จะโตกว่าเขาพระสุเมรุ น้ำในมหาสมุทร
น้อยใหญ่ทั้งหลายนะ ก็ยังน้อยกว่าน้ำตา
ที่เคยหลั่งริน เพราะความทุกข์ทั้งหลายเสียอีก"

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก









ผู้ที่ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น. ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง. ชาติหน้าชาติหลัง. หรือ​นรกสวรรค์อะไร. ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรง. ศีล สมาธิ ปัญญา. อย่างแน่วแน่ก็พอ.

หลวงปู่ดุลย์ อตุโล










#หลวงปู่สอนไม่ให้เชื่อมงคลตื่นข่าว
#ไม่ให้เชื่อถือฤกษ์ยาม

แม้ว่าในปัจจุบันการถือฤกษ์ยามนับเป็นเรื่องสำคัญ จะเดินทางประกอบธุรกิจ ขึ้นบ้านใหม่ และอะไรหลายๆ อย่างต้องมีฤกษ์ ถ้าถูกวันอุบาทว์ โลกาวินาศ วันลอย วันจม แล้วต้องงด ควรเป็น วันวันธงชัย อธิบดี และวันฟู จึงจะเป็นมงคล

มีครั้งหนึ่งคุณนายท่านหนึ่งมากราบหลวงปู่ ปรารภถึงวันเปิดร้านเพื่อประกอบธุรกิจการค้า คุณนายถามหลวงปู่ถึงวันที่จะเป็นมงคลสำหรับการเปิดร้าน หลวงปู่ก็บอกว่า ดีทุกวัน เป็นพรุ่งนี้ได้ยิ่งดี คุณนายแย้งว่า วันพรุ่งนี้เป็นวันโลกาวินาศ หลวงปู่บอกว่าไม่เคยได้ยินวันโลกาวินาศ เคยได้ยินแต่วันอาทิตย์ วันจันทร์

คุณนายก็เลยเรียนหลวงปู่ว่า “เขามีมานานแล้วหลวงปู่ วันธงชัย วันอธิบดี วันฟู นี่ถึงเป็นมงคลเจ้าข้า” หลวงปู่ก็เลยถามว่า แล้ววันนี้ล่ะวันอะไร ก็ได้คำตอบจากคุณนายว่าเป็นวันฟู แต่ร้านไม่เรียบร้อยก็เลยเปิดไม่ทัน หลวงปู่จึงบอกให้คุณนายลองโยนก้อนหินลงไปในที่ล้างเท้า

แล้วหลวงปู่ก็ถามว่า แล้วก้อนหินมันฟูไหม ได้คำตอบว่า “จม”

หลวงปู่จึงสั่งสอนว่า “ที่ว่าวันฟู มันทำไมจึงไม่ฟู นี่แหละมันฟูไม่จริง”

นี่แสดงให้เห็นถึงปฏิภาณไหวพริบในการสอนธรรมะของหลวงปู่ สอนให้เห็นของจริง ให้รู้ชัดว่าทุกสิ่งทุกอย่างประกอบด้วยเหตุและผล หินเป็นวัตถุที่จมน้ำ มันก็ย่อมจะจมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นวันลอย วันฟู ท่านชี้ให้เห็นว่า วัน เดือน ปี ก็เป็นกาลเวลา ไม่มีผลต่อความเป็นอยู่ความเจริญรุ่งเรืองของเรา แต่การกระทำของเราต่างหากที่จะมีผลต่อตัวเราเอง

หลวงปู่ผาง จิตตคุตโต










"..เราจะสอนญาติโยมให้นะ ผ้าขาวผืนเดียวก็เป็นเจ้าภาพกฐินได้แล้ว บุญกฐินมันคือเรื่องของผ้าขาวตามพุทธานุญาติ ไม่ใช่เรื่องของเงิน ไม่อย่างนั้นก็มีแต่เศรษฐีเท่านั่นนะซี่ ที่จะเป็นเจ้าภาพกฐินได้ กฐินมันเป็นเรื่องของผ้า ส่วนปัจจัยญาติโยมที่ร่วมเป็นกองผ้าป่านั้นก็เป็นน้ำใจของญาติโยม ที่จะช่วยสงเคราะห์วัดวาศาสนสถาน.."

หลวงพ่อโสภา สมโณ
วัดแสงธรรมวังเขาเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร