วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2020, 06:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2020, 05:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3978


 ข้อมูลส่วนตัว


...พระมหาสติปัฏฐานสูตรนี้
"เป็นเหมือนคู่มือปฏิบัติธรรม"

.ถ้าอ่านพระสูตรเข้าใจ..ก็จะมีคู่มือปฏิบัติ
ความจริงก็ไม่ยากอะไร
ยากที่การปฏิบัติหลักใหญ่
"อยู่ที่ให้มีสติรู้..อยู่กับตัวตลอดเวลา"
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร
ให้รู้อยู่กับการกระทำนั้นๆ

.แต่ใจเราชอบแกว่งไปแกว่งมา
ไปทางโน้นที มาทางนี้ที
ไม่ชอบอยู่กับตัว ไม่ชอบอยู่กับที่
ไม่ชอบอยู่กับปัจจุบัน..อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้

.กายอยู่ตรงนี้ แต่ใจไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน
ไปเรื่องโน้นเรื่องนี้.."มันยากตรงนี้เอง"

.ถ้าสามารถดึงใจให้อยู่กับเราได้ตลอดเวลา
ก็จะควบคุมใจได้ ถ้าควบคุมใจได้
ก็ตัดปัญหาไปได้มาก

."ใจเป็นเหมือนม้า..สติเป็นเหมือนบังเหียน"
ถ้ามีบังเหียนก็จะบังคับม้า
ให้หยุด ให้วิ่ง ให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้
ก็จะไม่มีปัญหาอะไร.
...................................
.
จุลธรรมนำใจ10 กัณฑ์ 372
ธรรมะบนเขา 2/9/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









ถาม : ทำไมพระอาจารย์จึงบอกว่าบาปล้างไม่ได้ครับ ?

หลวงพ่อสุชาติ : อาตมาอยากบอกว่า การทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ไหว้พระสวดมนต์ ไม่ใช่เป็นการล้างบาป บาปเป็นสิ่งที่ล้างไม่ได้ บาปที่ได้ทำไปแล้วย่อมมีผลตามมาไม่ช้าก็เร็ว

การทำบุญทำทาน การรักษาศีล ไม่ใช่เป็นการชำระบาป แต่เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดหมดจด จิตใจที่สกปรกเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากในกาม ความอยากมีอยากเป็น ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น เป็นสิ่งที่สร้างความเศร้าหมองให้กับชีวิต

ถาม : การทำบาปไว้มากๆ ผลที่จะตามมาเป็นอย่างไรครับ ?

หลวงพ่อสุขาติ : ผลที่จะตามมามีอยู่ ๓ ลักษณะ คือ

๑.ผลที่ปรากฏขึ้นในใจ เมื่อทำไปแล้วก็จะเกิดความไม่สบายอกไม่สบายใจ

๒.ผลที่เกิดจากภายนอก เกิดจากบุคคลอื่นที่จะตอบแทนสิ่งที่เราทำกับเขา เราสร้างความทุกข์ สร้างความเดือดร้อน ให้กับเขา ย่อมสร้างความอาฆาตพยาบาท สร้างเวรสร้างกรรมไว้ เมื่อเขามีโอกาส เขาย่อมตอบแทนบาปกรรมที่เราทำไว้กับเขา

การตอบแทนนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หรือช้า ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย บางอย่างอาจจะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้เลย แต่จะตามไปในภพหน้าชาติหน้า บาปที่เคยทำไว้แล้วในอดีต แต่ยังไม่ได้มีโอกาสแสดงผล ก็อาจจะตามมาปรากฏผลขึ้นในชาตินี้ก็เป็นได้ และ

๓.จะเป็นนิสัยไม่ดีติดตัวไป เวลาพูดโกหก ลักขโมย ฯลฯ ก็จะติดนิสัยไป ทำให้ง่ายต่อการกระทำบาปครั้งต่อไป จึงยากต่อการเลิกกระทำ เช่นเดียวกับการกระทำความดีหรือทำบุญ ก็มีผลแบบเดียวกับบาป

เพียงแต่ว่าเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นผลดี เวลาทำดีในใจเราก็มีความสุข เวลาทำดีต่อผู้อื่น ผู้อื่นย่อมมีความชื่นชมยินดีในตัวเรา เวลาเห็นเราเดือดร้อน มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือ เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ มันก็จะติดตัวไป ทำให้ทำความชั่วได้ยาก

ถาม : จริงๆ แล้วชาติหน้าหรือนรกสวรรค์มีจริงไหมครับ ?

หลวงพ่อสุชาติ : จากที่อาตมาได้ศึกษาแล้วรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีจริง แต่บางคนที่ไม่เชื่อว่ามีจริง ก็เพราะว่าไม่ได้ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน

เมื่อคนเราทำบุญทำทานจิตใจก็เบิกบานผ่องใส มีความสุข นั่นก็เป็นสวรรค์ ส่วนคนที่ใจคิดร้ายไปฆ่าคนอื่นได้ พวกนี้ก็เหมือนกับตกนรกแล้ว แม้ตัวเราตายไปสิ่งที่เหลืออยู่คือจิตวิญญาณที่จะล่องลอยไป

ถ้าทำบุญมาดีก็จะได้ไปเกิดเป็นคนหรือไม่ก็ไปเกิดเป็นเทพเทวดา ส่วนคนที่ฆ่าคน ทำบาปเป็นประจำ ก็จะต้องเกิดไปเป็นสัตว์เดียรัจฉาน หรือเป็นพวกเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก

ถาม : เมื่อบาปล้างไม่ได้แล้วคนเราควรทำอย่างไรกับบาปที่มีอยู่ครับ ?

หลวงพ่อสุชาติ : เราต้องเชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ทำแต่ความดี ละเว้นจากการกระทำชั่ว ละความอยากมีอยากเป็น จิตใจเราก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าอยากจะชำระก็ขอให้ชำระกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในใจของเรา อย่าไปชำระบาป บาปนั้นชำระไม่ได้ ถ้าไม่อยากจะรับผลของบาป ก็อย่าไปทำเสียตั้งแต่วันนี้

ส่วนผลของบาปในอดีต ก็จะค่อยๆ แสดงออกมาแล้วจะค่อยๆ หมดไป เหมือนกับการใช้หนี้ เรามีหนี้ ถ้าเราไม่ไปสร้างหนี้ใหม่ หนี้เก่าเราก็ทยอยใช้คืนไปเรื่อยๆ ผ่อนไปทีละเดือน เดี๋ยวหนี้เก่ามันก็หมดไปเอง

เช่นเดียวกับการทำบาปทำกรรมอยู่ หนี้สินใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก เวรใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ต้องการรับผลบาปต่อไป ก็ต้องละเว้นจากการกระทำบาป

หลวงพ่อสุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี











" ไม่ใช่ว่าพอจะมา
ปฏิบัติจิตแล้ว จะไม่เอา
อะไรเลยข้างนอก มันไม่ใช่

ก็คือมีอะไรควรเกี่ยวข้อง
ก็เกี่ยวข้องไปได้ แต่ว่า
หลักของใจน่ะ ธรรมะน่ะ
ก็คือ "เพื่อรักษาใจเราไว้"

ถ้ารักษาใจไว้ได้
หน้าที่การงาน การดำเนิน
ชีวิตอะไรมันก็จะถูกต้อง
ขึ้นมา เราสามารถเอา
เรื่องราว เอาปัญหา
มาใคร่ครวญในจิตเราได้
มาทบทวนในจิตเราได้
แล้วมันก็จะเข้าใจเร็วด้วย

เพราะว่าสติเราดี
สมาธิเรามี ปัญญาเรามี "

โอวาทธรรม
พระอาจารย์ครรชิต
สุทฺธิจิตฺโต










" คนทั้งหลายก็มัวหลง
เพลิดเพลิน แสวงหา
ความสุขทางโลก แสวงหา
ความสุขในด้านวัตถุ
กันโดยส่วนมาก

เมื่อแสวงหาความสุข
ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ในวัตถุธาตุทั้งหลาย เขาก็
ไม่รู้จักทางที่จะดำเนินไป
เพื่อความพ้นทุกข์ หรือ
เพื่อความสุขที่แท้จริง
นั้นเป็นเช่นไร

เพราะคนทั้งหลายคิดว่า
ความสุขในโลกนี้ คือการ
แสวงหาความสุขในรูป
เสียง กลิ่น รส สัมผัส
แสวงหาความสุขในลาภ
ยศ สรรเสริญ แสวงหา
ความสุขทางด้านวัตถุธาตุ
ทั้งหลาย

ความจริงความสุขทั้งหลาย
เหล่านั้นเป็นเพียงความสุข
เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เป็นเพียงความสุขเพียงเพื่อ
บรรเทาความทุกข์ภายใน
จิตใจเพียงชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อคนทั้งหลายแสวงหา
ความสุขทางด้านวัตถุ
แต่เพียงอย่างเดียว
ก็ไม่สามารถที่จะดับ
ความโลภ ดับความโกรธ
ดับความทุกข์ให้สิ้นไป
จากจิตใจของแต่ละบุคคลได้ "

โอวาทธรรม
พระอาจารย์อัครเดช(ตั๋น)
ถิรจิตฺโต










" กรรมเมื่อตามมาถึงแล้ว
มันแสดงผลทันที ช้าหรือเร็ว
ต้องได้รับผลของกรรมนั้น
ไม่มีใครปัดเคราะห์
สะเดาะกรรมให้กันได้

คนเราถ้าเห็นกรรมเก่า
ของตนเอง เหมือนดูหนัง
ดูละคร มันจะบ่กล้า
ทำบาปใหม่ ให้เผาผลาญใจ
ของตนเองหรอก

เพราะพ่อแม่กิเลส
ปิดจิตบังใจเอาไว้
พวกลูกกำพร้าธรรม
มันถึงบ่ฮู้ความจริง
ของบาปบุญคุณโทษ "

โอวาทธรรม
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม










“อยู่เฉยๆ ก็ถูกนินทา
พูดมาก ก็ถูกนินทา
พูดแต่พอดี ก็ถูกนินทา
คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก”

หลวงปู่เลี่ยม ฐิตธมฺโม










#ผู้เป็นพระโสดาบันนั้น

จะรู้ตนว่ามีศีล ๕ ศีล ๘ ครบบริบูรณ์ ถ้ารู้ว่าปฏิบัติได้มากกว่านั้น ก็รู้ตัวว่าได้มากกว่านั้น ไม่สงสัย ไม่ลูบคลำว่าศีลข้อนั้นมันดีหรือไม่ดี

#พระสกิทาคามีนั้น

ละความโลภ ความโกรธ ความหลงให้เบาบางลงได้ แต่ไม่หมด

#พระอนาคามีนั้น

อยู่ในฌานเป็นพรหมจรรย์ อยู่โดดเดี่ยว เหมือนคนไม่มีคู่เรียงเคียงหมอน จิตวิญญาณมีอยู่ขันธ์เดียว อยู่กับความสุข ไม่ยุ่งกับใคร ศีล ๘ สมบูรณ์

#สำหรับพระอรหันต์นั้น

รู้แจ้งหมดแล้ว หายสงสัยในโลกหมดแล้ว รู้โลกแจ้งชัดเจนแล้ว ไม่หลงโลก ใครจะทำให้หลงก็ไม่หลง ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีความต้องการ ร่างกายก็รู้หมด รู้เฒ่า รู้แก่ รู้เจ็บ รู้ตาย รู้ทุกข์ รู้ยาก พอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่เอารูปขันธ์นี้แล้ว

เรียกว่าตัดกิเลสขาด ขาดจากความยึดมั่น ถือมั่น วิราโค คลายความกำหนด สิ้นความยินดี ไม่ยินดีกับอะไรในโลกนี้

ความรัก ความชังขาดลอยหมดแล้ว ไม่แต่อุเบกขาญาณ วางเฉยอยู่แต่ยังสอนคนอยู่ จะเอาไม่เอาช่างมัน สอนด้วยความเมตตาเฉยๆ แต่ตัวท่านนั้นทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีงานจะทำแล้ว

ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์คือ การปฏิบัติธรรมอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีอีก ที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมาเกิดอีกไม่มี

จิตของท่านไม่ต้องพูดถึง เป็นสมาธิทั้งวันทั้งคืน เป็นอยู่ทุกขณะ รู้อยู่ตลอด พุทโธเต็มอยู่บริบูรณ์อยู่ตลอด มีธัมโม สังโฆอยู่ในตัวตลอด

#ท่านว่าผู้ที่รู้ธรรมย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง

เป็นปัจจัตตัง และวิญญูชน รู้ด้วยเฉพาะตัวเอง เหมือนว่า ร้อนเรารู้ หนาวเรารู้ เรารู้อยู่คนเดียว คนอื่นไม่รู้ด้วย ทุกข์เรา ก็รู้อยู่คนเดียวของเรา คนอื่นจะมารู้ไม่ได้

วิญญูชนรู้ได้ด้วยเฉพาะตนเอง ไม่ต้องไปวัดหรอก ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์มาวัดหรอก เขาจะวัดของเขาเอง ถ้าเขาหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ เขาก็จะรู้ของเขาเองว่าหลุดพ้นแล้ว ไม่มีอะไรขัดข้องกับจิตใจ

หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่










บทสวดมนต์นั้นยอดเยี่ยม. ไม่ต้องไปคิดแต่คาถาโน้นคาถานี้. บทสวดนี้. เป็นคาถาของพระพุทธเจ้า. เป็นของดีทั้งนั้น.

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป










#โรคทางจิตนั้นมันจะมีอวิชชาและตัณหานี่ตัวใหญ่มัน

จะถามว่าอวิชชาอยู่ตรงไหนล่ะทีนี้ ตัณหาอยู่ที่ไหน อวิชชา ก็จิตอันเดิมนี้ล่ะเป็นอวิชชา ตัณหาก็จิตเรานี้ล่ะเป็นตัณหา สุขก็จิตของเรานี้ล่ะสุข ทุกข์ก็จิตของเรานี้ล่ะเป็นทุกข์

เรามาสร้างบุญสร้างกุศลให้มันสนับสนุน หนุนจิตหนุนใจให้มันสูงขึ้น ให้มันมีพลังหนุนสติหนุนปัญญาขึ้น ให้มันมีพลังมาปฏิบัติ ให้มันเป็นตนของตนโดยสมบูรณ์

#เดี๋ยวนี้มันหลงตนของตน

แล้วไปยึดเอาของภายนอกว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาตรัสมันก็ไม่ยอมรับ เหตุที่มันไม่ยอมรับ มันสู้พลังของเขาไม่ได้ พลังของใคร พลังของอวิชชาตัณหา

ตัณหาคือความอยาก ไม่มีที่จบที่สิ้น มันหิวกระหาย อวิชชาคือความไม่รู้ ใครล่ะไม่รู้ ก็จิตใจเองนั้นล่ะไม่รู้ อวิชชากับสติปัญญามันอยู่ด้วยกัน หรือกับจิตใจเรามันอยู่ด้วยกัน

#จิตนี้ล่ะเป็นอวิชชา
#จิตนี้ล่ะเป็นตัวรู้

เป็นตนของตน มาปฏิบัติให้มันไม่มีอะไรเลย ที่หมายก็ไม่ให้มีจนเลยไป เลยสมมุติบัญญัติไป ไม่มี ไม่ให้มีอะไรเลย

ถ้ามีสมมุติอยู่ ถ้ามีจุดอยู่ อันนี้ล่ะเหตุปัจจัย มันจะพาให้มาเกิดอีก ที่มันมาเกิดก็เพราะมันหลง ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่าจิตใจเป็นอย่างไร

ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังจากพระพุทธเจ้า และครูบาอาจารย์ ไม่รู้เลย มันจมหนัก ทีนี้พวกเราเกิดมาแล้วในโลกนี้ จนนับไม่ได้แล้ว จนเหมือนไก่กับไข่ จะถามว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน มันนานแสนนานไหม

เพราะฉะนั้น ท่านจึงให้มาเบรค การเบรคคือการมาปฏิบัติ มาสลัดทิ้งร่างกายนี้ล่ะ ต้นตอของมัน เรือนรังของมัน เรือนรังของกิเลส เรือนรังของอวิชชาตัณหา คือร่างกาย..

โอวาทธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร