| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| มรรค ผล นิพพาน http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=61818 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | student [ 19 มี.ค. 2022, 06:27 ] |
| หัวข้อกระทู้: | มรรค ผล นิพพาน |
เวลาเรานั่งฟังพระสนทนาธรรม ทางยูทูปบ้าง หรือไปวัดฟังด้วยตัวเองบ้าง หลวงพ่อหรือหลวงปู่สายปฏิบัติ ก็มักจะเริ่มต้นสนทนาธรรมด้วยการเอาร่างกาย เอาขันธ์มาพูด พูดถึงความเสื่อม ความแก่ลง ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความตาย เพราะตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านจะตรัสถึงเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเป็นหลัก ท่านเริ่มต้นด้วยการดำริ การพิจารณาให้เห็นสภาพ การดำริถึงความเสื่อม เกิดแก่เจ็บตาย เป็นการชี้ให้เห็นภัยของภพชาติ ก็ต้องหาหนทางปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสภาพของชีวิตนั่นคือการนำเอามรรค มาปฏิบัติใช้ มรรคคือหนทางแห่งการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ทุกครั้งเวลาเราฟังหลวงพ่อหลวงปู่พูด จะได้ยินท่านพูดแต่เรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย ลงกันสมกันกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้จิตดำริถึงให้น้อมเอามรรคมาปฏิบัติ แต่หากไม่เกิดดำริ ไม่พูดถึง ไม่พิจารณาภัยที่ปรากฏอยู่ มันก็ไม่มีตัวดำริชอบ ไม่มีการน้อมเอามรรคมาใช้ มันข้ามขั้นตอนไปที่ ผล และนิพพานไปโน่น หลงเข้าป่าเข้าดง ไปกันใหญ่ และนำเอาหลักธรรมที่ข้ามขั้นตอนไปที่ผล มาระแวงสงสัยในธรรม ยกตนข่มท่านว่าไม่ใช่พุทธวัจนะ นู่นนั่นนี่ ไม่ยอมรับในธรรมของพระปฏิบัติ แต่มุ่งเน้นความเห็นตนเองไปที่ผลและนิพพาน หันข้างซ้ายทีขวาที กลายเป็นลังเลสงสัย มันคือกิเลสขั้นต้นคือนิวรณ์ทั้ง 5 คือเป็นความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย จะเอาแต่พระพุทธ ไม่เอาพระธรรม ไม่เอาพระสงฆ์ นั่นคือนิวรณ์ กิเลสขั้นต้นๆด้วยซ้ำ ถ้าเป็นนักปฏิบัติ ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยนี่ตัดไปได้เลย ข้ามนิวรณ์ทั้ง 5 เข้าสู่มรรค คือหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องก่อน |
|
| เจ้าของ: | ลุงหมาน [ 21 มี.ค. 2022, 17:21 ] |
| หัวข้อกระทู้: | Re: มรรค ผล นิพพาน |
ทำไมเราจะต้องเรียกว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติด้วย แล้วที่ท่านมาสอนมาแสดงธรรมมันจะไม่ขัดกันหรือ ถ้าหากว่าเราเรียกพระนักปฏิบัติ มันก็ต้องเกิดมีพระปริยัติ อีกด้วย พระนักปฏิบัติก็คือพระที่ไม่ได้เรียนปริยัติ ส่วนพระปริยัติก็เรียนอย่างเดียวไม่ต้องปฏิบัติ หรือจะเรียกให้มันดูโก้เก๋เรียกความขลัง |
|
| เจ้าของ: | student [ 22 มี.ค. 2022, 08:52 ] |
| หัวข้อกระทู้: | Re: มรรค ผล นิพพาน |
คำสนทนาธรรมที่พระหลวงพ่อหรือหลวงปู่ท่านได้เล่าออกมา เป็นคำที่ลงกันสมกันกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็แสดงสถานะของหลวงปู่หลวงพ่ออยู่แล้วว่าท่านปฏิบัติให้เกิดการพิจารณาขึ้น สิ่งใดที่ดำริขึ้นมา เพราะพิจารณาเห็นตามสิ่งที่ดำริแล้วใช้ชีวิตประจำวันด้วยมรรคก็สมบูรณ์ด้วยความหมายแล้วครับว่าเป็นพระนักปฏิบัติ ถ้าไม่มีมรรคมาเป็นแนวทางนี่สิไม่ใช่พระนักปฏิบัติ ปริยัติคือการเรียนสิ่งที่ปรากฏในตำรา ไม่ได้บอกว่าผู้เรียนดำริเรื่องอะไร ถ้าผู้เรียนดำริว่าเรามัวแต่เรียนสิ่งที่ปรากฏในคำสอนค่ำลงแล้วกลับห้องล็อคประตูเข้านอนมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ยิ่งเรียนปริยัติอย่างเดียวแล้วไม่ปฏิบัติก็แสดงว่าในขณะเรียนไม่เกิดความดำริอะไรขึ้นเลยแล้วจะเอามรรคมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตตอนไหนล่ะ ถึงต้องมีขั้นตอนแสดงไว้ไงครับว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท |
|
| เจ้าของ: | sirinpho [ 22 มี.ค. 2022, 14:00 ] |
| หัวข้อกระทู้: | Re: มรรค ผล นิพพาน |
เวลาเรานั่งฟังพระสนทนาธรรม ทางยูทูปบ้าง หรือไปวัดฟังด้วยตัวเองบ้าง หลวงพ่อหรือหลวงปู่สายปฏิบัติ ก็มักจะเริ่มต้นสนทนาธรรมด้วยการเอาร่างกาย เอาขันธ์มาพูด พูดถึงความเสื่อม ความแก่ลง ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความตาย เพราะตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านจะตรัสถึงเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเป็นหลัก ท่านเริ่มต้นด้วยการดำริ การพิจารณาให้เห็นสภาพ การดำริถึงความเสื่อม เกิดแก่เจ็บตาย เป็นการชี้ให้เห็นภัยของภพชาติ ก็ต้องหาหนทางปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสภาพของชีวิตนั่นคือการนำเอามรรค มาปฏิบัติใช้ มรรคคือหนทางแห่งการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ทุกครั้งเวลาเราฟังหลวงพ่อหลวงปู่พูด จะได้ยินท่านพูดแต่เรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย ลงกันสมกันกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้จิตดำริถึงให้น้อมเอามรรคมาปฏิบัติ แต่หากไม่เกิดดำริ ไม่พูดถึง ไม่พิจารณาภัยที่ปรากฏอยู่ มันก็ไม่มีตัวดำริชอบ ไม่มีการน้อมเอามรรคมาใช้ มันข้ามขั้นตอนไปที่ ผล และนิพพานไปโน่น หลงเข้าป่าเข้าดง ไปกันใหญ่ และนำเอาหลักธรรมที่ข้ามขั้นตอนไปที่ผล มาระแวงสงสัยในธรรม ยกตนข่มท่านว่าไม่ใช่พุทธวัจนะ นู่นนั่นนี่ ไม่ยอมรับในธรรมของพระปฏิบัติ แต่มุ่งเน้นความเห็นตนเองไปที่ผลและนิพพาน หันข้างซ้ายทีขวาที กลายเป็นลังเลสงสัย มันคือกิเลสขั้นต้นคือนิวรณ์ทั้ง 5 คือเป็นความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย จะเอาแต่พระพุทธ ไม่เอาพระธรรม ไม่เอาพระสงฆ์ นั่นคือนิวรณ์ กิเลสขั้นต้นๆด้วยซ้ำ ถ้าเป็นนักปฏิบัติ ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยนี่ตัดไปได้เลย ข้ามนิวรณ์ทั้ง 5 เข้าสู่มรรค คือหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องก่อน ลุงหมาน เขียน: ทำไมเราจะต้องเรียกว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติด้วย แล้วที่ท่านมาสอนมาแสดงธรรมมันจะไม่ขัดกันหรือ ถ้าหากว่าเราเรียกพระนักปฏิบัติ มันก็ต้องเกิดมีพระปริยัติ อีกด้วย พระนักปฏิบัติก็คือพระที่ไม่ได้เรียนปริยัติ ส่วนพระปริยัติก็เรียนอย่างเดียวไม่ต้องปฏิบัติ หรือจะเรียกให้มันดูโก้เก๋เรียกความขลัง student เขียน: คำสนทนาธรรมที่พระหลวงพ่อหรือหลวงปู่ท่านได้เล่าออกมา เป็นคำที่ลงกันสมกันกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็แสดงสถานะของหลวงปู่หลวงพ่ออยู่แล้วว่าท่านปฏิบัติให้เกิดการพิจารณาขึ้น สิ่งใดที่ดำริขึ้นมา เพราะพิจารณาเห็นตามสิ่งที่ดำริแล้วใช้ชีวิตประจำวันด้วยมรรคก็สมบูรณ์ด้วยความหมายแล้วครับว่าเป็นพระนักปฏิบัติ ถ้าไม่มีมรรคมาเป็นแนวทางนี่สิไม่ใช่พระนักปฏิบัติ ปริยัติคือการเรียนสิ่งที่ปรากฏในตำรา ไม่ได้บอกว่าผู้เรียนดำริเรื่องอะไร ถ้าผู้เรียนดำริว่าเรามัวแต่เรียนสิ่งที่ปรากฏในคำสอนค่ำลงแล้วกลับห้องล็อคประตูเข้านอนมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ยิ่งเรียนปริยัติอย่างเดียวแล้วไม่ปฏิบัติก็แสดงว่าในขณะเรียนไม่เกิดความดำริอะไรขึ้นเลยแล้วจะเอามรรคมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตตอนไหนล่ะ ถึงต้องมีขั้นตอนแสดงไว้ไงครับว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท
|
|
| เจ้าของ: | อุบาสกน้อย [ 25 ธ.ค. 2025, 18:11 ] |
| หัวข้อกระทู้: | Re: มรรค ผล นิพพาน |
ขออนุโมทนาสาธุนะครับ
|
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|