| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| แผ่เมตตา http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66366 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 01 ม.ค. 2026, 05:42 ] |
| หัวข้อกระทู้: | แผ่เมตตา |
“พรปีใหม่ก็ดี หรือพรปีเก่าก็ดี ทำอะไรอย่าได้ประมาท ให้ทำด้วยความระมัดระวัง เป็นคนประมาทไม่ดี อย่าประมาทเป็นคนดี คนประเสริฐเด้อลูกหลานเอ้ย” หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ..เนื่องในวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ เราก็จะได้มาพัฒนาตนเองเพื่อที่จะให้ได้รับคุณงามความดี การที่ปีเก่าล่วงไปแล้วมีอะไรที่ขัดข้องบางสิ่งบางอย่างก็ดี หรืออะไรที่ไม่ดีไม่งามอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราประพฤติปฏิบัติตนแล้วเราก็จะได้ลดละเลิกไปกับปีเก่าเสีย ปีใหม่ตั้งชีวิตใหม่ เพื่อที่จะปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ตั้งอยู่ในคุณงามความดี ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปกว่าปีเก่า เราก็ควรจะสำนึกระลึกดูว่าปีเก่านั้นเราได้ทำอะไรไว้บ้าง เราพูดจาปราศรัยในเรื่องอะไร ได้คิดอะไรไว้ในจิตในใจของตนเอง เรามาประมวลคำนึงถึงเรื่องต่างๆที่ได้ผ่านมาแล้ว ว่ามีอะไรที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น จะได้หาวิธีลดละปล่อยวางสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ทางด้านกายก็ดี เราได้ทำไว้อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง มันถูกต้องตามทำนองคลองธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาไหม หรือมันขัดข้องไม่ดีไม่งาม มันเกิดขึ้นก็ให้พินิจพิจารณาดู แล้วก็หาวิธีลดละปล่อยวางมันเสีย แล้วก็พัฒนาตนเองตั้งตัวใหม่ มาศึกษาใหม่ มาปฏิบัติใหม่ เพื่อให้เรานี้มีชีวิตมีกำไรในปีใหม่ ..เหตุฉะนั้นเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ทุกคนก็มีความตั้งใจว่าจะทำคุณงามความดี ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปกว่าปีที่แล้วเรื่อยๆไป ก็เรียกว่าการตั้งตนเอาไว้เมื่อได้คุณงามความดี การที่ได้พูดจาปราศรัยอะไรต่างๆต่อซึ่งกันและกันนี้ ไม่ให้มีโกรธมีเกลียดกันต่างๆ อันไหนที่พูดจากันไม่ดีไม่งามก็ลดละปล่อยวางไปกับปีเก่าเสีย ปีใหม่นี้การพูดจาปราศรัยก็ให้มีสติสัมปชัญญะ สำรวมในการพูดจาปราศรัยให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องที่ควร ตามธรรมะคำสอนของทางพระพุทธศาสนา ก็จะนำพาชีวิตของพวกเรานี้ให้เป็นคนใหม่เหมือนปีใหม่ ก็เรียกว่าเป็นคนที่มีความตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง.. ..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป.. ..หมั่นระลึกนึกถึงการบำเพ็ญคุณงามความดี การให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญเมตตาภาวนาก็ดี หมั่นพินิจพิจารณาชีวิตความเป็นอยู่ของเรานี้ ประเดี๋ยวมันก็หมดไปแล้ว หาสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรก็ไม่ได้ สักวันหนึ่งลมหายใจมันเข้าออก ออกแล้วไม่เข้าชีวิตของเรารูปร่างกายนี่ ใช้อะไรก็ไม่ได้แล้ว พวกเราทุกคนมีความแก่ก็มาถึงเราแล้ว เจ็บก็จะมาถึงเราวันหนึ่ง.. ..#โอวาทธรรมพระพรหมวชิรคุณ ดร.(ไพบูลย์ สุมงฺคโล) วัดเทพนิมิตสุดเขตสยาม อ.เชียงของ จ.เชียงราย.. “ ขอให้เดินทางอย่างสม่ำเสมอ บนเส้นทาง ที่ไม่สม่ำเสมอ เส้นทางชีวิตนี้ มีแต่ขรุขระ ถึงจะมีบุญบารมีอย่างไร การที่เส้นทางชีวิต จะราบรื่นสม่ำเสมอ ไม่มีหรอก อย่าไปหวังเลย จะต้องผิดหวังแน่ๆ แต่ที่เราหวังได้ก็คือ การเจริญที่สม่ำเสมอ บนเส้นทางที่ ไม่สม่ำเสมอ ...” ... พระอาจารย์ชยสาโร "..เพราะฉะนั้นให้พวกเราปลูกศรัทธาความเชื่อลงไป อย่าไปเชื่อกับแต่กิเลสหลาย แต่นี่ไปหาตาย ก็พยายามอบรมให้เชื่อพระพุทธเจ้า สิ่งใดท่านห้าม ก็ละซะ สิ่งที่ไม่ดีนั่นล่ะ ความโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ ความโลภก็ให้ละ ความโกรธก็ให้ละ ความหลงก็ให้ละ อย่านำเอาไปฮอด (ถึง)วันตาย ให้ทิ้งเสียก่อนนี่แหละ ครั้นจะตายให้ตายด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยภาวนา ให้ตั้งจิตให้เป็นกาลกุศล คิด พอตายไปทีนี้ละก็คออ่อน พระสวด กุศลา ธมฺมา อกุศลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา นั่นมันว่าแต่ชื่อเฉยๆ ให้เราสวด กุศลาให้ตัวเจ้าของ มาวันนี้ก็เรียกว่า สวดกุศลาใส่ตัวเองซะเดี๋ยวนี้ ศีล ก็เป็นกุศลาธัมมา ทาน ก็เป็นกุศลาธัมมา ภาวนาพุทโธ ก็เป็นกุศลาธัมมา ก็เหมือนกันนั่นแหละ ผู้ใดรักษาศีลบริสุทธิ์ทุกวัน ให้ทาน ทุกวัน ภาวนาพุทโธ ก็สร้างกุศลาธัมมาใส่ตัวเป็นประจำ ทุกขณะลมหายใจ นั่นแหละ ผู้ใดบ่มีศีลอันนี้แหละ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดโกหก กินเหล้าทุกวัน ก็สร้างอกุศลใส่ตนทุกวันนั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้นดอก ทานก็บ่ทำสักเทือ สร้างแต่อกุศลาธัมมา ใจมันก็โลภ โกรธ หลง ขึ้นไปหละ มันเป็นอย่างนั้น พอเวลาตายแล้ว จะนิมนต์พระไปสักร้อยวัดให้สวดกุศลาธัมมา อกุศลาธัมมา อพยากตาธัมมา หมดวันหมดคืน นั่น อยากจะไปสวรรค์ ด้วยคำสวดของพระไม่ได้หรอก ให้เราละเท่านั้นแหละ ตายปุ๊บก็ไปทุคติปั๊บ ไอ้คนชั่วมันไม่ไปคอยฟัง สวดกุศลาอยู่นั่นดอก อันคนใจบุญก็เหมือนกัน ตายปุ๊บก็ไปสู่สุคติทันที ไม่คอยมาฟัง กุศลาธัมมากับพระหรอก มันเป็นยังงั้น.." โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พ.ศ.(๒๔๓๑-๒๕๑๗) พวกเราทุกท่านพระลูกหลานทุกองค์นะ ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เอาตัวเองนั่นล่ะเป็นหลักเป็นกฎเกณฑ์ ถ้าตนเองมีหลัก จิตใจมีหลัก จิตใจมีสมาธิ จิตใจรู้แจ้งเห็นจริง เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นเกิดความเบื่อหน่ายคลาย จิตใจหลุดพ้น นั่นล่ะเลิศประเสริฐที่สุด ถึงจะยังไม่หลุดพ้นก็เถอะ ก็ให้มีสมาธิมีปัญญา ให้เห็นตามความเป็นจริง ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์แนะแนวแนะนำสั่งสอนไว้ เพียงแค่นี้ก็ยังพอทรงตัวได้ ถ้าหากว่าออกจากตัวนี้ไปจิตใจมันเถลไถล มันจะเพ่งมองไปทางโลกมากกว่า อยากจะได้ลาภอยากจะได้ยศ เห็นเขาได้อะไรมาทำผิดกฎหมายมาเฉียดเฉียดฉิวฉิวไปบ้าง ดู ๆ มันไปทางกิเลส กิเลสมันพาไป ลุ่มหลงมัวเมาไปทางกิเลส อันนั้นไม่ใช่มุ่งหวังไปในธรรม ถ้าหากว่ามันหลุดไปจากทางธรรม จิตใจมันออกไป ไม่มุ่งมั่นในทางธรรมแล้ว มันจะไถลไปทางกิเลสนะลูกหลาน ไปทางกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลง เห็นเพื่อนเขาอยากจะได้นั้นก็อยากจะได้กับเขา อยากจะได้อะไรในวัดในวาของตนเอง โลภโภโมหะนะไปหมด ทำถูกวินัยไม่ถูกวินัย ถูกศีลไม่ถูกศีลทำได้ทั้งหมด เพราะเหตุใด เพราะกิเลส ถ้ากิเลสออกไปมันจะออกไปลักษณะอย่างนั้น ถ้ามีธรรม โอ้ไม่ได้ อันนี้มันผิดธรรมวินัยนะ เบรก ทำไม่ได้นะ เบรก หยุด เหยียบกึ๊กเลย อย่าทำ เหยียบเบรก ไม่เอาสิ่งที่มันเลวมันชั่ว มันผิด ไม่ได้นะ หยุด ไม่ทำ ให้พระเณรลูกหลานดูตัวเองนะ สิ่งไหนที่มันจะล่อแหลม สิ่งไหนที่มันจะผิดธรรมวินัยจะไม่ทำ อย่าไปคิด อย่าไปทำ อย่าไปพูดในสิ่งที่มันไม่ดี อย่าไปมุ่งหวังในลาภยศในสรรเสริญ อันนั้นมันเป็นเปลือกนอกเฉย ๆ มันไม่ใช่แก่นแท้ของธรรม มันเป็นเหมือนกับดินเหนียวติดหัวเท่านั้นเอง ดินเหนียวติดหัว สำคัญว่าตัวเป็นหงอน เหมือนกับหงอนไก่ ไม่ใช่หงอนไก่นะ ดินเหนียวมันติดหัว สักวันหนึ่งทิ้งทั้งหมดนะลูกหลาน ขนาดร่างกายตนเองก็ยังทิ้ง ไม่ต้องพูดถึงลาภยศ สรรเสริญอย่างอื่น หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “อย่าให้ตนเองถลำไปในกิเลส” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผู้ที่จะเป็นพระโสดาบัน เบื้องต้นขั้นต้นต้องปฏิบัติตนดังต่อไปนี้ พระโสดาบันเน้นหนักเรื่องศีล ๕ ยึดพระไตรสรณคมน์ ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นแนวทาง ยึดผู้ดีเป็นแนวทาง คือยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นแนวทาง ให้เดินตามบาดนี่ เดินตามแนวเพิ่นสอน ผู้ที่จะเป็นพระโสดาบันจะต้องมีศีล ๕ ศีล ๕ เป็นกรุยหมายปลายทาง หรือแผนที่เดินไปสู่พระโสดาบัน ถ้าผู้ใดมีศีล ๕ แปลว่า เข้าข่าย บ่แม่นศีล ๕ หลอก ๆ ปลอม ๆ ผลุบๆ โผล่ ๆ บ่แม่นเดะ ศีล ๕ ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ด้วยความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง รักษาศีลออกมาจากใจจริง รักษาบ่มีนอกบ่มีใน บ่มีคดมีงอ พยายามเดินตรงไปสู่มรรคผล อันนี้คือพระโสดาบัน คือรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เมื่อได้สำเร็จพระโสดาบันแล้วนี่ ศีล ๕ จะรักษาผู้นั้น ทีแรกก็รักษาศีล ๕ ก่อน พอได้สำเร็จมรรคสำเร็จผล ศีล ๕ จะรักษาผู้ปฏิบัติ เป็นอัตโนมัติเลยบาดนี่ ศีลเป็นศีลอัตโนมัติ จะอยู่ไสก็บ่สามารถที่จะทำความชั่วทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง แปลว่าเป็นผู้เตรียมพร้อม บ่ได้ประมาท ถึงจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จ้างให้เฮ็ดความชั่วเป็นร้อยเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านยกให้ทั้งเหมิด ให้เจ้าประมาทพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าบ่มีคุณค่า ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าบ่มีคุณค่า พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าไร้คุณค่าไร้ประโยชน์ ให้เจ้าประมาทจั่งซี่ต่อหน้าคน ข่อยจะให้รางวัลเจ้าร้อยล้านพันล้าน พระโสดาบันบ่รับเด็ดขาด เพราะเหตุไร เพราะเพิ่นเชื่อมั่น แปลว่าเงินจำนวนที่เขาจ้างมาน่ะ บ่สู้คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม อันดีงามข้ามบ่ได้ หัวเด็ดตีนขาด ตายกับคุณธรรมอันนี้ ก็คือพระโสดาบัน หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี จากพระธรรมเทศนา “การเดินทางสู่มรรคผลนิพพาน” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗ “ไม่ต้องตื่นเต้นกับวันใหม่ปีใหม่ อันนั้นมันหมุนไปตามเรื่องของมัน วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง อันนั้น เป็นสมมุติบัญญัติขึ้นมา อันที่เรา ควรจะตื่นเต้นนั้น ควรตื่นเต้นที่ตัว ของเราว่า วันหนึ่งๆ เดือนหนึ่งปีหนึ่ง เราเจริญขึ้น หรือว่าเราเสื่อมลง อันนั้นต่างหาก เราเห็นความเสื่อม ความเจริญของเรา แท้จริงร่างกายของเรา มันเจริญขึ้น ไม่มีหรอก มีแต่เสื่อมลง มันเกิดขึ้นมา แล้ว ก็เสื่อมลงทุกทีๆ” ... ... หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี "... คนเราจะไปอยู่ในแผ่นดินผืนไหน ก็อย่าให้เสียแผ่นดินผืนนั้น คือ..ใครจะเป็นคนดีจริงหรือไม่จริงก็ตาม #จงคายความดีของตนไว้_จงอย่าคายชั่ว เพราะ ความชั่วนั้นตัวเราเองก็ไม่ชอบและ คนอื่นเขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน ... เราไปอยู่ที่ไหน ที่นั้นก็เป็นบ้านของเรา เราไปนอนที่ไหน ที่นั้นก็เป็นบ้านของเรา และ เราไปกินที่ไหน ที่นั้นก็เป็นบ้านของเรา ต้องพากันนึกอย่างนี้.. จึงจะมีความสุขความเจริญในการอยู่และการไป ..." -------------------------------------------------------- #พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ #พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔) ที่มา :: หนังสือท่านพ่อลีสอนศิษย์ #การรู้โดยไม่คิดเองคือการเดินวิปัสสนาที่ละเอียดที่สุด "...ตราบใดที่ยังเห็น ว่า จิต คือตัวเรา เป็นของ ของเรา เราที่ต้องช่วยให้จิตหลุดพ้น ตราบนั้น ตัณหาหรือสมุทัย ก็จะสร้างภพของจิต ว่างขึ้นมาร่ำไป ขอย้ำว่าขั้นนี้ จิต จะดำเนินวิปัสสนาไปเอง ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติจงใจกระทำ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไม่มีใครเลยที่จงใจ หรือตั้งใจบรรลุมรรคผล นิพพานได้ มีแต่จิต เค้าปฏิบัติตนเองไป เท่านั้น เมื่อจิตทรง ตัวรู้แต่ไม่คิดอะไรนั้น บางครั้งจะมีบางสิ่งผุดขึ้นมา สู่ภูมิรู้ ของจิต แต่จิตไม่สำคัญมั่นหมายว่ามันคืออะไรเพียง แค่รู้ เฉย ๆ ถึงความเกิดดับนั้น เท่านั้น ในขั้นนี้ เป็นการเดินวิปัสสนา ขั้นละเอียดที่สุด ถึงจุดหนึ่ง จิตจะก้าวกระโดดต่อไปเอง การเข้า สู่มรรคผลนั้นรู้มีตลอด แต่ไม่คิด และไม่สำคัญมั่นหมาย ในสังขารละเอียด คือความสงบอันประณีต ที่ผุดขึ้นมานั้น เมื่อจิตถอนออกจากอริยะมรรค และอริยะผลที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติจะรู้ชัดว่า ธรรมเป็นอย่างนี้ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับไป ธรรมชาติบางอย่าง มีอยู่ แต่ก็ ไม่มีความเป็นตัวตนสักอณูเดียว นี้เป็นการรู้ธรรม ในขั้นพระโสดาบัน คือ ไม่เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้แต่ตัวจิตเอง เป็นตัวเรา แต่ความยึดถือ ในความเป็นเรายัง มีอยู่ เพราะ ขั้นความเห็น กับความคิด นั้นมันคนละขั้นกัน..." หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก่อนหลับก่อนนอนก็ไหว้พระทุกวัน อันนั้นก็เป็นส่วนอีกเหมือนกันนะทำให้จิตใจของเรามีหลักยึดนะ แต่ไม่ต้องไหว้มากหรอก ไม่ต้องไหว้ยืดยาว กราบว่าพุทโธ กราบครั้งที่ ๑ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยกขึ้นมา นิพพานัง ข้าพเจ้ากราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อหวังพระนิพพาน หวังจากกิเลสความหยาบช้าเลวทราม ข้าพเจ้าหวังทางพ้นทุกข์ จากนั้นก็ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,(กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,(กราบ) สุปะฏิปปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,(กราบ), นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(๓ ครั้ง) จบ แล้วก็แผ่เมตตานะ แผ่เมตตาทำใจให้นิ่ง ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่นสัตว์อื่นวิญญาณอื่นทุกดวงใจขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนาทุกดวงใจด้วยเทอญ นึกในใจนะ เพียงแค่นี้ล่ะทำใจให้นิ่งๆ แล้วก็กราบ ๓ ครั้ง พุทโธ ธัมโม สังโฆ นิพพานนัง ไหว้พระเพียงแค่นี้พอ ตอนเช้าก็เหมือนกันทำเพียงแค่นี้ก็พอ อันนี้ก็จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจอีกเหมือนกันนะลูกหลานนะ ทำให้จิตใจเราเย็น จิตใจเราไม่ผูกพยาบาทอาฆาตจองเวร อารมณ์โมโหโกรธากับใครๆ กับลูกกับสามีภรรยาใครๆ ทั้งหมดนั่นล่ะ ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ทุกท่านขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างข้าพเจ้าปรารถนาก็ล้วนแต่เป็นมงคลมหามงคลปีใหม่นะลูกหลานนะ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ จิตคิดไปถึงอะไร จิตก็ไปเกิดในภพในภูมินั้น จิตทีแรกดวงที่มันจะดับลงทีแรกนั่นแหละ ถ้าเคยกราบผีอยู่ประจำ ใจใกล้จะขาดธาตุจะแตกขันธ์จะดับจิตก็คิดไปถึงศาลพระภูมิ คิดไปถึงผี เมื่อใจขาดคาตรงนั้น ก็เรียกว่าไปอุบัติอีกภพ ไปเกิดภพเป็นผี พอเข้าใจไหมทีนี้.. คิดถึง ความคิดคืออารมณ์ ก่อนตายมันจะคิดไปถึงอะไร คิดไปถึงศาลพระภูมิ อารมณ์นั้นก็ไปดับที่ศาลพระภูมิ เรียกว่าเอาศาลพระภูมิเป็นภพเป็นที่เกิด เราก็ไปเกิดเป็นผีเฝ้าศาลพระภูมิอยู่ จึงไม่อยากให้ไปทำอย่างนั้น ที่นี้ถ้าคิดไปถึงนิมิต แปลว่าจะจวนเจียนจะขาดธาตุจะแตกขันธ์จะดับ คิดไปถึงอารมณ์ใหน อย่างสมัยพุทธกาล พระคิดไปถึงผ้าจีวร คือตัดผ้าจีวรเสร็จใหม่ๆยังไม่ได้คลุมไม่ได้ใช้.. พอกลางคืนก็มาก็เลยปวดท้องเจ็บท้องตาย ใจขาดก็คิดถึงผ้าจีวร เกิดเป็นเลนก็อาศัยอยู่ผ้าจีวร เกิดเป็นสัตว์เดรฉาน ถ้าเราคิด ความคิดนี้เรียกว่าภพ อารมณ์นี้เรียกว่าภพ เป็นที่เกิดเป็นที่ตั้งของจิต จิตของเราเปรียบเสมือนเมล็ดพืช อารมณ์เปรียบเสมือนเนื้อนา ไร่ สวน ไปตกอยู่ที่ใหน อารมณ์ไปตกอยู่ที่ผ้าจีวร ก็ไปเกิดที่ผ้าจีวร ถ้าเคยกราบเคยไหว้ผี อารมณ์ก็ไปเกิดถึงศาลพระภูมิ ก็ไปจุติขึ้นที่ศาลพระภูมิ ก็ไปเป็นผี อายุผีนานนะ ผีกว่าจะมาเกิดอีก อย่าพากันไปสร้างศาลพระภูมิ อย่าพากันไปกราบนะ..ถ้าคิดถึงพญานาค ก็ไปกราบพญานาค ตายไปก็ไปเกิดเป็นลูกพญานาค เป็นสัตว์เดรฉานนั้นล่ะภพเป็นที่เกิดเป็นที่ตั้งของจิตคิดไปถึงอะไรจิตก็ไปเกิดในภพนั้นภูมินั้น โอวาทธรรม หลวงตาศิริ อินฺทสิริ วัดถ้ำผาแดงผานิมิต อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|