วันเวลาปัจจุบัน 12 ม.ค. 2026, 05:14  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2026, 05:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5458


 ข้อมูลส่วนตัว


“เอาปัญญาเอาไตรลักษณ์เข้าไปสกัด”

นักภาวนาจึงต้องมีความเข้มงวดกวดขันมากกว่านักแสวงบุญ นักแสวงบุญยังต้องไปที่ต่างๆ ไปอินเดีย ไปวัดนั้นไปวัดนี้ นักภาวนาต้องตัดแล้ว ไม่ต้องไปไหนแล้ว ต้องปิดประตูเข้าออกของกิเลส คือทวารทั้ง ๕ ตาหูจมูกลิ้นกาย ที่เป็นทางเข้าออกของกิเลสคือกามฉันทะ ถ้ากิเลสยังเข้าออกได้อยู่ก็จะเจริญงอกงาม จะปราบมันยาก ถ้าปิดทวารทั้ง ๕ มันก็ออกไม่ได้ ก็จะวิ่งอยู่ภายในใจ จะสร้างความทุกข์ทรมานใจ ก็ต้องใช้สมถภาวนาใช้วิปัสสนาภาวนาปราบทำลายมัน เหมือนเวลาจะจับวัวมาฆ่า ถ้าไม่มีคอกล้อมมันไว้ ปล่อยให้มันวิ่งไปในป่าในทุ่ง จะตามจับมาฆ่าก็จะยาก ถ้าจับขังไว้ในคอกเวลาจะจับมันมาฆ่า ก็จะไม่ยาก ถ้าคอกยิ่งเล็กยิ่งแคบก็ยิ่งจับง่าย ถ้าคอกกว้างก็จับยากหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีคอกเลย คอกที่จะกักกิเลสไว้ก็คืออินทรีย์สังวรนี้เอง การสำรวมอินทรีย์ สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายนี้เป็นคอก ถ้าเป็นคอกใหญ่ก็ศีลสังวร ถ้าเป็นคอกที่แคบเข้ามาก็เป็นอินทรีย์สังวร อยู่ในป่าในเขา ไม่ต้องไปรับรู้เรื่องต่างๆของทางโลกเขา กิเลสก็ไปไหนไม่ได้ ก็จะเพ่นพ่านอยู่ในใจ ถ้ามีสติก็จะเห็นทันทีเวลามันออกมาเพ่นพ่าน ก็ต้องกำจัดมันทันที ถ้าฟุ้งซ่านก็ต้องภาวนาทำจิตใจให้สงบ ถ้าสงบด้วยอุบายแห่งสมาธิไม่ได้ ก็ต้องสงบด้วยอุบายแห่งปัญญา วิเคราะห์เข้าไป ถามดูว่ากำลังฟุ้งซ่านกับเรื่องอะไร เอาปัญญาเอาไตรลักษณ์เข้าไปสกัด เรื่องต่างๆไม่อยู่เหนือกรอบของไตรลักษณ์ เรื่องต่างๆต้องจบของมันเอง จะไปแก้หรือไม่ไปแก้ จะไปทำไม่ไปทำ ในที่สุดก็จะต้องจบลงไปเอง เช่นห่วงพ่อห่วงแม่ สมมุติเราเป็นนักบวชไปอยู่ในป่า เกิดวิตกกังวลเรื่องพ่อเรื่องแม่ ก็พิจารณาไปว่า กลับไปช่วย ก็ช่วยได้ชั่วคราว ในที่สุดเขาก็ต้องตายอยู่ดี ถ้าเราไม่ไปเขาจะได้มีโอกาสพึ่งตัวเขาเอง ต่อสู้กับสิ่งต่างๆด้วยตัวเขาเอง ถ้าไปก็ควรไปเพื่อสอนให้เขารู้จักวิธีต่อสู้ที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้เรายังไม่มีความรู้นั้นเราก็อย่าเพิ่งไป ตอนนี้เรารีบมาสร้างความรู้นี้ดีกว่า

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงขังพระองค์ไว้ถึง ๖ ปีด้วยกัน ขังอยู่ในป่า ๖ ปี ไม่เคยกลับไปในวัง ไม่ทรงห่วงพระราชบิดาหรือพระมเหสีหรือพระราชโอรส เวลาห่วงก็ทรงใช้ไตรลักษณ์เข้ามาสกัด แต่หลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้วพระองค์ก็ทรงกลับไปโปรด เพราะมีสิ่งที่ดีไปโปรดแล้ว สิ่งที่จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ แต่ตอนภาวนานี้ถ้าฟุ้งซ่านกังวลกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ต้องใช้สมถะหรือวิปัสสนาทำให้สงบให้ได้ ถ้าทำให้สงบไม่ได้ก็จะต้องแหกคอกไปจนได้ เพราะทนอยู่ไม่ได้ เวลาเป็นห่วงใครมากๆก็ต้องไปดูแลเขาจนได้ ถ้าใช้ไตรลักษณ์สกัดก็ไม่ต้องไป สมมุติว่าเราตายไปแล้วเขาอยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ไม่ได้เขาก็ต้องตายอยู่ดี ถึงแม้จะอยู่ได้ ต่อไปก็ต้องตายเหมือนกัน เพราะไม่มีใครหนีความตายไปได้ พอใช้ไตรลักษณ์ใช้ปัญญาเข้ามาสกัด ก็จะสงบตัวลงได้ พอสงบแล้วก็สบาย พอออกมาจากความสงบก็เริ่มห่วงอีกแล้ว กิเลสไม่ยอมหยุด เหมือนกับสงครามที่ข้าศึกศัตรูบุกมาเป็นระลอกๆ ส่งชุดที่ ๑ มาพอถูกฆ่าตายหมด ก็จะส่งชุดที่ ๒ มา จะส่งมาเรื่อยๆจนกว่าจะหมดกำลัง เราก็ต้องสู้ทุกระลอก หยุดไม่ได้ แต่เราจะไม่กลัว เพราะรู้วิธีฆ่ามันแล้ว รู้วิธีต่อสู้กับมันแล้ว เรามีอาวุธที่ประเสริฐที่ไม่มีมาก่อน ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนานี้เราจะสู้มันไม่ได้ ไม่มีใครสู้กิเลสได้ ก่อนที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ไม่มีใครฆ่ากิเลสให้ตายหมดได้ ได้แต่ฉีดยาสลบหรือทุบให้มันสลบไปเท่านั้นเอง เดี๋ยวมันก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ สมัยก่อนที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ไม่มีใครบรรลุถึงพระนิพพานได้ ตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสวงหาพระนิพพาน ก็ไม่มีใครสอนได้ เพราะไม่มีใครรู้ แต่พอพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว ได้พบกับอาวุธวิเศษแล้ว ก็ทรงมอบให้กับพวกเรา จึงเป็นโชคเป็นวาสนาของพวกเราที่ได้รับอาวุธที่เลิศนี้มา ทีนี้เราสู้มันได้แล้ว จะมากี่ ๑๐๐ ระลอก มากี่ ๑๐๐๐ ครั้ง ก็ไม่กลัวมัน เราฆ่ามันได้หมด.

กำลังใจ ๔๖ กัณฑ์ที่ ๔๐๒
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๒

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






สุวฑฺฒโนวาท
...
หันหลังให้กิเลส เปรียบดังผู้ยืนอยู่ใกล้
กองไฟที่ร้อนแรง แล้วเดิน ... ออกห่าง
กองไฟออกไปทุกที ย่อมพ้นจากกระแส
แห่งความร้อน จนถึงได้เย็นสบายในวาระหนึ่ง
ต่อไปจะเป็นผู้ที่จะไม่เสื่อมจากนิพพาน
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร








#ความตั้งใจ..!!
#เมื่อเรามีเจตนาตั้งใจ.. "จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เราจะต้องทำให้เป็นไปตามความตั้งใจนั้น
ให้รักษาเจตนาของตนไว้มั่นคง อย่าทำลาย
การฟังธรรมนั้น.. ถึงแม้จะไม่เข้าใจ​ แต่ถ้าตั้งใจฟังแล้วย่อมเกิดประโยชน์

#ยาพิษ.. ไม่ได้เป็นโทษอยู่ที่ยา มันเป็นโทษที่ตัวเราเอง หรือผู้ที่กินเข้าไป เพราะ “ความโง่” คือ "อวิชชา" ไม่รู้จักพิจารณาว่า สิ่งใดดีหรือชั่ว คือไม่รู้เท่าทันในอารมณ์ ๕

#อินทรีย์สังวร.. ก็คือ ให้ระวังอารมณ์ ๕ ที่ผ่านเข้ามา ผู้ไม่ระวัง รักษาในอารมณ์ ๕ เรียกว่า.. ศีลไม่บริสุทธิ์ นี่เป็นศีลของผู้มีจิตชั้นสูง ส่วนศีล ๕ นั้น คนพาลหรือบัณฑิตก็ทำได้ ..."
--------------------------------------------------------
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔)







"#อานิสงส์บุญบาทเดียว"

ไปฉันเช้าที่โคราช มีโยมจะมาถวายปัจจัย แกมาทั้งน้ำตานะ บอกว่าหลวงพ่อ โยมจน อยากถวายปัจจัย แกใส่ซองมาประเคนหลวงพ่อ ก็ถามว่ามีปัจจัยในซองไหม แกว่ามี ก็เลยบอกให้แกะออกจากซองไป แล้วเอาแต่ซองเปล่ามาถวายหลวงพ่อ มีเงินอยู่บาทนึง นั่นดูสิ ไม่ใช่ธรรมดานะ น้ำใจศรัทธาของแก ขนาดเขาจนเขายังมีศรัทธา คุณค่าของเงินบาทนึง มหาศาล มูลค่าเงินถึงจะน้อยด้วยความยากจนของเขา แต่ด้วยศรัทธานะ อานิสงส์มากมายมหาศาล ประมาทไม่ได้นะโยมคนนี้ หลวงพ่อนึกสรรเสริญ คนเขามีมากบางทีจะทำก็ทำไม่ได้นะ นี่เขาไม่มียังเอาออกจากความจนมาได้บาทหนึ่ง อยากทำบุญ บาทเดียวเขาก็ได้ทำ เจอแบบนี้หลวงพ่อสรรเสริญเลย
นั่นล่ะจึงบอกว่าทำบุญไม่ต้องทำทีละเยอะๆ แต่ให้ทำบ่อยๆ ทีละห้าบาทสิบบาทแล้วแต่กำลังเรา อย่าให้เดือดร้อนเท่านั้นแหละ

#หลวงพ่อสมบูรณ์ กันตสีโล

วัดป่าสมบูรณ์ธรรม อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก









..บาปความชั่วทั้งหลายทำให้เกิดทุกข์ สิ่งที่จะทำให้มีความสุขก็คือบุญ บุญคือความสุขใจ เมื่อได้ทำคุณงามความดีเอาไว้ก็มีความสุขใจ ไม่ว่าจะทำอยู่ที่ไหนวัดวาอารามไหนก็แล้วแต่ หรือทำในทางโลก ทำกับโรงพยาบาล หรือสงเคราะห์คนยากคนจนก็ดี บุคคลที่ไม่สมบูรณ์ก็ดี หูหนวกตาบอด คอยดูแลกัน ก็เรียกว่าได้สร้างความดีเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้พ้นจากความทุกข์ เขาก็จะได้มีความสุขจากพวกเรา ที่เป็นคนหูดีตาดี ร่างกายดี สมบูรณ์นั่นเอง เหตุฉะนั้นเมื่อเราได้สร้างความดีก็เรียกว่าเรานั้นมีความสุข ความสุขนี้เป็นที่สำคัญที่สุดเรียกว่าบุญ มีบุญมีกุศล กุศลคือความฉลาด มีความฉลาดจึงสามารถสร้างสมอบรมคุณงามความดีได้ ถ้าไม่ฉลาดแล้วก็จะไม่สามารถทำคุณงามความดีได้ เรียกว่ามีกุศลคือความฉลาด ก็เลยได้ทำคุณงามความดีเอาไว้ สร้างความดีมีความสุข เมื่อมีความสุขแล้วเราก็จะสามารถแผ่เมตตาให้แก่สัตว์โลกทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยากลำบาก เราสามารถจะแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลจากดวงจิตดวงใจของเรา ไปให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย เมื่อเขาได้มาอนุโมทนาส่วนบุญกับเราแล้ว เขามีทุกข์ก็จะได้พ้นจากทุกข์ ถ้าเขามีสุขก็จะสุขยิ่งๆขึ้นไป ตามเจตนาที่พวกเราอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..








“...ต้องรักษาจิตเรื่อยไป...”
“..เวลาที่จิตใจยังไม่ทันบรรลุโลกุตตรธรรมนี่
ยังตกอยู่ในโลกียธรรมน่ะ มันต้องรักษา ต้องควบคุมอยู่เรื่อยไป
อุปมาเหมือนอย่างเด็กที่เกิดใหม่ ที่ยังไม่รู้เดียงสา
พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ ต้องประคบประหงม ต้องดูแล
มิฉะนั้นแล้วเด็กก็ซมซานไปตกเรือนเบาะ หรือตกน้ำ
หรือเป็นอันตรายโดยเหตุอื่นๆเพราะเด็กยังไม่รู้ผิดรู้ถูกด้วยตนเองได้
รู้ว่าควรหรือไม่ควร...ไม่รู้เลย จึงเป็นหน้าที่
ของพ่อแม่นั้นดูแลอยู่ตลอดเวลา เมื่อลูกใหญ่ รู้เดียงสาแล้ว
ก็วางใจได้บัดนี้ เขาก็รักษาตัวเองได้

อันนี้ฉันใดก็อย่างนั้นแหละเมื่อจิตนี้ยังอยู่ในโลกียธรรม
ธรรมดาโลกียธรรมนี่มันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งธรรม
ที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง นี่มันควบคู่กันไปอยู่อย่างนี้
เพราะจิตยังไม่รู้แจ้งในธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล
มันก็ไปสะสมธรรมที่เป็นอกุศลขึ้นมาในเมื่อมีเรื่องไม่ดีต่างๆ
กระทบกระทั่งเข้ามางี้นะ เช่นอย่างว่า เขามายั่วให้โกรธต่างๆเช่นนี้
ก็โกรธขึ้นมาอย่างนี้ นั่นก็แสดงว่ามันไม่รู้ว่า
ความคิดโกรธเช่นนั้นมันเป็นอกุศล เป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษ
มันไม่รู้แจ้ง เหตุนั้นมันถึงได้โกรธขึ้นมาอย่างนี้
แต่ถ้ามันรู้แจ้งแล้วอย่างนี้ มันจะไม่โกรธเลย มันจะห้ามจิตตัวเองได้
เพราะมันรู้แจ้งนี่ รู้ว่ามันไม่ควรยึดถือเรื่องอย่างนี้นะ
มันเป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษอย่างนี้นะ
มันรู้เช่นนี้แล้วมันก็ห้ามจิตได้เลย
เมื่อจิตไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์นั้นแล้ว
อารมณ์นั้นก็ดับไป จิตก็เป็นปกติอยู่เท่านั้นเองน่ะ

เรียกว่า มันสำคัญอยู่ที่การที่เรามาเห็นความสำคัญในการฝึกจิตนี่น่ะ
ยิ่งกว่าการฝึกช้างม้าวัวควาย อะไรต่ออะไรทั้งหมดเลย
นั่นแหล่ะอันกาย วาจา นี้ถ้าหากว่าฝึกจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในกุศลธรรมได้แล้ว
ความประพฤติทางกายทางวาจามันก็ดีไปสม่ำเสมอไป
เพราะว่าความประพฤติทางกายวาจามันมาจากจิต
จิตเป็นผู้บงการ ถ้าจิตเป็นศีลเป็นธรรมแล้วอย่างนี้
มันก็ประคับประคองกายวาจานี้ให้ทำดีพูดดีไป
ให้ประพฤติไปตามหลักของอริยมรรค
เช่น สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ อย่างนี้นะ..”

วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )







“..ถ้าใครกลัวตายเพราะความเด็ดเดี่ยวทางความเพียร ผู้นั้นจะต้องกลับมาตายอีกหลายภพหลายชาติไม่อาจนับได้ ส่วนผู้ใดไม่กลัวตายผู้นั้นจะตัดภพชาติให้น้อยลงถึงกับไม่มีภพชาติเหลืออยู่ และผู้นั้นแลจะเป็นผู้ไปไม่กลับหลังมาหาบทุกข์อีก ตัวผมเองสลบไปถึง ๓ หน เพราะความเพียรกล้าเวทนาทับถม ยังไม่เห็นตายและยังรอดมาเป็นอาจารย์สอนหมู่คณะอยู่ได้ หมู่เพื่อนทำความเพียรยังไม่ถึงขั้นสลบไสลเลย ทำไมจึงกลัวตายกันนักหนาเล่า ถ้าไม่ตายไปพักหนึ่งก่อนก็น่ากลัวไม่เห็นธรรมชาติอัศจรรย์..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







ท้าพิสูจน์

ในบทสวดมนต์ท่านแปลธรรมคุณข้อ
‘เอหิปัสสิโก’ ว่า ‘เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า
ท่านจงมาดูเถิด’ แต่อาตมามองว่านั้นน่าจะ
เป็นกิจของผู้ปฏิบัติธรรมมากกว่า ไม่ใช่คุณ
ของพระธรรมเอง พระธรรมชวนเราแต่ละคน
ให้มาดูให้มารู้เถิด คำสอนของพระพุทธองค์
ท้าการพิสูจน์ เช่น คำสอนว่า

ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นเราเป็นของเรามาก
ก็ทุกข์มาก
ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นเราเป็นของเราน้อย
ก็ทุกข์น้อย
ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นเราเป็นของเราเลย
ก็ไม่ทุกข์เลย

จริงหรือไม่ พระองค์ไม่ให้เชื่อง่ายๆ
ไม่ให้ปฏิเสธง่ายๆ ท่านให้ดู ดูชีวิตตัวเอง
ทั้งในปัจจุบันและอดีต ดูชีวิตคนรอบข้าง
ว่าคำสอนนี้ถูกหรือผิด การพิสูจน์ข้อนี้อยู่ใน
วิสัยของเราทุกคน แต่ต้องดูเองไม่มีใครดู
ให้เราได้

พระองค์ไม่ได้ชวนมาเชื่อและห้ามสงสัย
พระองค์ชวนมาดู เพราะยิ่งดูก็ยิ่งเห็นว่า
พระธรรมตรัสดีแล้วจริงๆ

พระอาจารย์ชยสาโร







“ใจนี้...เป็นสำคัญมากนะ!
ใจนี้...ไม่เคยตาย ให้จำคำนี้ให้ดี เรื่องร่างกายนี้ มันแตกมันดับได้ ทั้งนั้น ออกจากร่างนี้...
เข้าสู่ร่างนั้น...
ออกจากร่างมนุษย์ ถ้าสร้างบาปสร้างกรรมลง เป็นร่างเปรต ร่างผี ก็ได้ ถ้าเราสร้างคุณงามความดี ผุดขึ้นเป็นร่างเทวบุตร เทวดา อินทร์พรหมได้ ไม่สงสัย...

เพระการทำดี ทำชั่วให้ผลเสมอกัน
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรียกว่า...ไม่มี ครึ
ไม่มี ล้าสมัยทั้งสองอย่าง ทำบาปได้บาป
วันยังค่ำ ทำบุญได้บุญ วันยังค่ำ ผลเป็น...
ของตัวเองทั้งฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว นั้นแหละ!

ให้พากันอุตส่าห์พยายาม
ตั้งอกตั้งใจนะ เราอย่าลืมเนื้อลืมตัวว่า...
มาเป็นมนุษย์ ก็มาภูมิใจอยู่...กับมนุษย์
คำว่ามนุษย์ ไม่ได้พาเราไปหาความสุข
ความทุกข์ ได้นะ ความคิดบาป คิดบุญ
ต่างหากนะ!

คิดทางบาป มันจะพามนุษย์นี้จม
ความคิดชั่ว มันจะทำมนุษย์ คือ...เรานี้
ให้จม ความคิดในทางดีสร้างในความดี
จะพามนุษย์เรานี้ ขึ้นให้หลุดพ้นจากทุกข์
ได้โดยประการทั้งปวง”

องค์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕








เราเรียนรู้เรื่องความเกิดความดับ
เรียนรู้เกี่ยวกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ
ความตาย ปัญญาก็เกิดขึ้นและการเกิดขึ้น
ของปัญญาทำให้ชีวิตของเรามีค่า เพราะจิตใจ
เราไม่วุ่นกับการสร้างภาพพจน์ การปกป้อง
ภาพพจน์ของตัวเอง ไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่า
คนอื่นมองเราอย่างไร เมื่อเราไม่คิดชนะคนอื่น
ไม่คิดว่าจะต้องได้อะไรจากคนอื่น เมื่อจิตใจ
ของเรามีสติอยู่ในปัจจุบัน เวลาควรคิดก็คิด
ตามเหตุตามผล เมื่อไม่จำเป็นต้องคิดก็
ไม่ต้องคิด ไม่ต้องกลัวว่าไม่คิดแล้ว จะไม่มี
อะไร เพราะรู้ว่าไม่คิดแล้ว จิตใจก็ยังมีอยู่
เหมือนเดิม เมื่อเป็นเช่นนั้น ความคิดใหม่มีช่อง
ที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น เราจะรู้สึกว่าเรา
อยู่ในโลกนี้กี่ปีแล้ว ก็เป็นบุญของเรา แต่ว่า
สิ่งที่ดีงามหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำสักที
เราควรจะรีบทำ เพราะไม่รู้เลยว่าเราจะอยู่
อีกนานแค่ไหน สิ่งที่ไม่ดีงามมันก็ยังไม่หมด
ยังมีเชื้ออยู่ ถ้าเราประมาท อาจกำเริบเสิบสาน
เราต้องรีบจัดการแก้ไขให้ได้ บางสิ่งบางอย่าง
ที่เราเคยเอาจริงเอาจังมากเหลือเกิน ตอนนี้
เรารู้สึกว่า แหม! ... มันก็แค่นั้นเอง การที่เรา
เคยโกรธคนนั้นคนนี้ แล้วเคยพูดกับตัวเองว่า
ไม่มีวันให้อภัยเขาได้เลย ก็จะมีคำถามขึ้นมา
ในใจว่า แล้วทำไม ทำไมจะให้อภัยเขาไม่ได้
ชีวิตเราสั้นเกินไปที่จะผูกโกรธ ที่จะปล่อยให้
จิตใจเราเศร้าหมองเรื่องความผิดพลาด หรือ
การล่วงเกินของคนอื่นที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปี
ที่แล้ว เรารู้สึกว่าเราโง่มานานแล้ว ไม่ควรจะ
โง่อีกต่อไป และพอคิดข้อนี้ จะเกิดสัมมาทิฏฐิ
ด้วยว่า คนเราเคยผิดพลาดในอดีตก็จริง
คนอื่นเคยผิดพลาดในอดีตก็จริง แต่ว่าเรา
ทุกคนมีศักยภาพที่จะกลับตัวได้ และ
พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ผู้ที่เคยประมาท
ผู้ที่เคยผิดพลาด ผู้ที่เคยทำบาปกรรมในอดีต
แต่ตอนหลังสำนึกบาป ตั้งใจว่าจะไม่ทำ
อย่างนั้นต่อไป ผู้นั้นงดงามมาก งดงาม
เหมือนพระจันทร์เต็มดวงที่โผล่จากเมฆแล้ว
...
พระอาจารย์ชยสาโร






“..หลวงปู่ดุลย์ อตุโล สอนเรื่องจิตก่อนตาย..”
“..เรื่องจิตก่อนตายนั้น สำคัญมากหากเวลาดับจิต หากจิต ดี ก็ได้ไปที่ ดีๆ" หากจิตหมอง "จิตร้าย ก็จะไปสู่ “อบายภพ” ที่ร้อนร้าย ในทันใด..

ซึ่งจิตก่อนตายนี้ เป็นของไม่แน่นอน บังคับไม่ได้ แล้วแต่วาระหรือกรรมจะพาให้เป็นไป ด้วยเหตุนี้บางคน แม้เคยทำบุญมามากต่อมากแต่ตายไปกลับไปตกนรกทั้งนี้เป็นเพราะ "จิตหมอง"ก่อนตาย บางคน แม้จะทำบาปทำกรรมมามากมาย แต่ตายไป กลับไปอยู่บนสวรรค์ทั้งนี้เพราะเกิด"จิตใส"ตอนดับจิต กรณีทั้งสองแบบ ล้วนมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฏกมาแล้วทั้งสิ้นแต่สำหรับคนที่เคย"ฝึกจิต"มาก่อนวินาทีที่รู้ตัวว่า อย่างไรเสียจะต้องตายหรือดับจิตลงไปแน่ๆ

หาก"ทำเป็น" ก็อาจพลิกจิตยกขึ้นสู่ภูมิสูง ไปสู่ "สุคติ" หรือ"อริยะ" ไป "สุคติภพ" หรือ "อริยภูมิ" เลยก็ได้

สำหรับวิธีตกกระไดพลอยกระโจน (สู่สุคติภพหรืออริยภูมิ) ของพระราชวุฒาจารย์หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม สุรินทร์ ก็คือ.

ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน
อยู่กับความไม่มีไม่เป็น ว่าง สว่าง บริสุทธิ์
หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาจิต
ไม่มีอะไรเลยไม่ยึดถืออะไรสักอย่าง

พระอริยเจ้ามีจิตไม่ส่งออกนอกจิตไม่หวั่นไหว
จิตไม่กระเพื่อมมีสติอย่างสมบูรณ์เป็น วิหารธรรมมีสติอย่างสมบูรณ์ เป็นเครื่องอยู่วิธีทำ หยุดคิด อย่าส่งจิตออกนอกมีสติอย่างสมบูรณ์เป็นเครื่องอยู่แต่เรื่องของการ "พลิกจิต" ช่วงสุดท้ายนี้ หลวงปู่ดุลย์ท่านว่าบุคคลนั้นๆต้องเคย "ฝึก" มาก่อน จึงจะทำได้จริง พอดี..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 19 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร