ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

ความปรารถนา
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66467
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 16 ก.พ. 2026, 12:51 ]
หัวข้อกระทู้:  ความปรารถนา

..ชีวิตของคนเรานี้ บางคนก็มีอายุยืนยาวนาน บางคนก็ไม่มีอายุยืนยาวนาน ก็เพราะอำนาจของกรรม เรียกว่ากรรมที่สร้างสมอบรมเอาไว้ คนที่ได้รักษาศีลข้อปาณาติบาต เป็นผู้ที่มีเมตตา บุคคลเหล่านี้จะเป็นพวกที่มีอายุยืนนาน ไม่เป็นโรคเจ็บป่วยนอนนิ่งอยู่ เขาจะอยู่สบายๆจนอายุ 70 80 บางทีก็ 90 ปีก็มี ถึงร้อยปีก็ยังมี เพราะเขารักษาศีลข้อที่ 1 ของศีล 5 ไว้ได้ มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย พอเกิดมาก็เลยได้อายุยืนยาวนาน ไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะทำคุณงามความดีเอาไว้ แต่บุคคลบางคนเกิดขึ้นมาแล้วมีแต่โรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่เล็กแต่น้อย จนถึงหนุ่มสาว จนถึงท่ามกลางคน จนถึงเฒ่าถึงแก่ ไม่รู้ว่ามีโรคอะไรต่อโรคอะไร ก็ด้วยอำนาจของกรรม เป็นโรคกรรม โรคกรรมนี้รักษาด้วยหยูกยาไม่หาย บางทีก็ต้องแผ่เมตตาให้ซึ่งกันและกัน ถ้าหากมันไม่ใช่โรคกรรมมันก็จะหายง่าย ถ้าเป็นโรคกรรมก็ต้องอโหสิกรรมให้ เหมือนเราทำบาปความชั่วต่อกัน ขนาดอโหสิกรรมให้กันแล้วยังทำชั่วต่อกันอีก ทำให้โรคที่เป็นอยู่แล้วไม่หาย เรียกว่าเป็นโรคกรรม เหตุฉะนั้นโรคอย่างนี้ คนที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลไปที่ไหนก็ไปไม่ได้ นอนแช่อยู่ในโรงพยาบาล เป็นหลายเดือนหลายปี 10 ปีก็มี บางคนนี้อยู่ด้วยกรรมชั่วของตนเอง ที่ตนได้สร้างสมเอาไว้ทำให้ป่วย แต่ก่อนก็แข็งแรงดี แต่พอป่วย พูดจาปราศรัยไม่ได้ อย่างนั้นก็มี เรียกว่าเป็นเรื่องของกรรม..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






วันนี้เป็นวันพระ เป็นวันธรรมสวนะ เป็นวันสำคัญ พวกเราถึงไม่ได้มาวัดก็ตาม ได้มาแล้วก็ตาม ก็ให้สำรวมระวัง ถ้าเป็นไปได้ก็ให้มีศีล ๕ เป็นอย่างน้อย

ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์
ข้าพเจ้าจะไม่ขโมยทรัพย์
ข้าพเจ้าจะอยู่ในกรอบศีลธรรม ไม่ทำผิดประเวณีสามีภรรยาคนอื่น
ข้าพเจ้าจะไม่โกหก ต้มตุ๋น หลอกลวงคนอื่น
ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุราให้ขาดสติ

วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญ พวกเราควรจะประกอบคุณงามความดี ควรจะประกอบคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม อันดีงาม สิ่งไหนที่มันไม่ดี เราจะไม่ทำ งดเสียก่อน ถือว่าวันนี้เป็นวันปลอด เป็นวันขาว วันอื่น ๆ อาจจะเป็นสีเทา สีดำ แต่วันนี้จะพยายามให้เป็นวันขาว สำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย เป็นผู้มีศีลมีธรรม เราเป็นพุทธศาสนิกชน ต้องได้คิดอย่างนั้นนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ฝากสวนให้ลิงดูแล”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๘






ความสุขนั้นมีอยู่รอบตัว แต่คนส่วนใหญ่
มองไม่เห็น เพราะใจจดจ่อแต่ความสำเร็จ
ที่รออยู่ข้างหน้า ผลก็คือขณะที่ความสุข
ข้างหน้ายังมาไม่ถึง เรากลับละทิ้งความสุข
ที่มีอยู่รอบตัว ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของเราโดย
ชอบธรรม กลายเป็นว่าเสียสองต่อ
จะไม่ดีกว่าหรือ ขณะที่ยังไปไม่ถึงจุดหมาย
ปลายทาง เราก็เปิดใจชื่นชมสิ่งดีๆ ที่มีอยู่
รอบตัวหรือตามรายทาง แม้ความสุขข้างหน้า
ยังมาไม่ถึง แต่เราก็ได้สัมผัสกับความสุข
ที่มีอยู่แล้วทุกขณะ ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล







"ฐานจิตนี่
เป็นเรื่องสำคัญมากนะ สำหรับหรับการภาวนา
เพราะธรรมะของพระพุทธองค์
ท่านบอกแล้วว่าให้โอปนยิโกนะ
คือให้น้อมเข้ามาข้างใน
ถ้าไม่มีฐานจิตภายใน
มันจะน้อม ๆ เข้ามาได้ยังไงล่ะ
นั่นละ เราเลยต้องมีฐานจิตกายในเสียก่อน
ถึงจะโอปนยิโกเข้ามาได้
ธรรมะเกิดจากตรงนั่นละ"

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร
สุรินทร์






“..ร่างกายเสื่อมก็ช่างจิตเราต้องไม่เสื่อมตาม..”
“..ร่างกายมีสภาพแต่จะต้องตกไปในกระแสของความเสื่อมถ่ายเดียว
แต่ส่วน “จิต” จะไม่ตกไปอย่างนั้น
จะต้องไหลไปสู่ความเจริญได้ตามกำลังของมัน
ถ้าใครมีกำลังแรงมากก็ไปได้ไกล

ถ้าใครไปติดอยู่ในเกิด เขาก็จะต้องเกิด
ใครไปติดอยู่ในแก่ เขาก็จะต้องแก่
ใครไปติดอยู่ในเจ็บ เขาก็จะต้องเจ็บ
ใครไปติดอยู่ในตาย เขาก็จะต้องตาย
ถ้าใครไม่ไปติดอยู่ในเกิด ไม่ติดอยู่ในแก่
ไม่ติดอยู่ในเจ็บ และไม่ติดอยู่ในตาย
เขาก็จะต้องไปอยู่ในที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย

เรียกว่า มองเห็นก้อน ‘‘อริยทรัพย์” แล้ว คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
ผู้นั้นก็จะไม่ต้องกลัวจน ถึงร่างกายเราจะแก่ จิตของเราไม่แก่
มันจะเจ็บก็เจ็บไป ตายก็ตายไป แต่จิตของเราไม่เจ็บ จิตของเราไม่ตาย
พระอรหันต์นั้นใครจะตีให้หัวแตก แต่จิตของท่านก็อาจไม่เจ็บด้วย

“จิต” เมื่อมันสุมคลุกเคล้ากับโลก ก็จะต้องมีการกระทบ
เมื่อกระทบแล้วก็จะหวั่นกลอกกลิ้งไปกลิ้งมา
เหมือนก้อนหินกลมๆ ที่มันอยู่รวมกันมากๆ ก็จะกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างเดียวกัน
ดังนั้นใครจะดีจะชั่ว เราไม่เก็บมาคิดให้เกิดความชอบความชัง
ปล่อยไปให้หมด เป็นเรื่องของเขา

นิวรณ์ เป็นตัวโรค ๕ ตัว ซึ่งเกาะกินจิตใจคนให้ผอมและหิวกระหาย
ถ้าใครมี “สมาธิ” เข้าไปถึงจิตก็จะฆ่าตัวโรคทั้ง ๕ นี้ให้พินาศไปได้
ผู้นั้นก็จะต้องอิ่มกาย อิ่มใจ เป็นผู้ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ยาก ไม่จน
ไม่ต้องไปขอความดีจากคนอื่น

ผลที่ได้ คือ
๑) ทำให้ตัวเองเป็นผู้เจริญด้วย “อริยทรัพย์”
๒) ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็จะต้องพอพระทัยมาก
เหมือนพ่อแม่ที่มีลูกเป็นคนร่ำรวย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เอง
ท่านก็หมดความเป็นห่วงใย นอนตาหลับได้

สรุปแล้ว
“โลกียทรัพย์” เป็นเครื่องบำรุงกาย
"อริยทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกำลังใจ

จึงขอให้พากันน้อมนำธรรมะข้อนี้ไปปฏิบัติ
เพื่อฝึกตน ขัดเกลากาย วาจา ใจของตน
ให้เป็นความดีงาม บริสุทธิ์ เพื่อจะได้ถึงซึ่งอริยทรัพย์
อันเป็นทางนำมาแห่งความสุขเป็นอย่างยอด คือ พระนิพพาน..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





วันนี้เป็นวันพระ เป็นวันธรรมสวนะ เป็นวันสำคัญ พวกเราถึงไม่ได้มาวัดก็ตาม ได้มาแล้วก็ตาม ก็ให้สำรวมระวัง ถ้าเป็นไปได้ก็ให้มีศีล ๕ เป็นอย่างน้อย

ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์
ข้าพเจ้าจะไม่ขโมยทรัพย์
ข้าพเจ้าจะอยู่ในกรอบศีลธรรม ไม่ทำผิดประเวณีสามีภรรยาคนอื่น
ข้าพเจ้าจะไม่โกหก ต้มตุ๋น หลอกลวงคนอื่น
ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุราให้ขาดสติ

วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญ พวกเราควรจะประกอบคุณงามความดี ควรจะประกอบคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม อันดีงาม สิ่งไหนที่มันไม่ดี เราจะไม่ทำ งดเสียก่อน ถือว่าวันนี้เป็นวันปลอด เป็นวันขาว วันอื่น ๆ อาจจะเป็นสีเทา สีดำ แต่วันนี้จะพยายามให้เป็นวันขาว สำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย เป็นผู้มีศีลมีธรรม เราเป็นพุทธศาสนิกชน ต้องได้คิดอย่างนั้นนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ฝากสวนให้ลิงดูแล”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๘






“..ร่างกายเสื่อมก็ช่างจิตเราต้องไม่เสื่อมตาม..”
“..ร่างกายมีสภาพแต่จะต้องตกไปในกระแสของความเสื่อมถ่ายเดียว
แต่ส่วน “จิต” จะไม่ตกไปอย่างนั้น
จะต้องไหลไปสู่ความเจริญได้ตามกำลังของมัน
ถ้าใครมีกำลังแรงมากก็ไปได้ไกล

ถ้าใครไปติดอยู่ในเกิด เขาก็จะต้องเกิด
ใครไปติดอยู่ในแก่ เขาก็จะต้องแก่
ใครไปติดอยู่ในเจ็บ เขาก็จะต้องเจ็บ
ใครไปติดอยู่ในตาย เขาก็จะต้องตาย
ถ้าใครไม่ไปติดอยู่ในเกิด ไม่ติดอยู่ในแก่
ไม่ติดอยู่ในเจ็บ และไม่ติดอยู่ในตาย
เขาก็จะต้องไปอยู่ในที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย

เรียกว่า มองเห็นก้อน ‘‘อริยทรัพย์” แล้ว คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
ผู้นั้นก็จะไม่ต้องกลัวจน ถึงร่างกายเราจะแก่ จิตของเราไม่แก่
มันจะเจ็บก็เจ็บไป ตายก็ตายไป แต่จิตของเราไม่เจ็บ จิตของเราไม่ตาย
พระอรหันต์นั้นใครจะตีให้หัวแตก แต่จิตของท่านก็อาจไม่เจ็บด้วย

“จิต” เมื่อมันสุมคลุกเคล้ากับโลก ก็จะต้องมีการกระทบ
เมื่อกระทบแล้วก็จะหวั่นกลอกกลิ้งไปกลิ้งมา
เหมือนก้อนหินกลมๆ ที่มันอยู่รวมกันมากๆ ก็จะกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างเดียวกัน
ดังนั้นใครจะดีจะชั่ว เราไม่เก็บมาคิดให้เกิดความชอบความชัง
ปล่อยไปให้หมด เป็นเรื่องของเขา

นิวรณ์ เป็นตัวโรค ๕ ตัว ซึ่งเกาะกินจิตใจคนให้ผอมและหิวกระหาย
ถ้าใครมี “สมาธิ” เข้าไปถึงจิตก็จะฆ่าตัวโรคทั้ง ๕ นี้ให้พินาศไปได้
ผู้นั้นก็จะต้องอิ่มกาย อิ่มใจ เป็นผู้ไม่หิว ไม่อยาก ไม่ยาก ไม่จน
ไม่ต้องไปขอความดีจากคนอื่น

ผลที่ได้ คือ
๑) ทำให้ตัวเองเป็นผู้เจริญด้วย “อริยทรัพย์”
๒) ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็จะต้องพอพระทัยมาก
เหมือนพ่อแม่ที่มีลูกเป็นคนร่ำรวย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เอง
ท่านก็หมดความเป็นห่วงใย นอนตาหลับได้

สรุปแล้ว
“โลกียทรัพย์” เป็นเครื่องบำรุงกาย
"อริยทรัพย์" เป็นเครื่องบำรุงกำลังใจ

จึงขอให้พากันน้อมนำธรรมะข้อนี้ไปปฏิบัติ
เพื่อฝึกตน ขัดเกลากาย วาจา ใจของตน
ให้เป็นความดีงาม บริสุทธิ์ เพื่อจะได้ถึงซึ่งอริยทรัพย์
อันเป็นทางนำมาแห่งความสุขเป็นอย่างยอด คือ พระนิพพาน..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )








“วันหนึ่ง ๆ เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นให้ได้_ทำบุญ
อย่างน้อย ๆ ก็เอาเมล็ดข้าวให้มดกินก็ได้
หรือเอาให้นกกินก็ได้ เอาให้ไก่กินก็ได้
เราทำทุกวัน ๆ พอมีวันหนึ่งไม่มีให้เลย
อย่างนี้เรานึกจะทำบุญอะไรหนอ

อย่างน้อยไม่มีอะไรจะให้ทาน
วันนี้เราก็ทำใจให้สบายที่สุด ไม่ให้มันโกรธ
ใครจะว่าอะไร ก็ช่างมันเถอะ
เราทำใจให้สบายที่สุด จะทำอย่างนี้ก็ได้”

หลวงปู่ชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี





หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
เป็นครูบาอาจารย์ที่อธิบาย “ความไม่ยึด”
ได้คมกริบแบบเฉพาะตัว—ตรงไปตรงมา
ไม่ประดิษฐ์ และแทงทะลุหัวใจของผู้ปฏิบัติจริงๆ
คำสอนที่นำมานี้ เป็นหัวใจของ “การชนะกิเลส” ในแนวทางของหลวงปู่หล้า อย่างแท้จริง...

๑.ความอยากละได้ด้วยปัญญา
ไม่ใช่ ด้วยการกดข่ม หลวงปู่หล้าชี้ว่า...
ความอยาก (ตัณหา) ไม่ใช่สิ่งที่เราจะห้าม หรือบังคับ ให้มันหายไป
แต่เราต้องมีสติ...รู้ทัน และปัญญาเห็นตามจริง ว่าความอยากเป็นเพียง...อาการของจิต ไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อเห็นตามจริง ความอยาก ก็อ่อนกำลังลงเอง ไม่ต้องไปสู้ ไม่ต้องไปผลัก ไม่ต้องไปเกลียดมัน นี่คือ! ทางสายกลาง แบบแท้จริง

๒. แม้ความสงบ ก็เป็นที่ยึดได้
หลวงปู่หล้าตอกย้ำสิ่งที่ผู้ปฏิบัติมักพลาด
ได้ความสงบ ก็ไปยึดความสงบ
ได้สุขเวทนา ก็ไปยึดสุข
เจอทุกข์ ก็ไปยึดทุกข์
แม้อุเบกขา ความเฉยๆ ก็ยังยึดได้

หลวงปู่หล้าถึงกับพูดว่า...
“อุเบกขาเวทนา ก็เป็นภพเป็นชาติ”

หมายความว่า แม้ความเฉย ความนิ่ง
ความโปร่งเบา ถ้าไปยึดว่า...ดีจัง อยากให้
เป็นอย่างนี้ตลอด
ก็กลายเป็นภพใหม่ ในใจทันที
นี่! ลึกมากนะครับ
เพราะผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ ติดอยู่ตรงนี้โดยไม่
รู้ตัว

๓. การชนะกิเลส
คือการไม่ยึดว่า...เป็นเรา เป็นเขา
หลวงปู่หล้าสรุปสั้นๆ แต่แรงมากว่า

“เรื่องจะชนะสงครามกิเลส
คือเรื่องไม่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคลเท่านั้น”
นี่คือ! หัวใจของ อนัตตา แบบภาคปฏิบัติ
ไม่ใช่ ท่องจำ แต่เห็นจริง ว่า...

ความอยาก ไม่ใช่เรา
ความสงบ ไม่ใช่เรา
สุข ทุกข์ เฉยๆ ไม่ใช่เรา
แม้ผู้รู้...ผู้เห็น...ก็ไม่ใช่เรา
เมื่อไม่ยึด กิเลส ก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะมันไม่มี...ตัวเรา ให้มันเกาะ

สรุปแบบง่ายที่สุด
คำสอนนี้ของหลวงปู่หล้า คือการเตือนว่า
อย่า ไปยึดอะไรเลย แม้แต่สิ่งดี
สุข ทุกข์ เฉย ล้วนเป็นเวทนา เกิดแล้ว...ดับ
ความสงบ ก็เป็นของเกิด-ดับ
ความอยาก ก็เป็นอาการของจิต
ผู้ปฏิบัติแพ้กิเลสเพราะ...ยึด ไม่ใช่ เพราะอยาก

และการชนะกิเลสจริงๆ
คือ...
เห็นทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ ตัวตน

๑. อธิบายธรรมะเชิงลึก: “ไม่ยึดแม้สิ่งดี”
คำสอนของหลวงปู่หล้าแทงตรงไปที่จุด
ที่ผู้ปฏิบัติมักติดมากที่สุด
ติดสิ่งดี ติดความสงบ ติดความเฉย
ติดความรู้สึกว่า เรากำลังปฏิบัติได้ดี

หลวงปู่หล้ากำลังชี้ว่า:
ความอยาก ไม่ใช่ศัตรู
ความสงบ ไม่ใช่ที่พึ่ง
สุข ทุกข์ เฉย ไม่ใช่แก่น
แม้ผู้รู้...ผู้เห็น...ก็ไม่ใช่ ตัวตน

ทั้งหมดเป็นเพียง...อาการของจิต
เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป
ตามเหตุปัจจัย

ปัญญา คือการเห็นว่า...
ไม่มี...สิ่งใดในนี้เป็นเรา ให้ยึดได้เลย

เมื่อไม่ยึด กิเลส ก็ไม่มีที่เกาะ
เหมือนตะปู ที่ไม่มีไม้ให้ตอก
มันทำอะไรเรา ไม่ได้
นี่คือ การชนะกิเลสแบบไม่ต้องสู้
ไม่ต้องกด ไม่ต้องบังคับ
แค่...เห็นตามจริง ว่าทุกอย่างเป็นธรรมชาติ

๒. วิธีนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

๑. เวลาอยากอะไรขึ้นมา
ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องด่า ไม่ต้องผลัก
แค่รู้ว่า...อาการอยากกำลังเกิดขึ้น
แล้วดูมันเฉยๆ เหมือนดูเมฆลอยผ่านฟ้า
ความอยาก จะอ่อนกำลังลงเอง

๒. เวลาได้ความสงบ
อย่าเผลอคิดว่า...ดีจัง ขออยู่อย่างนี้นานๆ
เพราะนั่นคือ! การสร้างภพใหม่ทันที
ให้รู้เฉยๆ ว่า...อาการสงบกำลังเกิดขึ้น
แล้วปล่อย...ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

๓. เวลาเจอสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
ให้เห็นว่า...
สุข เกิดแล้วดับ
ทุกข์ เกิดแล้วดับ
เฉยๆ ก็เกิดแล้วดับ
ไม่มี...อะไรเป็นแก่นสาร
ไม่มี...อะไรเป็นที่พึ่ง
ไม่มี...อะไรเป็นตัวเรา
นี่คือ! การเดินออกจากภพทีละก้าว

๔. เวลาเผลอคิดว่า นี่! เรากำลังปฏิบัติอยู่
ให้รู้ทันว่า...ความเป็นเรา กำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว

หลวงปู่หล้าชี้ชัดว่า...
ตัวตน คือสนามรบของกิเลส
ถ้าไม่สร้างตัวตน กิเลส ก็ไม่มีที่ตั้ง

๓. บทกวีธรรมะ : ไม่ยึดแม้ความดี
สุข ก็ลอย ทุกข์ ก็ลับ
สงบ ก็กลับเป็นเพียงลมผ่าน
เฉยก็แค่เงาแห่งจิต ไม่มี...สิ่งใดควรยึดถือ

ความอยาก ก็เป็นเพียงคลื่น
ความสงบ ก็เป็นเพียงน้ำ
ผู้รู้...ก็เป็นเพียงแสง ไม่มี...สิ่งใดเป็นเรา

เมื่อไม่ยึด กิเลส ก็หาย
เมื่อไม่หมาย ภพ ก็จาง
เมื่อไม่สร้าง ตัวตน ก็ว่าง
นี่แหละ! ทางของผู้ชนะสงคราม."





"... กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ ชีวิตจิตใจของเราที่ได้มาจากอัตภาพก้อนนี้ ควรจะดำเนินในทางที่เป็นประโยชน์ ทั้งทางโลกและทางธรรม อย่าให้เสียประโยชน์ไปเปล่าจากชีวิตนี้เลย ไม้ที่มีอยู่ตามป่าตามดงมีจำนวนมากมาย ไม้ที่มีเนื้อดีมีราคามากก็มีจำนวนมาก ไม้ที่มีเนื้ออ่อนไม่ดีมีราคาน้อย ที่ทิ้งเกลื่อนอยู่ตามป่าตามรก ไม่มีใครนำมาใช้ทำประโยชน์ก็มีจำนวนมากมาย ส่วนไม้ที่นำมาทำประโยชน์ ปลูกบ้านปลูกเรือน ปลูกหอปลูกห้าง สร้างวัดสร้างวา ทำให้เป็นประโยชน์แก่ทางโลกและทางธรรมก็มีจำนวนมาก
เราที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ผู้ที่ทำตัวให้เป็นขอนซุง ทิ้งเกลื่อนรกรุงรังอยู่ตามบ้านตามเรือน ตามสถานที่ต่างๆ และทำโลกให้เดือดร้อนก็มีจำนวนไม่น้อย ตามที่เราได้ผ่านมาแล้วด้วยกัน คนผู้ที่ทำตัวให้เป็นผลประโยชน์แก่โลก เท่าที่กำลังจะสามารถ และเป็นประโยชน์แก่ตนเองคือทางด้านธรรมะก็มีจำนวนไม่น้อย

เพราะฉะนั้นเรื่องชีวิตที่เราจะพาดำเนินให้เป็นประโยชน์ ให้เป็นชีวิตที่มีความสำคัญ คือเป็นประโยชน์สำหรับเราและโลกแล้ว จึงขึ้นอยู่กับการดัดแปลงจิตใจของเรา ให้ได้ประคองชีวิตร่างกายเป็นไปในทางที่ถูกและเจริญ การฝึกฝนอบรมตัวของเราเพื่อเป็นความดีแก่ตนและแก่โลกนั้น เป็นสิ่งที่จะควรทำได้ด้วยกัน แม้เราจะยังไม่เข้าใจในเหตุผล อันจะเป็นสิ่งที่จะทำให้ความเจริญและเสื่อมแก่ตัวของเราและโลกไม่สมบูรณ์ก็ตาม แต่เพราะการศึกษาอบรมอยู่เสมอ เราอาจจะทราบได้เป็นระยะๆ จนสามารถทราบได้โดยตลอดทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งมีอยู่ภายในใจของเราด้วยกัน

บัดนี้ชีวิตของเราทั้งหลายกำลังมีคุณค่า จะนำประกอบการงานส่วนใดก็เป็นไปเพื่อความสำเร็จด้วยความขยันหมั่นเพียร เราจะพยายามฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา ให้เห็นปรากฏเป็นของมีคุณค่าขึ้นมาภายในตัวเอง ยิ่งกว่าสิ่งทั้งหลายที่เคยเห็นว่าเป็นของมีคุณค่ามาแล้ว ในส่วนภายนอกนั้นเราก็พอจะทำได้

โลกจะเป็นโลกอยู่ได้เพราะอาศัยบุคคลผู้ครองโลก เป็นผู้มีชีวิตจิตใจ ดำเนินให้โลกเป็นไปเพื่อความเจริญ ร่างกายที่ทรงตัวอยู่ได้เพราะอำนาจของจิตที่ครองร่างกายนี้อยู่ สามารถจะดำเนินกิจการงานได้ทุกด้าน ทั้งทางโลกและทางธรรม จิตใจที่ได้รับการอบรมด้วยความสนใจของเราผู้เป็นเจ้าของ จนปรากฏผลขึ้นมาภายในจิตใจตัวเอง เป็นใจที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
จากธรรมเทศนา “ต้นเหตุแห่งธรรมคือใจ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗
ณ วัดป่าบ้านตาด








สติเป็นสิ่งสำคัญ
...
สตินี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเราทราบระเบียบ
วินัยที่มีอยู่มากมายอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว
และตามรักษาได้อย่างครบถ้วน สติของเรา
ก็จะต่อเนื่องกัน จิตใจก็จักจดจ่ออยู่แน่ใน
ข้อวัตรปฏิบัติของตน ไม่มีโอกาสที่จะแส่ส่าย
ไปภายนอก ถ้าขาดสติโอกาสที่จิตใจจะวิ่งไป
ตามอารมณ์ภายนอกมันก็มีมากขึ้น และอารมณ์ทั้งหลายก็ย่อมครอบงำจิต
ให้หลงไหลมัวเมาได้ง่ายขึ้น ....
...
หลวงปู่กินรี จันทิโย





..เมื่อไหร่เรามีความปรารถนาอยู่ เราอยากมาเกิดกันอยู่ ถือว่าบุคคลนั้นยังไม่รู้ทุกข์ ยังไม่เข้าใจในร่างกายนี้เป็นทุกข์ เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ แม้เราจะมาเกิดในชาติใดภพใดก็ดี มาเกิดร้อยชาติพันชาติก็ดี หมื่นชาติแสนชาติล้านชาติก็ดี ก็ย่อมมาเอาแข้งเอาขา เอาหูเอาตา เอาร่างกายของเรานี้เกิดมาอีก ก็ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนย่ำยีบีฑาอยู่อีกเป็นธรรมดา แล้วก็จะบ่นว่าทุกข์อยู่อย่างนี้ นี้แหละมันเป็นธรรมดาที่เรายังไม่รู้..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..





"ยิ่งให้ ยิ่งได้"
อันนี้เป็นหลักการที่เรา ควรจะเอามาใช้ ในชีวิตประจำวัน ให้นึกทุกวันว่า วันนี้ เราจะทำประโยชน์ อะไรแก่ใครได้บ้าง แล้วก็ทำ...

โอวาทคำสอนหลวงปู่ปัญญา นันทภิกขุ

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/