| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| ธรรม 3 ประการ http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66522 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 06 มี.ค. 2026, 05:16 ] |
| หัวข้อกระทู้: | ธรรม 3 ประการ |
สวรรค์และนรกมันมีจริง ๆ แต่เราจะไม่เชื่อ เพราะเรายังปฏิบัติไม่ถึง ถ้าเราสามารถปฏิบัติทางด้านจิตใจจนเห็นชัดในเรื่องอย่างนี้ เขาจะมีมิติหนึ่งของเขาอยู่ในสวรรค์ เขาจะลอยอยู่ในชั้นอากาศเป็นชั้น ๆ อยู่ ส่วนนรกนั้นเขาก็จะมีหลุมที่อยู่ในเมืองนั้น ซึ่งในแต่ละหลุม ๆ นั้น จะไม่มีเครื่องนุ่งเครื่องห่มเลย เปลือยกายหมด อย่างศีล ๕ มี ๕ ข้อ ก็มี ๕ หลุมแน่นอน คนก็กองพะเนินเทินทึกอยู่ในนั้นแหละ แต่ก่อนเราไม่เชื่อ พอนั่งสมาธิเห็น เชื่อได้ด้วยตัวเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ทีนี้สวรรค์ก็เหมือนกัน อาตมาขึ้นไปคุยกับเขาที่ปราสาทต่าง ๆ ทีแรกเขาสร้างวิหารหลังเล็ก ๆ อยู่ในวัดนี้ วิหารนี้ ก็ไปปรากฏเป็นปราสาทอยู่ในสวรรค์ เมื่อเขาตายไปเขาก็ไปอยู่ในปราสาทนั้น อาตมาไปยืนคุยกับเขามาแล้ว จึงมีความเชื่อมั่นว่าสวรรค์เป็นอย่างนี้เอง สวรรค์ชั้นอื่น ๆ ก็ชั้นของใครของมัน อยู่ในบรรยากาศโลกนี้แหละ มีสัก ๕๐๐ ชั้นก็จะได้ เพราะฟ้านี้ไม่รู้มันสูงเท่าไร เครื่องบินจะบินข้ามหรือบินลอดเขาไปก็แล้วแต่ ไม่เห็นเขา เมืองสวรรค์นี้เป็นของทิพย์ เหมือนเราสร้างกุฏิวิหารศาลาไว้อย่างนี้ พอเราอยากจะไปอเมริกาหรือไปอยู่ที่ว่างอื่น เมื่อนึกอย่างนี้ พอเราไป ปราสาทจะไปตั้งปรากฏคอยอยู่เลย พอเราคิดว่าที่นี่ไม่ต้องการที่จะอยู่แล้วแหละ มันจะหายแว้บไปเลย มันก็จะไปตั้งอยู่ในที่ ๆ เราจะไป มันเป็นของทิพย์ ทีนี้ใครทำบุญอะไร จะเป็นน้ำส้ม น้ำหวาน อาหารการกินต่าง ๆ เพียงนึกอยากจะกิน มันจะอิ่มเหมือนกับเราได้กินสิ่งนั้น แต่ไม่ได้กิน เขาเรียกบุญทิพย์ ถ้าไม่ได้ถวายน้ำส้มไว้แล้วเกิดอยากกิน มันก็หิวอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้อิ่มเหมือนกินน้ำส้ม นี่ เป็นเป็นอย่างนี้ มันเป็นเมืองทิพย์ กินบุญทิพย์ ของอย่างนี้มีแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง. เชียงใหม่ “..ตาหูจมูกลิ้นกายเป็นยาเสพติดของผู้ไม่พ้น..” “..ไม่สำคัญว่าสังขารเป็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สำคัญตัวว่าเป็นวิมุติ ไม่สำคัญว่าวิมุติเป็นข้าพเจ้า เหตุฉะนั้นวิญญาณปฏิสนธิของข้าพเจ้าจึงไม่มีอยู่ในที่ใดๆเลย นกบินในอากาศวันยันค่ำก็ไม่เห็นรอย เห็นแต่ตัวของมัน มีดเฉือนน้ำวันยันค่ำก็ไม่มีรอย ทำไมสัตว์ทั้งหลายจึงมีตา เพราะสัตว์ทั้งหลายชอบเล็งแลดูรูป สัตว์ทั้งหลายทำไมถึงมีหู เพราะสัตว์ทั้งหลายชอบฟังเสียง..ไม่อิ่ม แต่เสียงศีลเสียงธรรมไม่ได้ห้าม ทำไมสัตว์ทั้งหลายจึงมีจมูก เพราะสัตว์ทั้งหลายชอบดมกลิ่น ทำไมสัตว์ทั้งหลายจึงมีลิ้น เพราะสัตว์ทั้งหลายชอบเผ็ดฯ หวานเปรี้ยว ชอบรส สัตว์ทั้งหลายทำไมถึงมีกาย เพราะสัตว์ทั้งหลายต้องการเย็นร้อนอ่อนแข็งมากระทบกาย ต้องการโผฎฐัพพะมากระทบกาย โผฎฐัพพะที่กระทบกายมันเป็นปาราชิกก็คือ โผฎฐัพพะของพวกที่ไปสั่งสมกามารมณ์กัน โผฎฐัพพะเพศตรงกันข้าม สัตว์ทั้งหลายทำไมจึงมีใจ เพราะสัตว์ทั้งหลายชอบนึกคิด ตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นยาเสพติดของผู้ยังไม่พ้น ผู้พ้นแล้วไม่เป็นยาเสพติด ตาก็ส่งคืนให้ตา หูก็ส่งคืนให้หูตามสมมติ จมูกก็ส่งลงคืนให้จมูกตามสมมติ ลิ้นก็ส่งคืนให้ลิ้น กายก็ส่งคืนให้กายตามสมมติ ใจก็ส่งคืนให้ใจตามสมมติ แล้วไม่ไปสอดแทรกยึดถือเอาเป็นเจ้าของ อุปาทานทั้งปวงก็แตกกระเจิง พระอรหันต์ทั้งหลายเบื่อตา หน่ายตา หน่ายหู หน่ายจมูก หน่ายลิ้น หน่ายกาย หน่ายใจ หน่ายธรรมารมณ์ หน่ายรูป หน่ายเสียง หน่ายกลิ่น หน่ายรส หน่ายโฎฐัพพะ หน่ายธรรมารมณ์..” เขมปตฺโตวาท หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บ้านแวง ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร (พ.ศ.๒๔๕๔-๒๕๓๙) “..เราจำเป็นต้องอบรมใจของเราทุกๆคน เมื่อมันโกรธขึ้นก็ดูความโกรธ ความโกรธนี้มันมาจากไหน เราให้มันโกรธหรือเปล่า ดูว่ามันดีไหม ทำไมเราถึงชอบมัน ทำไมเราถึงไม่ทิ้งมัน เมื่อโกรธขึ้นมาแล้วไม่ดี ไม่ดีเราเก็บมันไว้ทำไม ก็เป็นบ้าเท่านั้น ทิ้งมันเสียถ้าเห็นว่ามันไม่ดี มันก็จะไปในทำนองนี้ เมื่ออยู่ด้วยกันกับคนมากๆ มันก็ยิ่งให้การศึกษาเรามากที่สุด ให้มันวุ่นวายเสียก่อน ให้รู้เรื่องของความวุ่นวายเสียก่อนมันจึงจะถึงความสงบ อย่าหนีไปที่ไหน พระอานนท์กับพระพุทธเจ้าของเราในสมัยก่อน ไปบิณฑบาตบ้านมิจฉาทิฏฐิ พอไปถึงหน้าบ้านพระพุทธองค์ก็สะพายบาตรยืนเฉย ท่านก็สบายเพราะท่านเข้าใจว่าเรายืนอยู่เฉยๆ มันไม่บาปหรอก เขาจะให้ก็ไม่เป็นไร เขาจะไม่ให้ก็ไม่เป็นไร ท่านยืนอยู่เฉยๆ พระอานนท์เดินย่ำเท้าไปมา อายเขาคิดว่าพระพุทธองค์นี้อยู่ทำไม ถ้าเขาไล่ก็น่าจะหนีไป เขาไม่ให้ก็ยังทนอยู่ ไม่ก่อประโยชน์อะไรเลย พระพุทธองค์ก็เฉย จนกว่าสุดวิสัยแล้วก็ไป บางทีเขาก็ให้ ให้ในฐานที่ไม่เคารพ พระพุทธเจ้าก็เอาเขาให้พระพุทธเจ้าก็เอา ท่านไม่หนีไปไหน ไม่เหมือนพระอานนท์ พอกลับมาถึงอาราม พระอานนท์ก็กราบพระพุทธองค์ถามว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรงไหนที่เขาไม่ใส่บาตรให้เรา เราจะไปยืนอยู่ทำไม มันเป็นทุกข์ อายเขา เขาไม่ให้ก็รีบไปที่อื่นเสียดีกว่า" พระพุทธองค์ตรัส "อานนท์ ตรงนี้ถ้าเรายังไม่ชนะมัน ไปที่อื่นก็ไม่ชนะ ถ้าเราชนะอยู่ที่นี่ ไปที่อื่นเราก็ชนะ" พระอานนท์ว่า"ชนะไม่ชนะไม่รู้เรื่องแหละ อายเขา" "อายทำไมอานนท์ อย่างนี้มันผิดหรือเปล่า เป็นบาปไหม เรายืนอยู่เขาไม่ให้ก็ไม่เป็นไร" พระอานนท์บอกว่า "อาย" "อาย ทำไมเรายืนอยู่เฉยๆ มันเป็นบาปที่ไหน อานนท์เราจะต้องทำอยู่อย่างนี้ ถ้าเราชนะมันตรงนี้ ไปที่ไหนมันก็ชนะ แต่ถ้าเขาไม่ให้เราก็ไปที่โน่น ถ้าไปที่โน้นแล้ว เขาไม่ให้เราจะไปไหน อานนท์" "ไปอีก ไปบ้านโน้นอีก" "ถ้าหากบ้านโน้นเขาก็ไม่ให้ เราจะไปตรงไหน" "ไปตรงโน้นอีก" "เลยไปไม่มีหยุดเลย อานนท์ ถ้าเราไม่ชนะตรงนี้ ไปข้างหน้ามันก็ไม่ชนะ ถ้าเราชนะอยู่ที่นี่แห่งเดียว ไปที่อื่นมันก็ชนะทั้งนั้น อานนท์เข้าใจผิดแล้ว ไม่ต้องอายซิ..” โอวาทธรรมคำสอน พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕) “..อันคำว่า ตายแล้วสูญก็ดี คำว่าบาปไม่มีก็ดี คำว่าบุญไม่มีก็ดี คำว่านรกไม่มีก็ดี คำว่าสวรรค์ไม่มีก็ดี คำว่านิพพานไม่มีก็ดี เหล่านี้เป็นหลักวิชาในคัมภีร์ของกิเลสตัวครองไตรภพ มันเรียนจบวิชาเหล่านี้แล้วจึงครองหัวใจสัตว์โลก แม้มันจะโขกจะสับสัตว์โลกลงหนักเบามากน้อยเพียงไร ก็ทำได้ไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงและสะทกสะท้าน ต่อผู้พูดว่าจะมาหาญสู้กับมัน เพราะวิชามันดี ทันสมัย สัตว์โลกยอมรับอย่างหมอบราบไม่กล้าฝ่าฝืน ร้อยทั้งร้อย วิชาทุกแขนงจากคัมภีร์กิเลสที่เสี้ยมสอนไว้ ต้องเป็นวิชาลบล้างความจริงของธรรมที่แสดงไว้ทั้งสิ้น เช่น ความจริงแห่งธรรมแสดงไว้ว่า ตายแล้วเกิด วิชาจากคัมภีร์ของกิเลส ต้องสอนกลับกันว่า ตายแล้วสูญ เช่นธรรมว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี วิชาของกิเลสจะปฏิเสธ หรือลบล้างทันทีว่า บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี ดังนี้ ทุกคัมภีร์ไม่ก้าวก่ายกัน..” อนาลโยวาท หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลำภู (พ.ศ.๒๔๓๑–๒๕๒๖) "...ความเห็นตามสัญญากับความเห็นด้วยปัญญา ต่างกันอยู่มากราวฟ้ากับดิน ความเห็นด้วยสัญญา พาให้ผู้เห็นมีอารมณ์มาก มักเสกสรรตัวว่ามีความรู้มาก ทั้งที่กำลังหลงมาก จึงมีทิฏฐิมานะมากไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ ส่วนความเห็นด้วยปัญญาเป็นความเห็นซึ่งพร้อมที่จะถอดถอน ความสำคัญมั่นหมายต่างๆ อันเป็นตัวกิเลสทิฏฐิมานะน้อยใหญ่ออกไปโดยลำดับที่ปัญญาหยั่งถึง ถ้าปัญญาหยั่งลงโดยทั่วถึงจริงๆ กิเลสทั้งมวลก็พังทลายไปหมด..." หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน คำว่า โอกาสนั้น ไม่สามารถใช้อย่างสิ้นเปลืองได้ เพราะโอกาสไม่ใช่ของสิ้นเปลืองแต่ประการใด เมื่อมีโอกาสจงทำ อย่ารอโอกาส อย่าให้โอกาสเข้ามาหา เพราะบางท่านบางคนอาจจะไม่มีโอกาสที่จะได้ทำด้วยซ้ำ โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน “ความเคยชิน” คนเราถึงแม้จะเกิดมาจากพ่อแม่คนเดียวกัน พอโตขึ้นมาก็มีความแตกต่างกัน บางคนก็จะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า บางคนก็กลายเป็นโจรไป ไม่ได้มาจากพ่อจากแม่ เพราะพ่อแม่ก็สอนให้ลูกเป็นคนดีเหมือนกัน แต่กรรมของเขาเป็นตัวที่ผลักดันให้เขาไปในทิศทางที่เขาได้สะสมมา ถ้าสะสมในทิศทางที่ไม่ดี ก็จะผลักให้เขาไปทำในสิ่งที่ไม่ดีต่อไป เพราะเป็นความเคยชิน ทำแล้วง่าย เหมือนคนที่ถนัดมือซ้ายก็จะใช้มือซ้าย คนที่ถนัดมือขวาก็จะใช้มือขวา แต่เปลี่ยนได้ ถ้าเห็นว่าไม่ถูกไม่เกิดประโยชน์ ถ้าเห็นว่าใช้มือซ้ายแล้วสู้คนใช้มือขวาไม่ได้ ก็หัดใช้มือขวาไป ไหม่ๆ จะรู้สึกไม่ถนัด พอใช้ไปเรื่อยๆ ก็จะถนัด เช่นเดียวกับการทำความดีหรือความชั่ว คนที่เคยทำความชั่วมาจะทำความชั่วง่าย พูดโกหกนี้จะเร็ว สะดวก หยิบข้าวของๆ คนอื่นโดยไม่ขออนุญาตก่อน จะทำได้ง่าย ทำได้รวดเร็ว ถ้ามารู้ในภายหลังว่าไม่ดีไม่เจริญ อยากจะเป็นคนดี อยากจะเจริญ ก็ต้องฝึกนิสัยใหม่ เวลาพูดอะไรก็ต้องระมัดระวัง มีสติมีปัญญาคอยกลั่นกรองว่าสิ่งที่จะพูดนั้นถูกผิดอย่างไร จริงหรือเท็จ ถ้าพูดความจริงไม่ได้ ก็พูดเรื่องอื่นแทนหรือไม่พูดเลยจะได้ไม่ต้องพูดปด ข้าวของๆ คนอื่นก็เช่นเดียวกัน ไม่ถือวิสาสะ ถ้าอยากได้ก็ต้องคิดก่อนว่าของนี้มีเจ้าของ ถ้าอยากได้ก็ต้องขออนุญาตก่อน ทำให้ถูกต้อง ฝึกทำได้ ต่อไปก็จะเป็นนิสัย ก็จะทำง่าย ดังมีคำพูดว่า คนดีทำดีง่าย คนชั่วทำดียาก คนดีทำชั่วยาก คนชั่วทำชั่วง่าย เพราะความเคยชิน ถ้าเคยชินกับการทำชั่ว ย่อมทำชั่วง่าย ถ้าเคยชินกับการทำความดี ย่อมทำดีง่าย ชีวิตของเราก็อยู่ตรงนี้เอง อยู่ที่ทำดีละบาป กำจัดโลภโกรธหลงที่เป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย ของความทุกข์ ของความชั่วทั้งหลาย ถ้ารู้ว่ายังทำดีไม่ครบ ก็พยายามทำให้ครบ ถ้ารู้ว่ายังทำบาปอยู่ ก็ต้องพยายามตัด ถ้ารู้ว่ายังมีโลภโกรธหลงอยู่ ก็ต้องพยายามกำจัด. กัณฑ์ที่ ๓๓๒ (จุลธรรมนำใจ ๑๐) วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี "สิ่งที่น่ากลัวและไม่ควรทำ คือการข้ามคนล้ม เพราะมันคือการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ข้าม และเป็นการแล้งและไร้น้ำใจ โดยเฉพาะวันหนึ่งเราอาจอยู่ในสถานการณ์แบบเขา โดยที่ไม่มีใครหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ และอาจถูกเหยียบย่ำหนักกว่าเขาก็ด้" ..... หลวงตาสามเรือน ปุญฺเญสโก ท่านพ่อลี สอนว่า ..... "ในเวลานั่งให้คอยสังเกตุ ถ้าใจของเราอย่างหนึ่ง คำภาวนาอย่างหนึ่ง ลมหายใจอย่างหนึ่ง ดังนี้ก็ใช้ไม่ได้ จะต้องให้ ๓ สิ่งนี้รวมเป็นสามัคคีกัน ซึ่งเรียกว่าสามัคคีธรรม จึงจะใช้ได้ สามัคคีธรรมก็คือ ๑ ลมหายใจ ซึ่งเป็นตัวรูป เรียกว่า รูปธรรม ๒ ใจ เป็นตัวนาม เรียกว่า นามธรรม ๓ คำภาวนาพุทโธ ซึ่งเป็นส่วนพระคุณของพระพุทธเจ้าเรียกว่า คุณธรรม ต้องให้ธรรม ๓ ประการนี้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงเรียกว่า สามัคคีธรรม เมื่อธรรม ๓ ประการนี้สันนิบาตกันแล้ว การงานต่างๆ ก็ย่อมเป็นผลสำเร็จ ถึงไม่สำเร็จก็ต้องเขาไป เพราะกิจการใดๆ ก็ดี ย่อมสำเร็จด้วยความตั้งใจ ถ้าเราได้ตั้งใจทำจริงๆ แล้ว ถึงงานนั้นๆ จะสำเร็จน้อย ก็ยังเป็นผลดี แต่ถ้าทำสำเร็จมากก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก" “..พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านผู้เป็นพระอริยะทั้งหลายเหล่านั้น ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างทุกกาลทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ท่านไม่ได้เลิกละสละปล่อยวางจนตลอดชีวิต พระองค์ไม่คลุกคลี ทรงชักนำพาสาวกยินดีแต่ในที่สงบวิเวก พาสาวกของพระองค์ปฏิบัติ อัปปิจฉตา มักน้อย สันโดษ มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง มรรคผล ธรรมวิเศษนั้น ไม่เลือกบุคคล เพศ ภูมิ ชนชั้น วรรณะ และไม่เลือกกาล สถานที่ ผู้ดีมีจน มรรคผลมีตลอดกาล ตลอดเวลา มีประจำอยู่แต่ไหนแต่ไรมา เรายังขาดศีล สมาธิ ปัญญา ศรัทธา สติ ความเพียร ยัง ไม่แก่กล้าเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จิตจึงไม่มีกำลังต่อสู้เอาชนะกับกิเลสได้ พวกเรามานี้ไม่ใช่มาเล่น เราบวชก็ไม่ใช่บวชเล่น เราบวชจริง เรามาจริง เราต้องปฏิบัติจริง จึงจะรู้จึงจะเห็นธรรมอันเป็นของจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมจริง เป็นสัจธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นคำที่มั่นคง มีอยู่และตั้งอยู่ตลอดกาล ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เคยคราคร่า ยังสดใส ใหม่เอี่ยม เต็มเปียมอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่เคยขาดตกบกพร่องแม้ แต่น้อย จงพากันปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อจิตจะได้มีกำลังแข็งแกร่ง ต่อสู้กับข้าศึกผู้คึกคะนองก่อกวนเราอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลาอันยาวนาน จะนับจะประมาณกี่ร้อยกี่พันกัปกัลป์อนันตชาติ ก็ประมาณมิได้ ทำให้ เราได้รับทุกข์ทรมานมาแสนสาหัสจนนับร่องรอยไม่ได้..” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ไม่มีอำนาจใดทำลายล้างได้ แม้อำนาจ ของกรรมดี ก็ไม่อาจทำลายอำนาจของ กรรมชั่ว และอำนาจของกรรมชั่วก็ไม่อาจ ทำลายอำนาจของกรรมดี อย่างมากที่สุด ที่มีอยู่ คือ อำนาจของกรรมดี แม้ให้มาก ให้สม่ำเสมอ ในภพภูมินี้ ก็อาจจะทำให้อำนาจ ของกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้วตามมาถึงได้ยาก ดังมีเครื่องขวางกั้นไว้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ดังที่ท่านเปรียบว่าเหมือนวิ่ง หนีผู้ร้ายที่วิ่งไล่ตามมา ถ้ามีกำลังแข็งแรง วิ่งเร็วกว่าผู้ร้าย ก็ย่อมยากที่ผู้ร้ายจะไล่ทัน ความแข็งแรงของผู้วิ่งหนีกรรมชั่ว ก็หาใช่ อะไรอื่น คือ ความเข้มแข็งสม่ำเสมอ ของการทำกรรมดีนั่นเอง ... ... พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|