วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 17:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มี.ค. 2026, 12:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..เวลาเราสร้างบุญสร้างกุศลมาก ๆ ความตายเลยค่อยมาเป็นคู่มิตรติดพันเข้าแล้ว ทีนี้ระลึกถึงความตายยิ่งตื่นตัว ๆ ความตายกับเราเลยเป็นมิตรเป็นสหาย ฝากเป็นฝากตายต่อกัน ระลึกถึงความตายเมื่อไรสติมาทันที ๆ สุดท้ายตายก็ไม่กลัวเป็นก็ไม่กลัว ไม่มีคำว่ากลัว พอแล้วกลัวหาอะไร นั่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านเป็นอย่างนั้น แต่ก่อนท่านก็เป็นนักกลัวเหมือนกัน พอสร้างเกราะกำบังไว้เต็มเหนี่ยวแล้วอยู่ไหนอยู่ได้หมด..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






“..ทำความดีอยู่คนเดียวไม่มีใครเห็น มันก็ยังดีอยู่นั่นเอง อันความจริงนั้น จะทำอยู่คนเดียวมันก็จริง จะทำอยู่หลายคนมันก็จริง เราทำที่มันจริงแล้วถึงคนอื่นจะว่าไม่จริง มันก็ยังเป็นของจริง อันนั้นเรียกว่าของจริง หมายความว่าเราทำความผิดไม่มีใครเห็น มันก็ยังเป็นความจริง เราจะทำความถูกอยู่ไม่มีใครเห็นมันก็เป็นความจริง
ฉะนั้นคนเราเมื่อจะทำความดีนั้นน่ะ ไม่ต้องให้คนอื่นเห็น บางคนทำคุณงามความดีก็ต้องการอยากจะให้คนอื่นเห็น ให้คนอื่นเป็นพยาน จึงจะดีอกดีใจ อันนั้นก็ดีอยู่ แต่ว่ามันยังไม่จริง ไม่บรรลุถึงความจริง...จริง ๆ ไอ้ความจริงนั้นแม้เราจะไปลอบทำอยู่คนเดียว ทำความชั่วมันก็ชั่วอยู่นั่นแหละ ทำความดีอยู่คนเดียวไม่มีใครเห็น มันก็ยังดีอยู่นั่นเอง มันเป็นเสียอย่างนั้น ไม่ต้องว่าเราทำความชั่วคนเห็นแล้ว มันจะเพิ่มชั่วขึ้นมาอีก ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อเราทำความดีจริงเมื่อคนเห็นแล้ว มันจะเพิ่มความดีขึ้นมาอีก มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






“..หลวงปู่มั่น..ยืนยันจิต..”

“..จิต ของคนเราสามารถจับจองที่เกิดใหม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ตาย!! หากไม่ระวังฝึกฝนจะนำพาไปสู่ที่ต่ำกว่าเดิมเสมอ #ตายแล้วไปไหน

“หลวงปู่มั่น” ยืนยัน จิตของคนเราสามารถไปจับจองที่เกิดใหม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ตายได้จริง! หากไม่ระวังฝึกจิตจะนำพาไปสู่ที่ต่ำกว่าเดิมเสมอ#ตายแล้วไปไหน

เรื่อง "จิตไปจับจองที่เกิด ตั้งแต่ยังไม่ทันตาย"
(จากธรรมประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
ในสมัยบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่น มีอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่งมีความเคารพเลื่อมใสในพระอาจารย์มั่นมาก มาเล่าเรื่องของตัวเองถวายท่านว่า ขณะอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวผู้นี้แกนั่งสมาธิภาวนาตลอดกลางคืนยามดึกสงัด พอจิตรวมสงบลงสนิทไม่แสดงกิริยาใดๆ สายใยยาวเหยียดออกนอกกายนอกใจไปสู่ภายนอก แกเกิดความสงสัยเป็นล้นพ้น จึงกำหนดจิตดูว่า กระแสจิตนี้มันไหลออกไปทำไม และจะไปเกี่ยวข้องกับอะไร

พอแกตามกระแสจิตอันละเอียดเป็นสายใยนั้นไปก็พบว่ากระแสจิตของแกไปเข้าที่ร่างของหลานสาวคนหนึ่งเพื่อจับจองที่เกิดในท้องหลานสาวซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกัน แกรู้สึกตกใจมาก เพราะตัวเองยังไม่ตาย ทำไมจิตถึงส่งกระแสออกไปจับจองที่เกิดไว้แล้วเช่นนั้นจึงรีบย้อนจิตกลับมาที่เดิมและถอนจิตออกจากสมาธิทันที แกใจไม่ดีเลยนับแต่ขณะนั้นเป็นต้นมา
ในระยะเดียวกันก็ปรากฏว่าหลานสาวคนนั้นเริ่มตั้งครรภ์มาได้หนึ่งเดือนแล้วเช่นกัน พอตื่นเช้าวันหลังแกรีบมาวัด เล่าเรื่องนี้ถวายพระอาจารย์มั่นดังกล่าวแล้ว ขณะนั้นมีพระเณรหลายท่านนั่งฟังอยู่ด้วย ต่างก็งงไปตามๆ กัน พระอาจารย์มั่นนั่งหลับตาอยู่ประมาณ 2 นาที แล้วลืมตาขึ้น อธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดนั้นให้อุบาสิกานุ่งขาวหุ่มขาวคนนั้นฟังว่า " เมื่อจิตรวมสงบลงคราวต่อไป ให้โยมตรวจดูกระแสจิตให้ดี ถ้าเห็นแกระแสจิตนั้นส่งออกไปภายนอกดังที่โยมว่านั้น ให้กำหนดจิตตัดกระแสจิตนั้นให้ขาดด้วยปัญญาจริงๆ ต่อไปกระแสจิตนั้นจะไม่ปรากฏ แต่โยมต้องกำหนดดูกระแสจิตนั้นด้วยดี และกำหนดตัดให้ขาดด้วยปัญญาจริงๆ อย่าทำเพียงแต่ว่าทำเท่านั้น เดี๋ยวเวลาตายโยมจะเกิดในท้องหลานสาวนะจะหาว่าอาตมาไม่บอก " นี่คือคำบอกของอาตมา จงทำให้ดี ถ้าโยมกำหนดตัดกระแสจิตนั้นไม่ขาด เวลาโยมตายต้องไปเกิดในท้องหลานสาวแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย
พออุบาสิกาผู้นั้น ได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์มั่นแล้วก็กลับบ้านไป ราวสองวันแกก็กลับมาหาท่านอีกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมาก พอแกนั่งลงเท่านั้น พระอาจารย์มั่นก็ถามเป็นเชิงเล่นบ้างจริงบ้างทันทีว่า " เป็นยังไงโยมห้ามกระแสจิตตัวเองอยู่หรือเปล่าที่จะไปเกิดกับหลานสาวทั้งที่ตัวยังไม่ตายน่ะ " แกเรียนตอบทันทีว่าโยมตัดขาดแล้วคืนแรก พอจิตรวมสงบลงสนิทแล้วกำหนดดูก็เด่นชัดดังที่เคยเห็นมาแล้ว มันส่งกระแสไปอยู่ที่ท้องหลานสาว โยมก็กำหนัดตัดกระแสจิตพิลึกนั้นด้วยปัญญาดังหลวงพ่อบอกจนมันขาดกระเด็นไปเลย เมื่อคืนนี้โยมกำหนดดูอีกอย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจไม่ปรากฏว่ามีอีกเลย มันหายเงียบไป วันนี้อยู่ไม่ได้ต้องรีบมาเล่าถวายให้หลวงพ่อฟัง
พระอาจารย์มั่นพูดว่า นี่แลความละเอียดของจิตคนเรา จะรู้เห็นได้จากการภาวนาสมาธิเท่านั้น วิธีอื่นไม่มีทางทราบได้ จิตของคนเรามันลึกลับยิ่งนัก เราจะไปรู้เห็นมันด้วยวิธีการคาดคิดนึกเดาเอาตามตำราไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติจิตสมาธิจริงๆ ถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง โยมเกือบเสียตัวให้กิเลสขับไสไปเกิดในท้องหลานสาวแบบไม่รู้สึกตัวแล้วไหมล่ะ แต่ยังดีที่ภาวนาสมาธิจนรู้เรื่องของจิตเสียก่อน แล้วรีบแก้ไขกันทันเหตุการณ์ ฝ่ายหลานสาวคนนั้น พอถูกคุณยายอุบาสิกาตัดกระแสจิตขาดจากความสืบต่อก็ปรากฏว่าหล่อนได้แท้งลูกในระยะเดียวกัน น่าประหลาดมหัศจรรย์จริงๆ
ปัญหาที่ว่า คนยังไม่ตาย ทำไมจึงเริ่มไปเกิดในท้องคนอื่นแล้วเช่นนี้ พระอาจารย์มั่นได้เฉลยปัญหานี้ให้พระเณรลูกศิษย์ทั้งหลายที่สงสัยเป็นล้นพ้นฟังว่า จิตเป็นแต่เพียงเริ่มต้นจับจองที่เกิดไว้เท่านั้น แต่ยังมิได้ไปเกิดเป็นตัวเป็นตนโดยสมบูรณ์ ถ้าคุณยายอุบาสิกาคนนั้นไม่รู้ทันปล่อยให้จิตเกาะเกี่ยวกับการเกิดในท้องหลานสาวจนทารกในครรภ์ปรากฏเป็นตัวเป็นตนสมบูรณ์ขึ้นมาเมื่อไร คุณยายคนนั้นจะตายทันที ต่อปัญหาที่ว่าการที่คุณยายคนนั้นตัดกระแสจิตตัวเอง จนหลานสาวแท้งลูก จะไม่เป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ในครรภ์ล่ะหรือ?
พระอาจารย์มั่นตอบว่า จะเป็นการทำลายก็แต่เฉพาะกระแสจิตตัวเองเท่านั้น มิได้ตัดหัวคนที่เกิดเป็นตัวเป็นตนแล้วแต่อย่างใด เพราะจิตแท้ยังอยู่กับคุณยาย ส่วนกระแสจิตทีแกส่งไปยึดไว้ที่หลานสาวนั้น พอแกรู้สึกตัวก็รีบแก้ไขคือตัดกระแสจิตของตนเสีย มิให้ไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป เรื่องก็ยุติกันไปเท่านั้น อีกอย่างก็คือทารกในครรภ์นั้นเพิ่งมีอายุได้ ๑ เดือนเท่านั้นเป็นเพียงแต่ก้อนเลือดยังไม่เป็นตัวตนแต่อย่างใด
สาเหตุที่คุณยายุอุบาสิกาเผลอไผลปล่อยให้แกระแสจิตส่งออกไปเกาะเกี่ยวกับหลานสาวนี้ คุณยายได้เล่าว่า แกรักหลานสาวคนนี้มากเสมอมา มีเมตตา ห่วงใย ได้ติดต่อเกี่ยวข้องกับหลานสาวคนนี้อยู่เสมอแต่มิได้คิดว่าจะมีสิ่งลึกลับคอยแอบขโมยไปก่อเหตุเช่นนั้นขึ้นมา ถึงกับจะต้องไปเกิดลูกของหลานสาวอีก ถ้าไม่ได้พระอาจารย์มั่นช่วยแก้ไขไว้ทันท่วงทีก็คงไม่พ้นไปเกิดในท้องหลานสาวแน่นอน พระอาจารย์มั่นว่า จิตนี้พิสดารเกินกว่าความรู้ความสามารถของคนธรรมดาจะตามรู้ตามรักษาโดยมิให้เป็นภัยแก่ตัวผู้เป็นเจ้าของดังที่คุณยายพูดไม่มีผิดถ้าแกไม่มีหลักใจทางสมาธิภาวนาอยู่บ้างแล้ว แกก็ไม่มีทางเดินของใจได้เลย ทั้งเวลาเป็นอยู่และเวลาตายไป

ฉะนั้นการทำภาวนาสมาธิจึงเป็นวิธีปฏิบัติต่อใจได้ดีและถูกทาง ยิ่งเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้ว สติปัญญายิ่งมีความสำคัญมากในการตามรู้และรักษาจิตตลอดการต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิต ในเวลาจวนตัวซึ่งเป็นเวลาเอาแพ้เอาชนะกันจริงๆ ถ้าพลาดท่าขณะนั้นก็เท่ากับพลาดไปอย่างน้อยภพหนึ่งชาติหนึ่ง เช่นไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดก็ต้องเสียเวลานานเท่าชีวิตของสัตว์ในภพภูมินั้นๆ ขณะที่เสียเวลายังต้องเสวยกรรมในกำเนิดนั้นไปด้วย ถ้าจิตดีสติพอประคองตัวได้ อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์มากกว่านั้นก็ไปเกิดในเทวสถานชมวิมานและเสวยทิพย์สมบัติอยู่นานปีถึงจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ลามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่ลืมศีลธรรมที่ตนเคยบำเพ็ญรักษามาตั้งแต่บุพเพชาติ ทำให้เพิ่มอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารขึ้นโดยลำดับ จนจิตมีกำลังแก่กล้าสามารถรักษาตัวได้
การตายก็เป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากต่ำขึ้นไปสูง จากสั้นไปหายาว จากหยาบไปหาละเอียดจากวัฏฏจักรไปเป็นวิวัฏฏจักร ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนเครื่องเสวยมาเป็นลำดับ สุดท้ายก็หมดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรต่อไปอีกเพราะจิตได้รับการอบรมไปทุกภพทุกชาติ จนฉลาดเหนือสิ่งใดๆ กลายเป็นนิพพานสมบัติขึ้นมาอย่างสมพระทัยและสมใจ ซึ่งล้วนไปจากการฝึกฝนอบรมจิตให้ดีไปโดยลำดับทั้งสิ้น. ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์ทั้งหลาย จึงไม่ท้อถอยในการสร้างกุศล อันเป็นสวัสดีมงคลแก่ตนทุกเพศทุกวัยจนสุดวิสัยที่จะทำได้ไม่เลือกกาล..”

ภูริทตฺธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร
(หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส
ต.ตำบลธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร







ศีลห้า

พระธรรมเทศนาโดย..." หลวงปู่ฝั้น อาจาโร "
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

เราทั้งหลายพากันอยู่กับเทวทูต อยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที เทวทูตคืออะไรล่ะ คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย นี่แหละเราเห็นอยู่ เราทั้งหลายอยากพ้นทุกข์ ไม่ใช่อื่นเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านให้เห็นเทวทูตเช่นนี้

เมื่อผู้ใดเห็นเทวทูตรู้จักเทวทูตนี่แหละ ผู้นั้นจะได้พ้นทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่อื่น ทุกข์ไม่ใช่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นทุกข์ ไม่มีวัตถุข้าวของเงินทองเป็นทุกข์ ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นทุกข์ นั้นไม่ใช่
สิ่งนั้นๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ว่าเป็นทุกข์
ทุกข์นั้นมีประจำอยู่แล้วทุกคน เช่น หนีความเกิดไม่ได้ หนีความแก่ไม่ได้ หนีความเจ็บไข้ไม่ได้ หนีความตายไม่ได้ มีประจำอยู่แล้ว หนทางจะหนีได้นั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนสรณะที่พึ่งไว้ เอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เอาพระธรรม พระอริยสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งกราบไหว้บูชาของเราทุกๆ วัน เมื่อเราถึงพระพุทธเจ้าแล้วเราจะพ้นได้ ถ้าเราไม่ยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเป็นที่พึ่งแล้วจะพ้นไม่ได้

ให้เราพากันกราบทุกๆ วัน กราบแล้วเข้าวัด
วัดดูพุทธสรณะที่พึ่งของเรา ธรรมะสรณะที่พึ่งของเรา สังฆสรณะที่พึ่งของเรา แล้วเข้าวัด
พากันรู้จักวัดหรือยัง เดี๋ยวนี้คนเราไม่รู้จักวัด จึงได้พากันยุ่งยากเดือดร้อน ถ้าต่างคนต่างเข้าวัดแล้วก็จะไม่ยาก วัดอะไรล่ะ วัดดูตัวของเรา ไม่ใช่วัดของพระเจ้าพระสงฆ์ วัดของเรามีประจำวันทุกคน
(กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์).. สามหน
กราบแล้วก็นั่งวัดดูใจของเรา นึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ พระธรรมอยู่ ในใจ พระอริยสงฆ์สาวกอยู่ในใจ ระลึกคำบริกรรมภาวนาอยู่ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ หน แล้วนึกรวม พุทโธๆ คำเดียวในใจของเรา ใจเราก็เพ่ง พุทโธๆ หลับตา งับปากเสีย ระลึกอยู่ในใจ ลิ้นก็ไม่กระดิก ใจเราก็เพ่งที่ระลึก พุทโธ หูเราก็ฟังที่ระลึกพุทโธ

พุทธะคือความรู้ เพ่งดูให้รู้ว่าทำไมเกิดมาจึงเป็นทุกข์ สุขเพราะอะไร ทุกข์อยู่ที่ไหน สุขอยู่ที่ไหน ท่านจึงได้วางไว้ พุทธะคือผู้รู้ นี่เป็นที่พึ่งของเรา เพ่งดูให้รู้ทัน ความเกิดคือความทุกข์ เรารู้แล้วเราก็ไม่เกิด บางคนถามว่าตายแล้วได้เกิดไหม จงนั่งดูว่าใครจะห้ามได้ ความเกิดนี้ใครห้ามไม่ได้ พระพุทธเจ้าให้บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักของพระพุทธศาสนา บำเพ็ญศีลคือรักษากาย รักษาวาจา รักษาใจของเราให้มันสงบ ให้เรียบร้อย เรารักษากาย สำรวมใจกายวาจาของเราให้เรียบร้อย เราไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจแล้ว เกิดมาอีกเราก็ไม่เป็นคนพิกลพิการ เกิดมาก็กายบริบูรณ์ วาจาก็บริบูรณ์ ใจก็บริบูรณ์ เราต้องการอย่างนี้ เรารักษาศีลไม่ใช่อื่น เรารักษากายวาจาใจ เท่านี้ รักษาเพื่อให้ตัวเราได้พ้นจากตกทุกข์ได้ยาก ให้ตัวเราไม่วิกลวิการ ใจเราไม่วิกลวิการ รักษาตรงนี้

นี่แหละเป็นหนทางที่จะออกจากทุกข์ได้ ให้พากันทำตรงนี้ สัมมาสมาธิ ทำจิตให้เที่ยง อย่าให้มันไปก่อภพก่อชาติ ก่อกรรมก่อเวรอะไร ใจมันสงบเพราะเป็นสมาธิ ใจตั้งมั่น ตั้งเที่ยง ตั้งตรง ใจไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสสัมผัสทั้งหลายเหล่านั้น เวลามันจะไปนั้น มันไปเที่ยวก่อภพก่อชาติน้อยใหญ่ ดังนั้นจึงให้เข้าวัดดู เราเข้าสมาธิ เราตั้งให้แน่ว มันจะออกไปข้างหน้าเราก็รู้ จะไปข้างหลังเราก็รู้ จะออกไปทางซ้ายทางขวาทางล่างทางบน จิตของเราก็รู้ตามไป นี่คือหัดทำสมาธิเพื่อทำจิตของเราให้ตั้งมั่น ที่เราเป็นทุกข์ เพราะมันไม่ตั้งมั่น มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง สิ่งไหนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ สิ่งไหนเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ตัวตน การทำใจให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเรียกว่าสมาธิ เราจะหาอะไรทำก็ต้องหาของที่เที่ยงที่แท้ ไม่เอาของแปรผันยักย้าย จึงต้องให้ทำสมาธิ มันจึงจะรู้

เมื่อรู้แล้วก็เกิดปัญญา ไม่ใช่อื่นไกล คือความรอบรู้ในกองสังขารการปรุงการแต่ง จึงต้องให้เข้าวัดฟังธรรม จะได้รู้ว่าการปรุงอะไรเป็นกุศล เป็นกุศลเราเบิกบาน เป็นพุทโธ มีความสว่างไสว จิตไม่เศร้าหมอง จิตไม่รำคาญ จิตพุทโธจิตเบิกบาน จิตพุทโธจิตรู้ นี่แหละให้พากันรู้จัก ถ้าอกุศลมันปรุงขึ้นแล้วก็ทำให้จิตเศร้าหมอง จิตฟุ้งซ่านรำคาญ เกิดราคะ เกิดโลภะ เกิดโทสะ เกิดโมหะขึ้น มันเป็นไปอย่างนี้เมื่อประกอบอกุศลกรรม มันทำสัตว์ทั้งหลายให้ตกทุกข์ได้ยาก ได้ยินได้ฟังแล้วให้น้อมเข้ามาพิจารณาในดวงใจของเรา พระพุทธเจ้าท่านวางศาสนาไว้ตรงนี้ ความมีศีล สมาธิ ปัญญา ศีลไม่ใช่อื่นคือตัวของเราเองเป็นศีล สำรวมกาย วาจา ใจของเราให้เรียบร้อย ศีลอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ตรงอื่น ไม่ใช่ศีลอยู่ที่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่ศีลอยู่กับพระ ศีลอยู่กับตัวของเรา ผู้ที่สำรวมตัวเรียบร้อยไม่ทำโทษน้อยใหญ่ ทำกาย วาจา ใจให้เรียบร้อย ไม่เป็นโทษไม่เป็นภัย เมื่อยืนก็เป็นศีล เดินก็เป็นศีล นั่งนอนก็เป็นศีล ไปไหนก็เป็นศีล ถ้าเราไม่ได้ทำโทษ ๕ อย่างคือปาณาฯ อทินนาฯ กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ เราอยู่ไหนก็เป็นศีล อยู่ในป่า ในดง ในบ้าน ในเมือง ในกลางหนทางก็เป็นศีล

เมื่อเราไม่ได้ทำโทษเหล่านั้นแล้ว โทษทั้งหลายก็ไม่มี โทษ ๕ อย่างนั้นเราทั้งหลายไม่มีใครปรารถนา ไม่มีใครต้องการ ให้พากันสำรวมระวังอย่าให้เกิดขึ้นในตัวของเรา ห้าอย่างนี้คือฆ่าสัตว์ ลักขโมย ประพฤติกาเม กล่าวมุสา ดื่มสุราสาโท สิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่ทำมันก็ไม่มีโทษ ไม่มีกรรม ไม่มีบาป ไม่มีความชั่ว เราเกิดในภพใดชาติใดก็ตามเราก็เป็นคนสวยคนงาม กายเรียบร้อย วาจาเรียบร้อย ใจเรียบร้อย เราก็มีความสุขความสบาย เรามีความสุขความสบายเพราะเหตุใด เพราะเราละโทษห้าอย่างทั้งหลายนั้น สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ
โภคะสัมปะทา มีความสุขความสบาย มีโภคทรัพย์สมบัติ เป็นคนไม่ทุกข์ไม่จน เพราะเหตุใดจึงไม่ทุกข์ไม่จน เพราะเราเกิดมาสมบูรณ์ กายเราก็สมบูรณ์ วาจาก็สมบูรณ์ ใจก็สมบูรณ์ ศึกษาอะไรก็ไม่ขัดไม่ข้อง ทำการทำงานอะไรไม่ขัดไม่ข้อง เพราะโทษไม่มีในตัวเรา เราก็เจริญขึ้น เจริญเพราะไม่ขัดข้องมีความสะดวก

พระพุทธเจ้าสอนให้ทำอย่างนี้ ให้คนทั้งหลายเชื่อพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้บัญญัติศาสนาให้ต้นไม้ ภูเขาเลากา ในป่าในดง ในบ้านในเมือง ในถนนหนทาง ในโบสถ์ศาลาโรงธรรมวิหาร ท่านบัญญัติศาสนาไว้ในตัวเรานี้ทุกคน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็อธิบายให้ฟังแล้ว สำรวมกายวาจาใจของเรา กายของเรานี่เป็นพุทธศาสนา วาจาของเราเป็นพุทธศาสนา ใจของเราเป็นพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนที่กายของเรา วาจาของเรา ใจของเรา ท่านสอนให้ทำดี ไม่ให้ทำความชั่ว ให้ว่างไว้

ท่านทั้งหลายก็ได้เรียนมามากแล้ว สิ่งผิดสิ่งถูกก็ทราบอยู่แล้ว สิ่งที่ไม่ดีก็อย่าทำ ถ้าเราไม่ทำแล้วสิ่งไม่ดีก็ไม่มาหาเรา ถ้าเราทำแล้วสิ่งนั้นๆ ก็จำเป็นต้องได้ เราทำสมาธิ ทำจิตให้ตั้งมั่น ดูที่จิตของเรา จิตของเราอยู่ที่ไหนเล่า จิตคือผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ใครเล่าเป็นบุญเป็นบาป ก่อภพ ก่อชาติ ก่อกรรม ก่อเวร ท่านสอนให้ตั้งมั่นเพื่อเราจะได้หมดบาปหมดกรรม หมดเคราะห์ทั้งหลาย จิตเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่น เมื่อจิตสงบแล้วสิ่งทั้งหลายสงบหมด ก็เมื่อจิตนี้ไม่ได้ไปก่อภพก่อชาติ ใครที่ไหนจะไปก่อเล่า เมื่อจิตนี้ไม่ไปก่อแล้ว ความเกิดไม่มีแล้ว ความเจ็บจะมีมาแต่ไหนเล่า ความแก่ไม่มีแล้ว ความเจ็บไข้ได้พยาธิจะมาจากไหนเล่า ความเจ็บไข้ได้พยาธิไม่มีแล้ว ความตายจะมาแต่ไหนเล่า ความตายไม่มีแล้ว ความเกิดจะมาที่ไหนเล่า มันเป็นอย่างนี้ นี่เราเวียนว่ายตายเกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้ กี่กัปกี่กัลป์อนันตกาล ถ้าดูให้แน่วที่ใจก็เห็นว่าเรานี่เองไปก่อภพก่อชาติ ถ้าหยุดเสียก็เป็นอมตะ เป็นของเที่ยงแท้ไม่แปรผัน ไม่ไปก่อภพก่อชาติ เมื่อชาติไม่มีแล้วความแก่ก็ไม่มี ความแก่ไม่มีแล้วความเจ็บไข้ได้พยาธิก็ไม่มี ความเจ็บไข้ได้พยาธิไม่มี ความตายมันก็ไม่มี มันเป็นอย่างนี้

เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ให้โอปนยิโก น้อมเข้ามาดูภายใน คนทั้งหลายตายแล้วเกิดไหม ดูที่เราน่ะแหละ
เกิดหรือไม่เกิดเดี๋ยวนี้ ทำอยู่เดี๋ยวนี้ละ จิตของเราอยู่เฉยๆ ไหมล่ะ เอาโอปนยิกธรรม น้อมเข้าไปดูซิ จิตของเรามันเฉยๆ อยู่ได้ไหมล่ะ มันก็ก่อภพก่อชาติไม่รู้ว่ากี่ภพแล้ว มันปรุงมันแต่ง มันก่อตรงโน้น มันดับตรงนี้ ก่อตรงนั้น อยู่อย่างนั้น มันกี่ภพแล้วนี่ ที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ความเกิดนี่เราห้ามไม่ได้ เหตุนั้นท่านจึงให้พิจารณาพุทโธ

พร้อมกันท่านได้ให้พิจารณาเทวทูตนี้ ยกขึ้นในใจของตน ทุกข์คือความเกิดนี้เราต้องหยุดเสีย ล้างบาปล้างกรรม ตัดบาปตัดกรรม เราจะล้างด้วยมีดด้วยดาบก็ไม่ได้ จะล้างด้วยน้ำก็ไม่ได้ ต้องนั่งสมาธิให้จิตสงบเท่านั้นแหละ เมื่อจิตสงบแล้วมันว่างหมดไม่มีอะไร มีแต่ความเบาความสบาย เย็นอกเย็นใจ หายทุกข์หายยาก หายความลำบากรำคาญ มีแต่พุทโธความเบิกบาน พุทโธความสว่างไสว พุทโธความผ่องใส กรรมทั้งหลายมันก็หมดความชั่ว มีแต่พุทโธความเบิกบาน เหตุนั้นสรณะที่พึ่งของเราต้องอาศัยความรู้นี้ เมื่อขาดความรู้ หาที่พึ่งไม่ได้ ในสัจจกิริยาคาถาท่านว่า นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี จะพึ่งนั่นพึ่งนี่พึ่งอะไรไม่ได้ซักอย่าง ตัวเราเองก็พึ่งไม่ได้ ชาวบ้านชาวร้านประเทศชาติพึ่งไม่ได้ บิดามารดาปู่ย่าตายายพึ่งไม่ได้ทั้งหมด ตัวเราก็พึ่งไม่ได้ อะไรเล่าเป็นที่พึ่งของเรา พุทโธ เม สะระณัง วะรัง มีแต่พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ พากันน้อมมาดูซิว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนเวลานี้

โอปนยิโก น้อมเข้ามาภายใน พุทธะคือความรู้ นึกดูว่าอยู่ที่ไหนเดี๋ยวนี้ พุทโธ พุทโธ อยู่ในใจ พุทโธคือความรู้ ใจเราเป็นผู้รู้ ขาดความรู้อย่างเดียวไม่มีที่พึ่งอะไรสักอย่าง อุปมาเหมือนคนตาย คนตายแล้วขาดความรู้ ทำอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว เหตุนี้จึงได้มาเตือนใจให้เรามีที่พึ่งสรณะที่กราบที่ไหว้ อย่าได้สงสัยลังเล เราอยู่ในภพใดชาติใด เราเกิดมาแล้ว ต่อไปให้รู้จักที่อยู่ เมื่อเรานั่งสมาธิ เราไปที่ที่อยู่ของเรา เมื่อจิตมันสงบ มันสบายอกสบายใจ มันไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่วุ่นไม่วาย สบาย นั่นแหละที่อยู่ของเรา เมื่อจิตของเราเป็นอย่างนั้น มันนำความสุขความเจริญมาให้ ในปัจจุบันและเบื้องหน้า จิตเช่นนั้นต้องนำไปสุคติ เพราะเดี๋ยวนี้มีความสุข ดับขันธ์ไปก็ต้องมีความสุข ถ้าจิตของเราเป็นอกุศลทุกข์ยากวุ่นวาย ง่วงเหงาหาวนอน ทุกข์อกทุกข์ใจ จิตอย่างนั้นก็นำไปทุคติ มาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์มีทุกข์ ต่ำช้าเลวทราม ถ้าไม่เป็นมนุษย์ เป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน เป็นสัตว์นรกก็ได้ เหตุนั้นให้พากันเข้าใจ

เมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นทุกข์แล้วเราไม่ต้องการ
ก็พากัน พุทโธ พุทโธ กำจัดปัดเป่าเสียให้มันหนี
ถามว่าเราจะเป็นทุกข์ไหมถ้าไม่อยากได้ ก็ใครอยากจะเป็นเล่า ต้องโอปนยิโก ถามดูซิใครเห็นทุกข์ ไม่ใช่ต้นไม้ภูเขาเลากาเป็นทุกข์
ไม่ใช่บ้านเมืองเป็นทุกข์หรือถนนหนทางเป็นทุกข์ ใจเราเป็นผู้ทุกข์ เหตุนั้นจึงได้มาเตือนใจให้เราภาวนา เลือกเฟ้นใจของเรา ถ้าเราไม่เลือกเฟ้น ใจเราก็ใช้ไม่ได้ ใจเรามีทั้งดีทั้งชั่ว ต้องเลือกเฟ้น เหมือนอย่างตัวปลาก็มีทั้งคุณทั้งโทษ ผู้มีปัญญาก็เลือกเอาแต่เนื้อ มันก็สบาย ผู้ไม่มีปัญญาก็กินเอาก้างเข้าไปขวางคอตาย จิตใจเรามีทั้งเปรต สัตว์นรก หูหนวกตาบอด ใบ้บ้าเสียจริต มีหมด หูดีตาดี สวยงามก็มี ใจพระมหากษัตริย์ เศรษฐีเสนาบดี มีหมด เทวบุตรเทวดา พระอินทร์พระพรหม มีหมด ให้เลือกเอา ถามว่าจะรู้ได้อย่างไร ใจเทวบุตรเทวดา พระอินทร์พระพรหม ได้แก่พุทโธ พุทโธ ใจเราเบิกบาน ใจเราสว่าง ใจเราไสว ก็นำไปทางนี้ ทีนี้พวกดำ ใจเราเศร้าหมอง จิตไม่ผ่องใส จิตมืดจิตมัว วุ่นวายเดือดร้อน จิตทุกข์ขึ้นมาย่อมนำไปทุคติ จิตสุขสบายนำไปสู่สุคติ นี่แหละเป็นข้อปฏิบัติ เราได้ยินได้ฟังแล้วตามศาสนาคำสั่งสอน

ท่านบอกไว้ในธรรมคุณว่า เอหิปัสสิโก พึงเรียกร้องสัตว์ทั้งหลายให้เข้ามาดูธรรม
ดูธรรมอะไรเล่า กุศลธรรมและอกุศลธรรม
กุศลธรรม จิตเราดี จิตเราฉลาด จิตเรามีความสุขความสบาย เราทำการทำงานทุกชิ้นทุกอย่าง เราก็ต้องการความสุขความสบาย นี่แหละกุศลธรรม
อกุศลธรรมเป็นอย่างไรเล่า คือจิตเราไม่ดี ทุกข์ยากวุ่นวายเดือดร้อน นี่อกุศลธรรมให้พากันรู้จัก
ท่านให้เรียกร้องสัตว์มาดูธรรมอันนี้
ลองเรียกหาความทุกข์จากดินฟ้าอากาศดูซิ ไม่มี
นอกจากใจที่มีทุกข์แล้ว สุขก็ใจเรา
จะมีสุขดี นอกจากใจเราดีแล้ว ที่อื่นไม่มี ชั่วนอกจากใจเราชั่วแล้ว ที่อื่นก็ไม่มี พูดง่ายๆ เราทั้งหลายพากันรู้จากข้อปฏิบัติ ถ้าจิตเราไม่ดีแล้วก็พาไม่ดีไปหมด จิตเราดีแล้วก็ดีไปหมด บิดามารดา สามีภรรยาบุตร ธรรมดาก็รักกันมากไม่ใช่เรอะ
หากจิตไม่ดีแล้วก็เห็นเป็นไม่ดีไปหมด เลยเกิดทะเลาะกัน
ถ้าจิตเราดีแล้วก็ไม่ทะเลาะกัน

สรุปแล้วธรรมะทั้งหลายทั้งหมดแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อย่าเข้าใจว่าอยู่แห่งอื่นแห่งใด อยู่ที่เรา เราอาศัยพระสามองค์อยู่ พระอะไรเล่า พระสูตร พระวินัย
พระปรมัตถ์ ท่านวางศาสนาไว้ตรงนี้ ธรรมะแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รวมอยู่ในตัวของเรา เราเป็นตู้พระไตรปิฎก เหตุใดเล่าสุตตปิฎก วินัยปิฎก ปรมัตถปิฎก ทั้งสามนี้รวมกันเป็นพระไตรปิฎก อัสโส ปัสโส นิสังโส สุตตปิฎก ได้แก่ สูดลมหายใจเข้าไป วินัยปิฎกได้แก่หายใจลมออกมา ปรมัตถปิฎกได้แก่ผู้รู้ที่อยู่ข้างใน รักษาชีวิตินทรีย์ไว้ไม่ให้แตกไม่ให้ทำลาย
นี่แหละเราอาศัยพระสามองค์นี้ ก็ต้องกราบต้องไหว้ เราต้องปฏิบัติพระสามองค์นี้ ถ้าท่านละไปแล้ว หมอก็รักษาชีวิตเราไม่ได้ ถ้าพระสามองค์นี้ยังรักษาเราอยู่ หมอก็ยังรักษาได้ ตราบใดยังมีลมหายใจอยู่ หมอก็รักษา ถ้าหมดลมหายใจแล้ว หมอก็ไม่รักษา
เห็นไหมล่ะ จริงหรือไม่จริง นี่แหละพระสามองค์ เราต้องปฏิบัติ ต้องกราบต้องไหว้

นี่แหละพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ธัมโม หะเว
รักขะติ ธัมมะจาริง นี่แหละพระสามองค์ ท่านจึงว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ถ้าสัตว์ใดปฏิบัติธรรมดี ธรรมย่อมนำความดีให้ ถ้าสัตว์นั้นปฏิบัติธรรมชั่ว ธรรมก็นำความชั่วให้ เราที่มานั่งอยู่นี้ก็เหมือนกัน คืออะไรเล่า มีรูปร่างเหมือนกัน มีธาตุสี่ ขันธ์ห้า อายตนะหกเหมือนกัน แต่รูปร่างไม่ตรงกัน ผู้ดำก็มี ผู้ขาวก็มี ผู้สูงก็มี ผู้ต่ำก็มี เพราะเหตุใด ผู้ใดประพฤติดี ธรรมก็ให้ดีแก่เรา ผู้ใดประพฤติไม่ดี ธรรมก็ให้ไม่ดีแก่เรา
ไม่ใช่บิดามารดาทำให้เราเกิดมาเป็นลูกตาบอด
บิดามารดาทำให้ไม่ได้ หมอก็ทำให้ไม่ได้ เราทำมาเอง นี่แหละข้อปฏิบัติ

เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว โอปนยิโก น้อมเข้าภายใน รู้เฉพาะตนนั้นแหละ นี้แหละข้อปฏิบัติที่นำมาเตือนใจ พอเป็นเครื่องสดับสติปัญญาบารมีของท่านทั้งหลาย
เมื่อท่านได้ฟังแล้วโยนิโสมนสิการ พากันกำหนดจดจำไว้ในใจ แล้วพากันประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดตนไปในธรรมคำสั่งสอนดังได้บรรยายแล้ว

ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสุขความเจริญเอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++
ถอดความจากแถบบันทึกเสียงแสดงธรรม
เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๑๖ ณ ห้องประชุมตึก
๗๒ ปี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ศ.นพ.โรจน์ สุวรรณสุทธิ์ ผู้ถอดความ
นพ.อวย เกตุสิงห์ ผู้เรียบเรียง
คัดลอกเนื้อหามาจาก...หนังสือ “อาจาโรวาท”
( พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร )
ฉบับพิมพ์ปี พ.ศ.๒๕๕๐
จากพระธรรมเทศนาหัวข้อ “ศีลห้า”

_






โลกุตตระจะอยู่กับความว่าง การปฏิบัติ....โยมนั่นแหละเป็นผู้ทำ
ทำไปจนหมดความสงสัย เพราะจิตถ้าไปสู่ธรรมแล้วจะไม่สงสัย
แต่ถ้าไม่ใช่อยู่ในธรรมจะสงสัยตลอดเลย เพราะหาเจ้าของเค้าไม่เจอ
ถ้าหาเจอแล้วไม่ต้องไปสงสัยว่า...วัวมันเป็นยังไง
ไม่ต้องไปนั่งจินตนาการ...เพราะเจอแล้ว

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เทศนาในหัวข้อภาวนาเพื่อไปหาจิต
ในรายการดวงใจในดวงธรรม
ณ บริษัท เคพีเอ็มจี กรุงเทพฯ
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๘





"เมื่อเราบอบช้ำจากโลกที่วุ่นวาย"

ความเป็นอยู่ของโลกทั่ว ๆ ไปย่อมเป็นที่ยอมรับกันว่า สุข ๆ ทุกข์ ๆ เจือปนกันไปทั้งเขาทั้งเรา เพราะงานส่วนมากย่อมเกี่ยวกับคนอื่นและสังคม #จึงทำให้เกิดทุกข์

หากเป็นงานที่ทำโดยลำพังไม่เกี่ยวกับผู้อื่น แม้เป็นทุกข์ก็พอทำเนา #เพราะไม่ค่อยกระทบทางจิตใจต่อกัน

ที่คนส่วนใหญ่ชอบติดใจในความสุขที่เกิดจากกิเลสนั้น เพราะไม่มีความสุขอื่นให้ติดใจ เช่นความสุขที่เกิดจากความสงบทางใจ ความสุขที่เกิดจากธรรมะประเภทอื่น ๆ ที่ตนบำเพ็ญ จึงไม่มีสิ่งให้เลือก

หากมีความสุขอื่น ๆ อันเป็นความสุขที่ชอบธรรมมีมาแทรกบ้าง คนเราย่อมคัดเลือกเอาตามใจชอบ ไม่ทนเสวยสุขที่เกิดจากกิเลสชนิดจำเจอยู่เลย

ดังนั้นปราชญ์ท่านจึงสอนให้อบรมธรรม สนใจในธรรม มีการภาวนาเพื่อสงบอารมณ์ทางใจเป็นต้น เพื่อความสุขที่ปลอดภัยนี้จะได้เกิดขึ้นให้ได้เห็นได้ชมทางใจ

#เราอยู่กับโลกที่วุ่นวาย จำต้องได้สัมผัสบ้างเป็นธรรมดา

แต่ผู้มีธรรมในใจ #ย่อมไม่บอบช้ำมาก เหมือนผู้ไม่มีธรรมในใจ

จึงกรุณาอุตส่าห์บำเพ็ญฝึกใจเสมอ จะเป็นเครื่องต้านทานความวุ่นวายของโลกได้พอประมาณ

โลกถ้าไม่มีธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยวเลยนั้น ย่อมหาจุดที่หมายไม่ได้ตลอดไป อยู่หรือไปโลกไหนก็มีความทุกข์ร้อนพอ ๆ กัน เพราะจิตไม่มีที่ยึดไม่มีที่เกาะ เคว้งคว้างและคว้าน้ำเหลวอยู่เรื่อยไป #สิ่งที่ติดมือมาก็คือความทุกข์ ความไม่สมหวังที่ไม่พึงปรารถนานั่นแล จึงน่าขยะแขยงอยู่มาก น่ากลัวอยู่มากสำหรับผู้ไม่มีธรรม ไม่มีบุญกุศลใด ๆ ติดตัวเลย อยู่กับไปก็เป็นคนสิ้นหวังประจำตัว ทั้งนี้ก็เพราะความไม่ขวนขวายของตัวเอง

สำหรับคุณมิใช่คนประเภทที่กล่าวมา แต่เป็นผู้รักศีล รักธรรม รักครูอาจารย์ รักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รักบุญรักกุศล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสรณะอันเอกอุทั้งสิ้น จึงกรุณาภูมิใจในคุณธรรมของตนเอง

ส่วนความสุขบ้างทุกข์บ้างที่เกี่ยวกับโลกอันวุ่นวายนั้นก็เป็นธรรมดา ไม่เป็นสิ่งที่พาเราให้ล่มจม จึงกรุณาอยู่เย็นใจ โอกาสว่างบ้างก็ฝึกหัดภาวนาเพื่อความสงบสุขทางใจ แม้ยากบ้าง แต่ผลดีมีมากคุ้มค่ากับความยากในเวลาทำ

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ









..ให้พิจารณาธาตุน้ำ ว่าธาตุน้ำที่ตั้งอยู่ในกายของตนนี้เขามีลักษณะอย่างไร ให้ยกธาตุน้ำนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วยสติปัญญาว่า ธาตุน้ำเขามีลักษณะเอิบอาบซ่านชื้นอยู่ในร่างกายอันนี้ เรียกว่าธาตุน้ำ มีน้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเหงื่อ น้ำมัน น้ำตา น้ำเลือด ไหลไปมาตามร่างกาย น้ำลาย น้ำเหลือง น้ำมูก เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าธาตุน้ำ ให้เรามาพิจารณาด้วยปัญญาของตนกลับไปกลับมาให้แยบคาย จนเห็นด้วยปัญญาผู้รู้ที่สงบอยู่ว่า ธาตุน้ำนี้ที่มีอยู่ในร่างกายบุคคลเรานี้ เมื่อร่างกายคนเรานี้ตายไปแตกสลายลงไปแล้ว ธาตุน้ำที่มีอยู่ในกายย่อมแตกสลายละลายซึมซาบหายไปสู่น้ำที่เดิมของเขา ให้เราเห็นด้วยปัญญาผู้รู้แน่ชัดแจ่มแจ้งอย่างนี้ จึงชื่อว่ารู้จริง..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






กฎระเบียบการเป็นอยู่ เรื่องพระวินัย ให้ถืออย่างเคร่งครัด ให้ปฏิบัติตามแนวแถวที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พาปฏิบัติมาแล้ว มันสบายใจนะ อุ่นใจ สบายใจ เราบวชมาเพื่ออะไร ถามใจตัวเอง เราบวชมาเพื่อหวังลาภ ยศ สรรเสริญ เพื่อให้คนยกย่องสรรเสริญอย่างนั้นใช่ไหม หรือหวังเพื่ออะไร หวังอยากจะได้เงินใช่ไหม หวังอยากจะได้วัดใช่ไหม หวังอะไร หวังจะเป็นสมภารอย่างนั้นใช่ไหม หรือหวังอะไร ต้องถามใจตัวเอง

ถ้าหวังทางพ้นทุกข์ วิธีการพ้นทุกข์ทำยังไง ตามที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอนบอกกล่าว ต้อง เป็นผู้มีศีลาจาวัตร ธุดงควัตร จากนั้นก็ภาวนา ถ้าหากว่าหวังทางพ้นทุกข์ ต้องเป็นลักษณะอย่างนั้น ถ้าหวังอย่างอื่น หวังทางโลกวัฏสงสาร อีรอยก้อยก๊อก อีล็อกก๊อกแก๊ก ลืมเจ้าของ หลงเจ้าของ อันไหนที่จะเป็น ที่จะได้มา เพื่ออะไร เพื่อกิเลส เพื่อความอยากของตนเอง อยากจะได้ลาภ ได้ยศ มันเสีย ระวังนะ มันผิดต่อหลักพระธรรมวินัย

พวกเราเข้ามาบวชให้ถามตัวเอง เรามุ่งหวังอะไร ถ้าหวังทางพางพ้นทุกข์ ต้องเดินตามแนวแถวนี้ อย่าไปอยู่กับหมู่กับเพื่อน อย่าไปติดเกินไป ถึงจะอยู่ในวัด ก็ไม่ให้ติดในหมู่ในเพื่อน ในพรรคในพวก ตอนเช้ามาฉันด้วยกัน ฉันด้วยความสำรวมระวัง แต่พอปลีกตัวกลับไปกุฏิแล้ว ภาวนา เป็นตัวของตัวเอง

เวลาจะอดอาหารวันไหน ก็ปลีกตัวของตัวเอง ไปอยู่ในตามลำพัง ไม่ต้องให้เห็นใครอีกต่างหาก ไปอยู่กุฏิห่าง ๆ คน ภาวนาอยู่นั่น น้ำฉันของเราก็มี เอาไปเตรียมไว้นะ ไปภาวนา ดูจิตดูใจของตนเองตลอด ให้อยู่กรรมฐาน อยู่กับตัวเองตลอด กำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก พุทโธนะ เราจะอยู่กับพุทโธตลอดนะ จะไม่ให้มันเผลอนะคราวนี้นะ บังคับจิตบังคับใจตัวเองนั่น ให้อยู่กับพุทโธ นี่แหละ วิธีการปฏิบัติสำหรับตนเอง ไม่ใช่ว่าวันไหนก็วันเก่า อิรอมก่อมก๊อก อีล็อกก๊อกแก๊ก มันจิตใจไม่ก้าวหน้านะลูกหลานพระเณรนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ใหญ่กับพ่อ ก่อกับครู เรียนรู้วิถีพระ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๘





เมื่ออยากจะรู้ธรรมะจะไปดูที่ไหนได้
ดูอยู่ที่กายของเรานี้แหละ ดูอยู่ที่ใจของเรา
นี้แหละ ไปดูในตู้ไม่พบ ไม่เห็น จะรู้ธรรมะ
อย่างแท้จริง ต้องดูในกายของเรา นี้เรียกว่า
รูปธรรม รู้เข้าไปอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีรูป
มีปรากฏอยู่คือ นามธรรม มีสองอย่างเท่านั้น
รูปธรรมมองเห็นด้วยตาของเราที่นั่งอยู่นี่
แต่นามธรรมมองไม่เห็น นามธรรมไม่ใช่สิ่งที่
จะมองด้วยตาเนื้อได้ต้องมองด้วยตาใน คือ
ตาใจ มองดูในใจจึงจะเห็นนามธรรม
คนจะบรรลุธรรมะ จะได้เห็นธรรมะต้องรู้จัก
ว่าธรรมะอยู่ตรงไหนเสียก่อน ถ้าธรรมะอยู่
ที่กาย ก็ต้องมาดูที่กายของเรา ดูตั้งแต่นี้ลงไป
เอาอะไรตรวจดูตรงนี้ เอานามธรรมคิด
ตัววิญญาณธาตุ ดูกายนี้ ไปดูที่อื่นไม่พบ
เพราะความสุขความทุกข์เกิดจากที่นี่ หรือ
ใครเห็นความสุขเกิดจากต้นไม้มีไหม เกิดจาก
แม่น้ำ มีไหม เกิดจากฟ้าดินอากาศมีไหม
ความสุข ความทุกข์ เป็นความรู้สึกทางกาย
ทางใจของเรานี่เอง ฉะนั้น พระพุทธองค์ท่าน
ให้รู้จักธรรมะ ให้มาดูธรรมะ ที่กายของเรานี้
คือธรรมะอยู่ที่นี่ จงมาดูที่นี่ อย่างท่านอาจารย์
ท่านสอนนี้ ท่านให้มาดูที่ตัวธรรมะ แต่เรา
เข้าใจว่าธรรมะอยู่ที่หนังสือ จึงไม่เจอ ถ้าดู
หนังสือก็ต้องน้อมเข้ามาในนี้อีกจึงจะรู้จัก
ธรรมะ อย่างนี้ ให้เข้าใจว่าธรรมะที่แท้จริง
อยู่ที่ไหน อยู่ที่นี่ อยู่ที่กาย อยู่ที่ใจนี้ ให้เอาใจ
นี้พิจารณากาย นี้เป็นหลักการพิจารณา
ฉะนั้น จึงทำปัญญาให้เกิดขึ้นในจิตของเรา
เมื่อปัญญาเกิดขึ้นในจิตของเราแล้ว จะมองไป
ที่ไหนจะมีแต่ธรรมะทั้งนั้น เห็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ... ตลอดเวลา

พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)






..พระพุทธองค์ได้เคยตรัสไว้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตได้ตรัสไว้ว่าเจตนาเป็นตัวศีล เป็นตัวบุญ อันนี้คนจะรักษาศีลก็เหมือนกัน เจตนาเป็นตัวงดเว้นจากบาปความชั่วทั้งหลาย ให้ตั้งใจทำคุณงามความดีเอาไว้ ก็จะเป็นที่น่าเลื่อมใส สำหรับผู้ที่มีศีลธรรมนี้จะอยู่ที่ไหนก็เป็นคนรักความสงบ ก็อาศัยซึ่งศีลธรรมเป็นเครื่องดูแล ควบคุมจิตใจของผู้นั้นอยู่ จึงเรียกว่าจิตใจมีศีลมีธรรม ทำบุญทำทานการกุศลมีเมตตาซึ่งกันและกัน เหมือนพวกเราทั้งหลายอยู่ด้วยกันนี้แหละ เมตตาด้วยกายนั้นก็คือ มองหน้ามองตากัน ก็มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแช่มชื่นเบิกบาน เรียกว่าเมตตาด้วยกาย ทำอะไรก็ไม่กระทบกระเทือนซึ่งกันและกัน ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยด้วยดี เรียกว่า เป็นเมตตาด้วยกาย..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญิญาปทีโป..






วันนี้เรารักษาใจเรา
วันหน้า ใจจะดูแลรักษาเรา
เวลาประสบความทุกข์
ประสบความพลัดพรากสูญเสีย
เจอความผันผวนปรวนแปรในชีวิต
ล้มเจ็บขึ้นมา ใจนี่แหละจะช่วยเรา ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 92 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร