ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

เจตนารักษาศีล
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66539
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 10 มี.ค. 2026, 10:06 ]
หัวข้อกระทู้:  เจตนารักษาศีล

“..ทางพ้นทุกข์...การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านก็ไม่ได้
วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย
ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์
เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน

ธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตให้จิตเป็นของเดิม
จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่รวมแล้ว
มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไร
ก็ไม่สำเร็จ

เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว ก็กว้างขวาง
พิสดารมากมาย ถ้าวิตถารนัย ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว
เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป

นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้ เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้
เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม
เมื่อเอาหนังออกแล้ว ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู
เอาทั้งหมดออกดู ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน
หรือเป็นยังไง ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ
มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้

เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น
อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว ทุกขเวทนาเหล่านั้น มันก็เข้าไม่ถึงจิต
ของเรา เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว

ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม มันก็เป็นวิมุตติ
หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้
เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร ทำไมจึงว่า
วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ
ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละ วิจิกิจฉาได้ซี
เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก

เกิดแล้วก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์
ชราก็รู้แล้ว มันทุกข์
พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์
มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์
เมื่อเราทุกข์ เหล่านี้ก็ทุกข์

เพราะความเกิด เราก็หยุด
ผู้นี้ไม่เกิด แล้วใครจะเกิดอีกเล่า
ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย
ผู้นี้ไม่ตายแล้ว อะไรจะมาเกิด
มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย
ดูซิ ใจความคิดของเรา

เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย
ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย อยู่อย่างนี้

มันก็เป็นทุกข์ ไม่แล้วสักที..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)







“..ในตำราท่านกล่าวไว้ว่า..”

“..โสดาบัน. นี่แหละสำหรับผู้ครองเรือนแล้วครั้งพุทธกาลนะ บรรลุกันมากมายทีเดียว

ก็เพราะท่าน “มองเห็นอัตภาพร่างกายไม่ใช่ตัวตน”อย่างว่านี่แหละด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วเหตุนั้นถึงได้ละความถือตัวถือตนลงไป

เมื่อละความถือตัวถือตนออกไปแล้ว จิตใจนี้มันก็เบา มันก็ไม่หนักไม่หน่วง แม้ร่างกายนี้มันจะวิบัติแปรปรวนไปยังไง จิตนี้ก็ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน

แม้ใครจะด่าว่าเสียดสีอะไรมันก็ไม่โกรธ
เพราะมันเห็นแจ้งอยู่นี่ว่าเขาไม่ได้ด่าเรา
เขาด่าก้อนดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างหาก
เหตุนั้นพระโสดาบันท่านถึงไม่โกรธนั่นแหละ

อันนี้ที่พูดให้ฟังหมายความว่า “คุณธรรมของพระโสดาบัน” ท่านเห็นแจ้งในร่างกายนี่ ว่าเป็นของว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล แล้วเหตุนั้นท่านจึงบรรเทาความโลภ โกรธ หลง อันนี้ลงได้ ไม่มีพยาบาทจองเวรใคร

เพราะฉะนั้นพวกเราที่ยังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน ก็พยายามแหละบำเพ็ญไป ภาวนาไป

ถึงไม่ได้เป็นพระโสดาบัน เมื่อเรารู้แจ้งในร่างกายตามเป็นจริงอย่างนี้มันก็บรรเทากิเลสต่างๆ ลงไปได้เยอะแยะเลยทีเดียว..”

วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )






“..มนุษยสมบัติ - มนุษยวิบัติ..”

“..มนุษยสมบัติ..” คือ ผู้ที่ทำตัวให้เป็นบุญกุศล เป็นประโยชน์แก่ชาติ ศาสนาและตัวของตัวเอง ได้แก่ ผู้ที่ตั้งอยู่ใน “ทาน ศีลและภาวนา” เป็นต้น
“มนุษยวิบัติ” คือ คนที่เกิดมามีอวัยวะร่างกายครบถ้วนทุกอย่าง แต่ไม่บำเพ็ญคุณงามความดีให้เกิดขึ้นจากร่างกายตัวเอง เป็นต้นว่า จะทำทานก็เสียดาย กลัวยากกลัวจน จะรักษาศีลฟังธรรมก็ไม่กล้า จะสวดมนต์ภาวนาก็ขี้เกียจ มีมือ เท้า แขน ขา หู ตา จมูก ปาก ก็ปล่อยให้เป็นไปโดยเปล่าประโยชน์ บางคนซ้ำยังนำไปใช้ประกอบกรรมที่ชั่วอีกด้วย เช่น ผู้ที่ประพฤติผิดศีลธรรม เบียดเบียนตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน เช่นนี้เรียกว่า “มนุษยวิบัติ” มีแต่ความพินาศฉิบหายเท่านั้น..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






“..อย่าตำหนิเราว่าเป็นผู้มีบุญน้อยวาสนาน้อย การตำหนิเช่นนี้เป็นเหตุที่จะให้ท้อถอยหรือทอดธุระในความเพียรพยายามที่จะปรับปรุงตนเอง ให้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปโดยลำดับ แต่โปรดได้พยายามดัดแปลงจิตใจของเรา สิ่งใดที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงตนเองเพื่อความเจริญแล้ว ให้ถือว่าสิ่งนั้นเป็นข้าศึก ไม่ใช่หลักธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็นเรื่องที่จะกีดขวางจิตใจของเราให้ลดคุณภาพลงไป และจะก่อความทุกข์ใส่ตนเองเท่านั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากจะบำเพ็ญตนของตนด้วยความขยันหมั่นเพียรไปทุกวันทุกคืนเท่านั้น นี่เป็นทางที่จะทำจิตใจของเราให้มีความสงบเยือกเย็นไปเป็นลำดับ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






ทำให้จริงเราจะเห็นของจริง
โดยไม่ต้องสงสัย เมื่อเห็นของจริงเต็มส่วนแล้วหายสงสัย
อดีตอนาคตปลดเปลื้องไปหมด ปัจจุบันก็รู้เท่า ไม่มีคำว่ายึดว่าถือ
พอตัวแล้วไม่ต้องถือไม่ต้องยึด...ยึดทำไมหาอะไร
เป็นหลักธรรมชาติของตัวเองแล้ว การประพฤติปฏิบัติเป็นอย่างนี้

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







ศีลธรรมของพุทธศาสนา เราอยู่ ณ สถานที่ใด อย่าไปคิดฆ่ากัน อย่าไปคิดขโมยกัน ให้เคารพในสิทธิสามีภรรยาลูกหลานซึ่งกันและกัน อย่าไปโกหกต้มตุ๋นหลอกลวงกัน อย่าไปดื่มสุราให้ขาดสติ

เห็นไหมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทุกวันนี้มันระดับโลก เห็นไหมลูกหลาน เวลาได้เงินมาแล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ใช้สุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายได้เงินมา เวลาผลกรรมออกมาแล้วเป็นยังไง หน้านิ่วคิ้วขมวดเห็นไหม โยนกันไปโยนกันมา พวกที่มีส่วนก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่รู้ว่ากรรมตัวนั้นจะตามมาถึงตนหรือเปล่า

หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านว่า อกตํ ทุกฺกตํ เสยฺโย ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกตํ เป็นภาษาบาลีนะ กรรมชั่ว คิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว อย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อเราคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว ลงไปแล้ว กรรมชั่วจะตามให้ผล ตนเองนั้นแลจะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง

อันนี้ล่ะศรัทธาญาติโยมลูกหลาน เราไม่ได้เยาะหยัน เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยาม ไม่ได้กระแนะกระแหนผู้อื่น พูดตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้แล้ว เป็นเส้นบรรทัดไว้แล้ว ใช่ไหม เห็นไหม เมื่อทำลงไปอู้ฟู่ได้เงินมาที่มันไม่ถูกทางไม่ถูกต้อง เห็นไหม ผลที่สุดเป็นยังไง เดือดร้อนไหม ทำให้ตนเองเดือดร้อนนะลูกหลาน สิ่งที่มันเลวมันชั่วอย่าทำเสียเลยดีกว่า นั่นดีที่สุด

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “เกิดเป็นคนจน แต่กลายเป็นเศรษฐี”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๘







"...ผู้ที่ตกในสภาวะอับจน
ก็ไม่ควร หมดอาลัยตายอยาก
ควรทำจิตใจ ให้สงบระงับตั้งมั่นอยู่
ก็จะค่อย ๆ หาทางออกให้แก่ตนได้
เพราะ ปัญหาทุกอย่าง ที่ไม่มีทางออก
ทางแก้ ย่อมไม่มีในโลก

ดูเอาเถอะว่า แม้แต่ปัญหาเรื่องความทุกข์
อันเกิดจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
พระพุทธองค์ ก็ยังหาคำตอบไว้ให้ได้
สำหรับ ปัญหาอื่น ๆ อันเล็กน้อย
จะไม่มีคำตอบได้ อย่างไร..."

หลวงปู่ดุลย์ อตุโล







พระครูเยื้อน :: เมื่อถึงโลกุตตระแล้ว มีความเมตตา
กรุณาอะไรไหมครับ?

หลวงปู่ดูลย์ :: ไม่มีหรอก ความเมตตากรุณา
อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเบกขา อยู่ในโลกทั้งหมด จิตสูงสุดหลุดพ้น
อยู่เหนือโลกทั้งหมด

พระครูเยื้อน :: ไม่มีเมตตาหรือครับ?

หลวงปู่ดูลย์ :: มีก็ไม่ว่า ไม่มีก็ไม่ว่า เลิกพูดเลิกว่า
เลิกอะไรๆ ทั้งหมด มันเป็นเพียงคำพูดแท้ๆ ให้ดูจิต
อย่างเดียวเท่านั้น ความเป็นจริงแล้ว เป็นแต่เพียง
คำพูด สลัดทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเป็นมายาออกเสีย

ตัวผู้รู้และเข้าใจอันนี้แหละคือตัวพุทธะ หมดภารกิจ
หมดทุกอย่าง ที่จะทำอะไรต่อไปอีก พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ รวมลงอยู่ที่นี่ ไม่มียาวต่อไปอีก
ไม่มีเล็กใหญ่หญิงชาย ว่างเปล่า ไม่มีคำพูด
ว่าง...เปล่า...บริสุทธิ์...

#ที่มา หนังสือ อตุโล ไม่มีใดเทียม
พระราชวุฒาจารย์ ( หลวงปู่ดูลย์ อตุโล )






ทุกคนขอให้เริ่มแก้ตัวเองก่อน แก้ให้ใจ
ที่วุ่นวายเร่าร้อนด้วยอำนาจของกิเลส
โลภ โกรธ หลง ให้เป็นใจที่สงบเย็นเบาบาง
จากกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง
ที่เคยโลภมากก็ให้ลดลง ที่เคยโกรธแรง
ก็ให้เบาลง ที่เคยหลงจัด ก็ให้พยายาม
ใช้สติ ใช้ปัญญา ให้ถูกตามความจริง
ให้มากกว่าเดิม ตนเองจะเป็นผู้สงบเย็นก่อน
และจะเป็นเหตุให้เกิดความสงบเย็นกว้างขวาง
ออกไปได้ อย่างไม่ต้องลังเลสงสัย ...
...
พระคติธรรม
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร







#เมื่อกล่าวถึงหลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู พุทธศาสนิกชนมักจะนึกถึงพระอริยสงฆ์สายวิปัสสนากรรมฐาน (สายวัดป่า) ที่มีความเมตตาสูงและมีปฏิปทาที่เรียบง่าย งดงาม ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์เอกของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมากครับ
นี่คือประเด็นสำคัญที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงเกี่ยวกับท่าน:
1. ปฏิปทาและการบำเพ็ญเพียร
หลวงปู่ขาวขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติธรรม ท่านมักจะธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก การใช้ชีวิตของท่านเป็นต้นแบบของความสมถะ เรียบง่าย และมีความอดทนเป็นเลิศ
2. ธรรมะสอนใจ
คำสอนของท่านมักเน้นเรื่อง "การดูจิต" และการปล่อยวาง ท่านเคยสอนให้เราพิจารณาว่าความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ในชีวิตนั้นเปรียบเสมือนสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หากเราไม่ไปยึดติด จิตใจก็จะสงบสุข เหมือนชื่อ "อนาลโย" ของท่านที่แปลว่า "ผู้ไม่มีอาลัย"
3. วัดถ้ำกลองเพล
สถานที่ปฏิบัติธรรมของท่านที่จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสถานที่ที่เงียบสงบ ตั้งอยู่ท่ามกลางโขดหินและป่าไม้ ซึ่งสะท้อนถึงความรักในธรรมชาติและการเลือกสถานที่ที่สัปปายะต่อการฝึกจิต
4. ความเมตตาและบารมี
แม้ท่านจะละสังขารไปนานแล้ว (เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2526) แต่บารมีและเรื่องราวความอัศจรรย์ของท่านยังคงถูกเล่าขาน โดยเฉพาะเรื่องความเมตตาที่มีต่อลูกศิษย์และสัตว์ป่านานาชนิด

#หลวงปู่ขาว_อนาลโย #พระป่ากรรมฐาน





ชาวพุทธในปัจจุบันอยู่ในขั้นอนุบาลมาก ไปไหนก็เห็นแห่กันไปทำบุญ หิ้วของสังฆทานเหมือนจะบุญมาก แต่ไม่เคยไปรักษาศีล วัดแต่ละวัดก็ว่างเว้น โบสถ์ศาลาแทบจะไม่มีอุบาสกอุบาสิกามารักษาศีลเลย ยิ่งภาวนายิ่งไม่เอา จะมีบ้างก็ที่แห่ไปทำบุญเฉย ๆ

บุญในส่วนทานมันเป็นปกติของชาวพุทธอยู่แล้ว แต่บุญรักษาศีล บุญภาวนา นี่ บุญใหญ่ บุญจะเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญจะเข้าถึงมรรคถึงผล มันต้องบุญที่เกิดจากจิตตภาวนาเท่านั้น ไม่ใช่จะไปอ่าน ไม่ใช่จะไปฟัง ไม่ใช่จะไปจำธรรมะ ความจำจะมีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ก็แค่เอามาเป็นคติเฉย ๆ ความจริงต่างหากที่จะแก้กิเลส

ถึงบอกให้พวกเรายกระดับให้ถึงความจริงให้ได้ พวกเราต้องพยายาม อย่าคว้าแต่น้ำเหลว พุทธศาสนาไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ตุ๊กตา ต้องจริงต้องจัง ถึงจะเข้าสู่ความจริง ถ้าเราเหลาะ ๆ แหละ ๆ ไม่มีวันจะเข้าถึงความจริง คนที่จะเข้าถึงความจริงต้องเป็นคนที่จริงจัง เรามีแต่ความจอมปลอมอยู่ในใจ แล้วจะได้ความจริงได้ยังไง

ดูครูบาอาจารย์แต่ละองค์สิ ท่านเดนตายมาแล้วทั้งนั้น ท่านไม่เคยได้อรรถได้ธรรมด้วยความสุขสบายที่ไหน นั่งหามรุ่งหามค่ำ เดินจงกรมตลอดทั้งคืน ไอ้เรานั่งสมาธินิด ๆ หน่อย ๆ ก็บ่นนั่นบ่นนี่ จะทนแค่นี้ก็ทนไม่ได้ เพราะความจริงมันไม่ปรากฏ มีแต่ความจอมปลอม กลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยากลำบาก ธรรมถ้าไม่เอาความทุกข์ไปแลก ยังไงก็ไม่ได้ เราจะเอาแต่สบาย จะเอากิเลสไปแก้กิเลสเหรอ มันเป็นไปไม่ได้ ต้องเอาทุกข์เข้าไปสู้ นี่อะไร พอทุกข์เกิดขึ้นก็ พอแล้ว ๆ

โอวาทธรรม พระอาจารย์โสภา สมโณ






..หากเรารู้ทุกข์เมื่อไร เราจึงจะหาวิธีดับ เมื่อไฟไหม้ขึ้นที่ไหน มันร้อน เราต้องหาน้ำมาดับ เมื่อทุกข์เกิดขึ้นจากตนเอง แล้วใครจะมาดับให้เรา นี่ข้อสำคัญ เราควรพากันวิจัยในเรื่องทุกข์..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..







“..ในตำราท่านกล่าวไว้ว่า..”

“..โสดาบัน. นี่แหละสำหรับผู้ครองเรือนแล้วครั้งพุทธกาลนะ บรรลุกันมากมายทีเดียว

ก็เพราะท่าน “มองเห็นอัตภาพร่างกายไม่ใช่ตัวตน”อย่างว่านี่แหละด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วเหตุนั้นถึงได้ละความถือตัวถือตนลงไป

เมื่อละความถือตัวถือตนออกไปแล้ว จิตใจนี้มันก็เบา มันก็ไม่หนักไม่หน่วง แม้ร่างกายนี้มันจะวิบัติแปรปรวนไปยังไง จิตนี้ก็ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน

แม้ใครจะด่าว่าเสียดสีอะไรมันก็ไม่โกรธ
เพราะมันเห็นแจ้งอยู่นี่ว่าเขาไม่ได้ด่าเรา
เขาด่าก้อนดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างหาก
เหตุนั้นพระโสดาบันท่านถึงไม่โกรธนั่นแหละ

อันนี้ที่พูดให้ฟังหมายความว่า “คุณธรรมของพระโสดาบัน” ท่านเห็นแจ้งในร่างกายนี่ ว่าเป็นของว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล แล้วเหตุนั้นท่านจึงบรรเทาความโลภ โกรธ หลง อันนี้ลงได้ ไม่มีพยาบาทจองเวรใคร

เพราะฉะนั้นพวกเราที่ยังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน ก็พยายามแหละบำเพ็ญไป ภาวนาไป

ถึงไม่ได้เป็นพระโสดาบัน เมื่อเรารู้แจ้งในร่างกายตามเป็นจริงอย่างนี้มันก็บรรเทากิเลสต่างๆ ลงไปได้เยอะแยะเลยทีเดียว..”

วรลาโภวาท
พระสุธรรมคณาจารย์ วิ. (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๕๕-๒๕๔๘ )






“..ทางพ้นทุกข์...การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านก็ไม่ได้
วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย
ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์
เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน

ธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตให้จิตเป็นของเดิม
จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่รวมแล้ว
มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไร
ก็ไม่สำเร็จ

เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว ก็กว้างขวาง
พิสดารมากมาย ถ้าวิตถารนัย ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว
เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป

นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้ เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้
เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม
เมื่อเอาหนังออกแล้ว ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู
เอาทั้งหมดออกดู ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน
หรือเป็นยังไง ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ
มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้

เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น
อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว ทุกขเวทนาเหล่านั้น มันก็เข้าไม่ถึงจิต
ของเรา เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว

ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม มันก็เป็นวิมุตติ
หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้
เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร ทำไมจึงว่า
วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ
ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละ วิจิกิจฉาได้ซี
เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก

เกิดแล้วก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์
ชราก็รู้แล้ว มันทุกข์
พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์
มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์
เมื่อเราทุกข์ เหล่านี้ก็ทุกข์

เพราะความเกิด เราก็หยุด
ผู้นี้ไม่เกิด แล้วใครจะเกิดอีกเล่า
ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย
ผู้นี้ไม่ตายแล้ว อะไรจะมาเกิด
มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย
ดูซิ ใจความคิดของเรา

เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย
ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย อยู่อย่างนี้

มันก็เป็นทุกข์ ไม่แล้วสักที..”

พหุลกถาโอวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)






“เราควรทําตัวให้ต่ำที่สุด
เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้ว
ใครจะเหยียบ
ใครจะเอาไปเช็ดเท้า
ใครจะเอาไปเช็ดอะไร
ก็จะไม่เดือดร้อน"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี









ถ้าไม่ปรับปรุงหัวใจให้ดีๆ โดยลำดับแล้ว ศาสนาหรือคนเราจะหาที่เกาะที่ยึดไม่ได้นะ เราอย่าไปหวังยึดอันนี้ อย่าไปหวังกับมัน พอสิ้นลมหายใจเท่านั้นสิ่งเหล่านี้ก็สิ้นความหมายทันที เกิดประโยชน์อะไร กระดูกก็ไม่ได้ไปนี่นะ ถ้าปฏิบัติธรรมมันรู้นี่..ชัด เริ่มตั้งแต่สมาธิขึ้นไปใจอบอุ่น เริ่มจิตมีความสงบเย็นใจเข้ามาเท่านี้จะเริ่มมีหลักมีเกณฑ์ภายในใจ นี่ละธรรมปรากฏแล้ว นี่ละเป็นของตัวแล้วนะ สมบัติของตัวเองที่เรียนว่าทำสมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น ในตำรานั้นเป็นธรรมในตำรา ไม่ใช่เป็นธรรมในหัวใจของผู้ปฏิบัติ เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติก็ไม่มีธรรมในหัวใจล่ะซิ ครั้นเวลาปรากฏธรรมในหัวใจขึ้นมาก็อบอุ่นๆ ทีนี้ไปอยู่ที่ไหนเป็นตายไม่กลัว ถึงจะตายเวลานี้ก็ไม่ได้ไปทุกข์ละ ไปสุข ไปสวรรค์ผึงเลย อย่างน้อยไปสวรรค์ รู้อยู่ชัดๆ ในหัวใจเรานี่ ดีดผึงๆอยู่นี่ ยิ่งปัญญากระจ่างแจ้งขึ้นมาแล้วนี้ โถ นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ ขยับใหญ่เลย
นิพพานไม่ได้อยู่ไกลนะ นิพพานอยู่ชั่วเอื้อม อยู่กับปฏิปทา บันไดกับนิพพานติดกันอยู่นี่ บันไดคือการดำเนิน นิพพานก็คือบ้านของเรา บันไดขึ้นมันติดกันอยู่นั่นไกลกันห่างไกลที่ไหน ติดกันอยู่นั่น มรรคผลนิพพานกับการก้าวเดินของเราเพื่อมรรคผลนิพพานเกี่ยวเนื่องกันอยู่นี้ ก็เหมือนชั่วเอื้อมๆ ล่ะซี กล้าหาญชาญชัย เป็นตายเมื่อไรไม่ว่า ขอให้หลุดขอให้พ้นๆ อย่างเดียวเท่านั้น ซัดลงไปจนกิเลสหงายท้อง แล้วทีนี้ธรรมก็เปิดโล่งเลย

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ธรรมกลายเป็นโลก”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑
ณ วัดป่าบ้านตาด







#เจตนาคือตัวกรรม
"...คนเราบางคนเกิดมาแล้วชอบทำแต่ความชั่ว ทั้งก็เพราะเดิม เจตนากรรมบุญ เจตนามีบาป สองอย่างนี้ก็แหละตัวเจตนา เจตนาเป็นตัวกรรม กรรมชั่ว กรรมบุญ เจตนารักษาศีล คือการสำรวมระวัง รักษากาย รักษาวาจา รักษาใจ อาศัยความอดทน อดทนด้วยใจ ตีติกขา ความอดทนคือความอดกลั้นต่อบาปอกุศล มันสำคัญอยู่ที่กาย วาจา ใจ อกุศลเจตนากรรมบาป อดีตอนาคตไม่ข้องเกี่ยวตัดออกหมด อดีตอนาคตเป็นธรรมเมา เอาในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน วางใจปัจจุบัน

ตั้งเจตนาให้ จริงกาย จริงวาจา จริงใจ กาย วาจา ใจ เขาเป็นปกติอยู่แล้ว ใจก็ไม่ไปที่ไหน คงตั้งอยู่เป็นปกติ ต้องเอาปัญญา ตัดอกุศลเจตนาออกจากใจ ตัดอย่าให้มันหมักอยู่ในใจ ประเดี๋ยวจะเดือดร้อน ตั้งเจตนาให้แน่วแน่ว่า เราจะทำจิตใจของเราให้เบิกบาน ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน

สัจจะ ความจริงกาย จริงวาจา จริงใจ ขันติปารมี อดกลั้น ด้วยกาย ด้วยวาจา ขันติ ปรมัตถปารมี อดกลั้นด้วยใจ ตีติกขา ความอดกลั้นเป็นบารมีธรรมอย่างเอก ตัดอดีตอนาคต มุ่งเฉพาะปัจจุบันธรรม อดีต อนาคตมันมาแต่ดึก ดำบรรพ์ ทั้งส่วนดีส่วนร้าย​ เนื่องมาจากตัณหาทั้งสาม คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความพอใจหรือไม่พอใจ

ก็ตัณหานี้ ละออกจากจิตจากใจเสีย ก็สบาย รูป เสียง กลิ่น รส กามารมณ์ ทั้ง ๕ ปล่อยให้เขาผ่านไปผ่านมา มันสำคัญก็ไม่ว่า ดีเขาก็ไม่ว่า มันสำคัญอยู่ที่เจตนา ตัวกรรมบุญ เจตนาตัวกรรมบาปเข้าไปครองจิตใจแล้วทำให้คิดไปปรุงแต่งไป เป็นรักเป็นชัง เป็นโกรธ เป็นเกลียด ให้ละวางตัวนี้อย่าเอามาหมักไว้ในใจ ละอยู่ที่ใจ วางอยู่ที่ใจไม่ใช่ที่อื่น เอาใจนี้ละ เอาใจนี้วาง จึงใช้ได้ ไม่ใช่ไปจำเอาคำพูดในคัมภีร์มาพูดมาใช้ไม่ได้ มันต้องน้อมเข้ามาหากายหาใจของเรานี้ กำหนดการละ กำหนดการวางลงใจ กาย วาจา ใจ ของเรานี้รวมลงในไตรทวารนี้ ไม่ใช่ที่อื่น

อดีตอนาคตที่ใจนำมาก็ละเสีย หู ตา ก็อยู่เป็นปกติ อินทรีย์ ๕ เขาก็ตั้งอยู่ปกติ รูป เสียง กลิ่น รส กามารมณ์ อันนั้น ต่างหาก ปล่อยให้เขาผ่านไปผ่าน อย่าเอามา หมักไว้ในใจ ใจของเราให้ตั้งอยู่โดยปกติเวลาจะทำจิตใจทำใจของเราต้องวางหมด อย่าให้มีสิ่งไม่ดีอยู่ในใจจะเดือดร้อน ต้องนำออกให้หมด ทำใจให้ว่าง​ ให้มีความพอ อดีตอนาคตไม่ต้องเกี่ยวข้องทั้งหมด อย่าปล่อยให้ใจไปเกาะเที่ยวข้องแวะส่วนที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นเครื่องบั่นทอนปัจจุบันธรรม​ ให้รู้เฉพาะปัจจุบัน ละปัจจุบันให้รู้มรรค รู้ผล..."

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/