| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| พยายามทำสมาธิ http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66542 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 11 มี.ค. 2026, 07:41 ] |
| หัวข้อกระทู้: | พยายามทำสมาธิ |
“..การฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า..” “..ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทรมานฝึกหัดพระองค์จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็น พุทฺโธ ผู้รู้ก่อนแล้วจึงเป็น ภควา ผู้ทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ สตฺถา จึงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้มีอุปนิสัยบารมีควรแก่การทรมานในภายหลัง จึงทรงพระคุณปรากฏว่า กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ชื่อเสียงเกียรติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมฟุ้งเฟื่องไปในจตุรทิศจนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วก็เช่นเดียวกัน ปรากฏว่าท่านฝึกฝนทรมานตนได้ดีแล้ว จึงช่วยพระบรมศาสดาจำแนกแจกธรรม สั่งสอนประชุมชนในภายหลัง ท่านจึงมีเกียรติคุณปรากฏเช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าบุคคลใดไม่ทรมานตนให้ดีก่อนแล้ว และทำการจำแนกแจกธรรมสั่งสอนไซร้ ก็จักเป็นผู้มีโทษ ปรากฏว่า ปาปโกสทฺโท คือเป็นผู้มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไปในจตุรทิศ เพราะโทษที่ไม่ทำตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าในก่อนทั้งหลาย..’’ มุตโตทัยคำสอน ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “..ขอให้พวกเราเผชิญกับความจริง คือการเปลี่ยนแปลงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้มีใจเข้มแข็ง ในชีวิตของเราทุก ๆ คน จะตกไปอยู่ที่ไหน ก็สร้างคุณงามความดี ถึงแม้จะหมดชีวิตไป ก็อย่าทิ้งคุณงามความดี คือข้อประพฤติปฏิบัตินั่นแหละมันดี อย่างอื่นมันดีไม่ได้หรอก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโรสิยา ตนแหละเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครจะเป็นที่พึ่งเราได้ อันนี้มันเป็นความจริง อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงคราวมันจะเป็นไปแล้วก็เป็นไป อย่าไปคิดอะไรมากลำบากตัวเองเปล่า ๆ จงอุตส่าห์ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต ดำรงชีวิตสร้างความดีต่อไป ให้มีความสามัคคี เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือกัน มีความเมตตาอารีต่อกัน จะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครอยู่ได้นานเท่าไหร่หรอก เดี๋ยวเราก็พากันจากกันไปหมดนั่นแหละ..” โอวาทธรรมคำสอน พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕) จากหนังสือ : อุปลมณี หน้า ๕๒๖ “..ทางพ้นทุกข์...การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านก็ไม่ได้ วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน ธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตให้จิตเป็นของเดิม จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่รวมแล้ว มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไร ก็ไม่สำเร็จ เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว ก็กว้างขวาง พิสดารมากมาย ถ้าวิตถารนัย ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้ เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้ เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม เมื่อเอาหนังออกแล้ว ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู เอาทั้งหมดออกดู ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน หรือเป็นยังไง ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้ เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว ทุกขเวทนาเหล่านั้น มันก็เข้าไม่ถึงจิต ของเรา เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม มันก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้ เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร ทำไมจึงว่า วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละ วิจิกิจฉาได้ซี เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก เกิดแล้วก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ ชราก็รู้แล้ว มันทุกข์ พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์ เมื่อเราทุกข์ เหล่านี้ก็ทุกข์ เพราะความเกิด เราก็หยุด ผู้นี้ไม่เกิด แล้วใครจะเกิดอีกเล่า ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย ผู้นี้ไม่ตายแล้ว อะไรจะมาเกิด มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย ดูซิ ใจความคิดของเรา เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย อยู่อย่างนี้ มันก็เป็นทุกข์ ไม่แล้วสักที..” พหุลกถาโอวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐) “..ความเมตตานี้ทำให้สัตว์ไม่อยากทำร้ายมนุษย์ แล้วทำอย่างไรถึงจะมีเมตตา ก็การ “ให้อภัย” เป็นทานนี้ไง ทำให้เกิด “ความเมตตา” การให้อภัยไม่คิดอิจฉา ริษยา อาฆาตร้ายต่อผู้อื่น ใครทำไม่ดีกับเราก็พยายามปล่อยวางให้ได้ พยายามรักทุกคนให้เสมอกันให้ได้ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทำแบบนี้เรื่อย ๆ ความเมตตาจะบังเกิดขึ้นเอง คราวนี้ไปที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะถ้าเราไม่คิดร้ายใคร ใครก็ไม่คิดร้ายเราเช่นกัน..” โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๓–๒๕๐๕) ห่าลังเทื่อกะหูหนวกแน่ ห่าลังเทื่อกะตาบอดแน่ ห่าลังเทื่อกะปากกืกแน่ บ่ต้องไปสนใจนำเรื่องคนอื่น ฟังกะฟังแต่หู ดูกะดูแต่ตา รู้กะเอาไว้ในใจ ผู้รู้เพิ่นบ่อวดอ้างดอก แปลเป็นไทย… บางครั้งก็หูหนวกบ้าง บางครั้งก็ตาบอดบ้าง บางครั้งก็เป็นใบบ้าง ไม่ต้องไปสนกับเรื่องคนอื่น ฟังก็ฟังแค่หู ดูก็ดูแค่ตา รู้ก็เอาไว้ในใจ ผู้รู้ท่านไม่อวดอ้างหรอก โอวาทธรรม #หลวงปู่บุญโสม สมาธิวิริโย “คนที่เกิดมามีแต่คนคอยช่วยเหลือ ถือว่าเป็นคนมีบุญ แต่คนที่เกิดมาแล้ว ได้ช่วยเหลือคนอื่น เป็นคนที่มีบุญมากกว่า” สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ ชาวพุทธในปัจจุบันอยู่ในขั้นอนุบาลมาก ไปไหนก็เห็นแห่กันไปทำบุญ หิ้วของสังฆทานเหมือนจะบุญมาก แต่ไม่เคยไปรักษาศีล วัดแต่ละวัดก็ว่างเว้น โบสถ์ศาลาแทบจะไม่มีอุบาสกอุบาสิกามารักษาศีลเลย ยิ่งภาวนายิ่งไม่เอา จะมีบ้างก็ที่แห่ไปทำบุญเฉย ๆ บุญในส่วนทานมันเป็นปกติของชาวพุทธอยู่แล้ว แต่บุญรักษาศีล บุญภาวนา นี่ บุญใหญ่ บุญจะเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญจะเข้าถึงมรรคถึงผล มันต้องบุญที่เกิดจากจิตตภาวนาเท่านั้น ไม่ใช่จะไปอ่าน ไม่ใช่จะไปฟัง ไม่ใช่จะไปจำธรรมะ ความจำจะมีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ก็แค่เอามาเป็นคติเฉย ๆ ความจริงต่างหากที่จะแก้กิเลส ถึงบอกให้พวกเรายกระดับให้ถึงความจริงให้ได้ พวกเราต้องพยายาม อย่าคว้าแต่น้ำเหลว พุทธศาสนาไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่ตุ๊กตา ต้องจริงต้องจัง ถึงจะเข้าสู่ความจริง ถ้าเราเหลาะ ๆ แหละ ๆ ไม่มีวันจะเข้าถึงความจริง คนที่จะเข้าถึงความจริงต้องเป็นคนที่จริงจัง เรามีแต่ความจอมปลอมอยู่ในใจ แล้วจะได้ความจริงได้ยังไง ดูครูบาอาจารย์แต่ละองค์สิ ท่านเดนตายมาแล้วทั้งนั้น ท่านไม่เคยได้อรรถได้ธรรมด้วยความสุขสบายที่ไหน นั่งหามรุ่งหามค่ำ เดินจงกรมตลอดทั้งคืน ไอ้เรานั่งสมาธินิด ๆ หน่อย ๆ ก็บ่นนั่นบ่นนี่ จะทนแค่นี้ก็ทนไม่ได้ เพราะความจริงมันไม่ปรากฏ มีแต่ความจอมปลอม กลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยากลำบาก ธรรมถ้าไม่เอาความทุกข์ไปแลก ยังไงก็ไม่ได้ เราจะเอาแต่สบาย จะเอากิเลสไปแก้กิเลสเหรอ มันเป็นไปไม่ได้ ต้องเอาทุกข์เข้าไปสู้ นี่อะไร พอทุกข์เกิดขึ้นก็ พอแล้ว ๆ โอวาทธรรม พระอาจารย์โสภา สมโณ “การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ซึ่งเป็นเหมือนดาบอันคมกล้าตัดกิเลสตัณหา ตัดภพ ตัดชาติให้เบาบางและสั้นเข้ามา เมื่อบำเพ็ญอยู่โดยสม่ำเสมอไม่ลดละ ปล่อยวาง ความดีเหล่านี้ย่อมจะมีกำลัง กล้าขึ้นโดยลำดับและตัดกิเลสตัดภพชาติ ให้สั้นเข้ามาจนถึงภพชาติปัจจุบัน และรู้ เท่าทัน พร้อมทั้งตัดกิเลสอันเป็นเชื้อแห่งภพ ที่ฝังอยู่ภายในใจให้ขาดกระเด็นออก เป็นผุยผงไม่มีชิ้นต่อกันกับใจอีกเลย แล้วภพชาติจะเรียกโคตรแซ่ที่ไหนจะมา พาให้เกิดแก่เจ็บตายเพื่อหาบหามกองทุกข์ น้อยใหญ่อีกต่อไปเล่า ถ้าลงใจได้บริสุทธิ์ ล้วนๆ แล้ว เมื่อใจได้ถึงขั้นนี้แล้ว กิเลสอย่างไร ก็เรียกไม่กลับแน่นอน” ... ... หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล หนองบัวลำภู “..คนดีอยู่ที่ไหน คนดีอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราดีเสียแล้วไปอยู่ที่ไหนมันก็ดี เขาจะนินทา สรรเสริญ จะว่าอะไรทำอะไร เราก็ยังดี แม้เขาจะข้ามหัวไปก็ยังดีอยู่ แต่ถ้าเรายังไม่ดี เขานินทาเราก็โกรธ ถ้าเขาสรรเสริญเราก็ยินดี ก็หวั่นไหวอยู่อย่างนั้น เมื่อรู้ว่าคนดีอยู่ที่ไหนแล้ว เราจะมีหลักในการปล่อยวางความคิด เราจะไปอยู่ที่ไหน คนเขาจะรังเกียจหรือเขาจะว่าอะไร ก็ถือว่าไม่ใช่เขาดีหรือเขาชั่ว เพราะดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเรา เราย่อมรู้จักตัวเราเองยิ่งกว่าใคร..” จากหนังสือ : อุปลมณี หน้า ๔๐ - ๔๑ โอวาทธรรมคำสอน พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕) "คนส่วนใหญ่มาทางโลกียะ..เพราะว่าเพื่อนเยอะ จะโกรธก็ได้..จะเกลียดก็ได้..อาฆาตก็ได้ ถ้าไปทางโลกียะ..ก็จะมาโลกุตระไม่ได้ อาตมาบอกทางไปโลกุตระให้ บอกลักษณะทางที่ไป..ว่าจะเป็นแบบนี้ๆนะ อาตมาไม่ได้สอนกายให้เรียบร้อย อาตมาสอนสติให้เรียบร้อย สติที่เรียบร้อย..คือสติที่อยู่ในสมาธิ สติที่ไม่คิด..คือสติที่เรียบร้อย สติที่ไม่เรียบร้อย..คือสติที่คิดไปทั่ว กายไม่เรียบร้อย แต่สติเรียบร้อย..ก็เป็นสมาธิได้" #หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล (สนทนาธรรมบ้านโยม 6 มกราคม 2562) ..เมตตาด้วยใจก็คือ คิดอยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกัน หมดทั้งโลกนี้ไม่ใช่แค่พวกเรา อยู่ไหนวัดเท่านี้ ให้คนทั้งโลกที่มีทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ ที่มีสุขก็ขอให้สุขยิ่งๆขึ้นไปตามเจตนาที่เรามีอยู่ในใจของเรา ให้พวกเราพากันลองทำดู เมื่อทำแล้วมันจะมีความสุขมีความปลื้มปิติยินดีอยู่ในใจของตนเอง นี้เป็นตัวเมตตาของใจ เป็นตัวของบุญ บุญคือความสุข เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีความสุข ได้ทำความดีเมื่อไหร่อยู่ในวัดในวาอาวาส ครูบาอาจารย์ที่ไหนก็ดี เมื่อท่านให้พรก็ให้ตั้งจิตแผ่เมตตา ให้ทุกคนที่อยู่ในโลกด้วยกันมีทุกข์ก็ให้พ้นจากทุกข์เด้อ ถ้ามีสุขก็ขอให้สุขยิ่งๆขึ้นไป ตามเจตนาที่เราอุทิศแผ่ส่วนกุศลให้.. ..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน “ป่วยติดเตียงปฏิบัติธรรมได้หรือไม่” ถาม : คนที่นอนป่วยติดเตียงสามารถปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิได้ หรือไม่คะ พระอาจารย์ : ได้ สติอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ปัญญาก็อยู่ที่ใจฝึกสติ พุทโธ พุทโธไป ฝึกปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ไป อนิจจังร่างกายไม่เที่ยง ร่างกายเกิดแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย แล้วก็ปล่อยวางได้ นี่คนที่จะบรรลุธรรมส่วนใหญ่มักจะบรรลุธรรมที่ใกล้ตายกัน พ่อพระพุทธเจ้านี่ บรรลุ ๗ วันก่อนตาย แต่ต้องมีคนสอนนะ ถ้าไม่มีคนสอนก็เป็นบ้า หรือกลัวจนเป็นบ้าไปได้ กลายเป็นคนซึมเศร้าไปได้ แต่ถ้ามีคนสอนนี้ก็ใช้สติ ฝึกสติพุทโธหยุดความคิด หยุดได้ จิตสงบก็สอนจิตให้ปล่อยวางร่างกาย ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา เป็นดินน้ำลมไฟ นี่ปฏิบัติได้เพราะการปฏิบัตินี้ ปฏิบัติที่จิต ไม่ได้ปฏิบัติที่ร่างกาย. คำถามจากเฟซบุ๊ก วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี “..จิตคิด จิตเกิด จิตไม่คิด จิตไม่เกิด จิตคิด จิตถูกทำลาย จิตไม่คิด จิตไม่ถูกทำลาย จิตปรุงแต่ง จิตถูกทำลาย จิตไม่ปรุงแต่ง จิตไม่ถูกทำลาย จิตแสวงหา จิตถูกทำลาย จิตไม่แสวงหา จิตไม่ถูกทำลาย จิตปรารถนา จิตถูกทำลาย จิตไม่มีความกำหนัด จิตไม่ถูกทำลาย ทิ้งหมด รู้หมด ทิ้งหมด ได้หมด ไม่ทิ้งเลย ไม่รู้เลย ไม่ทิ้งเลย ไม่ได้เลย ทรงจิตเข้ามรรคจิต แล้วจิตพิจารณาจิต รู้ธรรมในจิต แล้วถนอมมรรคจิต จงทำให้ชำนิชำนาญ จิตอบรมจิต รู้ธรรมภายในจิต แล้วอบรมธรรมในธรรมภายในจิต ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดยังไม่รู้ รู้แล้วไม่ต้องคิด ก็เกิดปัญญา เอาธรรม มาอบรมธรรม รู้ธรรม ในธรรม เอาธรรมชาติ มาปฏิบัติธรรมชาติ ให้รู้ธรรมชาติ ในธรรมชาติ เอาธาตุ มาปฏิบัติธาตุ ให้รู้ธาตุ ในธาตุ เอาธรรม อบรมในธรรม เอาจิต อบรมจิต ให้รู้ธรรม ภายในจิต รู้แล้ว ละวาง ปล่อยทิ้ง และไม่อาลัย และไม่ยึดมั่นธรรมต่างๆ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในจิต ทั้งฝ่ายดี และ ฝ่ายชั่ว บาปบุญ เปรียบเหมือนมายา เกิดขึ้นแล้วดับ ปล่อยทิ้งทั้งสอง มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สิ้นแห่งความรู้ หุบปากเงียบ อิ่มในธรรม ธรรมเติมธรรม ไม่มีธรรมนั่นคือธรรม อย่าปล่อยให้จิตปรุงแต่งมากนัก ข้อสำคัญ ให้รู้จักจิต ของเรา เท่านั้นเอง เพราะว่าจิต คือ "ตัวหลักธรรม" นอกจากจิตแล้ว ไม่มีหลักธรรมใดๆเลย ภาวนามากๆ แล้วจะรู้ถึงความเป็นจริง เท่านั้นเอง...ไม่มีอะไรมากมาย... มีเท่านั้น เปล่า...เปล่า...บริสุทธิ์..” โอวาทธรรมคำสอน พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖) คัดลอกจากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ “ตลอดปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของโลก ผันผวนปรวนแปรไปมาก บังเกิดความยาก ลำบากกันทั่วหน้า เหตุการณ์ร้ายนานา ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ภัยสงคราม ทุพภิกขภัย โรคระบาด และ ภัยธรรมชาติต่าง ๆ กลับปรากฏขึ้นทั่ว ทุกหัวระแหง อันที่จริง มนุษย์ผู้ฉลาด ย่อมจักสามารถเข้าใจได้ ถึงธรรมดาของ “โลก” ซึ่งตามศัพท์แปลว่า สิ่งที่ชำรุด ทรุดโทรม เพราะฉะนั้น สิ่งใดชำรุดทรุดโทรม สิ่งนั้นจึงเป็นสภาวะปรกติแห่งโลก เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ย่อมเห็นกระจ่างถึง สัจธรรมว่า โลกกับความทุกข์ มีลักษณะเป็น อย่างเดียวกัน ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะทำ อย่างไรดี ให้ยังสามารถดำรงตนอยู่อย่าง มีความสุข บนโลกที่ชำรุดทรุดโทรมนี้ คำตอบ ก็คือ ทุกคนจำเป็นต้องฝึกฝนอบรมจิตใจ ให้มีสมาธิจดจ่อแน่วแน่ต่อคุณความดี อย่าปล่อยให้ลุกลี้ลุกลน เร่าร้อน วิ่งวนอยู่ ในวงจรกิเลสตัณหา ขอให้ฝึกหัดใช้สมาธิ ภาวนานั้น เป็นอุปกรณ์เพิ่มพลังความสงบนิ่ง ในจิต ให้บังเกิดความร่มเย็นในชีวิตยิ่งขึ้น เป็นลำดับไป” ... พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การทำงาน ถึงแม้ว่างานนั้นเป็นสัมมาอาชีพ หรือเป็นงานที่เป็นบุญเป็นกุศล ถึงแม้ว่าเราทำงานด้วยความขยันขันแข็งและความซื่อสัตย์สุจริตก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองอยู่เสมอจึงจะปลอดภัย สำหรับผู้ไม่ภาวนา กิเลสต่างๆ แทรกซึมเข้ามาในจิตใจเราทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว เจตนาที่ดีเสื่อมได้ ถ้าเราไม่รู้จักรักษาเอาไว้ ความอยากได้อยากมีอยากเป็นก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ความยึดติดในความคิดเห็น ความอิจฉาพยาบาท ความหลงอำนาจ ความเซ็ง ความเบื่อหน่าย เกิดขึ้นได้ทุกเวลานาที การปฏิบัติธรรมไม่ได้อยู่ที่วัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรม กิเลสเกิดตรงไหนนั่นแหละที่เราต้องปฏิบัติ การชนะกิเลสที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน นี้คือการปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ของผู้ครองเรือน - พระอาจารย์ชยสาโร - พลังจิตทำให้สติปัญญาเฉียบแหลม สาธุชน แปลว่า คนดี ทุชน แปลว่า คนไม่ดี คนดีก็จะต้องแสวงหาความดีก็คือบุญกุศล บุญกุศลจะเกิดขึ้นมาได้ก็เกิดจากเจตนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เจตะนาหัง ภิกขะเว" ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุญก็ดี บาปก็ดี จะเกิดด้วยจากการเจตนา เมื่อเจตนาเกิดขึ้นกับตัวของเราแล้วบุญก็เกิดขึ้นตามมาทันทีเพราะว่าจิตใจของคนเรานี้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ฉะนั้นเราอย่าไปคิดว่าทำอะไรแล้วก็แล้วกัน ทำไปแล้วมันไม่แล้วกัน ทำไปแล้วมันจะต้อง ติดตนตามตัวเราไป ทำบาป บาปก็ติดตนตามตัวเราไป ทำบุญ บุญก็ติดตัวเราไป เราจะทำมาก เราจะทำน้อย อยู่ที่ความสามารถ อยู่ที่ศรัทธาที่เรามีในจิตใจ ...ในทางที่ดีที่สุดนั้นเราพยายามทำสมาธิเอาไว้แม้เราจะทำเล็กน้อยแต่ว่าเราทำบ่อย มันก็ได้มากเพราะว่าเมื่อทำสมาธิกี่ครั้งก็ตามก็จะสะสมพลังจิตไปในตัว เพราะฉะนั้นพลังจิตอันนี้แหละที่จะเป็นกำลังสามารถกำจัดน้ำเสียคือบาปอกุศลต่างๆ ที่มีอยู่ในจิตใจของเราได้ มีพระอรหันต์หลายองค์ที่ท่านได้เคยทำในสิ่งที่ไม่ดีไว้ แต่ท่านก็ได้มาบรรลุมรรคผลธรรมพิเศษ อันนี้อ่ะเป็นเรื่องชี้บอกพวกเราว่าแม้ว่าเมื่อเราประมาท เราไปพลาดพลั้งทำความชั่ว ทำความไม่ดีเข้า เราก็ไม่ต้องไปกังวลใจ เมื่อเราทำสมาธิแล้วก็จะต้องเดินไปเรื่อย มันเหมือนกันกับสุนัขไล่เนื้อ มันไล่ไป เหมือนกันแต่มันไล่ไม่ทัน เมื่อไล่ไม่ทัน มันก็กลับบ้าน อย่างนี้เป็นต้น สติ นั้นเป็นเรื่องของความระลึกได้ ปัญญา นั้นคือการแก้ไข "ธรรมะจากใจ" หน้าที่ ๒๔๘ ย่อหน้า ๒ สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) “..#ขอให้พวกเราเผชิญกับความจริง คือการเปลี่ยนแปลงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรา เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้มีใจเข้มแข็ง ในชีวิตของเราทุก ๆ คน จะตกไปอยู่ที่ไหน ก็สร้างคุณงามความดี ถึงแม้จะหมดชีวิตไป ก็อย่าทิ้งคุณงามความดี คือข้อประพฤติปฏิบัตินั่นแหละมันดี อย่างอื่นมันดีไม่ได้หรอก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโรสิยา ตนแหละเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครจะเป็นที่พึ่งเราได้ อันนี้มันเป็นความจริง อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงคราวมันจะเป็นไปแล้วก็เป็นไป อย่าไปคิดอะไรมากลำบากตัวเองเปล่า ๆ จงอุตส่าห์ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต ดำรงชีวิตสร้างความดีต่อไป ให้มีความสามัคคี เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือกัน มีความเมตตาอารีต่อกัน จะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครอยู่ได้นานเท่าไหร่หรอก เดี๋ยวเราก็พากันจากกันไปหมดนั่นแหละ..” โอวาทธรรมคำสอน #พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕) จากหนังสือ : อุปลมณี หน้า ๕๒๖ |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|