| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| ทำความดี http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66546 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 12 มี.ค. 2026, 07:29 ] |
| หัวข้อกระทู้: | ทำความดี |
“..ฉะนั้นการทำสมาธิภาวนา จึงเป็นวิธีปฏิบัติต่อใจได้ดีและถูกทาง ยิ่งเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้ว สติปัญญายิ่งมีความสำคัญมากในการตามรู้และรักษาจิต ตลอดการต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิตในเวลาจวนตัว ซึ่งเป็นเวลาเอาแพ้เอาชนะกันจริง ๆ ถ้าพลาดท่าขณะนั้นก็เท่ากับพลาดไปอย่างน้อยภพหนึ่งชาติหนึ่ง เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดก็ต้องเสียเวลานานเท่าชีวิตของสัตว์ในภพภูมินั้น ๆ ขณะที่เสียเวลายังต้องเสวยกรรมในกำเนิดนั้นไปด้วย ถ้าจิตดีมีสติพอประคองตัวได้ อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่านั้นก็ไปเกิดในเทวสถาน ชมวิมานและเสวยทิพย์สมบัติอยู่นานปีถึงจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ลืมศีลธรรมที่ตนเคยบำเพ็ญรักษามาแต่บุพเพชาติ ทำให้เพิ่มอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารขึ้นโดยลำดับ จนจิตมีกำลังแก่กล้าสามารถรักษาตัวได้ การตายก็เป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากต่ำขึ้นไปสูง จากสั้นไปหายาว จากหยาบไปหาละเอียด จากวัฏจักรไปเป็นวิวัฏจักร ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนเครื่องเสวยมาเป็นลำดับ สุดท้ายก็หมดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรต่อไปอีก เพราะจิตที่ได้รับการอบรมไปทุกภพทุกชาติจนฉลาดเหนือสิ่งใด ๆ กลายเป็นนิพพานสมบัติขึ้นมาอย่างสมพระทัยและสมใจ ซึ่งล้วนไปจากการฝึกฝนอบรมจิตให้ดีไปโดยลำดับทั้งสิ้น..”” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัด (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “..ถ้าถึงวิมุตติแล้ว ตายหรืออยู่มีคุณค่าเท่ากัน แล้วแต่กรรม ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ในช่วงก่อนมรณภาพเครื่องบินตก โดยแสดงถึงอริยธรรมของท่านดังนี้.." "..สิ่งใดเราควรประพฤติปฏิบัติ เราได้ประพฤติปฏิบัติจนเห็นจนรู้ จนหมดสิ้นความสงสัยภายในใจ แล้วเราก็ไม่มีการห่วงการหวงชีวิตต่อไป เพราะอยู่ไปอีกหมื่นปี แสนปี ความดีจะเกิดขึ้นอีกมีไหม? มันบอกแล้ว รู้แล้ว ว่าความที่สุดของจิต ที่สุดของธรรม ที่สุดของการประพฤติปฏิบัติมีเพียงแค่นี้ จะประพฤติไปอย่างไรจะให้ดีไปอีกไม่ได้ จะให้เสียไปไม่มี เมื่อเป็นอย่างนี้จะห่วงจะหวงอะไรในธาตุขันธ์ ตายเมื่อไร ความบริสุทธิ์ที่เรารู้เราเห็นมันก็บริสุทธิ์อยู่ มันไม่เกิดตายไปตามธาตุขันธ์ จึงไม่มีการห่วงการหวง การยึดการถือ ที่เรายังห่วงยังหวง ยังยึดยังถือ อยากจะมีชีวิตยืนยงคงอยู่ ก็เพราะยังไม่รู้ไม่เห็นที่สุดจุดหมายปลายทาง ของอรรถของธรรม ถ้าถึงที่สุดวิมุตติแล้ว ความห่วงความหวง ตายหรืออยู่คุณค่าเท่ากัน ไม่มีอะไรเสียหาย จะแนะนำพร่ำสอนคนอื่น เขาเลื่อมใสก็เป็นเรื่องจิตใจของเขา เขาเศร้าหมองก็เป็นเรื่องของเขา เราเป็นอย่างไร เราทราบในตัวของเราอยู่แล้ว มันจะไปเสียกับใคร จะไปได้กับอะไรอีก มันไม่มี มันหายสงสัย ทุกกาลทุกสมัย ทุกวันทุกเวลา ท่านจึงไม่มีการห่วงการหวง อยากจะอยู่ต่อไปก็ไม่ว่า อยากจะตายไปก็ไม่ใช่ แล้วตั้งแต่เรื่องของกรรมมันจะมาถึงเมื่อไร ท่านไม่ติดข้องในเรื่องของธาตุของขันธ์..” ธัมมวโรวาท พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓) #ที่มา ประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร มูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต “..การฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า..” “..ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทรมานฝึกหัดพระองค์จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็น พุทฺโธ ผู้รู้ก่อนแล้วจึงเป็น ภควา ผู้ทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ สตฺถา จึงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้มีอุปนิสัยบารมีควรแก่การทรมานในภายหลัง จึงทรงพระคุณปรากฏว่า กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ชื่อเสียงเกียรติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมฟุ้งเฟื่องไปในจตุรทิศจนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วก็เช่นเดียวกัน ปรากฏว่าท่านฝึกฝนทรมานตนได้ดีแล้ว จึงช่วยพระบรมศาสดาจำแนกแจกธรรม สั่งสอนประชุมชนในภายหลัง ท่านจึงมีเกียรติคุณปรากฏเช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าบุคคลใดไม่ทรมานตนให้ดีก่อนแล้ว และทำการจำแนกแจกธรรมสั่งสอนไซร้ ก็จักเป็นผู้มีโทษ ปรากฏว่า ปาปโกสทฺโท คือเป็นผู้มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไปในจตุรทิศ เพราะโทษที่ไม่ทำตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าในก่อนทั้งหลาย..’’ มุตโตทัยคำสอน ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “..คนดีอยู่ที่ไหน คนดีอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราดีเสียแล้วไปอยู่ที่ไหนมันก็ดี เขาจะนินทา สรรเสริญ จะว่าอะไรทำอะไร เราก็ยังดี แม้เขาจะข้ามหัวไปก็ยังดีอยู่ แต่ถ้าเรายังไม่ดี เขานินทาเราก็โกรธ ถ้าเขาสรรเสริญเราก็ยินดี ก็หวั่นไหวอยู่อย่างนั้น เมื่อรู้ว่าคนดีอยู่ที่ไหนแล้ว เราจะมีหลักในการปล่อยวางความคิด เราจะไปอยู่ที่ไหน คนเขาจะรังเกียจหรือเขาจะว่าอะไร ก็ถือว่าไม่ใช่เขาดีหรือเขาชั่ว เพราะดีหรือชั่วอยู่ที่ตัวเรา เราย่อมรู้จักตัวเราเองยิ่งกว่าใคร..” จากหนังสือ : อุปลมณี หน้า ๔๐ - ๔๑ โอวาทธรรมคำสอน พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕) “..จิตคิด จิตเกิด จิตไม่คิด จิตไม่เกิด จิตคิด จิตถูกทำลาย จิตไม่คิด จิตไม่ถูกทำลาย จิตปรุงแต่ง จิตถูกทำลาย จิตไม่ปรุงแต่ง จิตไม่ถูกทำลาย จิตแสวงหา จิตถูกทำลาย จิตไม่แสวงหา จิตไม่ถูกทำลาย จิตปรารถนา จิตถูกทำลาย จิตไม่มีความกำหนัด จิตไม่ถูกทำลาย ทิ้งหมด รู้หมด ทิ้งหมด ได้หมด ไม่ทิ้งเลย ไม่รู้เลย ไม่ทิ้งเลย ไม่ได้เลย ทรงจิตเข้ามรรคจิต แล้วจิตพิจารณาจิต รู้ธรรมในจิต แล้วถนอมมรรคจิต จงทำให้ชำนิชำนาญ จิตอบรมจิต รู้ธรรมภายในจิต แล้วอบรมธรรมในธรรมภายในจิต ผู้รู้ไม่คิด ผู้คิดยังไม่รู้ รู้แล้วไม่ต้องคิด ก็เกิดปัญญา เอาธรรม มาอบรมธรรม รู้ธรรม ในธรรม เอาธรรมชาติ มาปฏิบัติธรรมชาติ ให้รู้ธรรมชาติ ในธรรมชาติ เอาธาตุ มาปฏิบัติธาตุ ให้รู้ธาตุ ในธาตุ เอาธรรม อบรมในธรรม เอาจิต อบรมจิต ให้รู้ธรรม ภายในจิต รู้แล้ว ละวาง ปล่อยทิ้ง และไม่อาลัย และไม่ยึดมั่นธรรมต่างๆ ธรรมที่เกิดขึ้นภายในจิต ทั้งฝ่ายดี และ ฝ่ายชั่ว บาปบุญ เปรียบเหมือนมายา เกิดขึ้นแล้วดับ ปล่อยทิ้งทั้งสอง มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สิ้นแห่งความรู้ หุบปากเงียบ อิ่มในธรรม ธรรมเติมธรรม ไม่มีธรรมนั่นคือธรรม อย่าปล่อยให้จิตปรุงแต่งมากนัก ข้อสำคัญ ให้รู้จักจิต ของเรา เท่านั้นเอง เพราะว่าจิต คือ "ตัวหลักธรรม" นอกจากจิตแล้ว ไม่มีหลักธรรมใดๆเลย ภาวนามากๆ แล้วจะรู้ถึงความเป็นจริง เท่านั้นเอง...ไม่มีอะไรมากมาย... มีเท่านั้น เปล่า...เปล่า...บริสุทธิ์..” โอวาทธรรมคำสอน พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖) คัดลอกจากหนังสือหลวงปู่ฝากไว้ "อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น อย่ายึดมั่น และอย่าจับตาดูผู้อื่น" หลวงปู่ชา สุภัทโท “จะสุขก็เพราะใจปรุงให้สุข จะทุกข์ก็เพราะใจปรุงให้ทุกข์ ดังนั้นสิ่งที่ควรระมัดระวังที่สุด คือการปรุงของใจคน นั้นแหละ มิใช่การกระทำของคนอื่น คนอื่นจะทำอย่างไร เราระวังการปรุงของใจเราเองให้ถูกต้อง แล้วความทุกข์ ของเราจะไม่เกิดเพราะการกระทำของเขาเลย” สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ขั้นตอนการปฏิบัติเข้าสู่ทางนิพพาน 1) ให้ตั้งสัจจะบารมีว่า เราจะรักษาศีล 5 ให้เป็นปกติทุกๆวันนับต่อจากนี้ ศีลบารมี ศีลจะเป็นตัวควบคุมกาย และ วาจาของเรา 2) สร้างสมาธิบารมี โดยการปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน สมาธิ จะเป็นตัวควบคุมจิต และใจของเราจากกิเลสต่างๆ ถ้าสมาธิดี สติจะเกิด และมีกําลังมากขึ้น ปัญญาจะเกิดตามมา เมื่อกิเลสมากระทบ ก็จะเห็นสัจธรรมของไตรลักษณ์ ทุกสิ่งมีเกิด ตั้งอยู่และดับไป ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทนถาวร แล้วสติจะทําให้จิตเราปล่อยวางจากกิเลสต่าง ๆ ที่มากระทบได้เอง จิตก็เข้าสู่ภาวะอุเบกขา เข้าสู่ความสงบต่อไป ใช้สติ ให้เห็นอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของเรา กรรมฐานที่ใช้เจริญสติ : สติปัฏฐาน 4, กาย 32, มรณานุสติ ~ ขั้นตอนการปฏิบัติเข้าสู่ทางนิพพาน 1. แยกกาย จิต เวทนา ว่ามันเป็นคนละส่วนกัน 2. ใช้จิตพิจารณากายในกายบ่อย ๆ จะสามารถปล่อยวางจิตจากกายหยาบที่ยึดมั่นอยู่ได้ 3. สติพิจารณาเห็นกายเป็นขันธ์ 5 มีการแตกดับ เห็นจิตไม่ใช่กาย และกายไม่ใช่จิต แยกกันชัดเจน จะเข้าสู่ขั้นโสดาบัน 4. สติมีกําลังมากขึ้น และละเอียดขึ้น ถ้ายังคงรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์และคงสมาธิไว้ได้ดี จะสามารถเข้าสู่ระดับ พระสกิทาคามีผล - ละความโลภ ด้วยการปล่อยวางได้ - ละความโกรธด้วยจิตที่มีเมตตากรุณาได้ - ละจากกามได้ ด้วยการปฏิบัติอศุภกรรมฐาน พิจารณากายในกาย เป็นของไม่สวยงาม เพื่อละจากกามได้ (พิจารณากายในกาม) 5. เริ่มรักษาศีล 8 เพื่อเพิ่มกําลังสติให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ความโลภ โกรธ ความไม่พอใจ จะถูกละจากจิตได้ง่ายขึ้น สติคงตัว เห็นกิเลสเกิดขึ้นและดับลงได้เร็วขึ้น 6. สติ จะไปพิจารณากายในกายที่ละเอียดมากขึ้น ปฏิบัติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน ธาตุกรรมฐาน เพื่อให้จิตเข้าสู่ความว่างบ่อย ๆ ขึ้น จิตจะเห็นกายในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตว่ามันไม่เที่ยง ทั้งของตนเอง ผู้อื่นและทุกสิ่งในโลกนี้เข้าสู่ พระอนาคามีผล จะดับความโลภ โกรธ กาม สิ้นออกจากใจได้ 7. จิตจะเดินทางเข้าสู่ความเงียบ ความสุขเกิดขึ้น แต่จิตจะไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด ๆ จิตเริ่มปล่อยวางจากกายของตนเอง กายของผู้อื่นและวัตถุต่าง ๆ ในโลกนี้ แต่จิตยังมีความหลงในจิตปัจจุบันว่าเป็นตัวจิตอยู่ เป็นอวิชชาในส่วนที่ละเอียด คือ จิตเป็นกิเลสทั้งก้อนเลย จิตกับอวิชชาเป็นสิ่งเดียวกัน แยกกันไม่ได้เลย เป็นจิตสะอาด แต่ไม่บริสุทธิ์ 8. ต้องแยกกาย และจิตออกจากเวทนา สังขาร วิญญาณ สัญญา (ขันธ์ 5) ด้วยสติที่ละเอียดมาก ๆ ขึ้นเท่านั้น สติที่ละเอียดถึงจะทําลายอวิชชาที่ละเอียดออกได้ 9. จิตเข้าสู่ภาวะธรรมธาตุ สะอาด และ บริสุทธิ์ แยกจิตจาก ขันธ์ 5 ได้ว่าจิตนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสังขาร ไม่มี สัญญา ไม่มีวิญญาณ สติอัตโนมัติ จะทำลายกิเลสเองทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เข้าใจอริยสัจ 4 แท้จริง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค จึงจะเข้าสู้ภาวะนิพพานในที่สุด หลวงพ่ออัครเดช(ตั๋น) ถิรจิตฺโต วัดบุญญาวาส อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ “ไม่ใช่พระพรหมลิขิตมาขีดให้เรา ดีบ้างชั่วบ้าง แต่การกระทำของเรา ขีดตัวเราเอง ขีดดีก็ได้ดี ขีดชั่วก็ได้ชั่ว ไม่ใช่หมายความว่ารับพรแล้วเป็นคนดี ต้องสร้างพรให้เป็นพร ไม่ใช่ดวงดีแล้ว ใช้ได้ ต้องทำดีให้กับดวง” ... คำสอนหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม จากหนังสือชั่วดี-อยู่ที่ตัวทำ หน้า ๖ “..ฉะนั้นการทำสมาธิภาวนา จึงเป็นวิธีปฏิบัติต่อใจได้ดีและถูกทาง ยิ่งเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้ว สติปัญญายิ่งมีความสำคัญมากในการตามรู้และรักษาจิต ตลอดการต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิตในเวลาจวนตัว ซึ่งเป็นเวลาเอาแพ้เอาชนะกันจริง ๆ ถ้าพลาดท่าขณะนั้นก็เท่ากับพลาดไปอย่างน้อยภพหนึ่งชาติหนึ่ง เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดก็ต้องเสียเวลานานเท่าชีวิตของสัตว์ในภพภูมินั้น ๆ ขณะที่เสียเวลายังต้องเสวยกรรมในกำเนิดนั้นไปด้วย ถ้าจิตดีมีสติพอประคองตัวได้ อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่านั้นก็ไปเกิดในเทวสถาน ชมวิมานและเสวยทิพย์สมบัติอยู่นานปีถึงจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ลืมศีลธรรมที่ตนเคยบำเพ็ญรักษามาแต่บุพเพชาติ ทำให้เพิ่มอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารขึ้นโดยลำดับ จนจิตมีกำลังแก่กล้าสามารถรักษาตัวได้ การตายก็เป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากต่ำขึ้นไปสูง จากสั้นไปหายาว จากหยาบไปหาละเอียด จากวัฏจักรไปเป็นวิวัฏจักร ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนเครื่องเสวยมาเป็นลำดับ สุดท้ายก็หมดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรต่อไปอีก เพราะจิตที่ได้รับการอบรมไปทุกภพทุกชาติจนฉลาดเหนือสิ่งใด ๆ กลายเป็นนิพพานสมบัติขึ้นมาอย่างสมพระทัยและสมใจ ซึ่งล้วนไปจากการฝึกฝนอบรมจิตให้ดีไปโดยลำดับทั้งสิ้น..”” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัด (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “..การฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า..” “..ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทรมานฝึกหัดพระองค์จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็น พุทฺโธ ผู้รู้ก่อนแล้วจึงเป็น ภควา ผู้ทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ สตฺถา จึงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้มีอุปนิสัยบารมีควรแก่การทรมานในภายหลัง จึงทรงพระคุณปรากฏว่า กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ชื่อเสียงเกียรติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมฟุ้งเฟื่องไปในจตุรทิศจนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วก็เช่นเดียวกัน ปรากฏว่าท่านฝึกฝนทรมานตนได้ดีแล้ว จึงช่วยพระบรมศาสดาจำแนกแจกธรรม สั่งสอนประชุมชนในภายหลัง ท่านจึงมีเกียรติคุณปรากฏเช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าบุคคลใดไม่ทรมานตนให้ดีก่อนแล้ว และทำการจำแนกแจกธรรมสั่งสอนไซร้ ก็จักเป็นผู้มีโทษ ปรากฏว่า ปาปโกสทฺโท คือเป็นผู้มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไปในจตุรทิศ เพราะโทษที่ไม่ทำตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าในก่อนทั้งหลาย..’’ มุตโตทัยคำสอน ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “ถ้าเรามาพิจารณาถึงเรื่องความตาย เห็นอายุมันสั้นไป ไม่ยืนยาวอีกแล้ว คราวนี้จะได้รีบเตรียมเนื้อเตรียมตัว จะได้รีบขวนขวายหาสิ่งที่เป็นสาระ สร้างคุณงามความดี ให้เกิดมีขึ้นในตน ทันกับกาลเวลาซึ่งเรายังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้น มรณสติระลึกถึงความตาย จึงเป็นของมีคุณค่ามาก แต่คนทั้งหลาย ถ้าพูดถึงเรื่องความตายแล้วไม่ชอบ กลับกลัว แต่ความดีอยู่ที่ความตาย ถ้าคนเราพิจารณาถึงความตายแล้ว ทำดีได้ง่าย” ... ... หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย “..ถ้าถึงวิมุตติแล้ว ตายหรืออยู่มีคุณค่าเท่ากัน แล้วแต่กรรม ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ในช่วงก่อนมรณภาพเครื่องบินตก โดยแสดงถึงอริยธรรมของท่านดังนี้.." "..สิ่งใดเราควรประพฤติปฏิบัติ เราได้ประพฤติปฏิบัติจนเห็นจนรู้ จนหมดสิ้นความสงสัยภายในใจ แล้วเราก็ไม่มีการห่วงการหวงชีวิตต่อไป เพราะอยู่ไปอีกหมื่นปี แสนปี ความดีจะเกิดขึ้นอีกมีไหม? มันบอกแล้ว รู้แล้ว ว่าความที่สุดของจิต ที่สุดของธรรม ที่สุดของการประพฤติปฏิบัติมีเพียงแค่นี้ จะประพฤติไปอย่างไรจะให้ดีไปอีกไม่ได้ จะให้เสียไปไม่มี เมื่อเป็นอย่างนี้จะห่วงจะหวงอะไรในธาตุขันธ์ ตายเมื่อไร ความบริสุทธิ์ที่เรารู้เราเห็นมันก็บริสุทธิ์อยู่ มันไม่เกิดตายไปตามธาตุขันธ์ จึงไม่มีการห่วงการหวง การยึดการถือ ที่เรายังห่วงยังหวง ยังยึดยังถือ อยากจะมีชีวิตยืนยงคงอยู่ ก็เพราะยังไม่รู้ไม่เห็นที่สุดจุดหมายปลายทาง ของอรรถของธรรม ถ้าถึงที่สุดวิมุตติแล้ว ความห่วงความหวง ตายหรืออยู่คุณค่าเท่ากัน ไม่มีอะไรเสียหาย จะแนะนำพร่ำสอนคนอื่น เขาเลื่อมใสก็เป็นเรื่องจิตใจของเขา เขาเศร้าหมองก็เป็นเรื่องของเขา เราเป็นอย่างไร เราทราบในตัวของเราอยู่แล้ว มันจะไปเสียกับใคร จะไปได้กับอะไรอีก มันไม่มี มันหายสงสัย ทุกกาลทุกสมัย ทุกวันทุกเวลา ท่านจึงไม่มีการห่วงการหวง อยากจะอยู่ต่อไปก็ไม่ว่า อยากจะตายไปก็ไม่ใช่ แล้วตั้งแต่เรื่องของกรรมมันจะมาถึงเมื่อไร ท่านไม่ติดข้องในเรื่องของธาตุของขันธ์..” ธัมมวโรวาท พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓) #ที่มา ประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร มูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต “ดวงตาเห็นธรรม” พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) ... สมเด็จพระบรมศาสดาทรงชี้ธรรมชาติ คือธรรมชาติหรือธรรมดาว่า มันเป็นของมัน อยู่อย่างนั้น เกิดมาแล้ว … ก็เปลี่ยนไป แปรไปแล้ว … ดับไป เป็นธรรมดา จะเป็นตัวว่าสุขก็เหมือนกัน จะเป็นตัวว่าทุกข์ก็เหมือนกัน อย่างวัตถุที่เราปั้นขึ้น เช่น ถ้วย หม้อต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อถูกปั้นขึ้นมาก็เกิดจากเหตุ จากปัจจัย คือความปรุงแต่งของเราขึ้นมา อีกทีหนึ่งเช่นกัน ครั้นได้ใช้ไป มันก็เก่าไป แตกไป สลายไป มลายไปได้ เพราะเป็น ธรรมดาของมัน ต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์ต่างๆ ก็เหมือนกัน ตลอดจนมนุษย์ สัตว์เดียรฉาน ก็เหมือนกัน มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น มีความแปรไปเป็นธรรมดาเช่นนั้น เมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะ ท่านฟังเทศน์ เป็นปฐมสาวกนั้น ท่านไม่ได้เข้าใจอะไร มากมาย ท่านเข้าใจว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น แล้วมีความแปรไป เป็นธรรมดา แล้วผลที่สุด … ก็มีความดับ เป็นธรรมดาของมัน เมื่อก่อนนี้ … พระอัญญาโกณฑัญญะนั้น ไม่เคยได้มีความนึกหรือความคิดอย่างนี้เลย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่เคยพิจารณาได้ แจ่มแจ้งเลยสักครั้ง ฉะนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงไม่ได้ปล่อย หรือไม่ได้วาง คือมีอุปาทานในขันธ์ทั้งห้านี้อยู่ ต่อเมื่อได้มาฟังเทศน์ของพระบรมศาสดา ของเรา ขณะนั่งฟังมีพุทธภาวะเกิดขึ้น ได้มองเห็นธรรมว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นของไม่แน่นอน มันเป็นธรรมชาติหรือ ธรรมดานี่เอง ... ท่านจึงบอกได้ว่าสิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น แล้วมีความแปรไป สิ่งเหล่านี้ดับไป เป็นธรรมดา ธรรมชาติอันนี้มันเป็นอยู่ อย่างนี้เสมอ ... ความเห็นของพระอัญญาโกณฑัญญะ ในขณะที่ฟังนั้นเป็นความรู้สึกแปลก แปลกจากในอดีต หรือกาลก่อนที่ได้เคย พิจารณามา อันนี้รู้เท่าถึงดวงจิตจริงๆ เป็นได้ว่า "พุทธะ" คือ ผู้รู้เกิดขึ้นมาในเวลานั้น สมเด็จพระบรมศาสดาท่านทรงเรียกว่า พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตา เห็นธรรมแล้ว ... ดวงตาเห็นธรรมนั้น คือดวงตาเห็นอะไร คือ ดวงตาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิด เป็นเบื้องต้น ความแปรไปเป็นท่ามกลาง ความดับเป็นที่สุด สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือทั้งหมด จะเป็นรูปก็ช่าง จะเป็นนามก็ตาม สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ครอบรวมเลยทีเดียว ได้แก่ ธรรมชาติทั้งหมด เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะเป็นรูปธรรมก็ช่าง จะเป็น นามธรรมก็ตาม เกิดขึ้นแล้วก็แปรดับไป อย่างตัวสกลร่างกายของเราก็เหมือนกัน มันเกิดแล้วก็แปรไปตามธรรมดาของมัน แล้วมันก็ดับไป ... ... ..หลักของวัฏฏะ ได้แก่ต้นเหตุคือใจ เป็นผู้ประดิษฐ์กรรมดีกรรมชั่ว ใจจึงเป็นเหมือนโรงงานผลิตสิ่งต่างๆให้สำเร็จรูปออกมา ที่เรียกกันว่าผลกรรม ซึ่งทำให้ผู้รับเสวยเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง โดยไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ เพราะอำนาจของกิเลสที่เป็นเชื้อฝังอยู่ภายในใจผลักดันให้ทำกรรม ในวัฏฏะวน 3 ท่านกล่าวไว้ว่า กิเลสวัฏฏะ กรรมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ กิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ทำกรรมและให้รับเสวยผลวนไปเวียนมาทำนองนี้ตลอดอนันตกาล เพราะกิเลสเป็นเหตุเพียงอันเดียวเท่านั้น วัฏฏะของใจก็หมุนไปเวียนมาไม่มีวันจบสิ้น ถ้ามิได้ดับเชื้อภายในนี้เสียให้สิ้นซากลง กรรมและวิบากย่อมมีทางสืบต่อ จะหาวันสิ้นสุดลงไม่ได้ ต้องเป็นวัดตะวันอยู่ทำนองนี้ตลอดไป.. ..#โอวาทธรรมหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน.. ..จากหนังสือโอสถอันวิเศษ.. กรรมคือการกระทำ ทำกรรมไม่เหมือนกัน การคิดไม่เหมือนกัน การทำไม่เหมือนกัน การพูดไม่เหมือนกัน บางคนก็พูดเป็นสัมมาวาจา บางคนก็มีแต่ด่าคน ประมาทคน ดูถูกเหยียดหยามคน ใช้วาจา บางคนก็มีแต่เมตตา บางคนก็มีแต่ฆ่า มีแต่รังแกเบียดเบียนคน คิดขึ้นมาก็คิดไปในทางอกุศล บางคนก็คิดถึงสร้างบุญสร้างกุศลในจิตใจ การคิดไม่เหมือนกัน การทำก็ไม่เหมือนกัน การพูดก็ไม่เหมือนกัน คนเราเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นกรรมคือการกระทำในจุดนี้ ในอดีตจนถึงปัจจุบัน พอปัจจุบันก็เกิดขึ้นมาแล้วก็ยังคิด ทำ พูด ไม่เหมือนกันอีก ในอดีตชาติก็คิด ทำ พูด ไม่เหมือนกัน เกิดมาจึงไม่เหมือนกัน กรรมจำแนก กรรมคือการกระทำ จำแนกให้พวกเราท่านทั้งหลายแปลกแตกต่างกัน นี่แหละหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงสรุปว่า "อกตัง ทุกกฏัง เสยโย ปัจฉา ตัปปติ ทุกกฏัง" การคิดชั่วก็ดี ทำชั่วก็ดี พูดชั่วก็ดี อย่าทำเสียเลยดีกว่า เมื่อเราคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่วลงไปแล้ว กรรมชั่วที่เราทำนั่นแหละ มันจะตามให้ผล ตนเองนั่นแลจะเดือดร้อนเมื่อภายหลัง เมื่อเรารู้แล้วว่าเป็นอย่างนั้น ต้องคิดดี แล้วก็ทำดี แล้วก็พูดดี เมื่อเราคิดดี ทำดี พูดดี อยู่ ณ สถานที่ใด ไป ณ สถานที่ใด กรรมดีจะตามให้ผล ไป ณ สถานที่ใด มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข มีแต่ความร่มเย็นผาสุกตลอดไป เพราะเราทำแต่กรรมดี หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “ไขความลับของจิตวิญญาณ” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ เมื่อได้พิจารณาจิตใจของเราขณะปฏิบัติแล้วเห็นว่า ขณะนี้กิเลสไม่ปรากฏ หรือคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่งกำลังปรากฏอยู่ เราต้องสำนึกรับรู้ความดีที่ปรากฏนั้น ต้องรู้จักอนุโมทนา แสดงมุทิตาจิต เพราะนี่เป็นแหล่งความสุขที่สำคัญในชีวิต แต่นักปฏิบัติจำนวนมากไม่คิดจะทำเช่นนั้น น่าจะเป็นเพราะกลัวจะเกิดความรู้สึกถือตัวถือตนว่าดีว่าเก่ง แต่การอนุโมทนาที่กล่าวถึงนี้ ไม่ใช่อนุโมทนาตัวเราว่าดีว่าเก่ง แต่เป็นการอนุโมทนาตัวคุณธรรม เป็นการรู้จักชื่นชมยินดีกับการเกิดขึ้นของความดีงามที่ปรากฏในจิตใจของเรา โดยไม่ต้องเกิดความยึดมั่นถือมั่นว่าเราดีเราเก่งอย่างไร เราแยกแยะได้ และถือว่าชีวิตเราเป็นเพียงภาชนะอย่างหนึ่งที่รองรับความดีที่เกิดขึ้นเท่านั้น เมื่อเราเจริญมุทิตาเป็น ชีวิตเราจะไม่มีวันซึมเศร้า ไม่มีวันจะหมดกำลังใจ แล้วเราจะไวต่อความดีของผู้คนรอบข้างด้วย มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความดีทั้งวัน อาจไม่ใช่ความดีที่น่าตื่นเต้น แต่เป็นความดีธรรมดาๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนทุกคน เมื่อเราสังเกตความดีในตัวเอง สังเกตความดีในการกระทำและน้ำใจของคนรอบข้าง เราจะรู้สึกเสมือนมีหยดน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจเรา ทำให้เราสดชื่นเบิกบานตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องพยายามมองทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ดี อย่างนั้นก็ไม่เป็นธรรมชาติ มันเป็นเหมือนการทำใจเสียมากกว่า ในการเจริญมุทิตาจิตนั้น เราเอาความจริงเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่พยายามหลอกลวงชักชวนจิตให้มองในแง่ดี แต่เป็นการลืมหูลืมตารับรู้รับทราบต่อความจริงที่ปรากฏในคนรอบข้าง ในตัวเราเอง และรู้จักชื่นชมความดีนั้น ความสุขจากการแสดงมุทิตาจิต เป็นความสุขที่ไม่มีโทษ ไม่มีเงาตามตัว และจะไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง - พระอาจารย์ชยสาโร - “ให้ตั้งมั่นสร้างบุญกุศลคุณงามความดี” เวลามีชีวิตอยู่ก็พึ่งกันมนุษย์เรา ใครมีอะไรมีมากมีน้อยก็ช่วยกันไปด้วยน้ำใจอันดีงาม ด้วยน้ำใจเมตตา ด้วยน้ำใจสงสาร มีแก่ใจต่อกัน เวลาตายแล้วก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้อย่างนี้ละ นี่เรียกว่าถูกตามอริยประเพณีที่ท่านพาดำเนินมา ขอพี่น้องทั้งหลายให้จำเอาไว้นี่ความสุดวิสัยของผู้ล่วงไปแล้ว ต้องมาอาศัยผู้ที่มีชีวิตอยู่ แต่เวลานี้เรายังมีชีวิตอยู่ก็ค่อยสร้างคุณงามความดีของเรา หากมีความจำเป็นยังจะต้องพึ่งผู้อื่นอยู่ เราก็ได้พึ่งอย่างนี้แหละ ถ้าเราพึ่งตัวเองได้แล้วด้วยอำนาจแห่งกุศลของเราแล้วไม่ต้องพึ่งใคร เหมือนกับเราจะเดินเข้าไปในป่าในเขา เอาหม้อข้าวหรือกระติบข้าวมัดติดเอวแล้วก็ไปได้เลยหิวที่ไหนกินที่นั่นเพราะของอยู่กับตัว นี่เราสร้างบุญกุศลอยู่กับตัวของเราแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาใครให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ถ้าหาคนที่มี "ศีลเสมอกันหรือสูงกว่า" เดินไปด้วยกัน ไม่ได้... พระพุทธองค์ทรงให้เลือก "เดินไปคนเดียว" เพราะเลือกคบคนอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าคบคนพาล คนโกง หลงโลก หลงกามคุณ ถ้าสติเราไม่พอ อีกไม่นานเราก็จะซึมซับสิ่งเหล่านั้น โดยไม่รู้ตัว คนฉลาดใช้ชีวิต จึงเลือกคบ "กัลยาณมิตร" ถ้าไม่มีคนมีศีลมีธรรมรอบตัวเลย จงเลือก "เดินคนเดียว" และมี "สติ" เป็นเพื่อน ---/ คติธรรมคำสอน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จงทำ "ใจ" ให้เหมือน "แผ่นดิน" เพราะว่าแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เคยโกรธใครทำอะไรใครเลย จงทำ "ใจ" เหมือน "น้ำ" เพราะธรรมดาของน้ำย่อมเป็นของสะอาด ชำระของสกปรกได้ทุกเมื่อและเป็นของดื่มกิน เพื่อมีชีวิตช่วยเหลือแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงทำ "ตน" ให้เหมือน "ผ้าเช็ดเท้า" เพราะธรรมดาของผ้าเช็ดเท้า ย่อมไม่มีความรักความชัง ฉันใด ใจเราก็ทำเหมือนกัน ฉันนั้น เมื่อเราตั้งใจฝึกฝนอบรมได้เช่นนี้แล้ว ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่ความสุข ความทุกข์ในใจก็จะไม่เกิด ดังสุภาษิตที่ท่านกล่าวไว้ว่า "จิตตังทันตัง สุขาวะหัง" จิตที่ฝึกฝนมาดีแล้ว นำมาซึ่งความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหน้า . หลวงปู่ขาว อนาลโย ชีวิตไม่ยืนยาว อย่ามั่วจมอยู่กับความเศร้าใจชีวิตไม่แน่นอนอะไร อย่าไปจริงจังกับความคาดหวัง ชีวิตย่อมมีพลาดพลั้ง อย่าไปกลัวกับการเริ่มต้นใหม่ ชีวิตมีได้มา ก็ย่อมมีเสียไป เพราะฉะนั้น จงรู้จัก พอใจในสิ่งที่เรามี จะดี จะชั่ว อยู่ที่ใจคนคิด จะผิดจะถูกใจคนรู้ทุกอย่าง จะสุขจะทุกข์ ใจคนเป็นผู้สร้าง ทุกสิ่งทุกอย่างสงบจบที่ใจ หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เราไม่จำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ความผิดพลาดหรือความประมาทในอดีตมาเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ที่เคยประมาทในกาลก่อน แล้วกลับใจ สำนึกตัว ไม่ประมาทอีกต่อไปนั้น มีความงดงามเสมือนพระจันทร์เต็มดวงที่โผล่พ้นจากเมฆ ฉะนั้น ถ้าพระจันทร์เต็มดวงของเราถูกเมฆปิดบังเอาไว้ เราก็จงปฏิบัติให้มันพ้นจากเมฆเสีย เราย่อมทำได้ เราทุกคนที่เคยทำผิดบาปสามารถกลับใจได้ จงเรียนรู้จากอดีตแล้วปล่อยวางอดีต เพื่อสร้างอนาคต ด้วยการตั้งอกตั้งใจอยู่ในปัจจุบัน - พระอาจารย์ชยสาโร - "กุศลและธรรมทั้งหลาย คุณงามความดีทั้งหลาย จะเกิดขึ้น เพราะบุคคลอยู่กับสติอย่างเดียว บุญกุศลเค้ามูลกุศลทั้งหลาย มาสโมสรมารวมอยู่ในสติ สติเป็นใหญ่ เพราะเหตุนั้นพึงรู้อย่างนี้ว่า สติเป็นแก่นธรรม แก่นธรรมมีอยู่สำหรับทุกคน พุทโธมีอยู่ทุกคนทีเดียว" - หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อเอาหนังออกแล้ว ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู เอาทั้งหมดออกดู ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน หรือเป็นยังไง ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้ เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว ทุกขเวทนาเหล่านั้น มันก็เข้าไม่ถึงจิตของเรา เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม มันก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร ทำไมจึงว่า วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละวิจิกิจฉาได้ซี เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก เกิดแล้วก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ ชราก็รู้แล้วมันทุกข์ พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์ เมื่อเราทุกข์เหล่านี้ ก็ทุกข์เพราะความเกิด เราก็หยุด ผู้นี้ไม่เกิด แล้วใครจะเกิดอีกเล่า ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย ผู้นี้ไม่ตายแล้ว อะไรจะมาเกิด มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย ดูซิ ใจความคิดของเรา เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้ มันก็เป็นทุกข์ไม่แล้วสักที หลวงปู่ฝั้น อาจาโร “.. ธรรมะชำระใจ..” …..ความดีทั้งหลายที่เราทำมาดีแล้ว ไม่ว่ามากหรือน้อย มันจะสั่งสมเก็บเอาไว้ในใจเรา ไม่ได้สูญหายไปไหนเลย ถ้าเราไม่หยุดสร้างคุณความดี เหมือนกันกับเราเก็บเงินฝากไว้ที่ธนาคาร ถ้าเราไม่เบิกไม่ถอนออกมา มันก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆๆๆ เข้ามาหนุนนำให้เราถึงฝั่งพระนิพพาน เมื่อถึงวันนั้น ไม่ว่าบุญหรือบาป จะมาเพิ่มเติมอีก ไม่มีอีกแล้ว มันเลยสมมุติไปแล้ว บุญและบาป มันคือสิ่งสมมุติ แต่บาปเป็นสมมุติที่ฝ่ายชั่วช้าเลวทราม ส่วนบุญกุศล เป็นสิ่งสมมุติฝ่ายดีงาม นักบุญทั้งหลาย จงพยายามทําดีให้มากที่สุด ความชั่วร้ายทั้งหลาย ก็ไม่กล้ามา บังเบียดเราได้….. หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิตร อุดรธานี 22 กุมภาพันธ์ 2569 ความสำเร็จคือชัยชนะ . ถ้าพูดถึงแบบโลกชนะกัน ชนะตรงที่จิตดวงหนึ่งมีธรรม จิตดวงหนึ่งไม่มีธรรม จิตดวงไม่มีธรรมอับเฉา จิตดวงที่มีธรรมสง่าจ้า มีอำนาจครอบ คำว่า “กล้า-กลัว-แพ้-ชนะ” ไม่มี เพราะสิ่งเหล่านี้มีสมมุติ อำนาจของจิตมิใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าว่า”แข็ง” ก็แข็งแกร่งสุดเลย ถ้าว่า”อ่อนนิ่ม” ก็อ่อนนิ่มไปหมด สัตว์ทั้งหลายทำลายจิตไม่ได้ จิตที่มีธรรมไม่มีพิษทั้งแก่ตัวเองและโลกทั่วไป ศาสดาเอกจึงเป็นที่ตายใจของสัตว์โลก พระทัยอ่อนนิ่ม ไม่เป็นภัยต่อสัตว์โลก เพราะฉนั้น สัตว์ดี สัตว์ชั่ว หมอบ ไม่มีอะไรกล้าแข็งเกินใจที่เป็นธรรมฯ จึงสมดังพุทธสุภาษิตที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ผู้ใดชนะหมู่มนุษย์ตั้งพันครั้ง ครั้งละพันคนในสงคราม ผู้นั้นมิใช่ผู้ชนะ สูงสุดในสงคราม ผู้ใดชนะตนเองได้เพียงคนเดียว ผู้นั้นแลเป็นยอดแห่งผู้ชนะในสงครามฯ” . หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน #ความแก่_ความเจ็บ_ความตาย "... เป็นสัจจธรรมแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่ ปกปิดไม่ได้นั่นก็คือ สัจธรรม อย่างที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงแสวงหาทางออก แสวงหาทางแก้ สุดท้ายองค์ท่านจึง เข้าใจอย่างท่องแท้ว่า สัจธรรมนั้นเป็น ความจริงแต่ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ โดยอวิชชาทั้งหลาย ... ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ปกปิดกันได้ไหม อย่าพยายามแก้ตรงนี้ แก้ที่เหตุคือการเกิดนั่นแหละประเสริฐที่สุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้แก้ที่ตรงนี้ ..." ---------------------------------- #หลวงปู่ขาว_อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๕๒๖) “…ทุกคนจะต้องเข้ามหายุทธสงครามสักวันหนึ่ง คือการ ต่อสู้กับมัจจุราช เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละคนจะต้องสู้เพื่อ ตนเอง และต้องสู้โดยลำพัง ผู้ที่สู้ได้ดีก็จะไปดี คือไปสู่ สุคติ ผู้ที่เพลี่ยงพล้ำก็จะไปร้าย คือไปสู่ทุคติ อาวุธที่ใช้ ต่อสู้มีเพียงสิ่งเดียว คือ "สติ" ซึ่งจะสร้างสมได้ด้วยการ เจริญภาวนาเท่านั้น " " บุญกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็ได้แก่ทานบารมี ศีลบารมี ภาวนาบารมีนี้แหละทาน ก็รู้อยู่แล้ว คือการสละ หรือ การละการวางผู้ใดละมาก วางได้มาก ก็เป็นผลานิสงส์มากผู้ใดวางได้น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อย ละได้น้อย ก็มีผลานิสงส์น้อยมัจฉริยะความตระหนี่เหนียวแน่น นี้หละ คือความโลภ ต้องสละเสีย ให้เป็นผู้บริจาค ก็บริจาคทรัพย์สมบัติ วัตถุทั้งหลายเหล่านั้นหละ ไม่ใช่อื่นไกลแปลว่า ทะนุบำรุงตน เหมือน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านจะสำเร็จมรรคผล ท่านก็ได้สร้างบารมีมา คือทานบารมีอันนี้ นี่ให้เข้าใจไว้ ทานเป็นเครื่องสะเบียงของเรา เมื่อเราได้ทำไว้พอแล้วเราจะเดินทางไกล เราก็ไม่ต้องกลัวอดกลัวอยาก กลัวทุกข์กลัวยากของเก่าเราได้ทำมาไว้ ถ้าอะไรเราไม่ได้ทำไว้ อยากได้ มันก็ไม่ได้ ถ้าได้ทำไว้แล้ว สร้างไว้แล้ว ไม่อยากได้ มันก็ได้ นี่แหละทานบารมี เหตุนี้ ให้พากันเข้าใจ " " ศีลบารมีล่ะ คนเราเพียงแต่รับศีลไม่ได้รักษาศีล เข้าใจว่า ศีลนั้นเป็นของพระถ้าพระไม่ให้แล้ว ก็ว่าเราไม่ได้ ศีลอย่างนี้ เป็นสีลัพพตปรามาส เพียงแต่ลูบคลำศีลแท้ที่จริงนั้น ศีลของเรา เกิดมาพร้อมกับเรา ศีลห้าบริบูรณ์ตั้งแต่เกิดขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง อันนี้คือตัวศีลห้า เราได้จากมารดาของเรา เกิดมาก็มีพร้อมแล้ว เมื่อเรามีศีลห้าบริสุทธิ์อย่างนี้ ก็ให้เรารักษาอันนี้หละ รักษากายของเรา รักษาวาจา รักษาใจให้เรียบร้อยอย่าไปกระทำโทษน้อยใหญ่ ทางกาย ทางวาจา ทางใจของเรา โทษห้าคืออะไร คือ ปาณาติปาตา ท่านให้งดเว้น อย่าไปทำ นั่นเป็นโทษ ไม่ใช่ศีลอทินนาทานา นั่นก็เป็นโทษ ไม่ใช่ศีลกาเมสุมิจฉาจารา นั่นก็ไม่ใช่ศีล เป็นแต่โทษมุสาวาทา ท่านให้งดเว้น มันเป็นโทษ ไม่ใช่ศีลสุราเมรยมชฺชฯ อันนี้ก็เป็นแต่โทษถ้าเราไม่ได้ทำความผิดห้าอย่างนี้ อยู่ที่ไหนเราก็มีศีล อยู่ในป่าในดง ก็มีศีล อยู่ในรถในรา เราก็มีศีลให้เข้าใจศีลตามนี้ ที่คอยจะรับจากพระ นั่นไม่ใช่ ท่านก็บอกว่า อย่าไปทำ ห้าอย่างนั้นให้ละเว้น เมื่อเราละเว้นแล้ว อยู่ที่ไหนก็มีศีล เราก็เป็นคนบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ศีลห้า อย่างนั้น เราไม่อยากได้ ไม่ปรารถนาเหตุฉันใด จึงว่าไม่อยากได้ พิจารณาดูซี่ สมมติว่ามีคนมาฆ่า หรือ มาฆ่าพี่ฆ่าน้อง ญาติพงษ์ ของเรา เราดีใจไหมล่ะ เราไปฆ่าเขาล่ะ เขาดีใจไหม พิจารณาดูซี่ เราไม่ต้องการอย่างนั้นไม่ใช่เหรอถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นแล้ว โทษของเรา ก็ไม่มี เกิดมาอายุก็ยืนนาน ไม่ตายแต่น้อย แต่หนุมก็เพราะเราไม่ได้ทำปาณาติบาตไว้ ในหลายภพหลายชาติแม้ในชาตินี้ก็เหมือนกัน เราฟังธรรม ก็ฟังในชาตินี้ แล้วก็ปฏิบัติในปัจจุบันนี้ เราไม่ต้องคำนึงถึงอดีตอนาคต เรากำหนดให้รู้เดี๋ยวนี้ เรานั่งอยู่นี่ ก็เป็นศีลอยู่ นี่ข้อสำคัญ " :โอวาทธรรม ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร "อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น อย่ายึดมั่น และอย่าจับตาดูผู้อื่น" หลวงปู่ชา สุภัทโท #อดีตก็เป็นธรรมเมา #อนาคตก็เป็นธรรมเมา จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่ในปัจจุบัน ละ อยู่ในปัจจุบัน นี้จึงเป็นพุทโธ เป็นธัมโม ปัจจุบันก็พอแล้ว อดีตและอนาคตไม่ต้องคำนึงถึง เกิดแก่เจ็บตาย วันคืนเดือนปี สิ้นไปหมดไป อายุเราก็หมดไปสิ้นไป หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนาต่อไป ..." ------------------------------------- #หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๕๒๘) "เราระลึกได้ในชาดกที่เศรษฐีมีลูกชายคนเดียวชื่อมัฏฐกุณฑลี รักมากก็ตายจากไป ทีนี้พ่อแม่ก็ให้คนใช้ในบ้านไปส่งอาหารที่ป่าช้าทุกวัน ๆ ขาดไม่ได้เลยว่างั้นเถอะ ให้คนใช้ไปส่งอาหารที่ป่าช้า จัดให้เรียบร้อย ๆ ส่งให้ที่ป่าช้าเป็นประจำทุกวัน ๆ ทีนี้ในคืนวันนั้นมันบันดลบันดาลฝนตกน้ำท่วมหมดแถวนั้น ที่ป่าช้าที่เป็นศพของลูกชายนั้นอยู่ฟากฝั่งน้ำทางนั้น ทีนี้พอดีฝนตกมาน้ำไหลเจิ่งข้ามไปไม่ได้ ทุกวันก็ข้ามไปส่งทุกวันก็ไม่มีอะไร เงียบ ๆ พอดีตกกลางคืนฝนตกหนักน้ำท่วมไปไม่ได้ สุดวิสัยจะทำยังไงไปไม่ได้แล้วก็กลับมา พอดีพระท่านบิณฑบาตมาริมคลอง ริมคลองน้ำที่ท่วมไปไม่ได้แล้วกลับมา แกเดินเลียบคลองนั้นพอดีเจอพระมาบิณฑบาต ก็เลยเอาอันนั้นแหละ เอาที่เตรียมไว้ว่าจะไปให้ศพนั่นนะ เพราะไปไม่ได้ก็ถือกลับมา พอดีไปเจอพระมาบิณฑบาตที่นั่นก็เลยใส่นั้นทั้งหมด เวลาไปถึงบ้านก็ไม่พูดว่ายังไง เพราะก็ไปให้ทุกวัน ไปถึงที่ ๆ ก็ไม่พูดว่ายังไง แล้ววันนั้นเผอิญไปไม่ถึงที่ ข้ามน้ำไม่ได้ มาเจอกับพระที่ไปบิณฑบาต เลยใส่บาตรพระมา ก็ไม่พูดว่าอะไรอีกแหละ พอตกกลางคืนมาเอาละที่นี่ ลูกชายนั้นมาต่อว่าทั้งพ่อทั้งแม่ ต่อว่าอย่างหนัก ว่าพ่อว่าแม่รักลูกรักยังไง ตั้งแต่วันตายมาคอยกินข้าวกินน้ำกินอาหารบ้างเลยไม่มี หิวโหยตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งวันนี้ วันที่ได้ใส่บาตรพระนั่นละ ถึงได้รับประทานอาหารอิ่มหนำสำราญรื่นเริงบันเทิง นี่เหรอรักลูกรักเต้า มาต่อว่าพ่อแม่ รักอย่างนี้ละเหรอ ตายไปแล้วกี่วันกี่คืนแล้วไม่เคยได้กินข้าวกินน้ำอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่ว่าพ่อแม่รักสุดหัวใจ ๆ เวลาตายแล้วไม่มองเลย พึ่งได้กินข้าววันนี้แหละ มาต่อว่า เป็นคำฝันเทพบันดาล เพราะคำฝันมีหลายประเภทท่านแสดงไว้ในธรรม มีเทพบันดาล คนมีบุญมากหนึ่ง บาปมากหนึ่ง บันดลบันดาลให้ฝันได้ แล้วตั้งสัจจอธิษฐานหนึ่ง พอดีวันนั้นลูกชายมาเสียเองมาต่อว่าพ่อแม่ พอตื่นเช้ามาแล้วก็เรียกคนใช้มา คนใช้เขาก็ดีนะพูดตรงไปตรงมา เรียกคนใช้มา มานี้มาถามดูสักหน่อยว่างั้น ด้วยความหิวความกระหาย เพราะเรื่องราวไม่คาดไม่คิดว่าจะเกิด มันเกิดขึ้นอย่างนี้มันเป็นยังไง เลยเรียกคนใช้มาถาม ทุกวัน ๆ แกไปส่งข้าวลูกเราทุกวันเหรอ (ไปส่งทุกวัน) มีเว้นไหม (ไม่มี มีเฉพาะที่เมื่อวานนี้ มีเว้นวันเดียว คุณพ่อคุณแม่ก็เห็นแล้วฝนตกทั้งคืน ข้ามไปส่งอาหารให้ลูกชายไม่ได้ ตกลงก็เลยกลับมา แล้วพอดีพระท่านมาบิณฑบาต เลยใส่บาตรพระท่าน ก็มีเมื่อวานนี้เท่านั้น นอกนั้นไปถึงที่ทุกวัน ๆ พึ่งไม่ไปถึงเมื่อวานนี้ ได้ใส่บาตรให้พระ ขาดวันเดียว) สะดุดใจปึ๋ง อ๋อ การที่เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลอะไร ๆ ไปให้คนตายในโลงผีอะไรนี้ ไม่มีความหมายอะไรเลย เวลาจะมีความหมายเต็มตัวก็คือทำบุญอุทิศให้อย่างลูกชายของเราเป็นต้น ยอมรับ ทีนี้จากนั้นมาก็นำเรื่องนี้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ใส่หมัดเด็ด ก็พูดกันตกลงกันกับลูกแล้วเมื่อคืนนี้ว่าไง ๆ มาถามอะไรเราอีก ก็เรื่องอันเดียวกัน พระพุทธเจ้าดุ แล้วบาปบุญเป็นยังไง ยอมรับ" หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ "...อย่าสำคัญตนว่าเก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ถ้าไม่เตรียมทราบเสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร อาตมาขออภัยด้วยถ้าพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สอนคนให้ละชั่ว ทำความดี จัดเป็นหยาบคายอยู่แล้ว โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ้นศาสนา เพราะไม่มีผู้ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายมีประจำแทบทุกคน ทั้งให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมันบ้างพอมีทางคิดแก้ไข แต่กลับตำหนิคำสั่งสอนหยาบคาย ก็นับเป็นโรคที่หมดหวัง..." หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วันนี้ คือของขวัญของชีวิต สิ่งเดียวที่เป็นของเรา คือเดี๋ยวนี้ วันข้างหน้า ไม่ใช่ของเรา ... ... พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|