วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 17:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 12:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ท่านสอนเรื่องกายกับใจ..”
“..พระพุทธศาสนา สอนเรื่องกายกับใจของคน" ท่านไม่ได้สอนเรื่องต้นไม้ภูเขาเหล่ากอ หลวงพ่อฝั้นไม่ค่อยพูดถึงคำว่าสมาธิ "แต่ชอบเรียกว่า การวัดใจ หรือเข้าวัด" วิธีการของหลวงพ่อสอนไม่มีอะไรยุ่งยากเลย

“นั่งให้สบาย .. หลับตา หุบปาก ลิ้นก็อย่ากระดุกกระดิก หน้ายิ้ม ๆ ทำใจให้เบิกบาน” ภาวนาว่า ‘‘พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วรวมเป็นพุทโธคำเดียว” มองเข้าไปภายใน ดูใจของเรา เห็นอะไรไหม “มันมืดคือใจคน วัดกันตรงนี้” วัดเพื่อให้รู้ว่าใจเรานี่น่ะ ดีหรือไม่ดี

“ใจดีเป็นอย่างไร ใจเราดีก็มีความสุข ความสบาย เย็นอกเย็นใจไม่เดือดร้อน”

- พุทโธ กายเราเบิกบาน
- พุทโธ ใจเราสว่างไสว
- พุทโธ ใจเราผ่องใส

“เหมือนน้ำใส กระจกใสหรือแก้วใส เห็นตน เห็นบุคคลอื่น” มองเห็นเรา มองเห็นเขา มองเห็นงานมองเห็นการ “มองเห็นความสุข ความทุกข์ของเรา” เรามีชีวิตเรารักชีวิต ใคร ๆ ก็มีชีวิตเหมือนกันทุกคน "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกันซี..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
ที่มาหนังสือชีวประวัติ
และปฏิปทาของพระอา จารย์ฝั้น อาจาโร







“..เทวดาสวดมนต์..หลวงปู่ชอบ ฐานสโม..”

“..ท่านได้บอกเตือนลูกศิษย์เรื่องการสวดมนต์ว่า “เทวดาในแต่ละสถานที่เขาชอบบทสวดมนต์ที่แตกต่างกัน”

บางสถานที่ก็ชอบ… บทธัมมะจักกัปปะวัตตสูตร
บางสถานที่ก็ชอบ… บทกะระณียะเมตตะสูตร
บางสถานที่ก็ชอบ… บทมาติกา
บางสถานที่ก็ชอบ… บทเมตตาสังนะสูตร

พอสวดฮอด(ถึง)บทที่พวกเขาชื่นชอบละก็เขาจะพากันเปล่งเสียงสาธุการดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว!! เทวดาเขาพากันออนซอนสะออนหลาย(พากันชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง)

หลวงปู่ท่านเน้นย้ำเรื่องการสวดมนต์ว่า…
“เวลาสวดมนต์ไหว้พระ อย่าทำเป็นเล่น เห็นเป็นของสนุกคะนองปาก ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของสูง ควรค่าต่อการเคารพเป็นอย่างยิ่ง หากพากันเห็นเป็นของเล่นแล้ว ก็จะเป็นบาปเป็นกรรมกับตัวเอง นักปราชญ์ได้ยินท่านก็ตำหนิ เทวดาเขาก็พากันตำหนิ”

“เวลาไหว้พระสวดมนต์ ให้พากันตั้งใจสวดจริงๆ เวลาสวดก็ให้มีสมาธิจดจ่อลงไปในบทนั้นๆ มันถึงจะมีอานิสงส์เกิดขึ้นกับตัวเจ้าของ(ตัวเอง)”

“การสวดมนต์ไหว้พระเป็นการทำสมาธิไปในตัว บางทีข้ออรรถ ข้อธรรมต่างๆ มันก็จะผุดขึ้นมาในขณะที่สวดมนต์ก็มี”
“เทวดาทั้งหลายนั้น เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรามาก่อน มีจิตใจฝักใฝ่ในบุญกุศล พอตายทำลายขันธ์จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ได้ไปจุติในสวรรค์ชั้นต่างๆ สูงบ้างต่ำบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ตนเองได้สั่งสมมาในตอนเป็นมนุษย์”

“ถึงแม้ว่าจะเป็นเทวดาอยู่ก็ตาม จิตของพวกเขายังฝังไว้ในบุญกุศล พอได้ยินหรือได้เห็นผู้ใดทำคุณงามความดี พวกเขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาด้วย หากว่าเรามีจิตที่ละเอียดเป็นสมาธิบ้าง เราก็

จะเห็นเขามาร่วมอนุโมทนากับเราด้วย”
“อย่างหยาบๆ ที่พวกเราจะรับทราบได้ ก็คือ
ขนพองสยองเกล้า เป็นต้น ”

ด้วยหลวงปู่ท่านให้ความสำคัญเรื่องการสวดมนต์ไม่น้อยกว่าการทำสมาธิภาวนา ยามกลางค่ำกลางคืน ท่านก็ยังออกมานั่งรถเข็นจงกลมไปในบริเวณวัด ฟังพระเณรลูกหลานสวดมนต์ไหว้พระ เหมือนเป็นการให้กำลังใจลูกหลานพระเณรไปในตัว
พอหลังจากไหว้พระสวดมนต์กันเสร็จแล้ว ในบางคืน ลูกหลานพระเณรก็จะได้กราบเรียนสอบถามองค์ท่าน

“หลวงปู่ครับ! วันนี้เทวดาเขามาร่วมสวดมนต์ไหว้พระด้วยไหมครับ?”

หลวงปู่ท่านก็มักจะตอบว่า “มีมาทุกวัน” วันไหนมีมากเท่าไร ท่านก็จะบอกจำนวนให้ทราบด้วย หรือบางครั้ง ท่านก็จะระบุชื่อพระเณรเป็นรายคนด้วย เช่น

“เทวดาเขาชมว่าพระ…เณร…องค์นี้ สวดมนต์ม่วนหลาย เสียงดังกังวานไปไกล เทวดาเขาได้ยิน เขาขออนุโมทนาด้วย”
พอได้ยินหลวงปู่ท่านว่าให้ฟังเช่นนี้ พระเณรลูกหลานก็พากันปลื้มอกปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง พอถึงเวลาไหว้พระสวดมนต์ จึงพากันตั้งอกตั้งใจสวดกันอย่างเต็มที่...”

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย
(พ.ศ.๒๔๔๔-๒๕๓๘)







"การพูดไม่ดีกับคนอื่นอย่างไรย่อมพูดได้ แต่อย่าหวัง
น้ำใจจากคนอื่น เมื่อมีความสำคัญได้อย่างนี้ จากนี้ไป
ให้ตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด หรือเรา
จะไม่พูดที่ทำให้คนอื่นมีความเดือนร้อนเป็นทุกข์
ด้วยคำพูดของเรานับแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ






"...มีสติอยู่ทุกเวลา
เป็นผู้รู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริงเสมอ
ไม่หลงเห็นผิดไปจากความเป็นจริง
คือเห็นไตรลักษณ์ อนิจจังความไม่เที่ยง
ทุกขังเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ แปรปรวน
เปลี่ยน อนัตตา ไม่อยู่ในใต้อำนาจความ
ปราถนาของผู้ใด ความเห็นก็เห็นถูกต้อง
เห็นอยู่ทุกเวลา ไม่มีเห็นเป็นอื่น
เช่นนี้ที่เรียกว่า เป็นผู้ตื่นอยู่..."

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





“...เราจะไปเกิดในที่ดีมันยากแล้ว บุญมันบ่ถึงเขา เราต้องทำเอา เกิดเป็นมนุษย์เป็นสัตว์อันสูงสุด ก็เป็นเพราะ ปุพเพกะตะปุญญะตา บุญหนหลังมาติดตามตนให้เกิดเป็นผู้สมบูรณ์บริบูรณ์ ครั้นเป็นผู้สมบูรณ์แล้วก็ อัตตะสัมมาปะณิธิ ให้ตั้งตนอยู่ในที่ชอบ อย่าไปตั้งตนอยู่ในที่ชั่ว รักษาศีล ให้ทาน หัดทำสมาธิอย่าให้ขาด ศีลห้ารักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศีลแปดให้รักษา ให้พากันภาวนาอยู่ สมาธิมันไม่มีที่อื่น ให้นั่งภาวนา พทโธ ๆ ไม่ต้องร้องให้มันแรงดอก ให้มันอยู่ในใจซื่อ ๆ ดอก การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์ มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป บ่มีสูญหายดอก ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ...”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ. ๒๔๓๑ -๒๕๒๖)






#จะไปสู่ทุคติสุคติหรือพระนิพพาน
#ไปตั้งแต่ที่ยังมีลมหายใจอยู่

"...ใจที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นสัจธรรมของจริงนั้น หลอกลวงเจ้าของ สร้างกองฟืนกองไฟเผาเจ้าของ ตายก็ตายอยู่กับกองฟืนกองไฟ ตายอยู่กับกองฟืนกองไฟเป็นอย่างไรล่ะ นอนตายด้วยความรุ่มร้อนใจของหัวใจ ความพอใจก็เป็นของร้อน ความไม่พอใจก็เป็นของร้อน ความรักก็เป็นของร้อน ความชังก็เป็นของร้อน ความยินดีก็เป็นของร้อน ความยินร้ายก็เป็นของร้อน ตายอยู่กับความรุ่มร้อน การอยู่กับความรุ่มร้อนกลุ้มรุมในใจ ในเมื่อตายอยู่กับความรุ่มร้อนกลุ้มรุมอยู่ในใจแล้ว จะหาความร่มเย็นเป็นสุขไม่มี ในเมื่อในขณะที่จะตายมีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย น่าวิตกในการที่จะไปสู่ทุคติ

ใจที่จะไปสู่ สุคติ ก่อนที่จะตายนี่ ความรุ่มร้อนในจิตในใจไม่มี มีแต่ความสงบเย็น มีแต่ความสบาย มีแต่ความเบิกบานปีติอยู่ในจิตในใจ เรียกว่าใจมีความสุข ใจมีความสุขลมหายใจหมดไป สรีระเป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น จิตใจเขาก็เป็นไปตามธรรมชาติของจิตใจ จิตใจเมื่อขณะยังมีลมหายใจอยู่เขาอยู่เป็นสุข เมื่อหมดลมหายใจแล้ว สุขอยู่ตรงไหน สุขอยู่ ณ สถานที่ใดเขาก็ไปตามสภาพที่เขามีความสุขนั้นเรียกว่า สู่สุคติ สู่สุคติสู่ตั้งแต่ยังมีลมหายใจอยู่
จะไปสู่ ทุคติ ก็คือ ใจมีทุคติตั้งแต่ยังมีลมหายใจอยู่ ในเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ทุกข์เกิดขึ้นที่ใจแล้ว นั่นล่ะ ตายแล้วมันก็เป็นไปตามธรรมชาติจิตใจที่เป็นในระหว่างที่มีชีวิตอยู่นั้น

พระพุทธเจ้าดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ใจของพระพุทธเจ้า เป็นพระนิพพานแล้ว สรีระร่างกายแตกไปตามธรรมชาติของเกิดมาแล้วจะต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ใจที่พระพุทธเจ้าเป็นพระนิพพานแล้วก็สู่พระนิพพานโดยธรรมชาติ เพราะเป็นพระนิพพานอยู่แล้ว ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ 'อุปาทิเสสนิพพาน' ก็หมายถึง กิเลสทั้งสิ้น กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด หมดสิ้นไป ไม่มีแล้วในดวงจิตดวงใจพระพุทธเจ้านั้น อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงสรีระร่างกายแตกทำลายไป ธาตุขันธ์แตกทำลายไป ธรรมชาติจิตที่เป็นพระนิพพานนั้น ก็เป็นพระนิพพาน ไม่ได้เสียหายไปไหน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตนี้ยังมีอยู่ ไม่ได้เสียหาย ใครเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ใครเห็นธรรม คนนั้นเห็นพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นสัจธรรม ท่านผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้าทันที ผู้ใดเข้าถึงธรรม ผู้นั้นเข้าถึงพระพุทธเจ้า ในเมื่อเข้าถึงพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่เห็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
จึงว่า พระพุทธเจ้าที่เห็นนั้น ไม่ใช่เห็นรูป ไม่ใช่เห็นเป็นตัวเป็นตน หมายถึงเห็นขึ้นที่จิตที่ใจของผู้เข้าถึงปรินิพพานนั้น แล้วจะเห็นพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์ทีเดียว ไม่ได้บกพร่องแม้แต่น้อย..."

หลวงปู่แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร







"... ที่ว่าใจเป็นใหญ่กว่าสิ่งทั้งหลาย
ในโลกนั้น คือใจเป็นผู้ปกครองสมบัติทั้งมวล แต่สิ่งทั้งหลายดังกล่าวดีหรือชั่วต้องขึ้นอยู่กับใจผู้เป็นใหญ่และรับผิดชอบ
ถ้าใจพาชั่ว โลกแม้จะใหญ่โตเพียงไรก็มีทางบรรลัยได้อย่างไม่มีปัญหา

... ดังนั้นใจจึงควรได้รับการอบรมหรือ
ศึกษา พอจะปกครองตัวปกครองโลกให้เป็นไปโดยความสะดวกปลอดภัยเท่าที่ควร ตัวก็เป็นบุคคลน่าอยู่ ไม่เดือดร้อนรำคาญ โลกก็เป็นโลกน่าอยู่ ไม่เป็นโลกที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายจนเกินไป ..."
-------------------------
#โอวาทธรรม__
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
#จากหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์มั่น_ภูริทัตตเถระ
#โดยท่านพระอาจารย์มหาบัว_ญาณสัมปันโน




“สติมีหน้าที่ตัดสินว่าจะให้กิเลสชนะเหตุผล
หรือจะให้เหตุผลชนะกิเลส ถ้าสติอ่อนไม่ตั้ง
มั่นอยู่ก็จะยอมให้กิเลสชนะเหตุผล คือกิเลส
จะครองใจยิ่งกว่าเหตุผล ชื่อว่าเชื่อกิเลส
ยิ่งกว่าเหตุผล ถ้าสติเข้มแข็งตั้งมั่นอยู่ ก็จะ
ไม่ยอมให้กิเลสชนะเหตุผล คือเหตุผลจะ
ครองใจยิ่งกว่ากิเลส เป็นผู้ใช้เหตุผล
ยิ่งกว่าเป็นผู้ให้กิเลสใช้”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






“..ท่านสอนเรื่องกายกับใจ..”
“..พระพุทธศาสนา สอนเรื่องกายกับใจของคน" ท่านไม่ได้สอนเรื่องต้นไม้ภูเขาเหล่ากอ หลวงพ่อฝั้นไม่ค่อยพูดถึงคำว่าสมาธิ "แต่ชอบเรียกว่า การวัดใจ หรือเข้าวัด" วิธีการของหลวงพ่อสอนไม่มีอะไรยุ่งยากเลย

“นั่งให้สบาย .. หลับตา หุบปาก ลิ้นก็อย่ากระดุกกระดิก หน้ายิ้ม ๆ ทำใจให้เบิกบาน” ภาวนาว่า ‘‘พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วรวมเป็นพุทโธคำเดียว” มองเข้าไปภายใน ดูใจของเรา เห็นอะไรไหม “มันมืดคือใจคน วัดกันตรงนี้” วัดเพื่อให้รู้ว่าใจเรานี่น่ะ ดีหรือไม่ดี

“ใจดีเป็นอย่างไร ใจเราดีก็มีความสุข ความสบาย เย็นอกเย็นใจไม่เดือดร้อน”

- พุทโธ กายเราเบิกบาน
- พุทโธ ใจเราสว่างไสว
- พุทโธ ใจเราผ่องใส

“เหมือนน้ำใส กระจกใสหรือแก้วใส เห็นตน เห็นบุคคลอื่น” มองเห็นเรา มองเห็นเขา มองเห็นงานมองเห็นการ “มองเห็นความสุข ความทุกข์ของเรา” เรามีชีวิตเรารักชีวิต ใคร ๆ ก็มีชีวิตเหมือนกันทุกคน "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกันซี..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
ที่มาหนังสือชีวประวัติ
และปฏิปทาของพระอา จารย์ฝั้น อาจาโร







“สิ่งใดที่เป็นของรัก สิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ จึงควรละสิ่งนั้นเสีย แล้วตนเอง ก็จะมีความสุข”

ฉะนั้น ... คนเราจึงอย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร







“..#เมื่อเรามาเห็นโอกาสและเวลา เหมาะสมแก่เรื่องราวของเราเช่นนั้น ก็ควรจะพากันรีบถ่อ รีบแจว รีบพาย รีบขวนขวายพยายาม อย่างภาษิตเขาว่า “รีบถ่อรีบพาย ตลาดมันจะวาย สายบัวมันจะเน่า” คือ ยายแก่พายเรือไปเก็บสายบัว จะไปขายที่ตลาด มัวแต่ช้าเมินเฉยอยู่ ตลาดเขาเลิกหมด บัวมันก็จะต้องเน่า นี่ท่านจึงสอนว่า “รีบถ่อรีบพาย ตะวันมันจะสาย ตลาดจะวาย สายบัวมันจะบูด” เราก็เหมือนกัน เมื่อมีศรัทธาก็รีบเร่ง บากบั่นพยายาม ตลาดคือได้แก่การที่พวกเราทั้งหลายได้มาฟังเทศน์ สวดมนต์ อบรมจิตใจ ถ้าโอกาสและเวลาเช่นนั้นหมดไป เราก็จะไม่ได้ทำ #ที่เขาเรียกว่าสายบัวคืออะไร คือชีวิตไม่รีบเร่งขวนขวายเข้าไปมันจะตาย ไม่มีนิมิตเครื่องหมายว่าลมหายใจมันจะขาดเมื่อไร แจวเข้าไป คือ ความพากความเพียรบากบั่นพยายาม รีบไปเก็บเครื่องที่จะให้เกิดบุญเกิดกุศลแก่ตน รวบรวมไปขายในตลาด ใส่บาตรใส่พก บำเพ็ญคุณงามความดี นอกจากนั้นทีนี้ สายบัวมันก็จะต้องเน่า เมื่อหมดลมก็ตาย ตลาดจะต้องวาย พระสงฆ์ก็เป็นของไม่แน่ บางทีก็ตาย บางทีก็สึก บางทีก็หนี บางทีวัดมันร้าง ไม่ร้างบางทีคนชั่วมาอยู่ นี่ตลาดมันวาย ก็พอดีและตลาดก็วาย สายบัวคือลมหายใจมันก็ขาด เราก็ไม่สามารถไปขวนขวายพยายาม หาพัสดุข้าวของมาถวายทานการกุศลได้ เมื่อโอกาสเหมาะสมแก่เรื่องราว ภาวะและชีวิตของเรา ก็ควรจะต้องทำ ไม่ประมาท พยายามรีบเร่งขวนขวาย พยายามเสียโดยเร็ว นี่เป็นอย่างนี้..”

ธมฺมธโรวาท
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )







“..ท่านสอนเรื่องกายกับใจ..”
“..พระพุทธศาสนา สอนเรื่องกายกับใจของคน" ท่านไม่ได้สอนเรื่องต้นไม้ภูเขาเหล่ากอ หลวงพ่อฝั้นไม่ค่อยพูดถึงคำว่าสมาธิ "แต่ชอบเรียกว่า การวัดใจ หรือเข้าวัด" วิธีการของหลวงพ่อสอนไม่มีอะไรยุ่งยากเลย

“นั่งให้สบาย .. หลับตา หุบปาก ลิ้นก็อย่ากระดุกกระดิก หน้ายิ้ม ๆ ทำใจให้เบิกบาน” ภาวนาว่า ‘‘พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วรวมเป็นพุทโธคำเดียว” มองเข้าไปภายใน ดูใจของเรา เห็นอะไรไหม “มันมืดคือใจคน วัดกันตรงนี้” วัดเพื่อให้รู้ว่าใจเรานี่น่ะ ดีหรือไม่ดี

“ใจดีเป็นอย่างไร ใจเราดีก็มีความสุข ความสบาย เย็นอกเย็นใจไม่เดือดร้อน”

- พุทโธ กายเราเบิกบาน
- พุทโธ ใจเราสว่างไสว
- พุทโธ ใจเราผ่องใส

“เหมือนน้ำใส กระจกใสหรือแก้วใส เห็นตน เห็นบุคคลอื่น” มองเห็นเรา มองเห็นเขา มองเห็นงานมองเห็นการ “มองเห็นความสุข ความทุกข์ของเรา” เรามีชีวิตเรารักชีวิต ใคร ๆ ก็มีชีวิตเหมือนกันทุกคน "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกันซี..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)
ที่มาหนังสือชีวประวัติ
และปฏิปทาของพระอา จารย์ฝั้น อาจาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 61 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร