ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66577
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 22 มี.ค. 2026, 09:41 ]
หัวข้อกระทู้:  ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

"..คนดีเพียงคนเดียว ย่อมมีค่ากว่าเงินเป็นล้านๆ เพราะเงินเป็นล้านๆไม่สามารถ
ทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้ เหมือนคนดีทำประโยชน์.."

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





“..อย่าไปรังเกียจหรือติเตียนว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดีต่อเรา หรือสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว ใจเขาเราเป็นผู้เห็นผิดเข้าใจผิดไปเอง แท้จริงสังขารทั้งหลายในโลกไม่มีอะไรดีอะไรชั่ว รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทั้งหลายก็เป็นของกลางๆ เขาไม่ได้ตั้งตัวว่าเป็นดีหรือเป็นชั่ว แต่เราไปว่าให้เขาเป็นเองโดยความคิดปรุงของใจตนต่างหาก ถ้าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะตั้งข้อตำหนิติโทษเราบ้างแล้ว ก็น่าจะมีแต่คนผิดทั้งโลก..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





เรื่อง “..อสุภกรรมฐาน..”
“..พิจารณาซึ่งสิ่งสกปรกน่าเกลียด จิตจึงพ้นสิ่งสกปรกน่าเกลียดได้ สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวของเรานี้เอง ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครก คือ อุจจาระ ปัสสาวะ (มูตร คูถทั้งปวง) สิ่งที่ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ก็เรียกว่าขี้ทั้งหมด เช่น ขี้หัว ขี้เล็บ ขี้ฟัน ขี้ไคล เป็นต้น เมื่อสิ่งเหล่านี้ล่วงหล่นลงสู่อาหาร มีแกง กับ เป็นต้น ก็รังเกียจต้องเททิ้งกินไม่ได้ และร่างกายนี้ต้องชำระอยู่เสมอ จึงพอเป็นของดูได้ ถ้าหากไม่ชำระขัดสีก็จะมีกลิ่นเหม็นสาป เข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ ของทั้งปวงมีผ้าแพร เครื่องใช้ต่างๆ เมื่ออยู่นอกกายของเรา ก็เป็นของสะอาดน่าดู แต่เมื่อมาถึงกายแล้ว ก็กลายเป็นของสกปรกไปเมื่อปล่อยไว้นานๆ เข้าไม่ซักฟอก ก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้เลยเพราะเหม็นสาบ ดังนี้จึงได้ความว่าร่างกายของเรานี้เป็นเรือนมูตรเรือนคูถ เป็นอสุภะของไม่งาม ปฏิกูลน่าเกลียด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นถึงปานนี้ เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบไม่ได้เลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..ให้พากันแหวกว่ายนะ เอาจริงเอาจัง ถึงได้นะ มันขัดตรงไหนนั้นละคือตัวกิเลส เราจะทำคุณงามความดีมันจะขัดทันที มันอยู่ในหัวใจ พอเราจะเริ่มคิดเรื่องคุณงามความดี มันจะมีเหตุมีอุปสรรคขึ้นมา ๆ ไม่มากก็น้อย จับจนได้นั้นแหละ มันอยู่กับนั้นละ นี่ละคือข้าศึกให้รู้เอา แย็บขึ้นมาตัดกันเลย ๆ เราจะทำอะไรด้วยเหตุด้วยผลเพื่ออรรถเพื่อธรรม เอ้า.ทำลงไป ฝืนหัวมันเหยียบหัวมันไป เหยียบหลายครั้งหลายหนอันนี้มันก็อ่อนลง ความกีดกันทั้งหลายที่จะไม่ให้ทำความดีมันค่อยเบาลง ๆ ทีนี้ทางธรรมก็ค่อยโล่งไป ๆ สุดท้ายไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้นั่นเห็นไหม เมื่อทางเดินของธรรมราบรื่นแล้วไม่ได้ทำดีอยู่ไม่ได้นะ ความชั่วทั้งหลายที่กิเลสมันสร้างมามันเบาลง ๆ ต่อไปก็โล่งเลย ต่อจากนั้นโล่งแล้วผึงเลยที่นี่ ไม่มีถอย..”

พระธรรมเทศนา
เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕
พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)







ราคะ โทสะ ความหลง ระงับด้วยอะไร?

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ดับกิเลสด้วย
“ธรรมที่เป็นคู่ปรับกัน”

ราคะ (ความกำหนัดยินดี)
ให้ระงับด้วยการพิจารณา อสุภะ เห็นความไม่งาม ความปฏิกูลโสโครกของร่างกาย
และพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ให้เห็นว่าสิ่งที่เรายึดติดนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน
เมื่อเห็นตามความจริง ราคะก็จะค่อย ๆ เบาบางลง

โทสะ (ความโกรธ)
ให้ระงับด้วย เมตตา ความเข้าใจ และการให้อภัย
พิจารณาด้วยเหตุผล และไม่ถือตัว

สำคัญที่สุดคือให้ย้อนกลับมาดูที่ใจของเรา
เพราะความโกรธนั้น เผาผู้โกรธก่อนเสมอ ก่อนจะไปทำร้ายผู้อื่น

เมื่อโทสะเกิดขึ้น ให้รู้ทันที่ใจ
เห็นว่าความโกรธเป็นภัยต่อตัวเอง แล้วระงับมันตรงจุดที่เกิด
ไม่ปล่อยให้ลุกลามออกไป

โมหะ (ความหลง)
เป็นกิเลสที่ละเอียดมาก แทรกอยู่ในกิเลสทุกชนิด
ทั้งโลภ โกรธ รัก หรือชัง ล้วนมีความหลงปะปนอยู่

โมหะจึงดับได้ด้วย สติและปัญญาที่แหลมคม เท่านั้น
เมื่อใดที่ อวิชชา หรือความไม่รู้สิ้นไปจากจิต
เมื่อนั้นรากของกิเลสทั้งหลายก็สิ้นสุดลง

-ธรรมะจาก
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด








“รีบตักตวงบุญกุศล”

เรื่องราวต่างๆล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของเราทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากใครเลย เหตุที่ทำให้เกิดขึ้นมาก็คือความหลงหรือความไม่รู้นั้นเอง ถ้ามีปัญญามีความรู้ ก็ไม่มีปัญหาตามมา อย่างวันนี้ได้ยินได้ฟังธรรมก็รู้แล้วว่า การดำเนินชีวิตที่จะพาให้ไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข ไม่วุ่นวายใจ ไม่เดือดร้อนใจนั้นทำอย่างไร และการดำเนินชีวิตที่จะพาให้ไปสู่ความทุกข์ ความวุ่นวายใจนั้นทำอย่างไร วันนี้เราก็ได้ยินได้ฟังแล้ว แสดงว่าฉลาดแล้วมีปัญญาแล้วมีความรู้แล้ว อยู่ที่ว่าจะมีความกล้าหาญมีกำลังใจ ที่จะทำตามที่รู้หรือไม่ หรือยังอ่อนแอเหมือนคนติดยาเสพติดอยู่ คนที่ติดยาก็รู้ว่าไม่ดี แต่ไม่มีกำลังใจพอที่จะหยุดได้ อยู่ที่กำลังใจเท่านั้นเอง

ถ้าไม่มีกำลังใจก็ต้องสร้างขึ้นมาด้วยการทำสมาธิ เพราะการทำสมาธิเป็นการสร้างกำลังใจให้เกิดขึ้น วิธีที่จะทำก็ง่าย ให้สวดมนต์ไปก่อน ให้มีสติอยู่กับการสวดมนต์ สวดให้นานๆ เวลานั่งดูหนังทีละ ๒ ชั่วโมงก็ยังดูได้เลย ลองมานั่งสวดมนต์สัก ๒ ชั่วโมงดูซิว่าจะทำได้ไหม ถ้าทำได้จะได้กำลังใจมาก แล้วจะตัดสิ่งต่างๆที่ติดที่ชอบได้อย่างสบาย ถ้าสามารถนั่งสวดมนต์ได้นานๆแล้ว ต่อไปก็จะตัดเรื่องต่างๆได้หมด เรื่องสุรายาเมา เรื่องบุหรี่ เรื่องยาเสพติด เรื่องของฟุ่มเฟือยต่างๆ รับรองได้ว่าจะไม่ยากเลยถ้ามีกำลังใจ การนั่งสมาธิก็เป็นเหมือนกับการออกกำลังกายนั่นเอง ถ้ามีแต่นั่งๆนอนๆไม่ได้ออกกำลังกาย ร่างกายจะไม่มีเรี่ยวแรง จะทำอะไรก็ทำไม่ไหว

แต่ถ้าได้ออกกำลังกายอยู่เสมอ ไปวิ่ง ไปยกน้ำหนัก ไปทำอะไรต่างๆ ก็จะมีกำลังทำอะไรได้มาก ใจก็เหมือนกับร่างกายที่ต้องออกกำลังเหมือนกัน การออกกำลังของใจก็คือการทำสมาธินั่นเอง เริ่มต้นด้วยการไหว้พระสวดมนต์ไปก่อน สวดไปในใจก็ได้ไม่ต้องออกเสียง นั่งขัดสมาธิหลับตาแล้วสวดไปเรื่อยๆ สวดไปจนลืมเรื่องราวต่างๆ สวดได้นานเท่าไรยิ่งดี ยิ่งมีกำลังมาก ยิ่งมีพลังมาก แล้วต่อไปเวลาอยากจะได้อะไรจะมีกำลังต่อต้าน ถ้าสิ่งที่อยากไม่เป็นสิ่งที่จำเป็น ก็จะตัดได้ ละได้ เพราะมีกำลัง ตอนนี้พวกเรายังทำกันไม่ได้ เพราะไม่ได้ออกกำลังใจกันเลย มีแต่ใช้ใจอย่างเดียว เวลาโลภแล้วไปแสวงหาสิ่งต่างๆ ก็เท่ากับทำให้ใจอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับความอยากต่างๆ เลยกลายเป็นทาสของความอยากไป

แต่ถ้าได้ฝึกนั่งสมาธิ สวดมนต์อยู่เรื่อยๆแล้ว ทำให้มากๆ ยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี รับรองได้ว่าใจจะมีกำลังมาก พอที่จะต่อต้านกับความอยากต่างๆได้ จนในที่สุดก็จะไม่ต้องไปหาความสุขจากสิ่งต่างๆเลย เพราะมีความสุขที่ดีกว่าอยู่ในใจนั่นเอง คือความสุขที่เกิดจากการสวดมนต์ ความสุขที่เกิดจากการนั่งสมาธิ นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ความสุขที่เลิศ ที่ประเสริฐกว่าความสุขอื่นๆ ทั้งหลายในโลกนี้ อยู่ในใจเรา อยู่ที่ความสงบ อยู่ที่ใจไม่ว้าวุ่นขุ่นมัววุ่นวาย ไม่อยากได้อะไรเลย จึงขอให้พวกเราทั้งหลาย จงอย่าปล่อยเวลาที่มีค่าให้ผ่านไป โดยไม่ได้สะสมบุญสะสมกุศลกัน วันเวลามันมีแต่หมดไปๆ โอกาสหรือเวลาที่จะได้สะสมคุณงามความดี สะสมความสุข ความเจริญที่แท้จริง ก็จะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ จนหมดไปในที่สุด.

กำลังใจ ๒๓ กัณฑ์ที่ ๒๕๖
วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






สิ่งของบางอย่างเป็นคุณสำหรับโลก แต่กลับเป็นภัยสำหรับนักบวช ฉะนั้นขอให้คำนึงถึงตัวของเรากับสิ่งที่กล่าวมา และพึงคำนึงเสมอว่าพระมีความหมายแค่ไหน คำว่าพระ แปลว่า ประเสริฐ ถ้าเป็นเรื่องของคนก็แปลว่า คนประเสริฐ ถ้าแยกออกไปสู่การงานก็แปลว่า การงานประเสริฐ ที่จะเป็นไปเพื่อความประเสริฐหรือให้ถึงแดนแห่งความประเสริฐ เราต้องพิจารณาเสมอ

พระของพระพุทธเจ้าเป็นพระมาโดยลำดับ ด้วยปฏิปทาที่ดำเนินตามสวากขาตธรรมซึ่งตรัสไว้ชอบแล้ว การดำเนินทุก ๆ อาการที่เคลื่อนไหวของศิษย์พระตถาคตในครั้งนั้น ปรากฏว่าดำเนินไปโดยชอบ สมกับคำว่าสวากขาตธรรมที่ประทานไว้ ผลที่ได้รับจึงปรากฏแต่ต้นว่า ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นโสดา ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระสกิทาคา ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอนาคา และท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่ในที่นั้นๆ นี่คือผลที่สืบเนื่องมาจากสวากขาตธรรมกลายเป็นนิยยานิกธรรมต่อตนเอง คือยังผู้ปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ด้วยเหตุนี้ ก็ธรรมที่ประทานไว้สาวกทั้งหลายดำเนินตามปรากฏผลอย่างนี้ มาสมัยทุกวันนี้เป็นพระของใคร

เราทุกท่านก่อนบวชต่างก็เปล่งวาจาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยกันทั้งนั้น คำว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ แม้แต่สามเณร เถร ชีก็ไม่เคยละเว้น แต่เหตุใดเราจึงกลายเป็นเหมือนพระอิฐพระปูนซึ่งไม่มีความสำคัญในมรรคผลนิพพานไปเสียหมด โดยกลายเป็นพระหนังสือพิมพ์ กลายเป็นพระวิทยุ กลายเป็นพระโทรทัศน์ กลายเป็นพระบัตรพระเบอร์ พระสะเดาะเคราะห์สะเดาะกรรม ล้างบาปล้างเวรไปเสียอย่างนั้น พระที่กล่าวมานี้เป็นพระของพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระของใคร ถ้าปลอมด้วยความประพฤติ ปลอมด้วยความรู้ความเห็นและความเข้าใจไม่ถูกหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จะจัดว่าเราเป็นพระที่ชอบธรรมหรือไม่ และผลที่พึงได้รับจะชอบธรรมหรือไม่อีกเหมือนกัน สมัยทุกวันนี้เราเป็นพระอย่างนี้กันเสียมาก

ขอให้เราทั้งหลายสำนึกตัวเสมอว่า เราเป็นพระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามกระเดื่องเลื่องลือทั่วทั้งไตรภพ ด้วยพระเกียรติและข้อปฏิบัติพร้อมทั้งพระวิสุทธิคุณ ควรที่พวกเราจะเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยความประพฤติดีและข้อปฏิบัติชอบ สิ่งเหล่านี้โลกเขามีหรือนำไปใช้ไม่มีโทษและกลับเป็นประโยชน์สำหรับโลก แต่ทางพระเมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาประกอบหรือสนใจใช้สอยแบบโลกเขา ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสีย เป็นไปเพื่อความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เป็นไปเพื่อความกังวล เป็นไปเพื่ออารมณ์ของโลก และเผาลนจิตใจไม่มีวันสร่างยิ่งกว่านักดื่มสุราเสียอีก ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดีจะขาดจากความสนใจต่อการรักษา และกลายเป็นความมั่นคงและฉลาดไปในทางเสื่อมเสียโดยไม่รู้สึกตัว

พ่อแม่ครูอาจารย์
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๕






"#ทำอะไรแล้วเป็นทุกข์ให้ดำเนินจิตออกจากมัน_ฮู้ว่ามันเป็นเสี้ยนกะอย่าแกว่งเท้าไปหามัน"

พระราชภาวนาวชิรคุณ วิ.(#หลวงปู่จื่อ_พันธมุตโต)
วัดเขาตาเงาะอุดมพร จ.ชัยภูมิ






“..อย่าไปรังเกียจหรือติเตียนว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดีต่อเรา หรือสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว ใจเขาเราเป็นผู้เห็นผิดเข้าใจผิดไปเอง แท้จริงสังขารทั้งหลายในโลกไม่มีอะไรดีอะไรชั่ว รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทั้งหลายก็เป็นของกลางๆ เขาไม่ได้ตั้งตัวว่าเป็นดีหรือเป็นชั่ว แต่เราไปว่าให้เขาเป็นเองโดยความคิดปรุงของใจตนต่างหาก ถ้าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะตั้งข้อตำหนิติโทษเราบ้างแล้ว ก็น่าจะมีแต่คนผิดทั้งโลก..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )








ทำไมจึงมีกรรม?
อะไรเป็นเหตุที่ทำกรรม?
เพราะว่าเวลาเราจะแก้ปัญหาอะไรต่าง ๆ เราต้องไปแก้ที่เหตุ
ปัญหาทุกอย่างเราต้องสาวไปหาเหตุให้ได้

#หลักคำสอนพุทธศาสนาให้รู้ทุกข์รู้ปัญหา
#แล้วก็สาวไปว่าอะไรมันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ #อะไรเป็นเหตุแห่งปัญหา
#แล้วก็ไปแก้ที่นั้น
#ไม่ใช่เรามาแก้ที่ผลที่ปัญหา
#มันดับไม่ได้

#เหมือนต้นไม้เราไปตัดยอดไปตัดกิ่งมันตายไหม?
#มันไม่ตายหรอก
#ตัดหญ้าตัดไปเท่าไรเดี๋ยวมันก็ยาวใหม่
#เราต้องไปตัดที่เหตุคือรากของมัน
#ถอนรากถอนโคนถึงจะตาย
#ความทุกข์ต่างๆปัญหาต่างๆเกิดขึ้น
#เราก็ต้องไปแก้ที่เหตุ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ไปสอนที่สมุทรปราการ
โยมคนหนึ่งเล่าให้ฟัง
ปฏิบัติธรรมดูในสังขารร่างกายแล้วมันเห็นทุกข์ไปหมด
กำหนดดูตรงไหนมันมีแต่ทุกข์
แขน ขา ศีรษะ ทุกอย่าง
เห็นทุกเห็นโทษ สังขารเป็นทุกข์

โยมว่าเห็นทุกข์นี่ดีไหม?
สังขารเป็นทุกข์จริงไหม? จริง
ก็ถือว่าเห็นความจริงเหล่านี้
ดีไหมเห็นอย่างนี้?
โดยคะแนนก็ได้มาครึ่งหนึ่งแล้ว ได้เห็นความจริง

แต่ว่าพอเขาเห็นอย่างนี้
เขามีความรู้สึกว่าอยากเอามีดมาตัดคอตัวเองให้มันตาย
มันมีความรู้สึกอย่างนั้นเลย มันคิดอย่างนั้น
คิดว่ามันทุกข์เหลือเกิน ต้องทำลายมันไป
มันคิดอยู่อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ถูกไหม? ไม่
มันเป็นการทำลายอะไร? ทำลายทุกข์ ทำลายผล
การทำลายผลไม่สามารถจะดับทุกข์ได้
เพราะความทุกข์มันเป็นผล
มันต้องไปตัดที่เหตุ
เรามาทำลายทุกข์ มันไม่สามารถพ้นทุกข์
เขาก็จะต้องไปเสวยความทุกข์หนักกว่าเดิมอีก

เพราะฉะนั้น #เห็นทุกข์นี่ได้คะแนนมาครึ่งหนึ่ง
#พอไปทำลายทุกข์ #โดนตัดคะแนนไปอีก #ไม่ได้อะไร

การปฏิบัติ กำหนดไปภาวนาไป
เห็นทุกข์ เห็นสภาวะเป็นทุกข์ ได้คะแนนมาครึ่ง
#ทำอย่างไรถึงจะได้คะแนนเต็ม?
ถ้าโดยคะแนน ทำอย่างไรถึงจะถูกต้องโดยสมบูรณ์ได้คะแนน?
#อยู่ที่การวางใจ
วางใจให้ถูก
เห็นทุกข์ ต้องวางเฉยต่อทุกข์
ต้องฝึกการวางเฉยให้ได้
#ถ้าวางเฉยต่อทุกข์มันจะไปสู่การละเหตุแห่งทุกข์

ธรรมบรรยาย ประทีปทอง นาทีธรรม
อะไรเป็นเหตุให้มีกรรม
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา






#สอนตนเองเสียก่อน

"...ความเป็นจริงต้องสอนตนเองเสียก่อน
แล้วจึงสอนคนอื่น เราปฏิบัติอย่างไร
เรารู้อย่างไร เราเข้าใจอย่างไร

การสอนคนอื่น ก็ไม่ใช่ไปตั้งหน้าตั้งตา
สอนแต่คนอื่น เราปฏิบัติเห็นดีเห็นชอบ
เห็นว่าเป็นธรรมเป็นวินัย เห็นคุณพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ เป็นธรรมเป็นวินัย เรา
ก็เอาอันนั้นแหละมาสอน

ไม่ยากหรอกสอนคน ถ้าเราสอนตนเองได้
แล้ว มันไม่ยาก เว้นแต่เราไม่ได้สอนตนเอง
ที่เราไม่สอนตนเองนั้น อยู่เฉยๆเลยไม่รู้เรื่อง
รู้ราว อยู่เฉยๆเรื่อยไป ตนเองก็ไม่รู้ คนอื่นก็
ไม่รู้ ก็เเลยไม่รู้จะเอาอะไรไปสอน

เราเห็นตัวของเรา เข้าใจตัวของเราดีแล้ว
สอนตัวของเราให้รู้สึกเห็นดีเห็นชอบ เราจึง
เอาอันนั้นแหละไปสอนคนอื่น มันก็ได้ความ
เข้าใจนะสิ ที่สอนเขาไม่เข้าใจก็เพราะเหตุ
ที่เราไม่เข้าใจตัวเราเอง..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






ช่วยคนดี + สร้างคนดี = ต่ออายุพุทธศาสนา

สร้างอายุพุทธศาสนา ต่ออายุพุทธศาสนา ไม่เห็นเสียหายอะไรเลย เราไปช่วยชีวิตคนดีๆคนหนึ่ง ให้เขาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ (ให้เขามีกำลังใจทำความดีต่อไปอีก) มันไม่ใช่ของง่ายๆน่ะ บางคนน่ะมีเงินเป็น 10 ล้าน ก็ยังซื้อ (คนดีจริง) ไม่ได้เลย !!!

โอวาทธรรม พระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล
เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์ "ศิษย์ในองค์หลวงปู่ดุลย์-หลวงตามหาบัว"









กฎแห่งกรรม
...
ผู้ใดทำกรรมอย่างไร ต้องรับผลอย่างนั้น
ก็จริง แต่แม้จะเป็นกรรมเลว ก็ยังสามารถ
เปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อดำเนินชีวิตอันประเสริฐ
ในปัจจุบันได้ อดีตเป็นอย่างไรก็ช่าง
แต่ปัจจุบันก็เป็นโอกาสที่เราสามารถกลับตัว
กลับใจ หรือทำความดีได้
คนเราสามารถทำความดีได้ทุกเวลา
แม้อดีตจะเคยทำชั่วมามากมายก็ตาม
องคุลีมาลเป็นตัวอย่างของคนที่กลับตัว
กลับใจ จากฆาตกรกลายเป็นพระอรหันต์
เข้า ทำนอง “ต้นคด ปลายตรง” กฎแห่งกรรม
นั้น ให้ความสำคัญกับอดีตน้อยมาก จุดเน้น
อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันคือโอกาสเดียว
เท่านั้น ที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา
ไปในทางที่ดีได้ ดังนั้น จึงควรทำปัจจุบัน
ให้ดีที่สุด อย่าเสียเวลาอาลัยอดีต
หรือพะวงกับอนาคต ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล







"เมื่อร่างกายตาย ธาตุทั้ง 4 ซึ่งประกอบด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ก็แตกสลายไปสู่สภาพเดิมของมัน

ส่วนจิตเป็นของสำคัญ เพราะเป็นสิ่งถาวร เป็นตัวธาตุแท้ที่อาศัยอยู่ในรูปกาย เป็นตัวก่อชาติก่อภพ เป็นตัวเสวยสุข เสวยทุกข์ มิได้แตกสลายไปตามร่างกายด้วย ย่อมมีอยู่ ตั้งอยู่ในโลก

แต่เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่มองไม่เห็น เหมือนกับไฟเทียน หรือตะเกียงที่เราจุดไว้

เมื่อเทียนดับแล้ว ไฟก็ยังคงมีอยู่ แต่ไม่ปรากฏแสง ต่อเมื่อเราจุดเล่มใหม่ขึ้นมาเมื่อใด แสงไฟก็จะมาปรากฏขึ้นเมื่อนั้น"

ท่านพ่อลี ธัมมธโร






อยู่ในโลกนี้ต้องมีโลกธรรม โลกธรรมก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมกับเราหรอก มันยุติธรรมกับโลก บางครั้งทำความดีไม่มีใครชม ไม่มีใครสรรเสริญเลย บางทีทำความดี กลับไม่ใช่เพียงแค่ว่าไม่มีใครชม กลับนินทาก็มี วิพากษ์วิจารณ์ก็มี บางทีทำอะไรไม่ดี กลับมีคนชมก็มี ไม่มีใครนินทาเลยก็มี

โลกธรรมมันเป็นอย่างนี้ ฉะนั้น เราไม่ได้หวังอะไรมากกับคนอื่น แต่หวังจากกฎแห่งกรรม พระพุทธเจ้าท่านสอน ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว อันนี้มีแน่นอน เราก็เชื่อในความดี เชื่อพลังความดี เชื่อในพลังความชั่ว เราจะได้ระมัดระวังชีวิตเราให้มันงดงาม ให้มันดี ให้มันสะอาดสะอ้าน

- พระอาจารย์ชยสาโร -






“..อย่าไปรังเกียจหรือติเตียนว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดีต่อเรา หรือสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว ใจเขาเราเป็นผู้เห็นผิดเข้าใจผิดไปเอง แท้จริงสังขารทั้งหลายในโลกไม่มีอะไรดีอะไรชั่ว รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทั้งหลายก็เป็นของกลางๆ เขาไม่ได้ตั้งตัวว่าเป็นดีหรือเป็นชั่ว แต่เราไปว่าให้เขาเป็นเองโดยความคิดปรุงของใจตนต่างหาก ถ้าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะตั้งข้อตำหนิติโทษเราบ้างแล้ว ก็น่าจะมีแต่คนผิดทั้งโลก..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )







“..อย่าไปรังเกียจหรือติเตียนว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดีต่อเรา หรือสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว ใจเขาเราเป็นผู้เห็นผิดเข้าใจผิดไปเอง แท้จริงสังขารทั้งหลายในโลกไม่มีอะไรดีอะไรชั่ว รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทั้งหลายก็เป็นของกลางๆ เขาไม่ได้ตั้งตัวว่าเป็นดีหรือเป็นชั่ว แต่เราไปว่าให้เขาเป็นเองโดยความคิดปรุงของใจตนต่างหาก ถ้าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะตั้งข้อตำหนิติโทษเราบ้างแล้ว ก็น่าจะมีแต่คนผิดทั้งโลก..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






การแก้ปัญหาของคนเรา ถ้าป้องกันไว้
ก่อนแก้ไม่ทัน ก็แก้เมื่อปัญหายังเล็กน้อย
จะง่ายกว่าเหมือนอย่างดับไฟกองเล็กง่ายกว่า
ดับไฟกองโต ถ้าเป็นผู้ที่สนใจธรรมะบ้าง
ก็จะหาหนทางปฏิบัติได้ถูกต้อง
ดังที่พระพุทธเจ้ายกขึ้นแสดงว่า ธรรมะ
พันเกี่ยวข้องกับตัวเราเอง ทุกๆ คนไม่ว่าเด็ก
หรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิงถ้าตั้งใจมั่นใน
การประพฤติธรรมให้พอเหมาะแก่ภาวะของ
ตนเอง ก็จะทำให้พ้นจากความทุกข์ภัยพิบัติได้

ถ้าไม่ปฏิบัติก็อาจจะเผลอพลั้งพลาด
และถ้าไม่รู้วิธีแก้ปัญหาด้วยธรรมะก็อาจจะ
ทำให้หลุดพ้นจากบ่วงปัญหาได้ยาก ฉะนั้น
ถ้าสนใจพระธรรมบ้างก็จะมีเครื่องป้องกัน
แก้ไขให้พ้นจากความทุกข์ ดังคำกล่าวที่ว่า
พระธรรมคุ้มครอง ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร




“..อย่าไปรังเกียจหรือติเตียนว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดีต่อเรา หรือสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ชั่ว ใจเขาเราเป็นผู้เห็นผิดเข้าใจผิดไปเอง แท้จริงสังขารทั้งหลายในโลกไม่มีอะไรดีอะไรชั่ว รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทั้งหลายก็เป็นของกลางๆ เขาไม่ได้ตั้งตัวว่าเป็นดีหรือเป็นชั่ว แต่เราไปว่าให้เขาเป็นเองโดยความคิดปรุงของใจตนต่างหาก ถ้าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะตั้งข้อตำหนิติโทษเราบ้างแล้ว ก็น่าจะมีแต่คนผิดทั้งโลก..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





#ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้

ล้วนเป็น เพื่อนร่วมเกิด
ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตาย
ด้วยกันทั้งนั้น
จึงไม่มีความจำเป็น
ต้องไปเกลียดชังกัน
ไปอามาตพยาบาทกัน
ไปจองเวรจองกรรมกัน

โอวาทธรรม
#พระอาจารย์สุชาติ_อภิชาโต

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/