ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

คุณค่าของเวลา
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66653
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 23 เม.ย. 2026, 15:44 ]
หัวข้อกระทู้:  คุณค่าของเวลา

" ใครจะนับถือหรือไม่นับถือ จงอย่าถือเป็นสาระ
เรามีนิพพานเป็นที่ไป จงเป็นผู้ว่างจากความยึดถือ
คนที่เขายกเราขึ้นได้ เขาก็เหวี่ยงเราลงได้
ดีแสนดีมันก็ติ ชั่วแสนชั่วมันก็ชม จงอย่าสนใจจริยา
ของชาวบ้าน ถ้าเราดีแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ ใครจะใส่ร้ายยังไงมันก็ไม่ชั่ว แต่ถ้าเราเลว ใครจะ สรรเสริญยังไงมันก็ไม่จริง "

- หลวงพ่อพระราชพรหมยาน -
(หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร)
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี





อานิสงส์การทำบุญสร้างบุญสร้างกุศลของคณะศรัทธาญาติโยมลูกหลาน คนที่ทำบุญทำทาน คนมีอานิสงส์ทาน ไปเกิดในหมู่ได๋มันก็ดีกว่าหมู่นั้นนะเพิ่นว่า คนโบราณเขาจึงบอกว่า ตกไปอยู่ในหมู่แฮ้ง กะดีกว่าแฮ้งตั้งคณา ตกไปอยู่ในฝูงกา ก็ดีกว่ากาทั้งฮ้อย

คนมีคุณงามความดีในจิตในใจ ไปอยู่ในชุมชนได๋ก็โดดเด่นในชุมชนนั้น บ่ตกอับ เพราะเหตุใด เพราะคุณงามความดีของเฮาได้สร้างคุณงามความดี อานิสงส์ทำบุญทำทานของพวกเฮา มันจะเกื้อกูลหนุนไปตลอด หลวงพ่อเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “อยู่ที่ใดไม่ลำบากด้วยผลบุญหนุนนำ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๙






"...พูดถึงจิตของเราแล้ว มันมีความสงบอยู่เฉยๆ มีความสงบยิ่ง เหมือนกับใบไม้ ที่ไม่มีลมมาพัด ก็อยู่เฉยๆ มีลมมาพัด ก็กวัดแกว่ง เป็นเพราะลมมาพัด และก็เป็นเพราะอารมณ์ มันหลงอารมณ์ ถ้าจิตไม่หลงอารมณ์แล้ว จิตก็ไม่กวัดแกว่ง ถ้ารู้เท่าอารมณ์แล้ว มันก็เฉย เรียกว่าปกติของจิตเป็นอย่างนั้น
ที่เรามาปฏิบัติกันทุกวันนี้ ก็เพื่อให้เห็นจิตเดิม
เราคิดว่า จิตเป็นสุข จิตเป็นทุกข์. แต่ความจริงจิต ไม่ได้สร้างสุข สร้างทุกข์ อารมณ์มาหลอกลวงต่างหาก มันจึงหลงอารมณ์

ฉะนั้น เราจึงต้องมาฝึกจิตให้ฉลาดขึ้น ให้รู้จักอารมณ์ ไม่ให้ เป็นไปตามอารมณ์ จิตก็สงบ เรื่องแค่นี้เอง ที่เราต้องมาทำกรรมฐาน กันยุ่งยาก ทุกวันนี้..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท






“ ขึ้นอยู่กับความสามารถของสติ ”

ถาม : เวลาร่างกายตายไป จิตยังไม่เห็นหรือคะว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา

พระอาจารย์ : จิตไม่เห็น เพราะไม่มีสติปัญญา เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจิตจะหลง จิตไม่นิ่ง

ถาม : แล้วหลังจากที่ตายไปแล้ว

พระอาจารย์ : เหมือนคนที่สลบไสล ตายไปแล้วก็เหมือนนอนหลับฝันไป ถ้าฝันดีก็ขึ้นสวรรค์ ถ้าฝันร้ายก็ตกนรก จะมาตื่นก็ตอนที่มาเกิดใหม่ มาได้ร่างกายใหม่

ถาม : ถ้าบริกรรมพุทโธๆไปตลอด จะทันไหมคะ

พระอาจารย์ : ขึ้นอยู่กับความสามารถของสติ ถ้าทำได้ก็จะเป็นฌาน เป็นสมาธิ ก็จะไปเกิดบนพรหมโลก อย่างพระอาจารย์ของพระพุทธเจ้า ๒ รูป ท่านชำนาญในการเข้าฌาน เวลาร่างกายท่านตายไป ท่านก็เข้าฌานไป ปล่อยวางร่างกายไปเข้าไปอยู่ในสมาธิ พอร่างกายตายไปจิตก็ไปสวรรค์ชั้นพรหม ถ้าฝึกบ่อยๆก็จะทำได้ ถ้าฝึกไม่บ่อย พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา ก็จะตกใจ ตื่น ลืมไปหมด ควรจะทำจิตให้สงบ กลับไม่ทำ กลับไปยึดติดกับร่างกาย ไม่ยอมให้ร่างกายตาย ก็เกิดความว้าวุ่นขุ่นมัวขึ้นมา จึงต้องซ้อมไว้ก่อน การปฏิบัติก็เป็นการซ้อมไว้ก่อน ก่อนที่จะเข้าห้องสอบ พวกเราทุกคนต้องเข้าห้องสอบ คือความเจ็บและความตาย ถึงต้องนั่งให้เจ็บ จะได้ทำใจให้ปล่อยวางความเจ็บ อย่าไปอยากให้ความเจ็บหาย หรืออยากจะหนีจากความเจ็บไป ให้อยู่กับความเจ็บให้ได้ รับรู้ความเจ็บให้ได้ ความเจ็บทำลายใจไม่ได้หรอก เราไปกลัวความเจ็บเอง

เหมือนดูหนังผี ผีอยู่ในจอ ออกมานอกจอไม่ได้ ทำร้ายคนดูไม่ได้ แต่คนดูต้องปิดตาไม่กล้าดู เพราะไม่มีปัญญา ไม่รู้ว่าเป็นเพียงหนัง ร่างกายเป็นเหมือนตัวละครในจอหนัง ส่วนใจเป็นคนดู แต่ใจไปติดอยู่กับตัวละคร พอตัวละครเป็นอะไรไปก็เป็นไปด้วย ไม่มีปัญญาแยกใจออกจากร่างกาย ไม่รู้ว่าร่างกายเป็นตัวละคร ใจเป็นคนดูละคร ไม่ดูเฉยๆ ไปแสดงด้วย ไปดีใจ ไปเสียใจ ไม่ดูเฉยๆ สักแต่ว่ารู้ เป็นอุเบกขา ถึงต้องทำสมาธิเพื่อให้เข้าถึงอุเบกขาก่อน พอเข้าถึงสักแต่ว่ารู้ ถึงอุเบกขาได้แล้ว เวลาออกจากสมาธิก็ใช้ปัญญาประคับประคองใจ ไม่ให้ออกจากอุเบกขาได้ เพราะเวลาออกมาเห็นอะไรก็จะชอบจะชัง จะหลุดจากอุเบกขา ก็ต้องใช้ปัญญาให้กลับเข้าไปในอุเบกขา ให้เฉยๆ ชอบก็เฉย ชังก็เฉย ถ้าไม่ใช้ปัญญาก็จะอยาก จะว้าวุ่นขุ่นมัว

ต้องมีสมาธิก่อน เพื่อเราจะได้พบจุดยืนของจิต คือสักแต่ว่ารู้ หรืออุเบกขา ไม่รักไม่ชัง ไม่ยินดียินร้าย รู้เฉยๆ พอออกจากสมาธิแล้ว กิเลสจะลากจิตให้ออกจากจุดนี้ ให้ไปรักไปชัง ไปกลัวไปหลง ต้องใช้ปัญญาสกัด ด้วยการพิจารณาว่าทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่อยู่ภายใต้คำสั่ง อย่าไปอยากเลย บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ ได้มาแล้วก็ต้องเสียไปอยู่ดี ถ้าอยากแล้วไม่ได้ ก็จะเสียใจ ไม่นิ่ง ไม่สงบ ต้องใช้ปัญญาหลังจากออกจากสมาธิมาแล้ว การเจริญปัญญาก็เจริญได้ ๒ ลักษณะ ถ้ายังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงก็ซ้อมไปก่อน ถ้าอยู่ในเหตุการณ์จริง เช่นเราทำงาน พบคนพูดดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็ต้องรักษาใจไม่ให้ยินดียินร้าย ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องไปซ้อมก่อน ไปอยู่วัดสักพัก ไปพิจารณาเตรียมตัวไว้ก่อน ซ้อมไว้ก่อน พิจารณาว่าห้ามเขาไม่ได้ เป็นเหมือนฝนตกแดดออก แต่ห้ามใจเราได้ ห้ามไม่ให้ไปยินดียินร้าย รักษาอุเบกขาไว้ เป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุดของใจ.

กำลังใจ ๕๔ กัณฑ์ที่ ๔๒๗
วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





เพราะทุกข์เกิดที่การยึดมั่นถือมั่น
ในกายในใจ ว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าอัตตา
เราจะหลุดพ้นจากทุกข์ ต้องหลุดพ้น
จากความคิดผิด ความยึดมั่นถือมั่นผิดๆ
ที่เห็นความเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง เห็นสุข
ในสิ่งที่เป็นทุกข์ เห็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตา
เพราะจิตที่เป็นสมาธิแล้ว ได้ฝึกพอสมควร
แล้ว จึงพร้อมที่จะพลิกความรู้สึกจากผิด
เป็นถูก หงายของคว่ำ เห็นว่า โอ้ ... ที่จริงแล้ว
มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีผู้บังคับบัญชา
ไม่มีเจ้าของ ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง
ปรวนแปรเป็นกระแส ไม่มีคำว่าเที่ยงอยู่
ตรงนี้เลย แล้วสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นธรรมดานั้น
ไม่สามารถให้ความสุขที่แท้จริงแก่เราได้

จิตใจระงับความคิดฟุ้งซ่าน ระงับนิวรณ์ต่างๆ
ได้แล้ว จิตก็มีความหนักแน่น ผ่องใส เบิกบาน
คล่องตัว จึงน้อมไปสู่เรื่องความจริงของชีวิต
๓ ข้อ หรือว่าสามัญลักษณะ คืออนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ...

พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ ปากช่อง นครราชสีมา





#นักปราชญ์จะไม่มัวหลงงมงาย
"... อย่านึกว่าตนเป็นผู้วิเศษ ผู้เก่งกล้าอะไร ผู้ใดมีวาสนาบารมี สร้างสมอบรมมาอย่างไร ก็จะเป็นไปอย่างนั้น เปรียบเสมือนการปลูกต้นผลไม้ หากเราเอาเมล็ดมะม่วงมาเพาะ ปลูก ลงดิน รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย บำรุงต้นไม้นั้นไปวันหนึ่งก็จะออกดอกออกช่อให้ผลเป็นมะม่วง
จะกลายเป็นมะปรางหรือมะไฟก็หามิได้

หรือผู้ที่ไม่เคยเพาะเมล็ดมะม่วง ไม่เคยปลูกมะม่วง แต่จะนั่งกระดิกเท้ารอให้เกิดต้นมะม่วง มีผลมะม่วงขึ้นมาเอง ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีธรรมสร้างสมอบรมมาแต่บรรพชาติ จิตจึงเกรียงไกร มีอานุภาพ แต่ก็ควรจะประมาณตนอยู่ เพราะความรู้สิ่งเหล่านี้
ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของผู้กระทำความเพียรภาวนา

นักปราชญ์จะไม่มัวหลงงมงาย อยู่กับความ
รู้ภายนอก อันเป็นโลกียอภิญญา จุดหมายปลายทางของปวงปราชญ์ราชบัณฑิตนั้น อยู่ที่การกำจัดอาสวกิเลส
ที่หมักดองอยู่ในกมลสันดานของเรา ให้หมดไป สิ้นไป
โดยไม่เหลือแม้แต่เชื้อต่างหาก ..."
------------------------
#หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย
อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘)








คุณค่าของเวลา

“ถ้าเราไม่ต้องตาย วันแต่ละวัน เวลา
แต่ละวินาที ก็จะดูไม่มีค่า เหมือนกับเด็ก
วัยรุ่น ที่ไม่เห็นค่าของเวลา ตรงกันข้ามกับ
คนป่วยหนักหรือเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่จะเห็นค่า
ของวันเวลาที่เหลืออยู่ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว
เห็นเช้าวันใหม่ แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้ว
ที่วันนี้ยังไม่ตาย ยังมีเวลาที่จะได้ทำสิ่งที่
อยากทำ ความรู้สึกแบบนี้จะไม่มีกับวัยรุ่น
หรือแม้แต่คนทั่วไปเพราะเขาคิดว่ายังมีเวลา
เหลือเฟือในโลกนี้

ความสุขจะหาได้ง่ายขึ้นมาก ถ้าเราตระหนัก
ว่าเราต้องตายไม่ช้าก็เร็ว มีบางคนที่ทุกเย็น
เมื่อได้เห็นหน้าลูก หน้าสามีภรรยา แค่นี้เขา
ก็มีความสุข และขอบคุณชีวิต ในขณะที่
หลายคนกลับมีความสุขยากเหลือเกิน
ต้องการโน่น ต้องการนี่ ตัวเองมีอยู่แล้ว
ก็ไม่พอ ก็เพราะเขาลืมว่าสักวันหนึ่งเขา
ต้องตาย ไม่ว่าจะได้อะไรมาก สักวันหนึ่ง
ก็ต้องสูญเสียมันไป” ...
...
พระไพศาล วิสาโล





" หมั่นระลึกถึงว่าสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ ตามสภาพที่แท้จริงไม่มีอะไรสวยงาม ไม่มีอะไรน่าหลงไหลรักไคร่
แต่มีลักษณะที่น่าพึงรังเกียจ เพราะความเป็นปฏิกูลของมันตามสภาพที่เป็นจริง "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/