ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

ทำความสงบ
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66708
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 13 พ.ค. 2026, 09:05 ]
หัวข้อกระทู้:  ทำความสงบ

การสร้างบุญสร้างกุศล มันเก็บเล็กผสมน้อย พระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก ท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเราหงายภาชนะในที่แจ้ง ฝนตกมาทีละหยดทีละหยาดก็ทำให้น้ำเต็ม เต็มกะละมัง เต็มตุ่มเต็มโอ่งได้ เพราะเราหงายปาก

อันนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ ได้เกิดมาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้ยินเสียง สร้างเจดีย์ เด้อ เราก็หยอดลงไป สร้างกุฏิเน้อ เราก็หยอดลงไป สาธารณประโยชน์เน้อ เราก็หยอดลงไป แต่ไม่ให้ตัวเองเดือดร้อนนะ ถ้าตัวเองจะเดือดร้อนก็เบา ๆ ลง ถ้าตัวเองไม่เดือดร้อน ถ้ามีเป็นร้อยล้านพันล้าน เราก็ทำเป็นหมื่นเป็นแสนได้ ถ้าเรามีไม่มาก เราก็หยอดไปทีละน้อย เหมือนกับน้ำหยดในตุ่มในโอ่งนั่นนะ ต่อไปก็ค่อยเต็มตื้นขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละการสร้างบุญสร้างกุศลจะเป็นลักษณะอย่างนั้น

อีกอย่างหนึ่ง การสร้างบุญสร้างกุศลก็ไม่ใช่แต่มีแต่ทานอย่างเดียวนะ อันนี้ก็ให้ฟังเอาไว้อีกเหมือนกัน รักษาศีลก็ใช่ นั่งภาวนาก็ใช่ ประกอบคุณงามความดี เคารพวัยวุฒิ คุณวุฒิ เคารพบิดามารดา ปรนนิบัติพ่อแม่ ล้วนแล้วเป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น ไม่ใช่จะให้ทานอย่างเดียว

การสร้างบุญสร้างกุศล ก็คือประกอบคุณงามความดี คิดดี ทำดี พูดดี ถ้าว่าพวกเราคิดดีทำดีพูดดี มีแต่ทำคุณงามความดี ความดีนั่นแหละจะส่งเสริมเราให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ถ้าเราทำไม่ดี คิดไม่ดี พูดไม่ดี มีแต่คนดูถูกเหยียดหยาม ดุด่าว่ากล่าว เผลอ ๆ ติดคุกติดตาราง เพราะการกระทำของเรา เพราะคิดไม่ดี แล้วก็ทำไม่ดี แล้วก็พูดไม่ดี พร้อมที่จะไปตกต่ำได้

เพราะฉะนั้น พวกเรานึกไว้ในใจเสมอ เราได้เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้ว ข้าพเจ้าจะทำแต่สิ่งที่ดี คิดดี แล้วก็ทำดี พูดดี เมื่อเราคิดดีทำดีพูดดีแล้ว จะประสบแต่ความสุขความเจริญ ความสุขความเย็นใจ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ได้ดีเพราะมีบุญเก่า”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘






“..จงพากันรีบชำระแก้ไขให้พอเห็นช่องทางเดินของจิตเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใครเพียร ใครอาจหาญ ใครอดทนในการต่อสู้กับกิเลสตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้และในใจดวงนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพทุกชาติ ไม่มีวันจบสิ้นลงได้นี้ ธรรมทุกบททุกบาทที่ศาสนาสอนไว้ ล้วนเป็นธรรมรื้อขนสัตว์ผู้เชื่อฟังพระองค์ให้พ้นทุกข์ไปโดยลำดับ จนถึงขั้นธรรมที่ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายนี้อีกต่อไป..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







#มนุษย์ที่ฝึกดีแล้วย่อมบริสุทธิ์
อีกอย่างหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานครบ ๗ วันแล้ว เมื่อเวลาที่พวก
มัลลกษัตริย์ได้เชิญพระพุทธสรีระไปถวายพระเพลิงนั้น รู้สึกว่า "พระเกสา" (ผม) ของพระองค์สักเส้นหนึ่ง หรือ "พระโลมา" (ขน) ของพระองค์สักเส้นหนึ่งก็ดี ซึ่งกำลังถูกไฟเผาอยู่นั้น มิได้มีรอยไหม้เกรียมหรือเศร้าหมองไปจากเดิมเลย "พระนขา" (เล็บ) ของพระองค์ก็ยังขาวสะอาดสดใส ไม่แสดงความเหี่ยวแห้งอะไรสักอย่างเดียว ตลอดจนพระสรีระส่วนอื่นๆ บางส่วน เช่น กระดูกก็กลายเป็น "แร่ธาตุอันศักดิ์สิทธิ์" ซ้ำยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเก่าเสียอีก และยังสามารถทรงตัวมาได้ถึง ๒๔๙๙ ปี โดยยังมี "พระบรมสารีริกธาตุ" ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

พระเขี้ยวแก้วของพระองค์นั้นถึงกับเทวดาเสด็จลงมาเก็บเอาไปประดิษฐานไว้
ในดาวดึงส์ก็มีองค์หนึ่ง ส่วนที่เหลือนอกนั้น พวกกษัตริย์ในแคว้นต่างๆ ก็มาขอ แบ่งตวงไปด้วยทะนานทองถึง ๑๖ ทะนาน

นี่แหละ.."อำนาจของสมาธิ" เป็นอย่างนี้ "พระอัฏฐิ" ของพระองค์ก็เป็นของวิเศษ แม้แต่เทวดาก็ไม่รังเกียจ มนุษย์ก็มีแต่จะแย่งกัน ถ้าในครั้งนั้นไม่มีคนคอยปกปักรักษาแล้วก็คงจะแย่งกัน ถึงรบราฆ่าฟันเป็นแน่ เมื่อคนมาก่อนได้แย่งส่วนที่ดีๆ ไปหมดแล้ว ส่วนคนที่มาไม่ทันก็โกยเอาขี้เถ้าซึ่งเรียกว่า "พระอังคารธาตุ" ไปบูชาก็มี นี่แหละ..ธรรมดาของ "มนุษย์ที่ดีแล้ว" ก็ย่อมเป็นอย่างนี้​ ไม่ว่าอะไรๆ ใครๆก็อยากได้ แล้วก็น่าจะคิดว่า "คนดีๆ อย่างนี้นั้นมาจากไหน.." ถ้าจะตอบ..ก็ตอบว่า "ก็มาจากการปฏิบัตินี่เอง"เพราะท่านได้ซักฟอกธาตุขันธ์อายตนะของพระองค์ให้ดีขึ้นด้วย
"ศีล สมาธิ ปัญญา" จนบริสุทธิ์แล้วธาตุของพระองค์จึงกลายเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ ดวงจิตก็บริสุทธิ์ มีคนอยากได้ไปกราบไหว้บูชา

"... ส่วนคนเราที่ไม่มีคุณงามความดี
ไม่ได้ทำบุญกุศลไว้แจกจ่ายให้ใครๆ
เลยนั้น พอตายหมดลมหายใจก็อ้าปากค้างแห้ง ไม่มีใครเหลียวแล ทั้งพากันเกลียดกลัวไม่มีใครอยากเข้าใกล้ด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นคนที่มีความชั่วร้ายมากๆ แล้วเขาก็แทบจะให้เอาศพลงจากเรือนไม่ทันเสียอีก ..."

""""""""""''"""""''''"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธัมมธโร
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง
จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)






".. น้ำตาลสด จากต้นมะพร้าวก็ดี
จากต้นตาลก็ดี จากอ้อยก็ดี
เมื่อเขานำลงไปในกระทะ เอาไปเคี่ยวด้วยไฟ
มันเดือดมากเข้า มากเข้า งวดมากเข้า มากเข้า
มันก็จะข้น กวนมากเข้า มากเข้า มันก็จะเป็นก้อน
จิตก็เหมือนกันสำรวมระวังดีแล้วก็จะนิ่ง
เพราะอารมณ์อื่นไม่ดึงไป ไม่ชักไป .. "

"..ถ้าใจเราถึงพระรัตนตรัย อย่างแท้จริงแล้ว
แม้กราบที่ไหนก็โดนพระ ตรงกันข้าม
ถ้าหากใจเราไม่ถึง พระรัตนตรัยแล้ว
แม้กราบพระที่ไหน​ ๆ​ ก็ไม่โดนพระ
ที่สุด แม้กราบที่ตักพระ ก็ไม่โดนพระ ไม่ถึงพระ
เพราะทุกสรรพสิ่ง ทั่วไตรโลกธาตุนี้
มีใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน
ทุกสรรพสิ่งย่อมสำเร็จแล้วได้ด้วยใจ.."

โอวาทธรรมคำสอนของหลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร







“..จงพากันรีบชำระแก้ไขให้พอเห็นช่องทางเดินของจิตเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใครเพียร ใครอาจหาญ ใครอดทนในการต่อสู้กับกิเลสตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้และในใจดวงนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพทุกชาติ ไม่มีวันจบสิ้นลงได้นี้ ธรรมทุกบททุกบาทที่ศาสนาสอนไว้ ล้วนเป็นธรรมรื้อขนสัตว์ผู้เชื่อฟังพระองค์ให้พ้นทุกข์ไปโดยลำดับ จนถึงขั้นธรรมที่ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายนี้อีกต่อไป..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







การเริ่มต้นที่ดีที่สุด

คือ การเริ่มต้นด้วยใจที่นอบน้อมและมีสติ

ก้มลงเพื่อเรียนรู้ แล้วจะสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“นิ่งให้เป็น" แล้วจะเห็นทาง

“รู้ให้ทัน" แล้วจะไม่หลงทาง

โอวาทธรรม : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี







ใบไม้ไหวใจสงบนิ่ง
...
ก้อนหินใหญ่แค่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่แบก
จะเป็นทุกข์ไหม จะเหนื่อยไหม จะรู้สึกหนักไหม
หนามแหลมเพียงใด ถ้าเราไม่เผลอเดินเตะ
เราจะปวดไหม หินก้อนหนัก ๆ ทำให้เราทุกข์
ไม่ได้ ถ้าเราไม่ไปแบกมัน หนามแหลมๆ ทำให้
เราปวดไม่ได้ ถ้าเราไม่เดินเตะมัน
เมื่อรู้สึกหนักหรือรู้สึกปวด เราจะโทษก้อนหิน
หรือหนามแหลมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องกลับมา
ดูว่าเป็นเพราะเรามีส่วนด้วย พูดอีกอย่างก็คือ
ไม่มีใครยัดเยียดความทุกข์ให้เราได้ถ้าเรา
ไม่ยินยอม ไม่มีใครขโมยความสุขไปจากเราได้
ถ้าหากเราไม่เออออห่อหมกด้วย
เคยมีนายตำรวจใหญ่คนหนึ่งไปปรึกษาปัญหา
ชีวิตกับหลวงพ่อชา สุภัทฺโท สมัยนั้นราว
๔๐ ปีก่อน ท่านยังไม่อาพาธ นายตำรวจคนนี้
เป็นคนซื่อสัตย์มาก แต่ถูกกลั่นแกล้ง
เจ้านายไม่ส่งเสริม เพื่อนร่วมงานขัดแข้งขัดขา
นอกจากเลื่อยขาเก้าอี้ยังเล่นงานข้างหลัง
เพราะไม่กินตามน้ำเหมือนคนอื่นเขา
เขากลุ้มใจมาก ก็มาระบายกับหลวงพ่อชา
หลวงพ่อก็ฟังโดยไม่ได้ว่าอะไร ท่านปล่อย
ให้เขาพูดจนจบ เสร็จแล้วท่านก็ชี้ไปที่หิน
ก้อนใหญ่ที่อยู่ในลานหน้ากุฏิท่าน แล้วถามว่า
“เห็นหินก้อนนั้นไหม” ...
“เห็นครับ” ...
“หินก้อนนั้นหนักไหม” ...
“หนักครับ” ...
“คุณแบกไหวไหม” ...
“แบกไม่ไหวครับ” ...
แล้วท่านก็บอกว่า ... “ถ้าไม่ไหวก็อย่าแบกมัน”
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล







“..จงพากันรีบชำระแก้ไขให้พอเห็นช่องทางเดินของจิตเสียแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใครเพียร ใครอาจหาญ ใครอดทนในการต่อสู้กับกิเลสตัวฝืนธรรมอยู่ตลอดเวลา ผู้นั้นจะเจอร่มเงาแห่งความสงบเย็นใจในโลกนี้ ในบัดนี้และในใจดวงนี้ ไม่เนิ่นนานเหมือนการท่องเที่ยวที่เจือไปด้วยสุขด้วยทุกข์อยู่ทุกภพทุกชาติ ไม่มีวันจบสิ้นลงได้นี้ ธรรมทุกบททุกบาทที่ศาสนาสอนไว้ ล้วนเป็นธรรมรื้อขนสัตว์ผู้เชื่อฟังพระองค์ให้พ้นทุกข์ไปโดยลำดับ จนถึงขั้นธรรมที่ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายนี้อีกต่อไป..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







คนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องผ่านประตู 4 ประตู ไม่มีเว้นชาย-หญิง ประตู 4 ประตู มีอะไร

1. “เกิด” เป็นคน เป็นสัตว์ ก็ต้องเกิด

2. “แก่” เราก็แก่กันทุกวัน เด็กๆ หนุ่มสาว อาจจะไม่เห็นความแก่ ทำให้หลงระเริง แต่จริงๆ มันก็แก่ไปทุกวัน

3. “เจ็บ” ทุกๆ คนต้องมีเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มียกเว้นเหมือนกับ ในบทสวดที่ว่า “พยาธิธมฺโมมฺหิ พยาธึ อนตีโต เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้”

4. “ตาย” ตายนั้นมี 2 แบบ คือตายแบบปกปิด และตายแบบเปิดเผย

ตายแบบปกปิด คือตายวัน ตายเดือน ตายปี ผิวหนังแห้งตาย ตายแบบค่อยๆ ตายไป

ส่วนตายแบบเปิดเผย ก็คือคนที่ตายนอนในโลงนั่นล่ะ

คนเราแค่นอนลงไป หลับไปก็เหมือนกับคนตายแล้ว จะรู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย ก็ต่อเมื่อตอนตื่นขึ้นมาแล้วเท่านั้นล่ะ อาตมาก็รออยู่วันเดียวนี้เหมือนกัน

- หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม
วัดสามัคคีอุปถัมภ์ จ.บึงกาฬ






" ท่านจะทำบุญต้องละบาปให้ได้ ถ้าละบาปไม่ได้แล้ว ท่านจะไม่ได้บุญมาทำบุญแต่ไม่ได้บุญ เพราะท่านไม่ละบาป บาปอยู่เต็มกระเป๋า แล้วบุญจะมีทางเข้าไปได้อย่างไร ขอฝากไปคิดโดยทั่วกัน "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม







“ที่จริงคนเราเกิดมา ไม่ได้เกิดจากที่สะอาด
ที่ไหน มันก็สกปรกทั้งนั้น ดอกบัวก็มาจาก
สิ่งสกปรกโสโครก แต่โตขึ้นมาก็หอมได้
สวยงามได้ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่การ
ประพฤติปฏิบัติของเรา” ...
...
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)







“ ต้องครบทั้ง ๓ องค์ถึงจะบรรลุ ”

ถาม : ถือศีล ๕ พอเพียงที่จะเป็นพระโสดาบันได้ไหมครับ สามารถถึงนิพพานไหมครับ

พระอาจารย์ : อ๋อ ไม่เป็นหรอก ศีลอย่างเดียว ต้องมีสมาธิ มีปัญญา ต้องครบทั้ง ๓ องค์ถึงจะบรรลุอริยบุคคลขั้นต่างๆ ได้ ปัญญาก็มีหลายระดับ ระดับโสดาบัน ระดับสกิทาคามี ระดับอนาคา ระดับอรหันต์ เหมือนปริญญา ปริญญาตรี โท เอก ศีลนั้นเป็นเพียงแต่เหมือนขั้นประถม ต้องเรียนประถมก่อน แล้วค่อยขึ้นขั้นมัธยม ก็สมาธิ พอได้สมาธิแล้วถึงจะเข้าอุดมศึกษาได้ เข้าไปเรียนปริญญาตรี โท เอก ต่อไปได้ งั้นศีลอย่างเดียว ศีล ๕ ไม่พอหรอกที่จะไปนิพพาน.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






“..จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราจะได้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆ ที่ไหนแม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของคนเรานั้น มันเป็นครรภ์หรือกำเนิด ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นและไม่อาจถูกทำลายได้เลย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







“ในตามบาลีว่า เกิดมาในโลกแรกคือ กามโลก
ถือเป็นสัตว์ที่พอใจยินดีในกาม นี่ก็ระยะหนึ่ง
ต่อมาก็เกิดในรูปโลก คือพอใจในทรัพย์สิน
เงินทอง ต่อไปอีก พอแก่ชรามากเข้า
เป็นอรูปโลก คือพอใจในสิ่งที่ไม่มีรูป
คือ บุญกุศล และถ้าฉลาดต่อไปอีก มันก็จะ
เหนือโลก คือ โลกุตรนิพพาน โลกที่บ้าๆบอๆ
ที่ผ่านมาพอกันที ต้องการมีจิตใจที่อยู่
เหนือโลก ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งจิตใจ ให้ยินดี
ยินร้าย ให้รัก โกรธ เกลียด กลัว อีกต่อไป
คือใครก็ตามที่มีความอิจฉา ริษยา อาลัย
อาวรณ์อยู่ คนนี้มันยังอยู่ใต้โลก จมโลก
มันมีสักกี่คนที่อยู่เหนือโลก มีแต่จมตายอยู่
ในโลก บางคนก็จมตายอยู่แค่กามโลก
ดีหน่อยก็มาตายที่รูปโลก ถ้าดีขึ้นมาอีกหน่อย
ก็มาที่ อรูปโลก หลงในชื่อเสียง เกียรติยศ
และบุญกุศล มันก็หยุดก็ตายอยู่ตรงนี้
ที่พูดนี่ไม่ได้ดูถูกใคร แต่บอกให้ทราบว่า
เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้“ ...
...
พุทธทาส อินทปัญโญ








สิ้นอยาก สิ้นยึด สิ้นกรรม

รู้สังขารไม่เที่ยง...วางกังวลทั้งหมด

กังวลอะไรของเธอในอดีต ..วาง
กังวลอะไรของเธอในอนาคต ..วาง
กังวลอะไรของเธอในปัจจุบัน ..วาง
ลองทำดูซิ คงได้ผล ไม่มากก็น้อย
โดยปริยัติ ก็คือว่า วางกังวล

ลองเจริญสติอันนี้ดูเถอะ
นี่คือ สติปัฏฐานด้านปฏิบัติ
วางได้ ก็เรียบร้อยเท่านั้น

หลวงปู่ บุญญฤทธิ์ บัณฑืโต

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/