ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

ทำความเพียร
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66710
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 14 พ.ค. 2026, 12:45 ]
หัวข้อกระทู้:  ทำความเพียร

“..ชื่อว่า เกียรติ นั้น พึงหมายถึงว่า ตนเองนับถือตนเองได้ด้วยค้นหาไปไม่พบข้อผิด ผู้อื่นที่ใคร่ครวญแล้วก็ติไม่ได้ จึงเป็นผู้ที่เขาพากันนับถือได้โดยไม่มีข้อตะขิดตะขวงใจ
แต่ว่าเกียรติดังกล่าวนี้ จะมีได้แต่เฉพาะผู้ตั้งอยู่ในธรรมอย่างสามัญ คือ “มนุษยธรรม” เป็นต้นว่า ความมีหิริโอตัปปะ ความสุจริต ความเมตตากรุณา
ทั้งนี้ ก็ต้องอาศัยความมีจิตใจที่ได้บริหารการฝึกมาดี ให้มีสมาธิ คือ ตั้งใจมั่นอยู่ในทางที่ถูก โดยไม่หวั่นต่อเครื่องเย้ายวนใจทั้งปวง และให้มีปัญญา คือ ความรู้ที่เฉียบแหลม สามารถเจาะแทงปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วงอุปสรรคอันตรายทั้งปวงไปได้
การฝึกจิตให้ดีจึงเป็นเหตุชักนำให้ตั้งอยู่ในธรรม และให้บำเพ็ญบุญกรณีต่างๆ เป็นเหตุให้บังเกิดเป็นเกียรติเป็นศรี หรือสิริของผู้มีบุญญาธิการ ยังผลดีทั้งหลายให้ไหลมาเป็นประโยชน์แก่คน ทั้งปวง..”

สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
(พ.ศ.๒๔๕๖–๒๕๕๖)





“..ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ไม่มีปัญหาโอปนยิโก น้อมจิตเข้ามาพิจารณา กาย วาจา จิตอกาลิโกอันเป็นของมีอยู่ อาโลโกสว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ อันนักปราชญ์ทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกเจ้าทั้งหลายผู้น้อมเข้ามาพิจารณาของมีอยู่นี้ ได้รู้แจ้งจำเพาะตัวมาแล้ว เป็นตัวอย่าง
ไม่ใช่ว่ากาลนั้นจึงจะมี กาลนี้จึงจะมี ย่อมมีอยู่ทุกกาล ทุกสมัย
ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ได้เฉพาะตัว คือ ผิดก็รู้จัก ถูกก็รู้จักในตนของตนเอง ดีชั่วอย่างไรตัวของตัวย่อมรู้จักดีกว่าผู้อื่น ถ้าเป็นผู้หมั่นพินิจพิจารณาไม่มัวประมาทเพลิดเพลินเสีย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..จิตคือพุทธะ (๑)
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล..”

“..พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียง จิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งแล้ว

มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำ ลายได้เลย

มันไม่ใช่เป็นของมีสีเขียว หรือสีเหลือง และ ไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ ไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งที่มีการตั้งอยู่ และไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่า เป็นของใหม่หรือเก่า ไม่ใช่ของยาวหรือของสั้น ของใหญ่หรือของเล็ก

ทั้งนี้ เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ และ เหนือการเปรียบเทียบทั้งหมด

จิตหนึ่งนี้ เป็นสิ่งที่เราเห็นตำ ตาเราอยู่แท้ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล (ว่ามันเป็นอะไร เป็นต้น) กับมันเข้าดูซิเราจะหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดทันที สิ่งนี้ เป็นเหมือนกับความว่าง อันปราศจากขอบทุกๆ ด้าน ซึ่งไม่อาจจะหยั่ง หรือวัดได้

จิตหนึ่ง นี้เท่านั้นเป็น พุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธะกับสัตว์โลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธะภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเองทำ ให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำ เช่นนั้น เท่ากับ การใช้สิ่งที่เป็นพุทธะ ให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้พยายามจนสุดความสามารถของเขา อยู่ตั้งกัปป์หนึ่งเต็มๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงภาวะพุทธภาวะได้เลย

เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเอง เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่าจิตนี้คือพุทธะนั่นเอง และพุทธะคือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง

สิ่งนี้ เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่

สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้ง ๖ ก็ดี การบำเพ็ญข้องวัตรปฏิบัติที่คล้ายๆ กันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วน เหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่นํ้าคงคาก็ดี เหล่านี้นั้นจงคิดดูเถิด เมื่อเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุกกรณีอยู่แล้ว คือเป็นจิตหนึ่ง หรือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะทั้งหลายอยู่แล้ว เราก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งที่สมบูรณ์อยู่แล้วนั้นด้วยการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เมื่อไหร่โอกาสอำนวยให้ทำ ก็ทำ มันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉยๆ ก็แล้วกัน..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






"... จริงอยู่ พระนิพพานไม่มีประตูรูป ประตูนาม ศูนย์ขอบศูนย์กลางไปๆมาๆ อยู่ๆอะไรเป็นเพียงอุทาหรณ์ เทียบเฉยๆ เพราะคำพูดก็เป็น วจีสังขาร
พระนิพพาน ไม่ใช่คำพูด และนึกคิด
หรือ รสสิ่งต่างๆ มีรสเกลือเป็นต้น ซึ่งเป็นรสหยาบๆในโลกของลิ้น
โลกผัสสะกระทบ จึงจะรู้จักเค็ม เว้นไว้แต่ชิวหาประสาทพิการ

แม้ชิวหาประสาทพิการก็ตาม รสของจริงอยู่ พระนิพพานไม่มีประตูรูปประตูนาม ศูนย์ขอบศูนย์กลางไปๆมาๆ อยู่ๆอะไรเป็นเพียงอุทาหรณ์ เทียบเฉยๆเพราะคำพูดก็เป็น วจีสังขาร

พระนิพพาน ไม่ใช่คำพูด และนึกคิด หรือ
รสสิ่งต่างๆ มีรสเกลือเป็นต้น ซึ่งเป็นรส หยาบๆในโลกของลิ้น โลกผัสสะกระทบ จึงจะรู้จักเค็ม เว้นไว้แต่ชิวหาประสาทพิการ

แม้ชิวหาประสาทพิการก็ตาม รสของเกลือ เค็มตามธรรมชาติของความจริง ก็เค็มอยู่ อย่างนั้นแล

ฉันใดก็ดี ความนึกคิดและคำพูดก็ดี
จะไม่นึกคิด ถึงพระนิพพานอยู่ก็ตามพระนิพพาน ก็เป็นธรรมชาติ อันไม่ตายอยู่นั้นแล ลิ้นพิการ เปรียบ เหมือนยังไม่รู้ รสพระนิพพาน ..."

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระโอวาทธรรม_
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
ถ่ายทอดโดย..หลวงปู่หล้า เขมปัตโต





" กินน้อยนอนน้อยพูดน้อย ทำความเพียรให้มากจึงจะได้ผล จึงจะได้อานิสงส์จากการปฏิบัติธรรม "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม





อดทน คือ ตบะเผาบาป
...
ทุกคนให้มีความอดทน อดทนจนกว่าจะ
ไม่มีความอดทน คือพอเห็นความจริงแล้ว
ก็มีการปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางแล้ว มันก็จะ
เห็นความสงบขึ้นมา เมื่อมันสงบมา ก็ไม่ต้อง
ปฏิบัติ เพราะว่ามันปฏิบัติอยู่แล้ว
คล้ายๆ กับว่า ตู้ใบหนึ่ง เมื่อก่อนมันเป็นต้นไม้
มันก็มีปัญหาที่เราจะต้องทำ มาเลื่อยมัน
มาตัดมัน เพราะว่ามันมีเหตุที่ต้องทำอยู่
เมื่อเราเสร็จแล้วทาชาแล๊คแล้ว เอามาตั้งโชว์
หมดที่จะต้องทำแล้ว หมดในตู้ใบนั้นแหละ
ตู้ใบนี้เมื่อก่อนมันเป็นต้นไม้ บัดนี้มันเป็นตู้
ที่สวยงาม นับได้ว่าของที่ไม่สวยนั้นแหละ
มันเกิดความสวยงาม เราทุกคนก็เหมือนกัน
ฉันนั้น ทุกๆคนก็เป็นปุถุชนมาด้วยกันทั้งนั้น
ไม่ใช่แต่เรานะ พระพุทธเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกัน
ไม่รู้มาทั้งนั้นแหละ มันถึงมารู้ได้ ความสกปรก
มันอยู่ที่ตรงไหน ความสะอาดก็อยู่ที่ตรงนั้น
ล้างมันที่ตรงนั้น ไอ้ความสะอาดมันก็ไม่เกิด
ที่ตรงอื่นหรอก ความวุ่นวายอยู่ที่ไหน
ความสงบอยู่ที่นั่น ความไม่ถูกอยู่ที่ไหน
ความถูกอยู่ที่นั่น มันมีพร้อมกันทั้งสองอย่าง
อยู่แล้วล่ะ ความโลภ โกรธ หลง อยู่ที่ตรงไหน
ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง มันก็อยู่ตรงนั้น
...
: หลวงพ่อชา สุภทฺโท






“..ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ไม่มีปัญหาโอปนยิโก น้อมจิตเข้ามาพิจารณา กาย วาจา จิตอกาลิโกอันเป็นของมีอยู่ อาโลโกสว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญญูหิ อันนักปราชญ์ทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้า และพระอริยสาวกเจ้าทั้งหลายผู้น้อมเข้ามาพิจารณาของมีอยู่นี้ ได้รู้แจ้งจำเพาะตัวมาแล้ว เป็นตัวอย่าง
ไม่ใช่ว่ากาลนั้นจึงจะมี กาลนี้จึงจะมี ย่อมมีอยู่ทุกกาล ทุกสมัย
ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ได้เฉพาะตัว คือ ผิดก็รู้จัก ถูกก็รู้จักในตนของตนเอง ดีชั่วอย่างไรตัวของตัวย่อมรู้จักดีกว่าผู้อื่น ถ้าเป็นผู้หมั่นพินิจพิจารณาไม่มัวประมาทเพลิดเพลินเสีย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"จำไว้นะ"

ใครจะพูดอะไรก็ช่างเขา
กรรมมันอยู่ที่เขา
ไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา
ไม่ต้องเอามันมาใส่ใจ

โอวาทธรรม : #หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/