| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| สติปัญญา http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66725 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 24 พ.ค. 2026, 12:43 ] |
| หัวข้อกระทู้: | สติปัญญา |
“..ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใด ก็ยิ่งจะเกิดปัญญามากเท่านั้น ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรามีสติในทุกๆ อิริยาบท การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือ ท่านเพียงแต่เฝ้าดู ไม่ว่าท่านจะเดินอยู่หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่ แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ ๕๐ ปี บางคนเมื่ออายุ ๖๕ ปี และบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ปี ฉันใดก็ฉันนั้น ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติ และปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า ที่บรรดาสัตว์ป่าสวยงามและหายาก จะมาดื่มน้ำในสระนั้น ท่านจะได้เห็นความมหัศจรรย์ และแปลกประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะสงบอยู่เช่นเดิม ปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้น แต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า..” โอวาทธรรมคำสอน พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕) “..การภาวนา รักษาจิต..” “..จิต เป็นสมบัติอันสำคัญมากในตัวเรา" ที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติมีค่ายิ่งของตน "วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะ ก็คือภาวนา" ฝึกหัดภาวนาในโอกาศอันควร "ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป" จะได้ซ่อมสุขภาพจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้างในวันหนึ่ง ๆ ที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม "คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั่น พอรู้ผิดถูกของตนไหม" พิจารณาสังขารภายนอกว่า "มีความเจริญขึ้นเจริญลง สังขารร่างกายมีอะไรใหม่" หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ ให้ท่องในใจเสมอว่า "เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง" เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน "พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้" จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ "มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา" ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน "นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน" ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง "ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง" เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “น่าจะกล่าวว่าน้อยคนนักที่เข้าใจเรื่องการ สิ้นพระพุทธศาสนายุกาล จึงน้อยคนนักที่จัก กลัวชีวิตที่จะดำเนินอยู่โดยปราศจากแสง แห่งพระพุทธศาสนา และความไม่รู้นี่แหละ ที่ทำให้ไม่กลัวที่โลกจะไม่มีพระพุทธศาสนา อีกต่อไปนานแสนนาน ทุกวันนี้พระพุทธศาสนายังมีอยู่ แต่ก็กำลังจะ หมดไป เวลาที่พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ เหลืออีกกว่าสองพันปีก็จริง แต่ถึงเช่นนั้น โลกก็ยังมืดมากมายนักแล้ว ความแรงร้าย นานาประการที่เกิดทุกวันนี้ และไม่มีท่าที่ว่า จะลดลง มีแต่ดูจะหนักหนาน่ากลัวยิ่งขึ้นตาม วันเวลาที่ผ่านไป พ้นไป จนทำให้เวลาสิ้นสุด แห่งพระพุทธศาสนาใกล้เข้ามาทุกที เวลา ของพระพุทธศาสนายิ่งใกล้จะจบสิ้นเพียงใด ก็เพราะความไร้ศีลไร้ธรรมของผู้คนจะยิ่งมาก ขึ้นเป็นลำดับเพียงนั้น แล้วความสุขสวัสดี จะมีมาแต่ไหน ความทุกข์ความเดือดร้อน รุนแรงจะไม่ท่วมไปทั้งโลกนี้หรือ โลกจะน่ากลัวเพียงใดลองนึกไปให้เห็นเถิด บางทีจะเห็นคุณของพระพุทธศาสนามากกว่า ที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ที่เหมือนเป็นคนตาบอด หูหนวกไปตามกัน ไม่เห็นคุณที่สุดประเสริฐ สูงส่งของพระพุทธศาสนา ไม่แยแสที่จะ ปฏิบัติตามพระธรรมคำทรงสอนในสมเด็จ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ยอมสยบเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของ ความชั่วร้ายนานาประการ ร่วมกันปิดบังแสง งดงามแห่งพระพุทธศาสนาให้มืดเข้ามืดเข้า ทุกเวลานาที คิดให้ดีจะเห็นความน่ากลัวนัก ของพลังความชั่ว ที่ช่วยกันสร้างทำลายชีวิต จิตใจที่ควรงดงามสูงส่ง ด้วยมีพระธรรม คำทรงสอนในพระพุทธศาสนาเป็นเครื่อง ประดับอันล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้” ... พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก #ลัษณะจิตของผู้มีบุญมาก 1. "ไม่บ่น" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นปัญญา ทำให้ยอมรับต่อความเป็นจริงของชีวิต ทำให้รู้เห็นและเข้าใจถึงระดับวาสนาของตนและบุคคลอื่น ความเป็น ไปของชีวิตนั้นขึ้นตรงต่ออำนาจบุญกรรมที่ทำไว้ บ่นไปก็แค่นั้นเอง ที่ได้มา ที่มีอยู่ ที่เสียใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันคือ “ผลแห่งกรรม” อันเป็นสมบัติของเราเอง 2."ไม่กลัว" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความเข้มแข็ง กล้าหาญ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความมั่นใจในความเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นผู้มีบุญของตน เมื่อจะคิด จะทำอะไรลงไป ล้วนมีกำลังบุญมารองรับทั้งหมดทั้งสิ้น ๓. "ไม่ทำชั่ว" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นตัวควบคุม บริหารจัดการ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดความกลัว ความละอายต่อบาป ต่อกรรม ความผิดน้อยใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เห็นถึงความเสียหาย หลายภพหลายชาติ เห็นถึง ผลกระทบต่อครอบครัว ต่อโลกต่อสังคม อย่างมากมายมหาศาล ๔. "ไม่คิดมาก" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดพลังแห่งความสงบ แห่งจิตแห่งใจ ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่คิดเป็นทุกข์ ความคิดทุกความคิด ล้วนนำมาซึ่งความเบิกบานกายใจ ไม่คิดเบิกความทุกข์ มาใช้ก่อน ๕. "รอได้ คอยได้" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความใจเย็น มีความยืดหยุ่น ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่ใจร้อน ใจเร็ว เห็นถึงจังหวะ และโอกาสของชีวิต ๖. "อดได้ ทนได้" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นพลังงานเข้มแข็ง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้มีความอดทน ที่เป็นหนึ่งเป็นเลิศ มีความคิดที่ไม่หวั่นไหว เห็นความสำเร็จทุกชนิดมาจากความอดทน อดทนอย่างมีความสุข ๗. "สงบได้ เย็นได้" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะเป็นสภาพให้เป็นคนที่สงบได้ เย็นได้ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่ร้อนรน กระวน กระวาย สับส่าย วุ่นวาย ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ในสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น แม้จะตกอยู่ใน เหตุการณ์ที่เลวร้าย ก็ทำใจได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ๘. "ปล่อยได้ วางได้" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นคนที่รู้จักการละ การวาง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่แบกทุกอย่างที่ขวางหน้า ยึดทุกอย่างที่เกิดขึ้น ๙. "รู้ได้ ตื่นได้ และเบิกบานได้" เมื่อมีบุญแล้ว ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความรู้ตื่น เบิกบาน ตามกำลังของบุญฤทธิ์ เป็นผู้รู้ ต่อความ เป็นจริงของชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ตกไปในกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจมีความอิสระเต็มที่ ทุกวันทุกเวลาทุกนาที หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี กิเลสคืออะไร ... “คนไทยทั่วไป มีใครไหมที่ไม่เคยได้ยิน คำว่า ‘กิเลส’ ไม่มีใคร ... รู้จักหมดเลย ... แต่กิเลสคืออะไร คนทั่วไปอาจจะตอบว่า เป็นเรื่องไม่ดี แล้วมันไม่ดีอย่างไร อ้าว ... เริ่มจะตอบไม่ได้แล้ว ถ้าเราไม่ดูจิตใจ จะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า เศร้าหมอง และไม่เศร้าหมอง” ... ... พระอาจารย์ชยสาโร การทำบุญไม่ใช่ว่าจะทำทานอย่างเดียว ให้ทาน ๑๐๐ ครั้ง สู้รักษาศีลบริสุทธิ์ครั้งหนึ่งไม่ได้ รักษาศีลบริสุทธิ์ ๑๐๐ ครั้ง สู้นั่งภาวนาจิตใจสงบครั้งหนึ่งไม่ได้ จิตใจสงบที่เป็นอัปนาสมาธิมีอานิสงส์มาก พอจิตใจสงบนิ่งเท่านั้นแหละ มันรู้ได้นะ นรกสวรรค์มีไหม ตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิด มั่นใจในตนเองว่าตายแล้วเกิดแน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเรานั่งภาวนา ได้พิสูจน์ด้วยตนเอง นี่แหละ การนั่งภาวนามันเป็นประโยชน์นะ ให้ทานก็ใช่ แต่โดยมากที่หลวงพ่อเห็น ถ้าการทำบุญทำทานรู้สึกว่าลูกหลานทำบุญทำทานไม่ได้ตำหนิเลย น้ำจิตน้ำใจของลูกของหลาน ของศรัทธาญาติโยมล้นหลามในการทำทาน แต่พอรักษาศีล กรูดกราด เริ่มถอยหลังให้การรักษาศีล พอให้นั่งภาวนานะ หายเงียบเลย ตามที่จริง การนั่งภาวนาก็ไม่ได้ลงทุนอะไร แต่ใจมันไม่สู้ใช่ไหม มันแปลกเหมือนกันนะลูกหลานนะ เพราะฉะนั้น ต้องฝืนนะ ต้องฝืนสู้กับกิเลสในใจของเรา ต้องพยายามนั่งให้ได้ พยายาม ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิวันละ ๑๐ นาที ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะพยายามนั่งให้ได้ ๑๐ นาทีวันหนึ่ง ถ้าได้อย่างนั้นดีเลิศเลยนะ ลูกหลานนะ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก จากพระธรรมเทศนา “เริ่มต้นใหม่ ยกใจให้สูงขึ้น” แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๙ “..ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายชั่วโมง บางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใด ก็ยิ่งจะเกิดปัญญามากเท่านั้น ปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรามีสติในทุกๆ อิริยาบท การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้า และต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆ สิ่งสำคัญก็คือ ท่านเพียงแต่เฝ้าดู ไม่ว่าท่านจะเดินอยู่หรือนั่งอยู่ หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่ แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเอง บางคนต้องตายเมื่อมีอายุ ๕๐ ปี บางคนเมื่ออายุ ๖๕ ปี และบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ปี ฉันใดก็ฉันนั้น ปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกัน อย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลย จงพยายามมีสติ และปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมัน แล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นในสิ่งแวดล้อมทั้งปวง มันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่า ที่บรรดาสัตว์ป่าสวยงามและหายาก จะมาดื่มน้ำในสระนั้น ท่านจะได้เห็นความมหัศจรรย์ และแปลกประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป แต่ท่านก็จะสงบอยู่เช่นเดิม ปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้น แต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันที นี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า..” โอวาทธรรมคำสอน พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕) #อุปมาเปรียบชีวิตมนุษย์_๗_ประการ "... ชีวิตของมนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วก็ ย่อมต้องตาย เหมือนสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก เมื่อมีการเกิดแล้ว ก็ย่อมมีการตายติดตามมาเป็นของคู่กัน ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การตายจึงเป็นสภาพที่ใครๆ ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ในปฏิจจสมุปบาทพระพุทธองค์ทรงแสดงว่า สาเหตุหรือปัจจัยแห่งการเกิด คือ อวิชชา และปัจจัยให้เกิดการตาย ก็คือ การเกิด นั่นเอง เพราะการเกิดเป็นบทเริ่มต้นแห่งชีวิต และในเวลาเดียวกัน การเกิดก็นำไปสู่ความตาย โดยผ่านความแก่ ความเจ็บ ซึ่งเป็นปัจจยาการปรากฏต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดตอนของชีวิต ในอังคุตรนิกาย ท่านได้อุปมาเปรียบชีวิตมนุษย์ไว้ ๗ ประการ ซึ่งแสดงให้เห็นความจริงของชีวิต ที่จะต้องเกิด-ดับ เกิดมาแล้วย่อมต้องตาย ช่วงแห่งการมีชีวิตอยู่นั้นสั้นนัก และเป็นของเล็กน้อย นิดหน่อยในปัจจยาการที่ชีวิตจะต้องผ่านวัฏวนต่อไป ..." ๑. เปรียบด้วยน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาแล้ว น้ำค้างย่อมแห้งหายไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน ชีวิตมนุษย์ก็เปรียบเช่นเดียวกับหยาดน้ำค้าง เป็นชีวิตที่แสนสั้น มีประมาณนิดหน่อย เปลี่ยนแปลงเร็ว มีความทุกข์มาก คับแค้นมาก ๒. เปรียบด้วยฟองน้ำเมื่อฝนตกหนักหนาเม็ด ฟองน้ำที่เกิดขึ้นจากหยาดฝน ย่อมตั้งขึ้น แต่ก็แตกกระจายไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตก็เปรียบเป็นเช่นฟองน้ำ ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน เป็นชีวิตที่สั้น แตกดับง่าย มีประมาณนิดหน่อย มีความทุกข์มาก คับแค้นมาก ๓. เปรียบด้วยรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ เมื่อเราขีดไม้ลงไปในน้ำ รอยนั้นย่อมกลับเข้ามาหากันอย่างรวดเร็วในพริบตา ไม่ตั้งอยู่นาน เฉกเช่นชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย อุปมาเปรียบได้เหมือนกับรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำฉะนั้น ๔. เปรียบด้วยน้ำที่ไหลลงภูเขา น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ย่อมมีกระแสเชี่ยวกราก พัดสรรพสิ่งที่พอจะพัดพาไปได้ ไม่มีเวลาแม้แต่ขณะจิตเดียวที่กระแสน้ำจากภูเขาจะหยุดชะงัก มีแต่จะไหลเรื่อยลงไปแต่ถ่ายเดียวไม่เคยหยุดยั้ง เหมือนชีวิตมนุษย์ที่จะล่วงไปทุกนาที เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลลงจากภูเขาฉะนั้น ๕. เปรียบเหมือนน้ำลายที่ถูกถ่มไป เมื่อบุรุษผู้มีกำลังอมก้อนน้ำลายไว้ที่ปลายลิ้น ความที่มีแรงกำลัง ทำให้เขาสามารถถ่มน้ำลายไปได้โดยง่าย ชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาเหมือนก้อนน้ำลายที่จะพึงถ่มไปได้โดยง่าย เพราะตายง่ายดับง่าย ๖. เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่ถูกไฟเผาอยู่ตลอด ชิ้นเนื้อที่ใส่ลงนาบในกระทะเหล็ก ถูกไฟเผาลนอยู่ตลอดวัน ย่อมจะถึงความย่อยยับแตกทำลายไปโดยเร็ว ไม่อาจจะตั้งอยู่ได้นาน ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย จึงมีอุปมาเปรียบเหมือนกับเนื้อที่ถูกไฟเผาอยู่ตลอดวันตลอดคืนเช่นกัน ๗. เปรียบด้วยแม่โคที่ถูกเขาต้อนไปสู่ที่ฆ่า แม่โคที่จะถูกเชือด ย่อมถูกปฏักนายโคบาลไล่ต้อนให้ก้าวเท้าเดินเข้าไปสู่ที่ฆ่า ใกล้ความตายเข้าไปทุกขณะ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาเหมือนแม่โคที่ถูกเขาต้อนไปสู่ที่ฆ่าฉันนั้น """""""""""""""""""""""""""""""""""" #หลวงปู่ชอบ_ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘) มองธรรมถูกทางมีสุขทุกที่ ลุจุดหมาย เมื่อปล่อยวางได้ โดยไม่ปล่อยปละละเลย เรื่องอนิจจัง ได้พูดไปแล้ว แต่เพิ่งบอก ให้รู้ในภาคปฏิบัติว่าต้องทำให้ครบหลัก คือ ต้องให้ถึงความไม่ประมาท ทีนี้ ในแง่ความรู้ เข้าใจเหตุผล เราก็ควรศึกษาให้ชัดด้วย ก็เลยยกพุทธพจน์ที่เป็นหลัก มาดูกันอีกที พระองค์ตรัสว่า ... สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไป เป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความ ไม่ประมาทให้ถึงพร้อม มาวิเคราะห์กันหน่อยว่า คนไทยเราถือหลัก อนิจจัง ทำไมปลงแล้วจึงปล่อยเรื่อยเปื่อย ทั้งที่มีพุทธพจน์สำคัญที่สุดตรัสไว้ว่า ปลงอนิจจัง เพื่อให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท วิเคราะห์แล้ว ก็จับได้โดยสรุปว่า ... เราบอกว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ตามธรรมดาของมัน เราจะทำอะไรได้ ก็ต้องปล่อยวาง ปล่อยมันไป ... ท่านสอนว่า เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ตามธรรมดาของมัน มีอะไรที่ควรทำ เราจะต้องเร่งรัดจัดการ จะรีรอ ปล่อยเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ ... ของเรา โยงอนิจจัง กับความรู้เท่าทัน ธรรมดา แล้วปล่อยวาง ... ของท่าน โยงอนิจจัง กับความรู้เท่าทัน ธรรมดา แล้วไม่ประมาท ... อนิจจัง ปลงได้ แต่ระวัง จะกลายเป็นประมาท สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) “..การภาวนา รักษาจิต..” “..จิต เป็นสมบัติอันสำคัญมากในตัวเรา" ที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติมีค่ายิ่งของตน "วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะ ก็คือภาวนา" ฝึกหัดภาวนาในโอกาศอันควร "ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป" จะได้ซ่อมสุขภาพจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้างในวันหนึ่ง ๆ ที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม "คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั่น พอรู้ผิดถูกของตนไหม" พิจารณาสังขารภายนอกว่า "มีความเจริญขึ้นเจริญลง สังขารร่างกายมีอะไรใหม่" หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ ให้ท่องในใจเสมอว่า "เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง" เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน "พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้" จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ "มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา" ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน "นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน" ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง "ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง" เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “..การภาวนา รักษาจิต..” “..จิต เป็นสมบัติอันสำคัญมากในตัวเรา" ที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติมีค่ายิ่งของตน "วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะ ก็คือภาวนา" ฝึกหัดภาวนาในโอกาศอันควร "ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป" จะได้ซ่อมสุขภาพจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้างในวันหนึ่ง ๆ ที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม "คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั่น พอรู้ผิดถูกของตนไหม" พิจารณาสังขารภายนอกว่า "มีความเจริญขึ้นเจริญลง สังขารร่างกายมีอะไรใหม่" หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ ให้ท่องในใจเสมอว่า "เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง" เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน "พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้" จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ "มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา" ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน "นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน" ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง "ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง" เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) ผมบวชมารักษาพระธรรมวินัย จนเฒ่าแก่ปานนิ ป่วยบ่พอตายสิให้แม่ญิงมาจับมาบาย กะคึดอายพระพุทธเจ้า อายครูบาอาจารย์ผู้สอนมา สมัยจำพรรษาอยู่จันท์ เป็นไข้มาลาเรียจนสิตาย ได้เอาน้ำหยอดปากเอา ไปหาหมอ กะมีแต่แม่ญิง ผมกะบ่ให้จับให้ตรวจ...แหล่ว จนเขาด่า ผมกะบ่หัวซา มันด่าเฮาผู้ทำถูกต้องตามพระวินัย เขาบ่ฮู้สิไปเคียดเขากะบ่ได้ ถ้าเขาเคียดให้เฮาว่าดื้อ ดื้อกะดื้อใส่ธรรม บ่แม่นดื้อใส่กิเลสตัณหา กรรมมันกะตกอยู่ปากเขาหั่นล่ะ หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล คนมีกิเลส ก็สบายใจเมื่อรับใช้กิเลส ... ... พุทธทาส อินทปญฺโญ #หลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน #บาปกับบุญ เป็นคู่เคียงของใจ #ธรรมะวันนี้ โอวาทธรรมหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ผู้ที่มีสติติดแนบอยู่กับความพากเพียร เป็นผู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกอิริยาบถ การปฏิบัติธรรมมรรคผลนิพพานอยู่กับผู้ปฏิบัติ ไม่ได้อยู่กับดินฟ้าอากาศ ไม่ได้อยู่กับมืดกับแจ้ง อยู่กับการปฏิบัติของเรา ถ้าเรามีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่ที่ไหนก็เป็นการตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกๆ ฝีก้าว ถ้าปราศจากสติเป็นเรื่องควบคุมความเพียรให้ห่างไกลไปแล้วนั้น เรียกว่าห่างเหินจากพระพุทธเจ้าไปแล้ว ผู้ที่มีสติติดแนบอยู่กับความพากเพียร เป็นผู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกอิริยาบถ ให้พากันจำเอาไว้ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี จับสติไว้ให้ดี๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ "ขอให้ถือว่า อานาปานัสสติ นี่เป็นกรรมฐานแบบสาธารณะครับ ดีมากครับ ขอให้พยายามทำเถอะครับ อย่าไปคิดเรื่องจริต ให้กำหนดลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ามีบริกรรมภาวนาว่า พุท นะครับ หายใจออกมีคำบริกรรมภาวนาว่า โธ จึงได้ความว่า พุท โธ พุท โธ พุท โธ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกว่าโธ ถ้าไม่พุท ไม่โธ ไม่ได้หรือ ได้ครับ ได้เหมือนกัน แต่ทำไมถึงพุท ถึงโธล่ะ เอาเถอะครับ พระนามของพระพุทธเจ้า พุทโธ แปลว่าผู้รู้ ผู้เบิกบาน เป็นพระนามอันหนึ่งของพระพุทธเจ้า พ่อเรา เอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาบริกรรม เป็นมงคลดีครับ เหมาะมากครับ ผมชอบที่สุดครับ ขอให้พวกเรานึกอย่างนั้นเถอะครับ เพราะฉะนั้น ถือเอาคำว่า พุทโธ พุทโธ นี่มาเป็นคำบริกรรมมรรคภาวนา บางคนอาจจะบอกว่า มันขัดกับจริต เพราะจริตของผมอย่างโน้น อย่างนี้ ผมบอกแล้วไงครับว่าทิ้งเสียก่อนครับ ไอ้เรื่องตำรา เรื่องจริต ทิ้งไป อย่าเอามาพูดกัน เรามุ่งหน้ามุมานะจะเอาให้ได้อย่างเดียว อะไรไม่สน จริตไม่เกี่ยว เรามุมานะจะเอาอย่างเดียว" หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย " ยอมรับ มันทั้งนั้น...ทั้งใจดี ใจชั่ว เพราะมัน... เป็นของมัน อย่างนั้น." ----------------------------------------------------------------- หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง. ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................. ปฏิบัติบูชา เป็นส่วนสำคัญที่พระองค์ได้ทรงสรรเสริญว่า จะยังพระศาสนาให้ดำรงอยู่ได้ การปฏิบัติธรรมที่สมควรแก่ธรรม คือการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นการปฏิบัติธรรมที่จะทำให้เข้าถึงโลกุตรธรรม ธรรมที่พ้นโลก อันนี้คือแก่นของพุทธศาสนาที่พวกเราทั้งหลายจะต้องเข้าถึง ถึงจะดับทุกข์ให้ตัวเองได้ การปฏิบัติธรรมเจริญสติปัฏฐาน ๔ ระลึกพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนือง ๆ ด้วยความเพียร ด้วยความรู้สึกตัว ด้วยสติ ละความยินดียินร้ายออกไป กำหนดพิจารณาเวทนาในเวทนาอยู่เนือง ๆ กำหนดพิจารณาจิตในจิตอยู่เนือง ๆ ระลึกกำหนดพิจารณาธรรมในธรรมอยู่เนือง ๆ ด้วยอาตาปีคือความเพียร สัมปชาโนความรู้สึกตัว สติมาคือระลึกได้ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก คือละความยินดียินร้ายออกไป ระลึกรู้กาย ก็วางเฉยต่อกาย ระลึกรู้เวทนา ก็วางเฉยต่อเวทนา กำหนดดูจิต ก็วางเฉยต่อจิต กำหนดพิจารณาธรรมทั้งหลายรูปนาม ก็วางเฉยต่อรูปนาม ฉะนั้นโดยที่สุดเราก็ต้องฝึก ทำแล้ว ทำให้มาก เราก็มีโอกาสที่จะได้ดวงตาเห็นธรรม ทำความรู้สึกตัวให้ได้อยู่เนือง ๆ ไม่ว่าเราฟังอยู่ก็หัดรู้สึกตัวขึ้น พอเรามีความรู้สึกตัว เราก็จะมีสติมารู้กายรู้ใจตัวเอง มองก็มองอย่างรู้สึกตัว เคลื่อนไหวก็เคลื่อนไหวอย่างรู้สึกตัว ทำอะไรก็รู้สึกตัว เข้ามารู้กายรู้จิต โดยเฉพาะเข้าไปรู้จิตผู้รู้ จะทำให้จิตเราหมดความทุกข์ จิตที่ขาดสติปัญญา ขาดการปล่อยวาง จิตก็จะปรุงแต่งไปต่าง ๆ คิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้ ปรุงแต่ง แล้วก็เกิดความ ฟุ้งซ่าน เร่าร้อน วิตกกังวล ก็เพราะว่าเราไม่ได้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม #ฉะนั้นขณะที่จิตใจเราแล่นไปด้วยความคิดนึกปรุงแต่ง #เป็นทุกข์ #เราก็รู้สึกตัวขึ้นมา #เห็นจิตกำลังคิดนึก #รู้ตัว #ปล่อยวาง #เห็นจิตกำลังรู้สึกสุขทุกข์ #วิตกกังวล #ฟุ้งซ่าน #มันก็รู้สึกตัว #ปล่อยวาง #ละวาง #รู้สึกตัวทีไรรู้จักวาง #รู้สึกตัวทีไรวาง #โดยเฉพาะรู้สึกตัวเข้าไปถึงจิตผู้รู้ #จิตผู้รู้ก็จะวาง #มันก็จะแยกตัว #จิตหนึ่งคิดนึกปรุงแต่ง #จิตหนึ่งเป็นผู้รู้ รู้ละ รู้ปล่อย รู้วาง #จิตนั้นก็จะไม่ถูกปรุงแต่ง เข้าถึงความเป็นพุทธะ เข้าถึงสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป นั่นคือความดับทุกข์ ธรรมบรรยาย ประทีปทอง นาทีธรรม ทำอย่างไรจะเข้าถึงโลกุตรธรรม ............................. ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|