ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

รักษาศีล 5
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66768
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 22 มิ.ย. 2026, 11:28 ]
หัวข้อกระทู้:  รักษาศีล 5

“..อย่าพึงเข้าใจว่าศาสนาเป็นสมบัติของพระพุทธเจ้า และเป็นสมบัติของพระสาวกองค์หนึ่งองค์ใด แต่เป็นสมบัติของผู้รักใคร่สนใจปฏิบัติทุกๆ คน ที่มุ่งประโยชน์จากศาสนา พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายท่าน ไม่ทรงมีส่วนอะไรกับศาสนาที่ประทานไว้สำหรับโลกเลย อย่าไปเข้าใจว่าพระองค์และสาวกทั้งหลาย จะพลอยมีส่วนดีและมัวหมองไปด้วย จะปฏิบัติผิดหรือถูกประการใดก็เป็นเรื่องของเราเป็นรายๆ ไป มิได้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..สงสารมนุษย์ที่มัวเพลิดเพลินกับเงาไม่เข้าเรื่องราวกับเด็กอมมือ ตายแล้วก็จะล่มจมกันที่น่าเสียดายและสงสารมาก แต่ช่วยอะไรไม่ได้ พากันทำตัวเหมือนสัตว์ที่เขาขังไว้ต้มแกงเป็นอาหาร ยังมัวเพลินกันอยู่ ดูซิ สัตว์ที่เขากำลังจูงไปฆ่ามันรู้ตัวเมื่อไร ยังเพลินกัดหญ้าไปตามทาง ถ้ามันรู้จะไม่เพลินกัดหญ้าเป็นอันขาด นอกจากมันจะไล่ขวิดไล่ชนคนที่จูงมันพุงทะลุไปในเวลานั้นเท่านั้น คนที่เชื่อธรรมที่ให้ความปลอดภัยไร้ทุกข์แก่สัตว์โลก ก็เป็นคนประเภทสัตว์ที่รู้ตัวว่าเขากำลังจูงไปฆ่านั่นเอง จะไม่ประมาทนอนใจ รีดไถกอบโกยกันแบบสัตว์กัดกินหญ้าตามทางในเวลาที่เขาจูงไปฆ่า จะงดสิ่งเลวร้ายมหาภัยแก่ตนและผู้อื่นทันทีไม่ชักช้า ก้มหน้าทำแต่ความดีงามสุจริตยุติธรรมต่อกันถ่ายเดียว โลกก็สงบร่มเย็นเพราะต่างเห็นใจกัน..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






“ไม่พึงทำดี เพื่อเอาความดีมาเสริมตัวตน
แต่พึงสละตน เพื่อเสริมความดี” ...
...
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)






“..#กัมมัฏฐานอานาปานสติการกำหนดพิจารณากำหนดลมหายใจนั้น จะไปแทรกอยู่ทุกกัมมัฏฐาน จะบริกรรมภาวนาก็ดี จะพิจารณาก็ดี ในเมื่อจิตสงบลงไป ปล่อยวางอารมณ์ที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่จิตจะไปรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ในเมื่อจิตตามรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นปกติ จิตเอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ สติเอาลมหายใจเป็นสิ่งระลึก ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามปกติของร่างกาย เมื่อสติไปจับอยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจก็เป็นฐานที่ตั้งของสติ ลมหายใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาย สติไปกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น..”

กตฺตสีโลวาท
พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒–๒๔๘๔)





“..สงสารมนุษย์ที่มัวเพลิดเพลินกับเงาไม่เข้าเรื่องราวกับเด็กอมมือ ตายแล้วก็จะล่มจมกันที่น่าเสียดายและสงสารมาก แต่ช่วยอะไรไม่ได้ พากันทำตัวเหมือนสัตว์ที่เขาขังไว้ต้มแกงเป็นอาหาร ยังมัวเพลินกันอยู่ ดูซิ สัตว์ที่เขากำลังจูงไปฆ่ามันรู้ตัวเมื่อไร ยังเพลินกัดหญ้าไปตามทาง ถ้ามันรู้จะไม่เพลินกัดหญ้าเป็นอันขาด นอกจากมันจะไล่ขวิดไล่ชนคนที่จูงมันพุงทะลุไปในเวลานั้นเท่านั้น คนที่เชื่อธรรมที่ให้ความปลอดภัยไร้ทุกข์แก่สัตว์โลก ก็เป็นคนประเภทสัตว์ที่รู้ตัวว่าเขากำลังจูงไปฆ่านั่นเอง จะไม่ประมาทนอนใจ รีดไถกอบโกยกันแบบสัตว์กัดกินหญ้าตามทางในเวลาที่เขาจูงไปฆ่า จะงดสิ่งเลวร้ายมหาภัยแก่ตนและผู้อื่นทันทีไม่ชักช้า ก้มหน้าทำแต่ความดีงามสุจริตยุติธรรมต่อกันถ่ายเดียว โลกก็สงบร่มเย็นเพราะต่างเห็นใจกัน..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






“ไม่เป็นไร อดทนได้ ลืมเสียเถิด” ...
เวลาจะโกรธใคร ไม่พอใจใคร ก็บริกรรม
คำนี้ ... หายเลย ดีขึ้นทันที เราต้องมีความ
เมตตาต่อกันและกัน แต่สิ่งสำคัญคือ
ความอดทน ขอให้เข้าใจว่าความอดทน
เป็นกำไรชีวิต ถ้าเป็นบางเรื่องนี้ที่เรารู้สึก
ไม่น่าสนใจ น่าเบื่อ อย่าให้จิตใจไปตกร่อง
มีความคิดปรุงแต่งว่าไม่อยากอยู่ตรงนี้
ไม่ชอบอย่างนี้ ทำไมจะต้องอย่างนี้ อันนี้
เรียกว่าปรุงแต่ง ปรุงแต่งก็คือเอาความคิด
แค่นิดเดียวว่าไม่ชอบ อย่าไปคิดต่อให้เป็น
เรื่องเป็นราว นี่คือทรมานตัวเอง เพราะไม่รู้จัก
ปล่อยวางความคิด ...
“ความอดทน” พระพุทธเจ้าสอนว่า
เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน
เป็นเครื่องมือในการฝึกตนที่ดีที่สุด
เพราะการมีความอดทนแล้ว ความดีข้ออื่น ๆ
จะเกิดขึ้นและเจริญ ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร






“..สงสารมนุษย์ที่มัวเพลิดเพลินกับเงาไม่เข้าเรื่องราวกับเด็กอมมือ ตายแล้วก็จะล่มจมกันที่น่าเสียดายและสงสารมาก แต่ช่วยอะไรไม่ได้ พากันทำตัวเหมือนสัตว์ที่เขาขังไว้ต้มแกงเป็นอาหาร ยังมัวเพลินกันอยู่ ดูซิ สัตว์ที่เขากำลังจูงไปฆ่ามันรู้ตัวเมื่อไร ยังเพลินกัดหญ้าไปตามทาง ถ้ามันรู้จะไม่เพลินกัดหญ้าเป็นอันขาด นอกจากมันจะไล่ขวิดไล่ชนคนที่จูงมันพุงทะลุไปในเวลานั้นเท่านั้น คนที่เชื่อธรรมที่ให้ความปลอดภัยไร้ทุกข์แก่สัตว์โลก ก็เป็นคนประเภทสัตว์ที่รู้ตัวว่าเขากำลังจูงไปฆ่านั่นเอง จะไม่ประมาทนอนใจ รีดไถกอบโกยกันแบบสัตว์กัดกินหญ้าตามทางในเวลาที่เขาจูงไปฆ่า จะงดสิ่งเลวร้ายมหาภัยแก่ตนและผู้อื่นทันทีไม่ชักช้า ก้มหน้าทำแต่ความดีงามสุจริตยุติธรรมต่อกันถ่ายเดียว โลกก็สงบร่มเย็นเพราะต่างเห็นใจกัน..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





ถ้าเราพยายามฝึกฝนจิตใจของเรา
ให้ได้ชิมรสของความสงบระงับ
เราอาจจะถึงขั้นที่ความคิดทั้งหลายดับไป
หายไปชั่วคราว ในขณะที่จิตนิ่ง
ความคิดไม่มี แม้ความรู้สึกว่าร่างกาย
อาจหายไป หลายสิ่งหลายอย่างที่คนทั่วไป
เชื่อมั่นเหลือเกินว่านี่คือตัวเราโดยแท้
ในขณะที่จิตใจใสสะอาด นิ่งสว่างสิ่งนั้น
ไม่ปรากฏ และเรายังอยู่ได้ และมีความสุข
อย่างยิ่งด้วย คือความรู้สึกว่าอุดมสมบูรณ์
ไม่ขาดอะไรเลย

ผลคือออกจากภาวะนี้แล้ว พิจารณา
ประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ความยึดมั่นถือมั่น
ในความคิด ความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์
ต่าง ๆ ในบุคลิก นิสัยใจคอ หลายสิ่งหลายอย่าง
ย่อมลดน้อยลง เพราะเราได้พิสูจน์กับตัวเองว่า
ถึงเราจะไม่คิด ถึงจะไม่มีอารมณ์ ถึงจะไม่มี
อะไรมากระตุ้นความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ เราอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่ดีอย่างยิ่งด้วย
...
พระอาจารย์ชยสาโร






เราไปอยู่ ณ สถานที่ใด อยู่ห่างไกลจากครูบาอาจารย์ ไม่ได้มาวัด ตื่นเช้ามาเราก็ไหว้พระ กราบพระ พุทโธ ธัมโม สังฆัง นิพพานัง จากนั้นก็ อะระหัง สวากขาโต สุปฏิปันโน กราบ จากนั้นก็ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ๓ จบ แล้วก็ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สังฆัง ทุติ ตะติ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง จากนั้นก็ ปาณาติปาตา ข้าพเจ้าขอสมาทานศีล ๕ วันนี้วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ตั้งใจว่าข้าพเจ้าจะสมาทานศีล ๕ วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เวลาวันนี้

จากนั้นก็สมาทานศีลตั้งนะโม ๓ จบ แล้วก็พุทธัง ธัมมัง สังฆัง จากนั้นก็ อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทามิ สะมาทิยามิ นั่นล่ะ สะมาทิยามิ อันสุดท้าย ข้าพเจ้าขอสมาทาน ไม่ใช่พระสงฆ์ให้ศีล ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ให้ศีล พระสงฆ์ครูบาอาจารย์นำสมาทาน สะมาทิยามิทุกข้อจนถึง สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ แล้วก็ อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานศีล อิมานิ ปัญจะแปลว่า ๕ อิมานิ ปัญจะ สิกขา สิกขาบท ปะทานิ สะมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานศีล ๕ ทั้ง ๕ สิกขาบทนี้ กล่าวถึง ๓ จบ ก็เป็นศีลแล้วนะ

จากนั้นก็รักษาศีล สำรวมกายวาจาให้เรียบร้อยเป็นผู้มีศีล แล้วอานิสงส์ศีลจะคุ้มครอง สีเลนะ สุคะติง ยันติ ผู้จะมีความสุขได้เพราะศีล สีเลนะ โภคะสัมปะทา ผู้จะมีโภคสมบัติร่มเย็นเป็นสุขได้เพราะศีล สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ผู้จะไปสู่นิพพานได้ก็เพราะศีล พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนั้น
ต่อไปศรัทธาญาติโยมอยู่ ณ สถานที่ใดทางไกล ไม่ได้เห็น ไม่ได้อยู่กับพระสงฆ์ ก็สมาทานศีลเองอย่างนี้ จากนั้นก็รักษาศีลทั้ง ๕ ข้อ ก็เป็นศีลแล้ว

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “อดนอนผ่อนอาหาร นิสัยพระกรรมฐาน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/