ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

รักษากาย รักษาวาจา
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66770
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 23 มิ.ย. 2026, 19:38 ]
หัวข้อกระทู้:  รักษากาย รักษาวาจา

“..ชีวิตของคนเรามันไม่นานนะ กาลเวลาไม่อยู่ที่เดิม
วันนี้มันก็กินไปแล้ว หมดไปแล้ว กินไปตลอดวันตลอดคืน
กินไปเรื่อยๆ มันไม่หมดไปเฉพาะเดือน เฉพาะปีเท่านั้น
สังขารเราก็ร่วงโรยไปด้วย เช่น ผมเดี๋ยวนี้ผมยังไม่หงอก ต่อไปมันจะหงอก
มันจะแก่ หูแก่ ตาแก่ เนื้อหนังมังสาไปด้วย แก่ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่แหละท่านถึงว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันแก่ไป ตายไป
ฉะนั้น ขอให้พากันเชื่อมั่นในตนเอง ยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัย
ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





“..ทุกคนเกิดมาก็ต้องการพ้นความทุกข์ทั้งนั้น คือต้องการดับกรรมนั่นเอง แต่ดับไม่ถูก เหมือนกับไฟฟ้านั่นแหละ ไฟฟ้าโรงใหญ่ มันติดเครื่องดังอยู่ตุบๆ ส่งกระแสไฟกระจายอยู่ทั่วไปหมด ผู้ต้องการดับไฟไปดับหลอดเล็กหลอดน้อย มันดับได้เฉพาะหลอดเท่านั้น แต่ไฟต้นตอมันยังเดินอยู่ ถ้าดับต้นตอมันก็ดับวูบหมดด้วยกัน ถึงเปิดมันก็ไม่ติดอีกฉันใด กรรมก็ฉันนั้น ตัวกรรมนั้นเป็นต้นเหตุ ถ้าจะดับทุกข์ ก็ต้องดับกรรมอันเป็นต้นเหตุอย่างที่อธิบายแล้ว เมื่อไม่กระทำกรรม คือใจไม่กระทำ มันก็หมดเรื่องกันไป มันก็ดับหมดเท่านั้นแหละ มีใจอยู่ตราบใด มันต้องทำอยู่ตราบนั้น ถ้าดับตัวใจ ไม่มีใจแล้ว กรรมมันก็ดับหมด ไม่ไปต่อที่ไหน มันไม่เกิดอีกก็ไม่มีกรรมอีก จึงต้องฝึกหัดให้เห็นตัวใจที่แท้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)





“..ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้ นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้นจะไม่ต้องรักษาใจแม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตายนักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก ถ้าเป็นศีลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด ส่วนอาตมามิใช่คนตายจะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้ ต้องรักษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรมสมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





"เสื่อมจงรู้ตาม เจริญจงรู้ตาม เผลอหรือไม่เผลอ
จงตามรู้ทุกอาการ จึงจัดว่าเป็นนักค้นคว้าความรู้เท่า
ในอาการเกิดๆ ดับๆ ของสิ่งเหล่านี้ ด้วยปัญญาเสมอไป
นั่นแล จัดว่าเป็นผู้รู้เท่าทันโลก และเรียนโลกจบ
จึงจะพบของเจริง"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





“บุญนั้นไม่สามารถเอาอะไรมาวัดชั่งได้
บางบุคคลทำบุญไปแล้วมีความปลื้มปิติยินดี
จนน้ำตาไหล ใจมีความสุขจนร่างกายสะเทือน
ใจก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีน้ำหนักเท่าไหร่ บอกไม่ได้ เป็นเรื่องของตนเองที่จะรับรู้ว่าใจมีความสุขแค่ไหน
สบายแค่ไหน เพราะ บุญมันอยู่ที่ใจ”

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป





ธรรมที่แท้จริง
...
“เรื่องธรรมะที่แท้จริงนั้น ต้องทิ้งเหตุทิ้งผล
คือธรรมะมันสูงกว่านั้น ธรรมะที่พระพุทธองค์
ท่านตรัสรู้ ระงับกิเลสทั้งหลาย ได้นั้นมันอยู่
นอกเหตุเหนือผล ไม่อยู่ในเหตุ อยู่เหนือผล
ทุกข์ มันจึงไม่มี สุข มันจึงไม่มี ธรรมนั้นท่าน
เรียกว่า ระงับ ระงับเหตุ ระงับผล
ถ้าพวกใช้เหตุผลอยู่อย่างนี้ เถียงกันตลอด
จนตาย ก็ไม่ถึงธรรม” ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)




“..ชีวิตของคนเรามันไม่นานนะ กาลเวลาไม่อยู่ที่เดิม
วันนี้มันก็กินไปแล้ว หมดไปแล้ว กินไปตลอดวันตลอดคืน
กินไปเรื่อยๆ มันไม่หมดไปเฉพาะเดือน เฉพาะปีเท่านั้น
สังขารเราก็ร่วงโรยไปด้วย เช่น ผมเดี๋ยวนี้ผมยังไม่หงอก ต่อไปมันจะหงอก
มันจะแก่ หูแก่ ตาแก่ เนื้อหนังมังสาไปด้วย แก่ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่แหละท่านถึงว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันแก่ไป ตายไป
ฉะนั้น ขอให้พากันเชื่อมั่นในตนเอง ยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัย
ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





“..ทุกคนเกิดมาก็ต้องการพ้นความทุกข์ทั้งนั้น คือต้องการดับกรรมนั่นเอง แต่ดับไม่ถูก เหมือนกับไฟฟ้านั่นแหละ ไฟฟ้าโรงใหญ่ มันติดเครื่องดังอยู่ตุบๆ ส่งกระแสไฟกระจายอยู่ทั่วไปหมด ผู้ต้องการดับไฟไปดับหลอดเล็กหลอดน้อย มันดับได้เฉพาะหลอดเท่านั้น แต่ไฟต้นตอมันยังเดินอยู่ ถ้าดับต้นตอมันก็ดับวูบหมดด้วยกัน ถึงเปิดมันก็ไม่ติดอีกฉันใด กรรมก็ฉันนั้น ตัวกรรมนั้นเป็นต้นเหตุ ถ้าจะดับทุกข์ ก็ต้องดับกรรมอันเป็นต้นเหตุอย่างที่อธิบายแล้ว เมื่อไม่กระทำกรรม คือใจไม่กระทำ มันก็หมดเรื่องกันไป มันก็ดับหมดเท่านั้นแหละ มีใจอยู่ตราบใด มันต้องทำอยู่ตราบนั้น ถ้าดับตัวใจ ไม่มีใจแล้ว กรรมมันก็ดับหมด ไม่ไปต่อที่ไหน มันไม่เกิดอีกก็ไม่มีกรรมอีก จึงต้องฝึกหัดให้เห็นตัวใจที่แท้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)







คนไม่มีความรู้ แต่เขาไม่ทำชั่ว
ดีกว่าคนที่มีความรู้มาก แต่นำ
ความรู้นั้นๆ ไปใช้ในทางที่ชั่ว
คนรู้น้อย แต่เขาพยายามสร้าง
แต่ความดี ย่อมนำความเจริญมาให้
แก่หมู่คณะ ตลอดถึงประเทศชาติได้ ...
...
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์
ยติคณิสสร บวรสังฆาราม อรัณยวาสี
(หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี) วัดหินหมากเป้ง






ทุกข์ในการหาอาหารเลี้ยงชีพนั้น อย่างหนึ่ง
ทุกข์ด้วยจิตใจ อย่างหนึ่ง
คนรวยทุกข์กว่าคนจน ก็มีถมเถไป
ไม่ใช่ว่าคนรวย จะสุขเลยทีเดียว

เหตุนั้น พุทธศาสนา จึงสอนทุกชั้น ทุกหมู่
ทั้งคนจน คนมี ให้มีที่พึ่งทางใจ คือ
หัดทำความสงบอบรมใจ ให้มีเวลาพักผ่อน

ถ้าทุกข์กลุ้มใจอย่างเดียว
ก็ไม่มีหนทาง จะพ้นจากทุกข์ได้
คนถือพุทธศาสนา ถึงแม้จะทุกข์กาย
แต่เขายังเบิกบานใจอยู่
เพราะเขามีที่พึ่งทางใจ ...
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง





“..ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้ นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้นจะไม่ต้องรักษาใจแม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตายนักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก ถ้าเป็นศีลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด ส่วนอาตมามิใช่คนตายจะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้ ต้องรักษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรมสมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





#พิจารณากาย_พิจารณาใจ
"... สิ่งทั้งหลายทั้งหมด..ใจถึงก่อน ใจเป็นรากฐาน ใจเป็นประธาน มันไม่ได้เป็นเพราะอื่น เราปล่อยใจมันอ่อน มันก็อ่อน
ต่อไปอย่าให้มันอ่อนนะ ทำใจให้เข้มแข็ง พิจารณาให้หมดที่ได้อธิบายให้ฟังแล้ว

สังขารร่างกายอันนี้ไม่ใช่เป็นตัวของเรา ถ้าเป็นตัวของเรามันก็ไม่เป็นไปเพื่อโรคเพื่อภัยน่ะซิ เราอยากหายโรคหายภัยก็ต้องทำใจให้สงบ
ถ้าใจเราสงบ โรคภัยทั้งหลายมันก็หายไป เรื่องมันเป็นยังงั้น

ถ้าใจไม่สงบแล้ว มันไปก่อกรรมก่อเวรอยู่งั้น ก่อภัยอยู่ยังงั้นมันก็ไม่หมดซักที ความจะหมดภัยเกิดเพราะจิตของเราไม่มีภัย
จะหมดกรรมเพราะจิตของเราไม่มีกรรม จะหมดความชั่วก็เพราะใจของเราไม่มีความชั่ว จะหมดทุกข์ก็เพราะจิตเราไม่ทุกข์ แน่ะ เป็นยังงั้น มันหมดตรงนี้ ..."

#คือจิตของเราไม่ทุกข์แล้วจะเอาอะไรมาทุกข์ล่ะ..!!
#จิตของเราไม่ชั่วจะเอาความชั่วมาจากไหนล่ะ_มันก็ไม่มีน่ะซี.

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระอาจารย์ฝั้น_อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๔๒ - ๒๕๒๐)







“เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นคนดี มีฉันทะในการ
บำเพ็ญคุณงามความดีอยู่เสมอ ผลดี
คือความสุขความเจริญ ย่อมจักบังเกิดขึ้น
แก่บุคคลผู้สั่งสมเหตุอันดีงามไว้แล้ว
เสมือนบุคคลผู้หว่านพืชเช่นไร ก็ย่อม
ได้รับผลเช่นนั้นนั่นเอง”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
(อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก






"...ทุกข์ในการหาอาหารเลี้ยงชีพนั้น อย่างหนึ่ง
ทุกข์ด้วยจิตใจ อย่างหนึ่ง
คนรวยทุกข์กว่าคนจน ก็มีถมเถไป
ไม่ใช่ว่าคนรวย จะสุขเลยทีเดียว
เหตุนั้น พุทธศาสนา จึงสอนทุกชั้น ทุกหมู่
ทั้งคนจน คนมี ให้มีที่พึ่งทางใจ คือ
หัดทำความสงบอบรมใจ ให้มีเวลาพักผ่อน
ถ้าทุกข์กลุ้มใจอย่างเดียว
ก็ไม่มีหนทาง จะพ้นจากทุกข์ได้
คนถือพุทธศาสนา ถึงแม้จะทุกข์กาย
แต่เขายังเบิกบานใจอยู่
เพราะเขามีที่พึ่งทางใจ..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






“..ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้ นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้นจะไม่ต้องรักษาใจแม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตายนักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก ถ้าเป็นศีลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด ส่วนอาตมามิใช่คนตายจะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้ ต้องรักษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรมสมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/