| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| ความผันผวน http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66877 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 24 ส.ค. 2026, 13:32 ] |
| หัวข้อกระทู้: | ความผันผวน |
“..สุขกับทุกข์เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน มันสามารถพลิกกลับไปกลับมาได้ ด้วยเหตุนี้เวลาจะมีความสุขกับอะไรหรือใครก็ตาม อย่าเพลินกับความสุขจนท่วมท้นใจ หรือหมดเนื้อหมดตัวไปกับอารมณ์เหล่านั้น ควรเผื่อใจไว้รับมือกับความผันผวนปรวนแปรที่ไม่ถูกใจเรา วันนี้ทุกอย่างเป็นไปตามใจหวัง แต่พรุ่งนี้อาจกลายเป็นตรงกันข้าม..” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) "...จะประพฤติปฏิบัติดีวิเศษขนาดไหน คนที่ไม่ชอบใจเขาก็ตำหนิ จะชั่วเสีย ขนาดไหน คนที่ชอบใจเขาก็สรรเสริญ เรื่องของโลก เอาแน่นอนจริงจังไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น แต่ไหนแต่ไรมา แต่จิตของเรามันหวั่นไหวหรือไม่ ถูกเขาสรรเสริญเยินยอ เราลุ่มหลง เพลิดเพลินไปตามลมปากของเขาไหม ถูกเขาตำหนินินทา เราเสียใจเหี่ยวแห้ง เศร้าหมองไหม เราตรวจตราพิจารณาภายในเรื่องของเรา ถ้ารู้เท่า เรื่องสรรเสริญและเรื่องนินทา มันมีมาแต่ไหนแต่ไร จิตของเราไม่ลุ่มหลง เสียอย่าง มันก็สุขสบาย.." หลวงปู่สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร “ให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยการบริจาค ฝากทรัพย์ของตนไว้ เช่น ให้ทานในฐานะ ที่ตนพอจะทำได้ แต่การสละนั้นทางพระท่าน แสดงไว้ว่าเป็นอริยทรัพย์ ให้ผลในชาตินี้ และชาติหน้า ถ้าเราไม่เสียสละเช่นนั้น ทรัพย์ในโลกนี้ทั้งหมดก็ให้ผลแค่ชีวิตหนึ่ง ตายแล้วก็สาปสูญ ไม่สามารถจะนำไปใช้สอย ในโลกหน้าได้ ผู้มีปัญญานำทรัพย์ไปฝากไว้ ในธนาคารชนิดที่เรียกว่า 'นาบุญ' เมื่อตน ได้จาคะสละไปแล้ว นั่นแลเรียกว่า 'อริยทรัพย์' จะได้เกิดผลข้างหน้า ไม่ว่าแต่ทรัพย์เลย คนในประเทศหนึ่ง จะข้ามแดนไปอีกประเทศหนึ่ง เพียงเท่าภาษา ที่พูดก็ใช้ไม่ได้ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงสอน ภาษาต่างประเทศให้เราอีกชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า สวดมนต์ ไหว้พระ เจริญเมตตาภาวนา จะได้มีภาษาไปใช้สอยในโลกหน้า” ... คำสอน ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ศรัทธาความเชื่อของคนนั้น ถ้าเชื่อผิด ก็เท่ากับก้าวไปในทางผิด ครึ่งทางแล้ว ถ้าเชื่อถูก ก็เท่ากับก้าวไป ในทางที่ถูกครึ่งทางแล้วเช่นเดียวกัน ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงได้สอนย้ำ ให้เชื่อกรรม หมายถึง ความดีความชั่ว ว่ามีผลที่ผู้ทำจะต้องเป็นผู้รับ เมื่อเชื่อ ดังนี้แล้ว ก็จะไม่ก้าวไปในทางชั่ว หรือทางอันตรายแน่ ... พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร #ในเวลานั่งสมาธิ. มีสิ่งที่ควรจะต้องสนใจอยู่ ๒ ประการ คือ.. ๑. ประคองลมให้อยู่กับคำภาวนา อย่าเอาเรื่องอื่นเข้ามาคิด และอย่าส่งใจออกไปหาเรื่องข้างนอก ๒. ตั้งใจฟังคำอธิบายในเรื่องของการนั่ง แต่ในการฟังนี้บางครั้งก็อาจจะลืมลมไปบ้าง แต่ก็ไม่สู้จะเป็นไรนัก เพราะเรื่องราวที่ฟังอยู่นั้น อาจจะมาช่วยกันได้ เมื่อหยุดจากการฟังก็แล้วจะเหลือแต่ภาระสิ่งเดียว ที่เรียกว่า ภาวนากิจ กิจ คือ.. การงานที่กระทำ ภาวนา คือ.. ความดีอันหนึ่งซึ่งจะทำให้เกิดมีขึ้นในตน ภาวนากิจ นี้ ก็มีจุดหมายสำคัญอยู่ ๒ อย่าง คือ ๑. หาทางให้จิตสงบ ๒. ให้จิตเกิดความสบาย" """"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""' #พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ #พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔) "ท่านพ่อลี ธมฺมธโร" อบรมสมาธิ ตอนบ่าย ณ ศาลาหลวงพ่อทรงธรรม วัดอโศการาม ๒๐ กันยายน ๒๔๙๙ #ธรรมะพรรษากาล๒๕๖๙ Th/En "...ครอบครัวนี้ คือ เอาคนสองคนมาเดินไปพร้อม ๆ กันนะ การเดินทางของเรา เราต้องเอาทางวิทยาศาสตร์ เอาทางใจไปพร้อม ๆ กันอย่างนี้ ทุกคนนี่ยกเลิกตัวตน มันถึงจะเป็นครอบครัวได้ ประเทศเราน่ะ มีทุจริตอยู่ ๖๐ - ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ขนาดหลวงตามหาบัวทำผ้าป่าช่วยชาติ อย่างนี้ คนเห็นด้วยไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังทำให้ประเทศไปได้ อย่างนี้ ตั้งแต่ก่อนน่ะ ประเทศไทยเกือบเจ๊ง เดี๋ยวนี้มีเงินมากที่สุดของตั้งแต่เป็นประเทศ ทองคำก็มีเยอะ อย่างนี้ ตัวตนนี้ มันถึงเอามาใช้งานไม่ได้ ถ้าเรามีตัวมีตนน่ะ ไม่มีความสงบ อบอุ่น โยมน่ะ ไปสร้างครอบครัว ทุกคนต้องเหมือนกับปลูกต้นไม้นี่ ไปบ่นว่าต้นไม้มันไม่งามไม่ได้ เห็นด้วยมั้ย มันต้องบ่นให้เจ้าของ เหมือนกับทิด__น่ะ ทิด__บ่นให้ตั้งแต่ลูก จนหลวงพ่อหูอื้อหมดเลย หลวงพ่อว่าไปบ่นให้ทำไม ลูกน่ะ ถ้าเราไม่ไปเอาเมีย จะมีลูกให้บ่นเหรอ โง่แล้วยังไม่ยอมจบโง่เลย คนเราก็ต้องแก้ที่ตัวเอง ไปแก้ที่คนอื่นน่ะ ถ้าฟันไม่หาย ก็ดีแล้ว เห็นด้วยมั้ย เห็นด้วยมั้ย คนเราน่ะ ถ้าคิดดี มันก็ดีทันทีเลยนะ ถ้าพูดดี ก็ดีทันที ถ้ากิริยามารยาทดี ก็ดี ถ้าเรายกเลิกตัวตน นิพพานมันก็อยู่ที่ปัจจุบันนั่นน่ะ ด้วยเหตุผลนี้น่ะ ทุกคนต้องเน้นมายังที่ตัวเราอย่างพระพุทธเจ้าก็เน้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ก็เช่นเดียวกัน อย่างพระเจ้าอยู่หัวของประเทศ ก็เน้นมายังพระเจ้าอยู่หัวของประเทศ อย่างนายกรัฐมนตรี ก็เน้น ถ้าไปเน้นที่คนอื่น มันคอรัปชั่น ๖๐ -๗๐ เปอร์เซ็นต์นะ เห็นด้วยมั้ย อย่างพวกเด็ก ๆ อย่างนี้น่ะ เน้นมายังตัวเรา เห็นมั้ยนั่งฟังเทศน์น่ะ ก็เอาแต่กระดูกกระดิก เอาแต่ง่วงน่ะ เนอะ ต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาภายนอกให้มันได้ก่อน เพราะใจของเรามันเป็นนามธรรม เขาต้องเน้นที่กาย ถ้ากฎหมาย ถ้าเราไม่เอากฎหมายน่ะ ธรรมนูญก็ไม่มี เราต้องรู้เข้าใจ อย่างหลวงพ่อเป็นอย่างนี้ ก็เพราะหลวงพ่อบวชมา ๕๖ ปีแล้ว ตั้งแต่บวชมาไม่เอาตังค์สักบาทน่ะ ฉันข้าววันละครั้ง ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูโทรทัศน์ ไม่มีมือถือ ไม่เล่นไลน์ ไม่เล่นอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก เขาแต่งตั้งให้หลวงพ่อเป็นเจ้าคุณ ก็เซ็นสัญญาบอกว่าไม่ต้องเอาเจ้าคุณ ตำแหน่งที่เราจะได้น่ะ ไม่ใช่ตำแหน่งที่คนอื่นจะมาตั้ง เห็นด้วยมั้ย เราต้องรู้เข้าใจอย่างนี้..." หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม วันเสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ ◇◇◇◇◇◇◇ #DhammaDuringtheRainsRetreat2026 ...A family means bringing two people together to walk forward side by side. On our journey through life, we must bring science and the development of the mind together. Everyone has to let go of self-centredness. Only then can there truly be a family. In our country, corruption amounts to sixty or seventy percent. Even when Luangta Maha Bua organised the Pha Pa to Help the Nation, fewer than fifty percent of the people agreed with what he was doing. Yet it was still enough to help keep the country moving forward. In the past, Thailand was almost bankrupt. Now the country has more financial reserves than at any time since it became a nation, and it also has a great deal of gold. This sense of self is something we cannot put to good use. If we are full of self-centredness, there can be no peace and no warmth. When you build a family, it is like growing a tree. You cannot complain that the tree is not flourishing. Do you agree? You have to complain to the person who is looking after it. It is like Thit __. Thit __ complained to me about everything concerning his child until my ears were ringing. I said, ‘Why are you complaining about your child? If you had never taken a wife, would you have a child to complain about? You were foolish, and yet you still refuse to put an end to your foolishness!’ We have to correct ourselves. If we keep trying to correct other people, we are lucky enough not to lose any tooth.(cause someone may give us a big punch on the face.) Do you agree? Do you agree? For us human beings, if we think well, goodness arises immediately. If we speak well, goodness arises immediately. If our conduct and manners are good, that is good. If we let go of self-centredness, Nibbāna is right here in the present moment. For this reason, everyone has to place the emphasis upon themselves. The Buddha placed the emphasis upon the Buddha himself. The arahants did the same. For the King of a country, the emphasis must be upon the King himself. For the Prime Minister, the emphasis must be upon the Prime Minister. If we keep placing the emphasis upon other people instead, corruption reaches sixty or seventy percent. Do you agree? The same applies to you children. Place the emphasis upon yourselves. Look at yourselves sitting here listening to the Dhamma—you keep fidgeting and getting sleepy, don’t you? You have to know and understand. First, you have to get the external conduct right, because the mind is intangible. Therefore, the emphasis has to begin with the body. If we do not uphold the law, there can be no constitution. We have to know and understand this. As for me, I am the way I am because I have been ordained for fifty-six years. Ever since I ordained, I have never handled even a single baht. I eat one meal a day. I do not read newspapers. I do not listen to the radio or watch television. I do not have a mobile phone. I do not use LINE, the internet, or Facebook. When they wanted to appoint me to the ecclesiastical title of Chao Khun, I signed a written statement saying that I did not want the title. The position we truly attain is not a position that other people can appoint us to. Do you agree? We have to know and understand in this way... Luang Phor Gunhah Sukhakāmo Wat Pah Subthawee Dhammaram Saturday, 22 August 2026 #ใจดีใจสบาย #ธรรมะใจดีใจสบาย #หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม #วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม #LuangPhorGunhah_Sukhakamo #JaideeJaisabaai #WatSubthawee “ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป” บุคคลที่ทำบาปนี้น่ารังเกียจเพราะไปสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น และตนเองนั่นเอง เป็นสิ่งที่ควรละอาย ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรที่จะมาเชิดชูยกย่อง เป็นสิ่งที่ควรจะประณามกัน ผู้ที่ทำบาปนี้ถ้ารู้ว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย ไม่ได้ทำให้ตนวิเศษ จึงควรที่จะมีความละอายในการกระทำบาป ก็จะไม่กล้ากระทำบาป แล้วก็ให้ระลึกถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำบาป ว่าจะทำให้สูญเสียมนุษยทรัพย์ ความเป็นมนุษย์ไป และจะทำให้ต้องไปใช้หนี้ เวลาที่ตายไปแล้วจะต้องไปใช้หนี้ในอบาย ขึ้นอยู่กับการกระทำบาปต่างๆ ว่าทำด้วยวิธีใดด้วยเหตุผลใด ทำบาปด้วยความหลง ก็จะไปใช้หนี้ด้วยการไปเป็นเดรัจฉาน ทำบาปด้วยความโลภ ก็จะไปใช้หนี้ด้วยการไปเป็นเปรต ทำบาปด้วยความกลัว ก็จะไปใช้หนี้ด้วยการเป็นอสูรกาย ทำบาปด้วยความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาทเคียดแค้น ก็จะไปใช้หนี้ด้วยการไปตกนรก นี่คือโอตตัปปะ คือกลัวผลของบาปที่จะตามมา จะรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ก็ต้องมีพระพุทธศาสนามาสั่งสอนเรา ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา เราจะไม่รู้ว่าทำบาปแล้วได้อะไร อาจจะคิดว่าทำบาปแล้วได้ดิบได้ดีก็มี สมัยนี้มีคำพูดอยู่เรื่อยๆว่า “ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป” อันนั้นเป็นเพราะว่าเขาไปมองผลที่อื่นไป เขาไม่ได้มองผลที่จิตใจ เขาไปมองผลที่ลาภยศสรรเสริญสุขกัน สมัยนี้คนเราต้องการลาภยศสรรเสริญสุขกัน ต้องการเงินทอง ต้องการตำแหน่ง ต้องการรางวัล ต้องการความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย พอไปทำบาปก็ได้เงินมาเยอะ ไปฉ้อโกงไปลักทรัพย์ ก็เอาเงินนี้มาซื้อต่างๆ ได้ ซื้อตำแหน่งได้ ซื้อรางวัลได้ ซื้อรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆได้ ก็เลยทำให้คนหลงผิดไป คิดว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำชั่วนี้ได้ดีมีถมไป เพราะทำดีนี้อาจจะไม่ได้ตำแหน่งไม่ได้เงินได้ทองมา ได้มาก็อาจจะได้น้อย ไม่เหมือนกับการทำบาป ก็เลย คนเลยนิยมทำบาปกัน เพราะคิดว่าทำบาปแล้วกลับได้ดี ทำบุญไม่ได้ดี ทำบาปได้ดีมีถมไป เป็นความคิดของคนสมัยนี้ คนพวกนี้แสดงว่าเป็นคนที่ห่างจากศาสนา ไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่รู้ว่าผลบุญผลบาปนี้ไปเกิดที่ไหนกัน ไม่รู้ว่ามันเกิดที่จิตใจของผู้กระทำ จิตใจของผู้กระทำนี่แหละที่จะเป็นผู้รับผลของบุญของบาป ทำบาปก็นี่แหละ อย่างที่อธิบายให้ฟัง จะต้องได้ผลทางจิตใจ คือจิตใจจะกลายเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นนรกไปทันที ก็จะไม่มีความหิริโอตตัปปะ คนทำบาปสมัยนี้เชิดหน้าชูตาอยู่ได้ เพียงแต่อ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง นี่ก็หมดปัญหาแล้ว ฉันถูกเขากลั่นแกล้ง จะจับฉันเข้าคุกเข้าตะราง ฉันไม่ได้ทำผิด ทั้งๆ ที่ทำผิดก็ไม่มีใครไปรู้ได้ เพราะว่าถึงแม้ว่าศาลตัดสินว่าผิดก็ยังบอกว่าไม่ผิดอยู่นั่น เขาก็บอกว่าศาลก็ถูกซื้อได้เหมือนกันแหละ พวกนี้ก็เลยไม่อายบาป ไม่มีความละอาย ไม่มีหิริโอตตัปปะ เพราะทำบาปแล้วมันก็ยังลอยนวลได้อยู่ ยังเชิดหน้าชูตาได้อยู่ อยู่อย่างปลอดภัยได้อยู่ เพราะกฎหมายนี้ กำลังของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถไปจับตัวมาลงโทษได้นั่นเอง อันนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้โลกทุกวันนี้สับสนกัน ทำให้คิดว่าทำดีไม่ได้ดีเสียแล้ว ทำบาปกลับได้ดีมีเยอะแยะไป ก็เลยไม่มีใครคิดอยากจะทำความดี มีแต่คิดอยากจะทำบาปกัน อันนี้เป็นเพราะไม่ได้เข้ามาศึกษาพระศาสนานั่นเอง ไม่ได้เป็นชาวพุทธที่แท้จริง ถ้าเป็นชาวพุทธก็เป็นพุทธที่เปลือกเท่านั้นเอง คือมาวัดก็เพื่อที่จะมากราบพระ ไหว้พระ หรืออาจจะถวายสังฆทานสักหน่อย เพื่อจะได้ขอให้เจริญในลาภยศสรรเสริญสุข ให้มีอายุยืนยาวนาน สุขภาพแข็งแรง อะไรต่างๆ เท่านั้นเอง อันนี้ไม่ได้เข้าถึงศาสนา ถ้าเข้าถึงศาสนานี้ต้องเข้าถึงพระธรรมคำสั่งคำสอน ต้องรู้ว่าอนันตริยกรรมเป็นอะไร ต้องรู้ว่าความกตัญญูกตเวทีนี้เป็นอะไร ต้องรู้ว่าหิริโอตตัปปะมีไว้ทำไม อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องศึกษากัน ต้องได้ยินได้ฟังกันถึงจะเข้าใจ เมื่อเราเข้าใจถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการทำบุญทำบาปว่าเราจะได้อะไรแล้ว เราก็จะเข้าใจหลักธรรมต่างๆ เหล่านี้ได้เราจะเข้าใจว่าการทำบุญนี้ไม่สูญเปล่า การทำบาปก็ไม่สูญเปล่า มีผลเหมือนกัน ผู้ที่รับผลก็คือจิตใจ ในขณะที่ทำบาป ในขณะที่มีชีวิตอยู่ใจก็จะทุกข์ ตายไปก็จะต้องไปรับผลบาปในอบาย ถ้าทำบุญใจก็จะมีความสุขในขณะที่มีชีวิตอยู่ แล้วเวลาตายไปก็จะไปรับผลบุญในสวรรค์ชั้นต่างๆ ๖ ชั้นด้วยกัน. ธรรมะหน้ากุฏิ วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี เกิดกะทุกข์ แก่กะทุกข์ เจ็บกะทุกข์ ตายกะทุกข์ พระพุทธเจ้าเพิ่นว่าไว้ ต้องพ้อกันทุกคน เวลามีลมหายใจให้เร่งปฎิบัติเอา ถ้าเบิ้ดลมหายใจแล้วกะสิเฮ็ดบ่ได้ ........ โอวาทธรรม หลวงพ่อสมศรี อตฺตสิริ วัดป่าเวฬุวนาราม อ.วังสะพุง จ.เลย บางคนบอกว่า “โลกนี้วุ่นวายเหลือเกิน ไม่อยากกลับมาเกิด ฉันพอ พอแล้ว” ความคิดอย่างนี้ดีไหม ... ขอตอบว่า แล้วแต่เจตนา ความปรารถนาที่จะออกจากวัฏสงสาร มีสองประเภท หนึ่ง ปรารถนาเพราะเห็นโทษ ในการเวียนว่ายตายเกิดตามความเป็นจริง สอง ปรารถนาเพราะเบื่อหน่าย ประเภทที่สองเป็นอาการของ วิภวตัณหา คือ ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ความปรารถนา อย่างนี้ ไม่เกิดผลที่ต้องการ เพราะตัณหา ย่อมเพิ่มความผูกพันอยู่เสมอ ไม่สามารถ นำไปสู่การหลุดพ้นได้ ข้อนี้สำคัญมาก นักปฏิบัติควรสังเกตว่าถ้ายึดไว้ซึ่งอารมณ์ ไม่ชอบ รังเกียจ เบื่อหน่ายสิ่งใดแล้ว แม้แต่ สิ่งนั้นไม่ดีก็ตาม นั่นคืออาการของกิเลส ไม่ใช่ทางออกจากทุกข์ หลวงพ่อชาเคยสอนว่า โลกคืออารมณ์ หลงโลกคือหลงอารมณ์ จะออกจากโลก ต้องออกจากอารมณ์ การไม่เกิดที่ควรสนใจ ศึกษา จึงอยู่ที่การฝึกให้รู้จักวิธีไม่เกิด เป็นเจ้าของอารมณ์ ... ... สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี พระอาจารย์ชยสาโร ..เมื่อเรามาพิจารณาดูแล้ว เมื่อเรามีชีวิตอยู่เราก็จะพยายามขวนขวายที่จะทำคุณงามความดีให้ได้ตามกำลังของตนเป็นดีที่สุด สิ่งใดที่ไม่ดีไม่งามอันเป็นบาปเป็นกรรม เราก็ควรละควรปล่อยควรวางเสียสละไปเรื่อยๆ มันก็จะได้คุณงามความดีไปเรื่อยๆ อันนี้เป็นผลบุญที่พวกเราจะทำเอา ใครจะทำวันใดก็แล้วแต่ ทำมากทำน้อยก็แล้วแต่ศรัทธา ให้เต็มใจเสียก่อน เต็มใจแล้วจึงมีศรัทธา ทำบุญทำทานการกุศลได้ด้วยความเต็มใจพอใจ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ยิ่งเห็นคนอื่นเขาทำแล้วเราไม่ได้ทำเราก็อนุโมทนาด้วย บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา เหมือนเห็นคนถวายสิ่งของเราก็สาธุ อนุโมทนาด้วย ก็เรียกว่าบุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวาย ก็คือการชักชวนให้บุคคลอื่นที่ไม่เคยทำบุญได้มาทำบุญ เมื่อได้ทำบุญแล้วก็ได้มารักษาศีลเป็นผู้มีศีล มีศีลดีแล้วก็ให้เจริญเมตตาภาวนาฝึกฝนอบรมจิตใจให้สงบ ก็จะต้องสอนตามขั้นตอนอย่างนี้สำหรับผู้ที่มีปัญญา ให้รู้จักทางถูกทางผิด สอนให้รู้จักมีสติปัญญาแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น.. ..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป.. รักก็เป็นทุกข์ เกลียดก็เป็นทุกข์ ทำอย่างไรจะได้พ้นทุกข์ คิดซะว่าใครทำอะไร ก็ได้อย่างนั่นเนาะ “มัชฌิมา” ทำใจให้เป็นกลาง อภัยเขาเถอะ เขาผิดพลาด เราก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน พออภัยแล้ว "จิตว่าง" เราก็พ้นทุกข์ได้เนาะ ... โอวาทธรรม หลวงปู่จื่อ พันธมุตฺโต วัดเขาตาเงาะอุดมพร อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|