| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| ศีล สมาธิ ปัญญา http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66911 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 14 ก.ย. 2026, 05:12 ] |
| หัวข้อกระทู้: | ศีล สมาธิ ปัญญา |
#เรื่องของการปฏิบัติ..!! "... การปฏิบัติควรสำเหนียกใน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ว่าเป็นไปได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ศีล เป็นเหตุแห่งสมาธิ สมาธิเป็นเหตุแห่งปัญญา ปัญญาเป็นเหตุแห่งวิมุตติ ความหลุดพ้นจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ฉะนั้น จึงขอฝากไว้แก่ผู้ปฏิบัติ ให้พิสูจน์ด้วยตนเอง คือ ให้ปฏิบัติเกิดผลขึ้นในตัวเองเสียก่อน จึงจะพิสูจน์ได้ดี สงบ นั้น มีอยู่หลายอย่าง จิตสัมปยุตด้วย ศีล สงบอย่างหนึ่ง มีความสุขอย่างหนึ่ง จิตสงบไปด้วยสมาธินั้น ย่อมสงบอีกอย่างหนึ่ง มีความสุขอย่างหนึ่ง จิตสงบไปด้วยกำลังของปัญญามีความสุขอีกอย่างหนึ่ง ความสงบของดวงจิตที่เป็นวิมุตติ นั้นอีกอย่างหนึ่ง มีความสุขพิเศษไปอีกอย่างหนึ่ง เรื่องเหล่านี้ผู้ปฏิบัติชอบผลมากกว่าเหตุ ไม่ต้องการละกิเลสของตัวที่มีอยู่ด้วยข้อปฏิบัติ ต้องการแต่ดีแต่เด่นในสังคมทั่วๆ ไป แต่เอาสัญญาอารมณ์ของของท่านผู้อื่นมาเป็นของตัวเสีย โดยมากย่อมตกอยู่ในคำที่ว่า พาหิระปัญญา รู้จำ ไม่รู้แจ้ง ฉะนั้น เมื่อท่านต้องการความจริงของธรรมทั้งหลายแล้ว จึงควรยกจิตของตนขึ้นสู่ธรรมหมวดนี้ คือ สัมมาสมาธิ เสียก่อน เพราะเป็นการรวมกำลังจิตของตนได้เป็นอย่างดี กำลังทั้งหมดในโลกย่อมเกิดขึ้นด้วยการหยุดการก้าวไปนั้นเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเอง ตัวอย่างเช่น เราเดิน มันย่อมเกิดกำลังขึ้นจากเท้าที่เหยียบหยุดหรือพูดย่อมเกิดกำลังจากการหยุด ถ้าพูดไม่มีหยุด ไม่ขาดคำ อย่าว่าแต่เสียกำลังเลย แม้จนภาษาที่พูดก็ไม่เป็นภาษาคน ผู้ปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ถ้าสมาธิมากปัญญาน้อย ท่านเรียกว่า เจโตวิมุตติ ถ้าสมาธิน้อยปัญญามาก ท่านเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ ดังนี้ เหตุนี้ ผู้ต้องการความพ้นทุกข์จะไม่มีสมาธิเลยเป็นไม่มีหนทางเป็นไปได้เลย ..." """"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""' #พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ #พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔) “..ธรรมะ ธรรมชาติ..ธรรมะ หรือ ธัมโม ต้องเรียนเอา มาจากธรรมชาติ เห็นความเกิด ความแปรปรวนของสังขารประกอบด้วยไตรลักษณ์ เป็นนักปฏิบัติกรรมฐานอย่าเชื่อหมอมากนัก ให้เชื่อธรรม เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม จึงจะดี ธรรมะทั้งหมดชี้เข้าที่กายกับจิต เพราะกายและจิตนั่นแหละ เป็นคัมภีร์เดิม เป็นคัมภีร์ธรรมะที่แท้จริง ภูเขา ทะเล สายน้ำ แผ่นดิน แผ่นฟ้า เห็นไปดูไปก็ไม่มีความหมาย ให้เห็น แต่ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ เท่านั้นแล ทิฐิมานะนั่นแหละ เป็นภูเขาสูงหาที่ประมาณมิได้ โลกสันนิวาส มีความแปรปรวนตั้งเที่ยงอยู่เช่นนั้น แต่จิตของเรารักษาไว้ให้ดี อย่าให้ติด ถ้าไม่ติดก็ชื่อว่าเป็นสุข พิจารณาค้นกาย ตรวจกายถูกดีแล้ว ค้นดูกายถึงหลัก แลเห็นอริยสัจของจริงแล้ว เดินตามมรรคเห็นตัวสมุทัย เห็นทุกขสัจ ต้องทำจิตให้เป็นเอก ต้องสงเคราะห์ธรรมให้เป็นเอกเสมอ พระอรหันต์มีคุณอนันต์นับหาประมาณมิได้ พระอรหันต์ตรัสรู้ในตัวเห็นในตัวมีญาณแจ่มแจ้งดี ล้วนแต่เล่าเรียนธรรมชาติทั้งนั้น..” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) พระอาจารย์ชยสาโร ขอให้เราเสพ สิ่งทั้งหลายในโลก แบบกินปลา คือระมัดระวังก้าง อย่าให้มันติดคอ - - - - เราไม่จำเป็นต้องหนีโลก ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความสุข และไม่จำเป็นต้องปิดกั้นตัวเองจากสิ่งดี ๆ แต่เมื่อเสพสิ่งใด ต้องมี สติ รู้ว่าอะไรควรรับ อะไรควรวาง อะไรมีคุณ อะไรมีโทษ เพราะความสุขในโลกก็เหมือนปลา กินได้…แต่ต้องระวังก้าง เงิน ชื่อเสียง ความรัก ความสำเร็จ และความสุขต่าง ๆ ล้วนมีทั้งคุณและโทษ เสพได้ แต่อย่าหลง มีได้ แต่อย่ายึด ใช้ได้ แต่อย่าให้สิ่งที่มี กลับมาครอบครองใจเรา เพราะคนที่มีปัญญา ไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่ไม่กินปลา แต่คือคนที่ กินปลาเป็น และรู้จักระวังก้าง ครูบาอาจารย์ท่านยอมรับว่าทุกคน ต้องการความสุข แต่ท่านกลัวว่าเรา จะผิดหวัง ท่านจึงขอให้เราพิจารณา ให้ชัดเจนเสียก่อนว่าความสุขนั้นคืออะไร ไม่อย่างนั้นมันจะเหมือนกับการออกเดินทาง ไปเที่ยวประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยไม่รู้ว่า ประเทศนั้นมันอยู่ที่ไหน ไปอย่างไร ได้ยินแต่ ชื่อว่า สุขแลนด์ สุขแลนด์ แล้วคิดอยากไป “ฉันจะต้องไปสุขแลนด์ให้ได้” แต่พาสปอร์ต ก็ยังไม่มี เงินที่จะใช้จ่ายในการเดินทางก็ไม่มี คิดแต่อยากไป ตั้งต้นเดินวนสักพักหนึ่ง แล้วน้อยใจว่าไปไม่ถึงสักที ระย่อท้อแท้ แล้วกลับบ้าน ผู้ที่อยู่ในโลกยังครองเรือนอยู่ ท่านไม่ให้ ใช้ชีวิตเหมือนพระหรอก เพียงแต่ให้เปลี่ยน ความคิด หรือปรับมุมมองต่อความสุขใน ทางโลก ว่ามันเป็นแค่ของเสริมเป็นเปลือก ไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต และไม่ควรจะเป็น เป้าหมายของชีวิต นี่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ในทางพุทธศาสนา ผู้ที่ก้าวหน้าในธรรม ท่านคิดอย่างนี้ เชื่ออย่างนี้ ... สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี พระอาจารย์ชยสาโร “คนจำนวนมาก ทำบุญเพื่อให้..ตนดีใจ แต่ไม่ได้ทำบุญเพื่อให้..ใจตนดี” วาทะธรรมอันลึกซึ้งของท่านพุทธทาส… ในสังคมปัจจุบัน เรามักจะเห็นภาพผู้คนหลั่งไหลเข้าวัดทำบุญ บริจาคทรัพย์สินเงินทอง หรือเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ทุกครั้งที่ได้ตักบาตร ได้ถวายสังฆทาน หรือได้ควักเงินก้อนโตบริจาค ก็มักจะเกิดความรู้สึก "อิ่มเอิบใจ" และบอกตัวเองว่า “วันนี้เราได้ทำบุญแล้ว” แต่คำถามสำคัญที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้จุดประกายให้เรากลับมาทบทวนใจตัวเองก็คือ ความรู้สึกอิ่มใจนั้น… เป็นเพียงความ "ดีใจ" ชั่วครั้งชั่วคราว หรือมันได้เปลี่ยนให้เรากลายเป็น คนที่มี "ใจดี" ขึ้นมาจริง ๆ 1. "ตนดีใจ" : บุญที่ยังมี "ตัวกู-ของกู" หนุนหลัง ท่านพุทธทาสเคยชี้ให้เห็นว่า การทำบุญของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักแฝงไปด้วยลักษณะของการ "ลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน" เช่น ทำบุญร้อยบาทแต่ขอพรให้รวยล้านบาท, ทำบุญเพื่อให้อยากเด่น อยากดัง อยากได้คำชม หรือทำบุญเพราะอยากไปเสวยสุขในชาติหน้า …การทำบุญในลักษณะนี้ จิตใจจะจดจ่ออยู่กับ "ผลประโยชน์ของตัวเอง" เป็นหลัก เมื่อทำเสร็จแล้วจึงเกิดความ "ดีใจ" … ซึ่งความดีใจนี้เป็นเพียงอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นไปเพื่อสนองกิเลสและสร้าง "ตัวกู-ของกู" (อัตตา) ให้หนาแน่นขึ้นกว่าเดิม ยิ่งทำบุญแบบนี้ ใจก็ยิ่งหิวกระหายในบุญ ยิ่งทำก็ยังคงทุกข์ใจอยู่เหมือนเดิมเมื่อไม่เป็นไปตามที่หวัง 2. "ใจตนดี" : บุญที่แท้คือการ "ชำระกิเลส" ตามแนวทางพุทธศาสนาที่แท้จริง คำว่า "บุญ" แปลว่า เครื่องชำระล้างจิตใจให้สะอาด การทำบุญเพื่อให้ "ใจตนดี" จึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินบริจาคหรือความยิ่งใหญ่ของพิธีกรรม แต่วัดกันที่ "ความเห็นแก่ตัวที่ลดลง" เมื่อใดที่เราให้ทานด้วยความตั้งใจที่จะ "ละคลายความโลภ" เห็นคนอื่นลำบากแล้วสละทรัพย์เพื่อช่วยให้เขาพ้นทุกข์ โดยไม่ได้หวังให้ใครมาสรรเสริญ จิตใจของเราจะเกิดความเบา สงบ และสว่าง อารมณ์โกรธ อารมณ์หลง และความตระหนี่จะค่อย ๆ ถูกลบเลือนไป จิตใจจะมีความอ่อนโยนและมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง นี่คือลักษณะของจิตที่เรียกว่า "ใจดี" #ตามรอยท่านพุทธทาส อ้างอิงหลักคำสอนพระพุทธทาส |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|