วันเวลาปัจจุบัน 11 ต.ค. 2026, 06:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ต.ค. 2026, 15:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5629


 ข้อมูลส่วนตัว


"...สติที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว พระไตรลักษณ
ญาณจะเกิดขึ้นเอง รวมเรียกว่า ขันธ์๕
ลงสู่พระไตรลักษณ์โดยอัตโนมัติ

ยามที่พิจารณาไม่ชัด อย่าได้ท้อแท้ ท้อ
ถอย แต่ให้เข้าใจว่าที่ไม่ชัด เพราะ สติ
สมาธิเราอ่อนไป ให้ปล่อยวางการพิจารณา
นั้นเสีย แล้วให้มาอบรม สติ สมาธิให้มีกำลัง
มากขึ้น อย่าอยากให้รู้ชัดโดยลืมนึกไปถึง
สติ สมาธิของตน

ทางเดียวที่จะถอนอุปทานเสียได้
มีแต่พิจารณาในขันธ์ ๕
เมื่ออำนาจสติมีกำลังเพียงพอ อุปทาน
ก็ปล่อยวาง.ฝแล้วทุกข์จะมาจากไหน

วิปัสสนา ต้องพิจารณาลงที่ขันธ์ ๕
เมื่อเกิดก็เกิดจากธาตุ ๔ แตกสลายก็ลงที่
ธาตุ ๔ กลับไปกลับมา ตามสภาพของมัน
เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีตัวตนเราเขา หาแก่น
สาระอันใด ไม่ได้

สติ สมาธิ ปัญญา สมดุลย์กันโดยอัตโนมัติ
ปัญญา ย่อมก่อเกิด คือไม่ว่าจะเห็น จะรู้ อะไร
ทางอายตนะทั้ง ๖ พระไตรลักษณ์ จะเกิดขึ้น
พร้อมทั้งสาม

คำว่า สติสมบูรณ์
สติที่สมบูรณ์ไม่ต้องควบคุม รักษา แต่มัน
จะมีสติพอดีกับอารมณ์ ที่จะมาปรากฏขึ้นที่
จิตแล้วรู้เท่าทัน เพราะเหตุมาจากการที่เรา
ได้อบรมมาดีแล้ว ไม่มีส่งจิตออกนอกไปจาก
อารมณ์ที่ปรากฏขึ้น

จิตนั้น รู้แล้ว ก็วางเฉย บางที ก็เกิดสังเวช
ในเรื่องนั้นๆ เราไม่ต้องเอาสติ ไปควบคุมจิต
สติกับจิต มันได้สัดส่วนกัน มันคุมกันเอง
นี่เรียกว่าสติสมบูรณ์..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี






“ชีวิตผ่านไปพ้นเมื่อไรจะเรียกกลับคืนไม่ได้
กรรมไม่ดีทั้งหลายจะห้อมล้อมจนแหลกเหลว
ดังที่ปรากฏให้เห็นให้ได้ยินอยู่เสมอ ให้ขนลุก
ขนพองสยดสยองอยู่ไม่เว้นวาย
ชีวิตในอดีตชาติล่วงเลยไปแล้ว กรรมดี
กรรมชั่วก็ได้เป็นอันทำแล้วทั้งนั้น ไม่มีใคร
ที่จะไม่ได้ทำ แต่ชีวิตในอนาคตชาติกำลังใกล้
เข้ามาเป็นลำดับไม่นานนักก็จะถึง
เพราะชีวิตนี้นั้นน้อยนัก จบสิ้นง่าย
ชีวิตในภพชาติข้างหน้าต่างหากที่ยาวนาน
จนประมาณไม่ได้ ความสุขอันยาวนาน หรือ
ความทุกข์ที่ยืดเยื้อจะมีมาพร้อมกับชีวิต
ในชาติอนาคตแน่นอน
เรามีบุญที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้มีชาตินี้
มีชีวิตนี้ที่แม้จะน้อยนัก แต่ก็เป็นชีวิตเดียว
ที่สามารถจะพาเราหนีกรรมไม่ดีได้
และก็เป็นชีวิตเดียวที่จะพาเราไปสวรรค์ก็ได้
นิพพานก็ได้”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก






"... ใครไม่รู้จัก..ตัว ไม่รู้จัก..กาย
ไม่รู้จัก..ใจ ไม่รู้จัก..เงา ของตัวเอง นั่นคือ อวิชชา คนที่สำคัญว่า จิตเป็นตน ตนเป็นจิต จิตเป็นสัญญา ปนเปกันไปหมดเช่นนี้ เขาเรียกว่า..คนหลง คือ.. เหมือนกับคนที่หลงป่า

... การหลงป่านั้นย่อมจะต้องลำบาก
ทุกๆอย่าง ทั้งอันตรายในสัตว์ป่า ทั้งลำบากในเรื่องอาหารการกินและการหลับการนอน จะมองไปทางไหนก็หาทางออกไม่พบ
แต่ที่เรา..หลงโลก นี้ก็จะยิ่งร้ายไปกว่าหลงป่าตั้งหลายเท่า.. เพราะจะไม่รู้จักทั้งกลางวันกลางคืนและ ไม่ได้พบกับความสว่างไสวเลยเพราะดวงจิต.. มันมืดไปด้วยอวิชชา

...ฉะนั้นการที่เรามาทำความสงบอย่างนี้ก็เพื่อจะให้เรื่องราวต่างๆลดน้อยลง เมื่อเรื่องราวต่างๆน้อยไปแล้วจิตก็จะมีความสงบ
เมื่อจิตได้รับความสงบก็จะค่อยๆสว่างขึ้นในตัว เกิด..วิชชา เป็นความรู้ขึ้น ถ้าความยุ่งยากมากนัก ความรู้ก็จะไม่เกิดขึ้นได้นั่นเป็นความมืด ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)






“..สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้ จริงๆข้อนี้ขึ้นอยุ่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา จะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตามาทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์เพิ่มขึ้นทุกทีที่เรานำคำสอนมาทดสอบด้วยประสบการณ์ชีวิต เมื่อเห็นว่าคำสอนแต่ละข้อที่เราพิสูจน์ล้วนถูกต้องตามความจริง เราจึงไว้ใจและเชื่อมั่นในคำสอนเรื่องที่ยังมาไม่ถึงมากขึ้น

.

ชาวพุทธใช้เหตุผลง่ายๆ ตรงไปตรงมาว่า พระพุทธองค์ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง ยิ่งปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ยิ่งเข้าใจกระจ่างขึ้น ความทุกข์ยิ่งลดลง มีความสุขความพอใจในชีวิตมากขึ้น และยินดีที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่นมากกว่าเดิม

.

ชาวพุทธไม่ได้ยึดหลักศาสนาตามที่บัญญัติไว้ แต่เรานอบน้อมศรัทธาในพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นบรมแพทย์ผู้เยียวยาจิตใจและชี้ทางสู่ความพ้นทุกข์ ศรัทธาในพระธรรมว่าเป็นหนทางสู่ความหลุดพ้นอันแท้จริง ศรัทธาในพระสงฆ์ว่าเป็นแบบอย่างของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและเป็นครูบาอาจารย์ผู้ประเสริฐ

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ





"...กิเลสแท้ ธรรมแท้ อยู่ที่ใจ
ส่วนเครื่องส่งเสริมและกดถ่วง
กิเลสและธรรมนั้น มีอยู่ทั่วไป
ทั้งภายในและภายนอก...

ฉนั้น ท่านจึงสอนให้หลบหลีก
ปลีกตัวจากสิ่งยั่วยวนกวนใจ
อันจะทำให้กิเลสที่มีอยู่ภายใน
นั้นกำเริบลำพอง มีรูป เสียง
เป็นต้น...

และสอนให้อยู่ในที่วิเวก สงัด
เพื่อกำจัดกิเลสชนิดต่างๆด้วย
ความเพียรได้ง่ายขึ้น อันเป็นการ
ย่นวัฎฏะภายในใจให้สั้นเข้า..."

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 143 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร