วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2020, 10:00  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 455 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 25, 26, 27, 28, 29, 30, 31  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




images2.jpg
images2.jpg [ 4.72 KiB | เปิดดู 2581 ครั้ง ]
ต้มยำเห็ดมะพร้าวอ่อน น้ำข้น

ส่วนผสม :

1. เห็ดฟาง 500 กรัม
2. มะพร้าวอ่อน 1 ลูก
3. ตะไคร้ 5 ต้น
4. ข่า 1 แง่ง
5. ใบมะกรูด 1 ก้าน
- มะนาวประมาณ 3 ลุก
- พริกขี้หนู 25 เม็ด
- ผักชีฝรั่ง 1 มัด
- นมสด 1 กระป๋อง
- น้ำพริกเผา 1 ขีด
- แครอท 1 หัว
- มะเขือเทศ 2 ลูก



วิธีการทำ :

- ปอกมะพร้าวแยกน้ำไปต้ม ใชช้อนตักเอาชิ้นขนาดพอประมาณ
- จากนั้นใส่เห็ดลงต้ม ใส่ข่า ตะไคร้ แครอทตามลงไป
- พอเดือดจึงใส่นมสด น้ำพริกเผา เกลือป่นเล้กน้อย ซีอิ้วขาว น้ำมะนาว พริกขี้หนู ให้ได้รสเปรียวเค็มเผ็ดก่อนปิดไฟ แล้วจึงใส่ผักชีฝรั่ง ตามลงไป เสร็จขั้นตอนการปรุง


.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 14:38, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




2008512.jpg
2008512.jpg [ 17.3 KiB | เปิดดู 2569 ครั้ง ]
ดอกไม้จีนผัดเห็ดหอม

ส่วนผสม :

ดอกไม้จีนแช่น้ำให้นิ่ม 1 ถ้วย

เห็ดหอมปรุงรสหั่นเสี้ยว 4 ดอก

ขื้นฉ่ายหั่นท่อนสั้น 1 ต้น

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุปผัก 1 ถ้วย

น้ำมันพืช 4-5 ช้อนโต๊ะ




วิธีการทำ :

1. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่ดอกไม้จีน ผัดให้ทั่ว

2. ใส่น้ำซุป เห็ดหอม ผัดจนดอกไม้จีนสุก

3. ปรุงรสด้วยน้ำตาล ซีอิ๊วขาว ผัดเคล้าให้ทั่ว ปิดไฟ ยกลงตักใส่จาน โรยขึ้นฉ่าย เสิร์ฟ



.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 17:59, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1431346.jpg
1431346.jpg [ 18.57 KiB | เปิดดู 2568 ครั้ง ]
เต้าหู้ทรงเครื่อง

ส่วนผสม :

เต้าหู้หลอด 2 หลอด

เห็ดหอมปรุงรสหั่นชิ้นเล็ก 3 ดอก

เห็ดฟาง 7 ดอก

ขึ้นฉ่ายหั่นยาว 2 นิ้ว 1 ต้น

ฟองเต้าหู้แช่น้ำ 1/2 แผ่น

กุ้งเจ 1/4 ถ้วย

แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำ 1/2 ถ้วย

น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ




วิธีการทำ :

1. ล้างเห็ดฟาง เฉือนโคนที่สกปรกออก ผ่าครึ่ง

2. หั่นเต้าหู้เป็นท่อนยาว 2 นิ้ว นำไปนึ่งประมาณ 15 นาที

3. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เห็ดหอม เห็ดฟาง ฟองเต้าหู้ กุ้งเจ น้ำ ผัดให้ทั่ว ใส่น้ำตาล ซีอิ๊วขาว

4. ละลายแป้งสาลีกับน้ำใส่ ผัดสักครู่ ใส่ขึ้นฉ่าย ราดบนเต้าหู้ที่เตรียมไว้



.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 18:01, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




348094336.jpg
348094336.jpg [ 53 KiB | เปิดดู 2582 ครั้ง ]
ตำขนุนอ่อน

ส่วนผสม :

ขนุนอ่อนลูกเล็ก 1 ลูก

ใบมะกรูด 8 ใบ

โปรตีนเกษตรแช่น้ำสับ 1 ถ้วย

น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ

มะเขือเปรี้ยวลูกเล็ก 10 ลูก

ผักชี 2 ต้น



เครื่องปรุง

ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ ซอสถั่วเหลืองปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา




วิธีการทำ :

ปลอกขนุนอ่อน ฝานเอาแต่เนื้อในหั่นเป็นชิ้นๆ ลงต้มในน้ำเดือดจนเนื้อสุก ยีให้แหลก ตั้งกระทะคั่วน้ำพริกแกงเผ็ด จนหอม ใส่โปรตีนเกษตรสับละเอียด ลงผัด พร้อมเครื่องปรุง มะเขือเปรี้ยว ใบมะกรูด ใส่เนื้อขนุนที่ยีแล้วลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยด้วยผักชี ถ้าชอบเผ็ดรับประทานกับพริกขี้หนูแห้งทอด


.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 14:42, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




8746278.jpg
8746278.jpg [ 14.76 KiB | เปิดดู 2531 ครั้ง ]
ยอดมะพร้าวผัดกุ้ง

ส่วนผสม :

ยอดมะพร้าว 200 กรัม

เห็ดหอมปรุงรส 2 ดอก

เห็ดฟาง 5 ดอก

กุ้งเจ 1/2 ถ้วย

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ




วิธีการทำ :

1. ล้างยอดมะพร้าว หั่นชิ้นพอคำ หั่นเห็ดหอมเป็นชิ้นเล็ก

2. ล้างเห็ดฟาง เฉือนโคนที่สกปรกออก หั่นแว่นบาง

3. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่ยอดมะพร้าว กุ้ง เห็ดหอม เห็ดฟาง น้ำ ผัดให้ทั่ว ใส่น้ำตาล ซีอิ๊วขาว พอสุกทั่วปิดไฟ



.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 22:22, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




3534808.jpg
3534808.jpg [ 15.03 KiB | เปิดดู 2584 ครั้ง ]
กะหล่ำปลีตุ๋นเห็ดหอม

ส่วนผสม :

กะหลำปลี 1 หัว

เห็ดหอมปรุงรส 4 ดอก

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา

น้ำ 2 ถ้วย

น้ำมันพืชสำหรับทอด 1 ถ้วย




วิธีการทำ :

1. ล้างกะหล่ำปลี ผ่าเป็นสี่ส่วน ใส่กระชอน พักไว้

2. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่กะหล่ำปลี ทอดสักครู่

3. วางกะหล่ำปลีในถ้วยตุ๋น ใส่เห็ดหอม

4. ผสมซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาล น้ำ คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันดี ราดบนกะหล่ำปลี นำไปตุ๋นประมาณ 30 นาที



.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 14:59, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




9736473.jpg
9736473.jpg [ 14.51 KiB | เปิดดู 2580 ครั้ง ]
เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม

ส่วนผสม :

เต้าหู้ขาวชนิดอ่อนหั่นสี่ทอด 2 แผ่น

สาหร่าย (ชนิดทำข้าวห่อสาหร่าย) 1 แผ่น

เห็ดหอมแช่น้ำให้นิ่มตัดก้านแข็งออก 10 ดอก

พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 5 ช้อนโต๊ะ

น้ำแช่เห็ดหอม 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุปผัก 4 ถ้วย




วิธีการทำ :

1. ใส่เต้าหู้ น้ำซุป น้ำแช่เห็ดหอม เห็ดหอม ใส่ลงในหม้อ

2. ใส่พริกไทย น้ำตาล ซีอิ๊วขาว ลงในหม้อเต้าหู้ ยกขึ้นตั้งไฟ

3. ตุ๋นประมาณ 30 นาที ฉีกสาหร่ายใส่ ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อน ๆ



หมายเหตุ

จะหั่นแครอทเป็นชิ้นเล็กยาว ใส่ตุ๋นร่วมด้วยก็ได้



.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 15:06, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1228512.jpg
1228512.jpg [ 17.56 KiB | เปิดดู 2583 ครั้ง ]
กะหล่ำปลีห่อไส้

ส่วนผสม :

กะหล่ำปลีเฉพาะใบลวกสุก 6 ใบ

เต้าหู้ขาวชนิดแข็งหั่นชิ้นเล็ก 4 แผ่น

แห้วหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก 10 หัว

เห็ดหอมเเช่น้ำให้นิ่ม 5 ดอก

แครอทหั่นเป็นเส้นยาว 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุปผัก 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันเห็ดหอม 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ




วิธีการทำ :

1. เฉือนโคนแข็งเห็ดหอมออก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

2. ผสมเต้าหู้ แห้ว เห็ดหอม แครอท น้ำตาล น้ำซุป ซีอิ๊วขาว น้ำมันเห็ดหอม เคล้าเข้าด้วยกัน

3. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องปรุงข้อ 2 ผัดให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวโพด ผัดให้สุกข้น ยกลง สำหรับเป็นไส้

4. แผ่กะหล่ำปลีลงบนจาน ตักส่วนผสมไส้ใส่ ห่อให้มิด จัดใส่จาน นำไปนึ่งในน้ำเดือด ไฟแรง ประมาณ 20 นาที



.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 14 มิ.ย. 2009, 15:02, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




80990.jpg
80990.jpg [ 27.36 KiB | เปิดดู 2668 ครั้ง ]
ชีวิตใคร ใครก็รัก

จากข่าว เมื่อเวลา09.00 น. วันที่9 พฤศจิกายน 2550ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า
สุดเวทนาควายหนีตายจากโรงเชือดคลั่งสะบัดหลุดหนีกระเจิงวิ่งหนีข้ามอำเภอ ตกใจขวิดดะ คนเชือด-ชาวบ้านโชคร้ายถูกขวิดบาดเจ็บ สุดท้ายหนีไม่รอดถูกจับเชือดตาย
มีควายหลุดออกจากโรงฆ่าสัตว์และไล่ขวิดคนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณโรงฆ่าสัตว์ ต.นรสิงห์ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง หลังจากรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ระหว่างทางที่จะไปโรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวพบควายเพศเมีย อายุประมาณ 10 ปีวิ่งบนถนนสายป่าโมก-อ่างทองหมู่ 3 ต.จำปาหล่ออ.เมือง จ.อ่างทอง โดยวิ่งมาแบบบ้าคลั่งและไล่ขวิดดะ

นอกจากนั้นยังมีรถกระบะและรถจักยานยนต์ของเจ้าของควายขับตามมา และพยายามที่จะจับ

ระหว่างนั้นควายตัวดังกล่าวจนมุมถูกเจ้าของมัดไว้กับรถกระบะ แต่ควายตัวดังกล่าวยังไม่หมดฤทธิ์ ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด แต่สุดท้ายก็ถูกลากขึ้นรถ จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังหมู่1 ต.จำปาหล่ออ.เมือง หลังทราบว่าควายดังกล่าวขวิดคนงานได้รับบาดเจ็บสาหัส และเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พบเพียงประชาชนยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อคือ นายประมวล พิมพ์พรหม อายุ 35 ปีอยู่บ้านเลขที่ 22 หมู12 ต.หนองสวิงอ.เกษตรพิสัย จ.ร้อยเอ็ด ถูกนำส่งโรงพยาบาลป่าโมกไปก่อนหน้านี้

ดังนั้นจึงเดินทางไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลพบว่าภายในห้องฉุกเฉิน นอกจากพบนายประมวลนอนทำแผลแล้ว ยังมีคนถูกควายขวิดอีก 1 คน ทราบชื่อต่อมาคือ นายยาเซม อายุ 33 ปีชาวพม่า ถูกควายขวิดก้นและน่องซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ สวนนายประมวลถูกขวิดเข้าที่หลัง สะโพก และศีรษะแตก

นายยาเซมกล่าวว่า

เป็นคนงานอยู่ที่โรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว ก่อนเกิดเหตุนำควายเพศเมีย อายุประมาณ 10 ปีออกมาจากคอก เพื่อที่จะเชือด แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเมื่อควายดังกล่าวสะบัดคมมีดและหลุดวิ่งออกจากโรงฆ่าสัตว์ ตนและพวกคนงานจึงออกติดตาม จนกระทั่งมาเจอที่ ต.นรสิงห์และพบว่าควายตัวดังกล่าวอยู่บนถนน และเมื่อเห็นตนจึงวิ่งเข้ามาหา ตนพยายามวิ่งหนี แต่ไม่พ้น ถูกขวิดได้รับบาดเจ็บ

ส่วนนายประมวลกล่าวว่า

เป็นคนงานแบกกระสอบข้าวสาร ระหว่างเกิดเหตุได้มาซื้อของที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ระหว่างเดินทางกลับโรงงาน พบว่าควายวิ่งมาและมีคนขับรถตาม ตนจึงหลบลงข้างทาง แต่ควายตัวดังกล่าวกลับวิ่งเข้ามาขวิดตนจนล้มและขวิดอีกครั้ง

ด้านนางสาลี่หริ่มสืบ กล่าวว่า

ขณะที่นายประมวลมาซื้อของที่ร้านค้าของตน และเมื่อออกจากร้านไปไม่ถึง 10 เมตรก็เห็นควายวิ่งมาอย่างน่ากลัว และตรงเข้าขวิดนายประมวลต่อหน้าลูกค้าหลายคน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ เพราะต่างคนก็กลัว

“เกิดมาก็เพิ่งเห็นเหตุการณ์น่ากลัวแบบนี้เป็นครั้งแรก เหตุการณ์แบบนี้ตนคิดว่าควายก็คงจะหนีเอาชีวิตรอด เพราะรู้ว่าจะต้องถูกเชือด ดังนั้น จึงพยายามดิ้นรน เพื่อเอาตัวรอด และเมื่อเห็นคนอยู่ข้างหน้า ก็นึกว่าเป็นศัตรู จึงตรงเข้าทำร้ายดังกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่าสุดท้ายควายตัวดังกล่าวหนีไม่รอด หลังจากที่คนงานนำกลับเข้าโรงเชือดได้ และก็ถูกเชือดในอีก 30 นาทีต่อมา

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 02:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




a333.jpg
a333.jpg [ 99.07 KiB | เปิดดู 2799 ครั้ง ]
อมิตาพุทธ เขียน:
walaiporn เขียน:
บัวศกล เขียน:
วันคล้ายวันเกิดเหรอ จึงทำอาหารถวายมากเป็นพิเศษ


:b48: :b48: :b48: :b48: :b48:




อิอิ .. รู้ด้วย .. ช่ายยย ..

วันนี้เลี้ยงค่ะ .. เชิญเลือกทานตามสบาย :b16:

เอ๋... วันเกิดคุณน้ำเหรอครับ :b10:
งั้น Happy Birthday to คุณน้ำ ด้วยครับ :b37: :b37: :b37: :b17:
ขอให้มีความสุขมากๆ ทั้งทางโลก ทางธรรม ครับ :b8:

ผมก็เพิ่งเกิดผ่านมาได้ไม่กี่สัปดาห์นี่เอง :b29:


สุขสันต์วันเกิดเช่นเดียวกันค่ะ :b37: :b37: :b37:

พรใดที่ให้มา .. ขอพรนั้นกลับไปส่งผลถึงคุณด้วยค่ะ :b36: :b36: :b36:



วันนี้โพสเยอะเป็นพิเศษ .. :b9:

เพียงต้องการมอบสิ่งดีๆให้กับทุกๆคนค่ะ :b17:

ตอนนี้น้ำมองเห็นว่า .. อะไรๆก็ไม่เที่ยง ... เผื่อพรุ่งนี้ไม่ตื่นขึ้นมาค่ะ :b16:

:b30: :b30: :b30: :b30: :b30:


ลืมบอกค่ะ ข้อมูลเกือบจะทั้งหมดนำมาจาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?i ... g&group=38

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 09:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




plant.jpg
plant.jpg [ 53.6 KiB | เปิดดู 2652 ครั้ง ]
เรื่องผักๆ

ผัก-แหล่งวิตามินและเกลือแร่ราคาถูก

ผักเป็นอาหารประเภทที่รวมอยู่ในอาหารหลัก 5 หมู่ ที่เราควรจะกินกันทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ในสมัยก่อนการเลือกซื้อผักมักจะดูใบผักอย่างพิถีพิถันว่ามีรูเพื่อแสดงให้เห็นว่าแมลงกินได้ คนก็น่าจะกินได้ แต่ปัจจุบันอาจจะยึดหลักการนี้ไม่ค่อยได้เสียแล้ว เนื่องจากว่าบางครั้งเกษตรกรอาจฉีดสารพิษฆ่าแมลงช้าเกินไป แมลงอาจเจาะผักกินเสียก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ และถ้าเราสังเกตดูดีๆ อาจจะพบเศษอุจจาระบนผักที่มีกาบใบและมีใบใหญ่ๆ เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ผักกาดขาว หรืออาจจะพบได้ในกาบใบของต้นหอม ซึ่งแสดงว่า มีการนำเอาอุจจาระมาใช้เป็นปุ๋ยรดผักนั่นเอง

พยาธิที่พบได้ในผัก

สำหรับผักที่ปลูกในสวนผัก ได้แก่ ผักกาดต่างๆ ผักคะน้า กะหล่ำปลี จะมีโอกาสตรวจพบเชื้อโปรโตซัวได้หลายชนิด บางชนิดก็เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง เช่น เชื้อซัลโมเนลลา เป็นเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ เชื้อบิดมีตัว เช่น อะมีบา ฮิสโตไลติกา (Ameba histolytica) เชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้ใหญ่ อาจเป็นได้อย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง บางครั้งหากเชื้ออะมีบาหลุดเข้าไปในกระแสเลือดจะทำให้เกิดเป็นฝีที่อวัยวะอื่นๆ ที่พบมากที่สุด คือ เป็นฝีในตับ นอกจากนี้ยังมีเชื้อไกอาเดีย แลมเบีย (Giardia lambia) และเชื้อบาแลนทิเดียม โคไล (Balantidium coli) ที่ปนเปื้อนมากับผักอาจทำให้เกิดแผลในลำไส้ใหญ่และอุจจาระร่วงได้ถ้าคนกินผักเข้าไปโดยไม่ล้างให้สะอาดเสียก่อน นอกจากจะพบว่า มีเชื้อโปรโตซัวแฝงตัวมากับผักแล้ว ก็อาจจะพบไข่ของพยาธิในลำไส้หลายชนิด เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า รวมทั้งไข่ของพยาธิตัวตืดอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการพบตัวอ่อนของพยาธิในผักที่ขึ้นอยู่ในน้ำ เช่น ผักบุ้ง กระจับ ก็อาจมีตัวอ่อนของ

การล้างผักให้สะอาดควรทำอย่างไร

ผักทุกชนิดเมื่อจะนำมาใช้บริโภคดิบๆ ควรมีการล้างน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ถ้าเป็นผักที่เป็นกอ เช่น ผักกาดขาว ผักกาดหอม ควรจะสำรวจดูที่โคนผักเสียก่อน เพราะอาจมีสิ่งที่ไม่พึงประสงค์แอบแฝงอยู่ เช่น ไข่พยาธิ ดินโคลน หรือเศษปุ๋ย ล้างสิ่งเหล่านี้ให้หมดเสียก่อนแล้วจึงแกะกาบใบออก ขอย้ำว่าควรล้างด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง การล้างผักด้วยผงปูนคลอรีนก็เป็นวิธีหนึ่งในการฆ่าเชื้อโรคและทำลายไข่พยาธิ ทำได้โดยใช้ผงปูนคลอรีนครึ่งช้อนชาละลายในน้ำเล็กน้อยในภาชนะเคลือบหรือพลาสติก รินส่วนที่ใสใส่ในน้ำ 1 ปี๊บ แล้วแช่ผักไว้ประมาณ 30 นาที


การต้มผักก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

การต้มผักก็เป็นการฆ่าตัวอ่อนและไข่พยาธิวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี แต่วิธีนี้หลายคนอาจจะไม่ชอบ เพราะวิตามินและเกลือแร่ที่อยู่ในผักเมื่อถูกความร้อนจะถูกทำลายไปบ้างเป็นบางส่วน แต่อย่างไรก็ตาม ดูจะมีประโยชน์สำหรับกะหล่ำปลี เพราะพืชชนิดนี้มีสารก่อคอพอก หากบริโภคกะหล่ำปลีดิบๆ เช่น นำมากินร่วมกับลาบ ส้มตำ สารนี้จะทำให้ร่างกายขาดธาตุไอโอดีนซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคคอพอก และเป็นสารที่ถูกทำลายได้ง่ายโดยใช้ความร้อน ฉะนั้นการลวกกะหล่ำปลีนอกจากจะทำให้ปลอดภัยจากพยาธิแล้ว ยังทำให้ปลอดภัยจากสารพิษอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยทำให้กะหล่ำปลีมีรสหวานอร่อยน่ากินยิ่งขึ้น

ผักข้างรั้วก็อร่อยดีนะ

บางครั้งอาจจะเป็นการยากที่จะปลูกผักกินเองในสังคมที่เร่งรีบอย่างนี้ แต่ก็มีผักบางชนิดที่ขึ้นอยู่ตามริมรั้วที่เราอาจจะมองข้ามไป เช่น ตำลึง ดอกแค กระถิน หัวปลี โสน สะเดา ฟักทอง ชะอม ผักพวกนี้ปลอดภัยจากสารพิษฆ่าแมลงและการปนเปื้อนของพยาธิ มีวิตามินที่สำคัญหลายชนิด เช่น วิตามินเอซึ่งพบมากในฟักทองและตำลึง

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 09:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1244420699.jpg
1244420699.jpg [ 107.18 KiB | เปิดดู 2653 ครั้ง ]
กินอย่างไร...ป้องกันภัยโรคกระดูกพรุน

"กระดูกพรุน"

เป็นโรคที่เกิดจากความหนาแน่นหรือมวลของกระดูกลดต่ำลง (low bone density) มีผลทำให้โครงสร้างของกระดูกอ่อนแอและหักเปราะได้ง่ายแม้แต่การกระแทกเพียงเล็กน้อยหรือจากการดำเนินภารกิจประจำวันความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักก็จะเพิ่มขึ้น โรคกระดูกพรุนไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า (ภัยเงียบ) จนกว่าจะมีการหักของกระดูกครั้งแรก โดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพกและกระดูกแขนหรือข้อมือ ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน พิการและทำลายคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักและต้องได้รับการดูแลพยาบาลจากครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องโดยตลอด นอกจากนี้กระดูกหักยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้สูงอายุอีกด้วย

สถิติทั่วโลกประมาณการว่า ๑ ใน ๓ ของผู้หญิงที่มีอายุเกิน ๕๐ ปี จะเกิดภาวะกระดูกพรุน ขณะที่ภาวะนี้เกิดกับผู้ชาย ในอัตราส่วน ๑ ใน ๘ โดยมีรายงานใน ปี พ.ศ.๒๕๔๔ ว่าประชากรประมาณ ๑.๗ ล้านคน มีกระดูกสะโพกหักและคาดการว่าจะเพิ่มเป็น ๔ เท่า ในปี พ.ศ.๒๕๙๓ เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โรคกระดูกพรุนสามารถตรวจวิเคราะห์และรักษาได้โดยง่าย นั่นคือ การวัดค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density-BMD) ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและไม่เจ็บปวด ถึงแม้ว่าปัจจุบันมียาที่สามารถช่วยรักษาโรคกระดูกพรุน และลดภาวะกระดูกเปราะบางได้ถึงร้อยละ ๕๐ ภายในหนึ่งปีหลังจากเริ่มรักษา สิ่งสำคัญคือ ป้องกันการเกิดกระดูกหักในครั้งแรก ด้วยการเร่งสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็กจนถึง ๓๕ ปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกินอาหาร และพฤติกรรมสุขภาพ

กระดูกต้องการสารอาหาร

ก่อนอื่นต้องรู้ว่ากระดูกคืออวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีชีวิต เหมือนตับ เหมือนหัวใจ แต่คนทั่วไปมักไม่คิดเช่นนั้น คิดว่ากระดูกคือแกนอะไรสักอย่างที่อยู่ในร่างกายนิ่มๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยแท้จริงแล้วกระดูกมีการสร้างและสลายเกิดขึ้นตลอดเวลา มนุษย์เป็นสัตว์ ๒ เท้า กระดูกส่วนที่ทำให้มนุษย์ยืนตรงได้ โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง กระดูกขาแขน ถ้าบอกว่ากระดูกเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายอวัยวะทุกส่วนย่อมต้องการอาหารไปหล่อเลี้ยง กระ ดูกก็เช่นกัน

กระดูกมีส่วนประกอบเป็นสารอาหารหลัก คือ แคลเซียม กับ โปรตีน แคลเซียมเป็นแร่ธาตุหลักที่เข้าไปเกาะกับโปรตีนคอลลาเจนทำให้เกิดการยึดโยงระหว่างแคลเซียมและคอลลาเจน ขณะเดียวกันมีเกลือแร่ตัวอื่นเข้าไปเสริมด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟอสฟอรัส แมกนีเซียม หรือฟลูออไรด์ แต่เวลาพูดถึงฟลูออไรด์จะนึกถึงฟัน และฟันก็คือกระดูกส่วนหนึ่งของร่างกาย

คนเราต้องการสารอาหารในการสร้างกระดูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาด้วยการดูดซึมสารอาหารจากแม่ วัยทารกจึงมีกระดูกที่อ่อน ยังไม่แข็งแรงเต็มที่ การเจริญเติบโตของกระดูกช่วงแรกในวัยเด็ก จะเป็นเรื่องของความยาว (สูง) มากกว่าความกว้างหรือความหนา สังเกตได้จากความสูงที่เห็นได้ แต่จริงๆ แล้วทั้ง ๒ กระบวนการเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และพอถึงวัยหนึ่งที่ความยาวเริ่มชะลอหรือหยุดลง การสะสมมวลกระดูกหรือความหนาก็เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยอายุ ๒๕-๓๕ ปี คือช่วงที่ร่างกายสร้างความหนาแน่นหรือสร้างมวลกระดูกได้สูงสุด หลังจากนั้นมวลกระดูกจะคงที่อยู่ระยะหนึ่งและค่อยๆ ลดลง

โดยสรุปการเปลี่ยนแปลงของกระดูกมีอยู่ ๒ ช่วง คือ แรกเกิดถึงอายุ ๓๕ ปี และหลังอายุ ๓๕ ปี คล้ายรูปภูเขา จุด ๓๕ ปีคือจุดที่เป็นช่วงยอดเขา หลังจากนั้นก็จะลง อยู่ที่ว่าจะลงแบบชันหรือแบบช้าๆ ขึ้นกับวิถีชีวิตด้านสุขภาพ ดังนั้น วัยเด็กถ้าร่างกายไม่ได้สารอาหารที่ดีและเหมาะสม กระดูกก็ไม่แข็งแรง มีความหนาแน่นน้อย แต่ถ้าได้สารอาหารพร้อมครบถ้วน ก็จะเติบโตไปตามช่วงอายุที่เหมาะสม

อาหารสร้างกระดูก

สารอาหารหลักๆ คือ โปรตีนกับเกลือแร่ทั้งหลายแต่โดยทั่วไปจะนึกถึงแคลเซียมเป็นตัวแรก แคลเซียมมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ควรลืมสารอาหารชนิดอื่น แคลเซียมที่เข้าสูร่างกาย จะต้องอาศัยวิตามินอีกตัวหนึ่งเป็นตัวนำคือ วิตามินดี ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมไปสร้างมวลกระดูกได้ บทบาทสำคัญของวิตามินดี คือ ทำให้แคลเซียมที่กินจากอาหาร สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์และไปสะสมที่กระดูกได้มากขึ้น ดังนั้นความสำคัญของวิตามินดีและแคลเซียมจึงไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน
อีกนัยหนึ่ง วิตามินดีทำหน้าที่คล้ายๆ ฮอร์โมน เพราะจะคอยควบคุมสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย ให้เป็นปกติ ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆ เมื่อไหร่ที่แคลเซียมในเลือดลดต่ำ วิตามินดีจะทำงานโดยกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารหรือการสลายแคลเซียมจากกระดูก คนในประเทศที่มีแสงแดดตลอดปี ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวิตามินดีมากนัก เนื่องจากไม่เคยมีรายงานพบว่ามีภาวะพร่องวิตามินดี และอาจกลัวที่จะได้รับแสงแดดมากเกินไปด้วย ทำให้ชะล่าใจและ ไม่สนใจวิตามินดี กว่าจะรู้ตัวว่าขาดวิตามินดีอาจมีปัญหากระดูกพรุนแล้ว

แคลเซียมจากพืช

อาหารจากพืชที่มีแคลเซียมส่วนใหญ่ ประกอบด้วย พืชเมล็ด ผักใบเขียว และเต้าหู้ พืชเมล็ด (ถั่ว และงา เป็นต้น) ถั่วต่างๆ มีแคลเซียมอยู่ปานกลางถึงสูงแตกต่างกันไป แต่ในกลุ่มนี้ก็มีสารเคมีบางตัวที่อาจจะขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ เรียกว่าไฟเตต ซึ่งเป็นตัวขัดขวางเหล็กที่สำคัญด้วย อย่างไรก็ตามมีการวิจัยพบว่าแคลเซียมจากถั่วหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่โดยรวมแล้วน้อยกว่านม ส่วนงาซึ่งมีไฟเตตสูงกว่ามากยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน

ผักใบเขียว

มีงานวิจัยในผักที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักตระกูลกะหล่ำหลายชนิด ได้แก่ คะน้าเทียบกับผักยอดนิยมของคนตะวันตก คือ ผักโขมฝรั่ง โดยนักวิจัยชาวอเมริกัน Dr C Weaver พบว่าร่างกายนำแคลเซียม จากตระกูลผักคะน้าทั้งหลายไปใช้ได้เทียบเท่ากับนม ขณะที่แคลเซียมจากผักโขมฝรั่งใช้ได้น้อยมาก (น้อยกว่านม ๙ เท่า) ดังนั้นผักตระกูลกะหล่ำที่นิยมกินในประเทศไทย เช่น คะน้า กวางตุ้ง รวมถึง ผักกาดจอของภาคเหนือ นับเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียมสำหรับคนที่ไม่ดื่มนม ในผักหลายชนิดมีการสร้างสารขึ้นมาตัวหนึ่ง เรียกว่าออกซาเลต สารตัวนี้สามารถจับกับแคลเซียมทำให้ไม่สามารถถูกดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร สาเหตุหลักที่ทำให้พบความแตกต่างระหว่างผักคะน้าและผักโขมฝรั่งในงานวิจัยดังกล่าว คือ ในผักโขมมีสารออกซาเลตสูง แต่คะน้ามีต่ำมาก ศาสตราจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี และ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสาคร ธนมิตต์ ทำวิจัยเรื่องนิ่วหลายสิบปีก่อน ที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่าออกซาเลตเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากผักพื้นบ้านหลายชนิดของไทยมีออกซาเลตสูง ประกอบกับการกินเนื้อสัตว์ต่างๆ น้อยมากและดื่มน้ำน้อย ซึ่งก็เป็นสาเหตุสำคัญของการพบการเกิดนิ่ว แม้ว่าในผักดังกล่าวจะมีแคลเซียมสูงด้วย นี่จึงเป็นจุดด้อยของผักบางชนิด

จากการศึกษาผักหลายชนิดที่น่าจะใช้เป็นแหล่งแคลเซียมและนิยมกินกันอยู่ทั่วไปในหลายภูมิภาคของไทย โดยนำมาวิเคราะห์หาแคลเซียมและออกซาเลต พบว่าหลายชนิดมีแคลเซียมสูง ขณะเดียวกันก็มีออกซาเลตสูงด้วย อาจนำมาแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่มดังนี้

กลุ่ม ๑ ผักที่มีแคลเซียมสูงและออกซาเลตสูงด้วย เช่น ใบยอ ชะพลู โขม (ขม) ไทย มะเขือพวง ยอดกระถิน

กลุ่ม ๒ ผักที่มีแคลเซียมสูงและออกซาเลตปานกลาง เช่น กะเพรา กระเฉด ยอดแค ผักบุ้งจีน สะเดา

กลุ่ม ๓ ผักที่มีแคลเซียมปานกลางถึงสูงแต่ออกซาเลตต่ำ ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู

ดังนั้น กลุ่มผักที่ร่างกายสามารถนำแคลเซียมไปใช้ประโยชน์ได้ดี จึงน่าจะเป็นกลุ่มที่ ๓ โดยอาจใช้ทดแทนในกรณีของผู้ที่ไม่สามารถดื่มนมได้

เต้าหู้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งและเป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียม
เต้าหู้ทำจากถั่วเหลือง ถั่วเหลืองมีแคลเซียมสูงก็จริง แต่น้ำที่สกัดถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้มีแคลเซียมน้อย แคลเซียมส่วนใหญ่อยู่ในกาก ในกระบวนการทำเต้าหู้ต้องมีการใส่แคลเซียมหรือแมกนีเซียมลงไปเพื่อตกตะกอนเป็นเต้าหู้ ดังนั้นแคลเซียมที่อยู่ในเต้าหู้จึงเป็นสารประกอบแคลเซียมที่ได้จากการใส่ลงไป ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ มีสารที่คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันไม่มีไขมันที่เป็นอันตราย

วิตามินดี

เรื่องของวิตามินดีนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังที่จะได้จากอาหาร เพราะร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เองจากแสงยูวีที่มากระตุ้นสารชนิดหนึ่งคล้ายโคเลสเตอรอลที่ผิวหนังแล้วเปลี่ยนเป็นวิตามินดี แล้วร่างกายจึงนำวิตามินดีไปใช้ประโยชน์ ประเทศที่มีแสงแดดตลอดปีอย่างประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศ ส่วนใหญ่ได้วิตามินดีจากแสงแดดมากกว่าจากอาหาร แหล่งอาหารที่มีวิตามินดี คือ ตับ น้ำมันตับปลา ปลาที่มีไขมันสูง จะเห็นว่าข้อจำกัดของวิตามินดีจากอาหารมีมากกว่าแคลเซียม
ประเทศที่ไม่มีแสงแดดตลอดปี จึงต้องมีการเสริมวิตามินดีลงในอาหารหลายชนิดโดยเฉพาะนม เพื่อป้องกันภาวะพร่องวิตามินดีที่อาจมีผลเสียต่อกระดูก หรือทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนที่จะเป็นภาระในด้านค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่รัฐต้องเลี้ยงดู

ประเทศที่มีแสงแดดตลอดปีอย่างประเทศไทยก็ไม่ควรประมาท เพราะค่านิยมของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการหลีกเลี่ยงแสงแดดอาจเป็นเพราะกลัวการเกิดมะเร็งผิวหนังหรือค่านิยมของการมีผิวขาว หรือหากจำเป็นต้องโดนแสงแดดก็มีการแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่าการใช้ครีมกันแดด ทำให้การสร้างวิตามินดีลดลง นี่คือปัญหาที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นทุกคนจึงควรได้รับแสงแดดพอเพียง ที่สำคัญต้องเลือกเวลาให้ถูกต้อง เช่น แสงแดดตอนเช้า ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง ประมาณวันละ ๑๐-๑๕ นาที ขณะเดียวกัน ถ้าออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัว คือ ๑. ได้ออกกำลังกาย ๒. ได้แสงแดด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกระดูก

การที่เราบำรุงแต่แคลเซียม แต่เกิดภาวะพร่องวิตามินดี แคลเซียมที่กินเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าได้รับวิตามินดีมากเกิน เช่น จากการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจจะสะสมในร่างกายและทำให้เกิดอันตรายได้ เนื่องจากวิตามินดีที่ได้มากเกินจะทำให้แคลเซียมในกระดูกถูกสลายออกมามาก และแคลเซียม ที่สลายออกมาจะไปสะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆ อย่างไรก็ตาม การได้รับวิตามินดีจากอาหารหรือโดยการสังเคราะห์ตามธรรมชาติดีที่สุด และจะไม่เกิดภาวะวิตามินดีเกินในร่างกาย หรือวิตามินดีเป็นพิษเด็ดขาด

โปรตีนจากอาหาร

โปรตีนทุกชนิดมีประโยชน์ทั้งสิ้น และเชื่อว่าโปรตีนจากสัตว์ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันพบว่าโปรตีนในสัตว์มีฟอสฟอรัส (ฟอสเฟต) สูง ทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในร่างกายสูงไปด้วย ถ้ากินโปรตีนจากสัตว์มากจะทำให้ร่างกายมีภาวะมีภาวะความเป็นกรดสูงมีผลเสียต่อกระดูก ขณะที่โปรตีนจากพืชมีความเป็นด่างและยังมี มีสารบางตัวเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฮอร์โมน จากพืชหรือสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นควรได้รับโปรตีนจากพืชและสัตว์ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความสมดุลของภาวะความเป็นกรด-ด่างของร่างกาย อาหารแต่ละชนิดมีคุณและโทษในตัวเอง หากกินไม่เหมาะสม จึงควรรู้ว่าอะไรกินแล้วไม่เกิดปัญหาต่อสุขภาพ

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ต่างกับการกินอาหารที่ได้สารอาหารครบถ้วนและถูกวิธี กระดูกเป็นโครงสร้างของร่างกายที่ถูกสร้างมาเพื่อการเคลื่อนไหวและรับน้ำหนัก ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวหรืออยู่นิ่งๆ กระดูกก็จะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการกระตุ้นโดยการเคลื่อนไหวที่มีการยกน้ำหนักตัว กระดูกจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบโดยการสร้างความแข็งแรงเพิ่มขึ้น นี่คือสาเหตุว่าทำไมคนเราจะต้องออกกำลังกาย และเป็นการออกกำลังกายในลักษณะที่ต้านแรงดึงดูดของโลก

การยกน้ำหนักตัว คือ การต้านแรงดึงดูดของโลก
การยกน้ำหนักตัว จะทำให้กระดูกพยายามที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาให้แข็งแรง และทำหน้าที่ต่อไปได้ โดยการนำสารอาหารที่เรากินไปใช้ประโยชน์ ถ้าเรากินอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการทุกอย่าง แล้วเราอยู่นิ่งๆ กระดูกก็ไม่สร้างความแข็งแกร่ง การออกกำลังกายต้านน้ำหนัก โดยการยกน้ำหนักตัวที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ การเดิน หรือการวิ่ง ดังนั้นการเล่นกีฬาทุกชนิดที่มีการเดินและการวิ่งล้วนมีประโยชน์ต่อความแข็งแกร่งของกระดูก

การออกกำลังกายสามารถทำได้ทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องเน้นว่าต้องต้านแรงโน้มถ่วงของโลกเสมอไป เพราะการออกกำลังกายทุกประเภทมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยเสริมสร้างได้ทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อ วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เดินให้มากหน่อย หรือวิ่ง ทั้งนี้ควรให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน และควรให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายประจำสม่ำเสมอ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 09:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




231645_84.jpg
231645_84.jpg [ 24.59 KiB | เปิดดู 2658 ครั้ง ]
ไอศกรีมถั่วเขียว

ส่วนผสม

ถั่วเขียว
น้ำตาล
วิปครีม
กะทิ / นมถั่วเหลือง
แป้งข้าวโพด
เกลือเล็กน้อย

ถั่วเขียวแช่น้ำค้างคืน แล้วก็มาต้ม เติมน้ำตาล เติมเกลือ
กลายเป็นถั่วเขียวต้มน้ำตาล

จัดการแยกน้ำกับเนื้อออกจากกัน
ใช้ช้อนบดถั่วแบบหยาบๆ เอาแค่ไม่ให้เป็นเมล็ด

วิปครีมประมาณ 1 ถ้วยตวง
อันนี้เหลือจากการทำเชอร์เบทและไอศกรีมชาไทย
วางไว้ในช่องเก็บเนยใต้ช่องแช่แข็ง

น้ำถั่วเขียวที่แยกไว้
แบ่งมาผสมกับกะทิและแป้งข้าวโพด
ตั้งไฟกวนให้เข้ากัน เทผสมลงในถั่วที่บดไว้

เติมน้ำถั่วต้มที่เหลือลงไป กะปริมาณและชิมรสชาติ

พักไว้ในช่องแช่แข็ง...จนแข็ง

พอส่วนผสมเริ่มแข็งตัว ก็จัดการเทใส่เครื่องปั่น

หยิบนมถั่วเหลืองที่แช่เย็นไว้ออกมาค่ะ .. เทลงไปในถังปั่น

ปั่นไป 40 นาทีได้ คราวนี้แข็งเป็นไอติม จับส่วนผสมยัดไว้ในช่องแช่แข็งก่อนแบบนี้

ตักออกจากเครื่องปั่น เรียบร้อยแล้วก็เอาเข้าช่องแช่แข็งเหมือนเดิม


รสชาติไอศครีมบอกนิสัย

รสช็อกโกแลต ชิป
ถ้าชอบไอศครีมรสนี้ แสดงว่าเป็นคุณเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นสูง สนใจในสิ่งที่ท้าทาย และยังมีเสน่ห์ล้นเหลือเลยล่ะ แต่ก็มีข้อเสียอยู่ที่การเป็นคนที่ชอบเอาชนะมากเกินไปหน่อย ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรือจะเรียกว่า แพ้ไม่เป็น ก็ว่าได้

รสสตรอเบอร์รี่
คุณก็เหมือนไอศครีมสตรอเบอร์รี่นั่นแหละ หวานแหวว ขี้อาย เก็บความรู้สึกเก่ง และชอบเก็บตัว ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไหร่ แต่จะว่าไป ก็เป็นคนระวังตัวดีล่ะ

รสวานิลลา
คุณเป็นคนสนุกสนาน ชอบการสังสรรค์ เข้าสังคม เฮฮากับเพื่อนฝูง พอใจ และยินดีในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนหัวอ่อน ก็เลยถูกชักจูงไปได้ง่าย

รสกาแฟ
ไอศครีมรสนี้ฟ้องว่าคุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เชื่อมั่นในตัวเอง ชอบการแข่งขัน มีลักษณะของผู้นำอย่างเต็มเปี่ยม และชอบความสมบูรณ์แบบ เป็นคุณนายละเอียดเลยล่ะ

รสช็อกโกแลต
คุณเป็นคนที่ยึดถือขนบธรรมเนียม ประเพณี เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด จะเรียกว่า หัวโบราณ ก็คงไม่ผิดนัก นอกจากนั้นก็ยังเป็นคนอ่อนไหว ขี้เหงา และชอบระลึกถึงความสุข ความยินดี ในวันคืนเก่าๆ ที่ผ่านมา

รสเนยถั่ว
เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เป็นเอกลักษณ์ของคุณ และยังเป็นคนโรแมนติก นุ่มนวล อ่อนหวาน ด้วยความที่คุณเป็นคนอย่างนี้เอง จึงทำให้เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนรอบข้าง

รสมินท์ช็อกโกแลตชิพ
คุณที่ชอบทานไอศครีมรสนี้ เป็นคนที่มีความกล้าหาญ ตั้งความหวังในชีวิตไว้สูง และยังมีความละเอียดถี่ถ้วน มีดวงตามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนอื่นได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว

รสช็อกโกแลตผสมถั่ว
ชอบการผจญภัย ชอบเรื่องตื่นเต้น ระทึกใจ รวมทั้งเรื่องราวที่ท้าทาย และยังเป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา

ไม่ชอบทานไอศครีม
หายากพอสมควรสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานไอศครีม แต่ถ้าไปเจอคนที่ไม่ชอบรับประทานไอศครีมเข้าจริงๆ ล่ะก็ ทายได้เลยว่าเขาคนนั้นเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ดำเนินชีวิตอยู่บนความเป็นจริง ไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน และยังรักอิสระอีกด้วย

ทานไอศครีมในแบบความเป็นคุณ

ชอบทานไอศครีมแบบ Topless คือไม่ใส่อะไรเพิ่ม ไม่เติมท้อปปิ้งใดๆ
คุณเป็นคนอนุรักษ์นิยม ค่อนข้างหัวโบราณ ชอบทำอะไรมีระเบียบแบบแผน ไม่ค่อยทำอะไรตามอารมณ์ เหตุผลจะมาก่อนเสมอ ในแง่มุมของความรัก คุณจะรักอย่างมีสติ สามารถแยกแยะได้ระหว่างรักกับหลง ในกรณีที่มีหวานใจแล้ว คุณก็ใช้เหตุผลในการไกล่เกลี่ยเวลาที่มีปัญหา ไม่มีทางใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด

ชอบทานไอศครีมรสเดียว แต่หลากหลายรูปแบบ เช่น ชอบทานรสสตรอเบอร์รี่ ก็จะสั่งรสสตรอเบอร์รี่แบบต่างๆ มาทานในถ้วยเดียว เช่นเลือกได้ 3 สกู๊ป ก็จะมีรสสตรอเบอร์รี่ธรรมดา + เชอร์เบทสตรอเบอร์รี่ + สตรอเบอร์รี่-กล้วยหอม
คุณมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์ในตัวเอง ชอบค้นคว้า ทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ในแง่มุมความรัก คุณอาจเป็นคนหลายใจนะ ชอบคนแบบหนึ่ง แต่อาจจะชอบหลายคนในเวลาเดียวกัน ฉะนั้นระวังรถไฟชนกันให้ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ตัดสินใจไปเลยว่า ใครโดนใจคุณที่สุด มิเช่นนั้นแล้ว อาจจะไม่มีใครเหลือเลยนะจ๊ะ

ชอบ ทานไอศครีมรสใหม่อยู่เสมอ อะไรที่เป็นโปรโมชั่นอยู่ก็จะเลือกรสนั้น หรือเลือกรสไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง
คุณเป็นคนที่ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ ชอบการผจญภัย หาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิตอยู่เสมอ เป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ในแง่มุมของความรัก คุณเป็นคนไม่ยึดติดกับใคร ถ้าคนคนนั้นยังไม่ใช่ตัวจริง คุณจะยังรักชีวิตโสดอย่างสุดๆ สนุกสนานเพลิดเพลินไปเรื่อยๆ

ชอบทานไอศครีมรสที่แตกต่างกันมากๆ อาทิเช่น ขาเขียวกับเชอร์เบตมะนาว
คุณเป็นคนสองบุคลิกภาพ อาจจะทำให้หลายคนแปลกใจว่า คุณเป็นแบบไหนกันแน่ เช่น ในมุมหนึ่งคุณอาจเป็นคนเปรี้ยวจนเข็ดฟันเวลาเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า แต่ในเวลาที่ไปเที่ยวแบบลุยๆ คุณก็สามารถแปลงร่างเป็นลูกสาวกำนัน ก๋ากั่นแก่นเซี้ยวขึ้นมาซะอย่างงั้น

ชอบทานไอศครีมเชอร์เบต (มีรสเปรี้ยว)
คุณมีความเป็นผู้หญิงสูงมาก ชอบแต่งตัวสวยงาม สรรหาของกระจุกกระจิกมาใช้อยู่เสมอ ถ้าเป็นผู้ชาย จะเป็นผู้ชายที่มีความอ่อนโยน นุ่มนวล อยู่ใกล้ๆ แล้วรู้สึกอบอุ่น ชอบดูแลทุกคน ไม่เพียงคนรักของคุณเท่านั้น คุณพร้อมจะช่วยเหลือทุกคนที่อยู่รอบตัว ใครได้คุณเป็นแฟน ถือว่าโชคดีมากๆ เลยนะเนี่ย

ชอบทานไอศครีมแบบโคน
คุณเป็นคนที่รักอิสระมากๆ เป็นคนสนุกสนาน ไปไหนไปกัน ลุยได้ทุกสถานการณ์ ไม่ติดหรู เข้ากับคนได้ง่าย แต่คนที่จะมาเป็นเพื่อนกับคุณ คงต้องออกแนวเดียวกับคุณ เพราะถ้าเป็นคุณหนูเกินไป ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

ลักษณะการทานไอศครีมบอกนิสัย

กัดเลย
สำหรับคนที่ซื้อไอศครีมมาได้ปุ๊บแล้วกัดกินปั๊บเลย โดยไม่เสียเวลามาค่อย ๆ แทะนี้ จะมีนิสัยออกไปทางดื้อรั้นอยู่สักหน่อย แล้วก็จะเป็นคนก้าวร้าวพอสมควร ไม่พอใจใครขึ้นมาก็ปฏิบัติการโต้ตอบในทันที แต่ถ้าใครดีมาก็จะเป็นคนที่ดีตอบได้ไม่ยาก เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงความคิดยากมาก เป็นคนทำมาหากิน เป็นคนที่พึ่งพาของคนรอบข้างได้ แต่มักไม่ค่อยมีความอดทนสักหน่อย

ค่อย ๆ กินจนไอศครีมละลาย
สำหรับคนที่เวลากินไอศครีมแล้วค่อย ๆ กิน ค่อย ๆ ละเลียดนั้น นิสัยจะออกไปทางคนโรแมนติค ช่างฝัน มีชีวิตที่ไม่อยู่ในโลกของวันนี้หรือปัจจุบัน แต่จะชอบฝันถึงวันข้างหน้าที่คิดว่าแสนดีแต่ก็ยังมาไม่ถึงและไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเช่นไร หรือไม่ก็จมอยู่กับวันเก่า ๆ ที่แสนสวยงามในอดีต เป็นคนใจอ่อน ลังเล ตัดสินใจไม่เก่งโดยเฉพาะกับเรื่องงาน แต่สำหรับเรื่องของตัวเอง จะมีความเฉียบขาดที่คนอื่นคาดไม่ถึงทีเดียว

ค่อย ๆ เล็ม
คนที่ค่อย ๆ และเล็มกินไอศครีมนี้ ออกจะเป็นคนที่ขี้ระแวงอยู่สักหน่อย ไม่ค่อยไว้วางใจ หรือเชื่อใครง่าย ๆ เป็นคนที่ระมัดระวังตัวสูงมาก แต่ก็มีข้อดีที่พอจะลบล้างไม่ให้คน เหม็นขี้หน้ามากเกินไป คือเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี พูดจาเก่งโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจการงานและเมื่อถึงเวลาลงมือทำงานก็จะทำอย่างรอบคอบ และวางแผนเอาไว้อย่างดิบดี แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เหมาะกับการทำงานบริหาร

เลีย
ส่วนคนประเภทนี้ ออกไปทางชอบแสวงหาความสนุกสนานร่าเริงให้กับตนเอง เป็นคนที่มีมุมมองว่าการใช้ชีวิตไม่ควรเป็นเรื่องที่เคร่งเครียดจริงจัง แต่ควรเป็นความรื่นรมย์ และน่าตื่นเต้น สนุกสนานมากกว่า จึงเป็นคนที่ชอบพบปะคนแปลกหน้า ชอบทดลองในเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน และเป็นคนที่ชอบให้ผู้อื่นเห็นว่าตนเองเป็นคนสำคัญ

กัดที่ก้นก่อน
คนที่ชอบกัดตรงก้นก่อนเลย เวลากินไอศครีมนั้นมักเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงไม่ชอบทำอะไรตามคนอื่น จะทำทุกอย่างที่ตนเองพอใจและอยากทำเท่านั้นในสายตาคนอื่น จึงมักถูกมองว่าเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ ไร้ความสามารถไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย เป็นคนที่ชอบชีวิตที่มีความตื่นเต้น และการได้เสี่ยงภัย จึงชอบการแข่งขันทุกชนิด ในขณะเดียวกันก็จะฝันถึงการได้เดินทางไปในที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่ทุกลมหายใจ

กินช้า
คนที่ชอบกินไอศกรีมอย่างช้า ๆ จนทำให้ละลายเปรอะไปหมด จะเป็นคนที่มีหัวใจที่เป็นเด็ก จะคิดอยู่แต่เรื่องในอดีตที่ทำให้ตัวเอง มีความสุข หรืออาจจะทำตัวเป็นเด็ก



ชอบทานไอติมมากๆเลยค่ะ .. :b32:

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 13:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว


คุยน้ำ ครับ โพสต์ ที่ว่าง ไว้ ที่มีรูป :b41:
หมายถึง โพสต์ที่คุณน้ำ ย้ายข้อมูลหรือเปล่าครับ
ถ้าใช่ จะให้ผมลบออกดีไหมครับ
เพราะกระทู้จะได้ไม่ยาวเกินไป :b1:

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 13:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5976

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


อมิตาพุทธ เขียน:
คุยน้ำ ครับ โพสต์ ที่ว่าง ไว้ ที่มีรูป :b41:
หมายถึง โพสต์ที่คุณน้ำ ย้ายข้อมูลหรือเปล่าครับ
ถ้าใช่ จะให้ผมลบออกดีไหมครับ
เพราะกระทู้จะได้ไม่ยาวเกินไป :b1:



กำลังนำเมนูอาหารลงให้ใหม่ค่ะ

ไม่ต้องลบหรอกค่ะ .. กำลังไล่ไปทีละรายการ ..

คือ กำลังแยกรายการน้ำเพื่อสุขภาพ หรือน้ำสมุนไพรไปไว้อีกกระทู้ค่ะ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 455 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 25, 26, 27, 28, 29, 30, 31  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร