วันเวลาปัจจุบัน 29 ม.ค. 2020, 12:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 185 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ต.ค. 2009, 17:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www




โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2009, 05:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2009, 04:12
โพสต์: 1067


 ข้อมูลส่วนตัว




g18.jpg
g18.jpg [ 48.68 KiB | เปิดดู 4725 ครั้ง ]
cool สวัสดีค่ะ คุณลูกโป่ง ข้าวกล่องน่าทาน
น่าจะตั้งชื่อว่า "ข้าวกล่องสื่อรัก"
เอามาฝากคุณลูกโป่งหนึ่งกล่อง กลับไปเป็นเด็กน้อยด้วยกัน
ถ้าทำให้ใคร คนรับคงชื่นใจน่ะ สาธุค่ะ

.....................................................
...นฺตถิตัณหา สมานที...
ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2009, 11:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


คนไร้สาระ เขียน:
cool สวัสดีค่ะ คุณลูกโป่ง ข้าวกล่องน่าทาน
น่าจะตั้งชื่อว่า "ข้าวกล่องสื่อรัก"
เอามาฝากคุณลูกโป่งหนึ่งกล่อง กลับไปเป็นเด็กน้อยด้วยกัน
ถ้าทำให้ใคร คนรับคงชื่นใจน่ะ สาธุค่ะ


น่ารักจังค่ะ ขอบคุณนะคะสำรับ "ข้าวกล่องสื่อรัก" ของคุณคนไร้สาระ
น่าเก็บไว้นานนาน...น่ารักดีค่ะ
ฝากผลไม้มาให้นะจ๊ะ


:b48: คิดถึงนะคะ :b48:

รูปภาพ


แก้ไขล่าสุดโดย ลูกโป่ง เมื่อ 07 พ.ย. 2009, 11:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2009, 11:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b48: 10 ข้อคิดเพิ่มคุณค่าให้ชีวิต :b48:

:b39: 1. จริงอยู่ ที่มิตรภาพความเป็นเพื่อนนั้นไม่มีวันหมด
แต่คุณอาจลืมไปว่ามันเปลี่ยนแปลงได้


:b48: 2. เมื่อคุณตระหนักว่า ไม่มีใครช่วยคุณ ในเวลาที่คุณมีความทุกข์
ไม่มีใครดีใจอย่างจริงใจกับคุณ ยามเมื่อคุณมีความสุข
เมื่อนั้นคุณเรียนรู้ที่จะหาเพื่อนแท้ให้กับชีวิตคุณได้แล้ว


:b39: 3. อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยความเจ็บปวดความทรมาน
ที่ได้ประสบ ผ่านไปกับอดีตด้วย


:b48: 4. อย่าละเลยและเพิกเฉยต่อคนที่คุณชอบพอ
เพราะมัวคิดว่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
ชีวิตคนเราแสนสั้น จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้


:b39: 5. คุณไม่ได้ตายจากความเจ็บปวดในชีวิตที่ผ่านมา แต่มันทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น


:b48: 6. อย่าให้ชีวิตขึ้นกับคนอื่น เพื่อทำให้คุณมีความสุข


:b39: 7. ชีวิตแต่งงานและครอบครัว เป็นเรื่องที่สำคัญ จงอย่ารีบร้อนในการตัดสินใจ


:b48: 8. แสดงความชื่นชมกับคนที่คุณรักและห่วงใย ในทุก ๆ วัน
ไม่ใช่แค่วันหยุดหรือวันเกิด


:b39: 9. ผู้คนผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณ ทั้งด้วยเหตุผลและด้วยโอกาส
ซึ่งนำพาทั้งความสุขและบทเรียนมาให้คุณ


:b48: 10. เมื่อใดก็ตามที่ผิดหวัง จงมองโลกในแง่ดีเข้าไว้


ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 พ.ย. 2009, 00:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b39: มุมมองชีวิตกับการทำงาน :b39:

:b55: 1. จงพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่า
การชอบทำงานเกินเวลาจนเป็นนิสัยของคุณนั้นแสดง
ถึงว่าคุณต้องการสำนักงานมากกว่าที่สำนักงานต้องการคุณ

:b56: 2. อย่าทำงานเกินเวลาจนติดเป็นนิสัย
เมื่อมันกลายเป็นนิสัยจะทำให้มันหมดคุณค่า

:b55: 3. ปล่อยตัวตามสบายได้ แต่อย่าให้ถึงกับดูโทรมนัก

:b56: 4. จงทำตัวให้ร่าเริง คอยช่วยเหลือ และทำหน้าที่ให้ดีในการทำงานของคุณ
คุณจะพบว่าไม่มีใครมาแข่งขันกับคุณ

:b55: 5. อย่าได้ไว้เนื้อเชื่อใจว่าความสามารถ ความมีเสน่ห์ และจินตนาการ
จะนำพาคุณขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้
คุณควรจะมีผมสีเทาและพุงป่องกลางอีกหน่อยด้วย

:b56: 6. อย่าได้เป็นกังวลในเรื่องการปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ในสำนักงาน
แต่เป็นกังวลกับการปล่อยให้ชีวิตของคุณเปล่าประโยชน์จะดีกว่า

:b55: 7. อย่าโทษคอมพิวเตอร์สำหรับความผิดพลาดที่คุณทำขึ้นเอง

:b56: 8. ลองคิดถึงเวลาที่คุณไม่มีเงินเดือนดูบ้าง

:b55: 9. จงถือว่าสุขภาพคือทรัพย์สมบัติประการแรก

:b56: 10. อย่าได้ก้มหน้าก้มตาทำงานจนไม่เคยสังเกตเห็นนก ต้นไม้ ดอกไม้และปุยเมฆ

:b55: 11. ในเวลาอาหารกลางวัน จงเลือกรับประทานอย่างฉลาด
แต่ในบางครั้งจงรับประทานให้เต็มที่

:b56: 12. เมื่อใดที่สำนักงานทำให้คุณรู้สึกเศร้าสร้อย
จงนึกเสียว่านี่เป็นเกมกีฬาสำหรับคนที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่
และอย่าได้นำมันกลับไปบ้านด้วย

:b55: 13. จำไว้ว่า ยังมีอะไร ๆ
อีกมากในการทำงานและในชีวิตมากกว่าทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่หรือมีชีวิตอยู่เพื่อจะทำงาน

:b56:14. อย่าทำเป็นคนตรงต่อเวลา ไปถึงก่อนเวลาจะดีกว่า

:b55:15. อย่าได้หลอกตัวเองว่าการมีสิ่งของรกอยู่บนโต๊ะหมายถึงการมีงานมาก
มันเพียงแต่หมายความว่าคุณยังไม่ได้ทำมันนั่นเอง

:b56: 16. จัดเก็บโต็ะของคุณให้เรียบร้อย
บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จจะมีโต๊ะทำงานที่ว่างโล่ง

:b55: 17. อย่าเป็นกังวลมากจนเกินไปว่าเพื่อนร่วมงานคิดอย่างไรกับคุณ
เพราะส่วนใหญ่ในชีวิตของพวกเขา ไม่ได้คิดถึงคุณเลย

:b56: 18. จงร่ำรวยเงินสด

:b55: 19. จงหาเวลาแทนที่จะรอให้มีเวลา

:b55: 20. จงยิ้มไว้เสมอ

--------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณคุณ "ekkapoom" มากครับที่ส่งเรื่องดีๆมาให้เราได้อ่านกัน

ที่มา...บ้านใส่ใจ


:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 พ.ย. 2009, 00:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b26: อย่ามัวแต่น้อยใจ :b26:

อย่ามัวแต่น้อยเนื้อต่ำใจ
ปล่อยให้ปมด้อยในชีวิต
กดดันความรู้สึกจนตกต่ำ

อย่าเฝ้าเหยียบย่ำซ้ำเติมตนเอง
จนเหมือนคนไร้ค่า

ขอให้ค้นหาสิ่งดีดีที่มีอยู่แม้เพียงน้อยนิด
เพื่อนำมาเป็นหลักนำชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า
เราจะไปได้ดีเท่าที่เราควรจะไป


______________________________
จาก กำลังใจ บนทางชีวิต โดย มนตร์สุนทร สุราช
ที่มา...บ้านใส่ใจ


:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 15:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b48: ชีวิต เงินเดือน และอาหารประจำวัน : ทำไมต้องประหยัด&บริโภคเท่าที่จำเป็น :b48:

ดังนั้นเงินที่จำเป็นต้องใช้เพื่อประทังชีวิตอยู่หลังเกษียณ
ขั้นต่ำเท่ากับ 9,125 x 200 = 1,825,000 บาท


:b39: :b39: :b39:

ชีวิต เงินเดือน และอาหารประจำวัน 3 มื้อ
รายการอาหารประจำวัน

อาหารเช้า : กาแฟ ขนมปัง มาม่า น้ำผลไม้ 10+5+5+10 = 30 บาท
อาหารกลางวัน : ข้าวผัดกระเพราไข่ดาว ผลไม้ 30+10 = 40 บาท
อาหารเย็น : ข้าวไข่เจียวหมูสับ ผัดผัก แกงจืด ผลไม้ 20+20+20+10 = 70 บาท
ค่าใช้จ่ายประจำวันเบ็ดเตล็ด = 60 บาท
รวมค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งวันเท่ากับ 30+40+70+60 = 200 บาท

จำนวนวันทั้งหมด ตั้งแต่อายุ 56 ( หลังเกษียญ) ถึง 80
= 25 ปี x 365 วัน = 9,125 วัน

ดังนั้นเงินที่จำเป็นต้องใช้เพื่อประทังชีวิตอยู่ขั้นต่ำเท่ากับ
9,125 x 200 = 1,825,000 บาท

เงินจำนวนนี้ยังไม่รวม ค่าใช้จ่ายที่สำคัญ อื่นๆเช่น ค่ารถ ค่าซ่อมรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าซ่อม
บ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ค่าเล่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายลูก และที่สำคัญที่สุดคือ
ค่ารักษาพยาบาลสำหรับตัวเอง


ถามว่า คุณคิดว่าตอนคุณอายุ 55 คุณมีเงินเก็บขั้นต่ำ หนึ่งล้านแปดแสนบาทหรือยัง

หมายเหตุ : เงินรายได้เมื่ออายุ 55 และหลังจากนั้น
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อาจมีไว้ใช้จ่ายค่าใช้จ่ายที่สำคัญดังกล่าวคือ

เงินพิเศษเมื่อออกจากงาน (สำหรับบางบริษัท ถ้ามี)
เงินจากกองทุนประกันสังคม
เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (สำหรับบางบริษัท ถ้ามี)
เงินเก็บออมส่วนตัว ( ถ้ามี)
เงินจากกองทุน RMF ( ถ้ามี)
เงินจากกองทุน LTF ( ถ้ามีและหุ้นไม่ตก)
เงินมรดกเก่าเก็บ (ถ้ามี)
เงินรายได้จากธุรกิจส่วนตัว (ถ้ามีและได้กำไร)
เงินรายได้จากคู่สมรส ( ถ้าเลี้ยง)
เงินรายได้จากบุตรธิดา ( ถ้าเลี้ยง)

ถ้ายังไม่มี เริ่มประหยัดและเก็บเงินตั้งแต่วันนี้
สมมุติว่าขณะนี้คุณอายุ 40 คุณยังมีแรงหารายได้อีก 15 ปี หรือ 180 เดือนจนกว่าจะเกษียณ

คุณต้องเก็บออมรายเดือนเท่ากับ 1,825,000 / 180 = 10,138 บาทต่อเดือน

:b4: การประหยัดและบริโภคเท่าที่จำเป็นคือทางออกครับ

ที่มา...บ้านใส่ใจ

:b48: :b8: :b48:


แก้ไขล่าสุดโดย ลูกโป่ง เมื่อ 10 พ.ย. 2009, 15:14, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 15:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b48: วางแผนการเงินเมื่อเริ่มทำงาน :b48:

ฤดูร้อนเวียนมาถึงอีกปีหนึ่ง ซึ่งก็หมายถึง การจบการศึกษาของคนอีกรุ่นหนึ่ง
และผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ ก็จะก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญช่วงหนึ่งของชีวิต
นั่นก็คือชีวิตการทำงาน

ไม่ว่าผู้ที่จะก้าวสู่ชีวิตการทำงาน เหล่านี้ จะสำเร็จการศึกษาในระดับไหนก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะแนะนำ คือการวางแผนการเงิน
น้องๆ (หรือจริงๆ แล้ว ต้องเรียกว่าลูกๆ)
อาจจะสงสัยว่า เพิ่งจบมาได้เงินเดือนน้อยนิด สามารถวางแผนการเงินได้ด้วยหรือ
ได้ค่ะ การวางแผนการเงินส่วนบุคคลสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ด้วยซ้ำไป
แต่คนส่วนใหญ่ควรจะเริ่มหลังจากจบการศึกษา และเริ่มมีรายได้ครั้งแรก

ผู้ที่รับราชการหรือทำงานบริษัทจะ เป็นกลุ่มที่รายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ
กลุ่มนี้ถือว่าโชคดีที่มีประเด็นให้กังวลน้อยกว่า
กลุ่มที่มีรายได้สม่ำเสมอควรจะวางแผนการใช้จ่ายให้ดี
เพื่อให้เงินรายได้สามารถใช้ได้ครบเดือน
ไม่ต้องไปหยิบยืมคนอื่น หรือต้องขอเงินผู้ปกครองใช้ต่อไป
นอกจากจะวางแผนการใช้จ่ายแล้ว ก็ควรวางแผนการออมด้วยค่ะ
มีน้อยก็เก็บน้อย แต่ต้องเก็บออม เพราะหากไม่เริ่มเก็บก็จะไม่ได้เก็บเสียที


ผู้ที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว เช่น ค้าขาย หรือมีอาชีพที่มีรายได้เป็นงานๆ ไป
เช่น ศิลปิน นักร้อง นักแสดง พิธีกร นักเขียน หรือผู้มีอาชีพอิสระต่างๆ
นอกจากจะต้องคิดถึงการออมแล้ว ยังต้องคิดถึงการหารายได้ด้วย
ซึ่งการหารายได้นี้ยากกว่าการออมมากเลยทีเดียวค่ะ
ท่านที่อยู่ในอาชีพเหล่านี้ทราบกันดี จึงต้องวางแผนทั้งรายรับและรายจ่ายให้ดี
ไม่ให้เกิดการขัดข้องขึ้นได้

เมื่อน้องๆ ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน น้องจะพบว่าทุกย่างก้าวมีค่าใช้จ่าย
และหากน้องไม่ระวังให้ดี น้องอาจจะเงินหมดตั้งแต่กลางเดือนเลยทีเดียว
คำแนะนำในการวางแผนการใช้จ่ายคือ จัดแบ่งรายจ่ายให้เป็นหมวดหมู่
หมวดอาหาร เครื่องแต่งกาย ค่าเดินทาง บันเทิง และที่สำคัญ
อย่าลืมให้เงินกับคุณพ่อคุณแม่นะคะ เงินเดือนเดือนแรกที่ลูกให้กับพ่อแม่
แม้ว่าจะมีค่าเพียงหลักร้อยบาท ก็มีคุณค่าทางจิตใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลยทีเดียว
เงินที่ให้กับท่านในช่วงแรกนี้ อาจจะไม่สูงมากนัก
เพราะหากสูงมากน้องๆ ก็อาจจะมีเงินไม่พอใช้ในแต่ละเดือน
และเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน

ข้อควรระวังในช่วงวัยนี้คือ
ระวัง อย่าก่อหนี้หรือใช้เงินอนาคตผ่านบัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคล

ซึ่งปัจจุบันมีให้เห็นกันอยู่ทั่วไปทุกถนนหลักของจังหวัดเลยทีเดียว
ต้องถือคติว่า "มีเท่าไร ใช้เท่านั้น" และไม่ใจอ่อน อยากได้นั่นได้นี่
เราเพิ่งเริ่มทำงาน อยากได้อะไร เอาไว้อีกหน่อยเก็บเงินได้มากๆ แล้วค่อยซื้อ
และไม่ควรซื้อของราคาแพงเกินกำลังของตนเอง

โดยเฉพาะของแบรนด์เนมจากต่างประเทศ
พยายามหาดูของประเภทเดียวกันที่ทำในประเทศคุณภาพดี ราคาสมเหตุผล
หากจะใช้ของตามแฟชั่น ให้เลือกที่ราคาถูก เพราะอีกสักพักแฟชั่นก็เปลี่ยน
และควรจะทราบแหล่งซื้อของใช้ที่ราคาย่อมเยา เช่น ซื้อตามตลาดนัด เป็นต้น

การออมที่ดีควรมีการตั้งเป้าหมายไว้ ค่ะ
การออมของคนในวัยนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเป้าหมายการออมเพื่อการบริโภค
คือออมเพื่อให้ซื้อของชิ้นใหญ่ หรือของมูลค่าสูงได้
เช่น เพื่อซื้อรถ หรือเพื่อเก็บไว้เป็นเงินดาวน์บ้าน เป็นต้น
ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใดเลยนะคะ ที่เราจะตั้งเป้าการออมไว้เพื่อการบริโภคค่ะ
เพียงแต่อย่านำไปบริโภคในสิ่งที่เกินตัว เช่น
เก็บเงิน 1 ปี เพื่อซื้อกระเป๋าถือราคาแพง 1 ใบ เป็นต้น
การบริโภคในที่นี้ หากเป็นข้าวของเครื่องใช้ ควรจะเป็นสินค้าคงทน
เช่น เก็บเงินไว้ซื้อโทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รถมอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์
หรือแม้แต่จะเก็บเงินไว้ท่องเที่ยว พักผ่อน เป็นต้น
เก็บเงินไว้และเมื่อได้เงินพอจึงไปซื้อ ไม่ใช่อยากได้ก็ไปซื้อและไปเข้าคิวขอสินเชื่อ
โทรทัศน์เครื่องละ 5,000 บาท ก็อาจจะต้องจ่ายเงินถึง 9,000 บาท
เมื่อรวมดอกเบี้ยเข้าไปด้วยหากซื้อด้วยเงินผ่อน

สำหรับ อัตราการออมนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่วางไว้
หากเป็นการออมเพื่อการใช้จ่าย ก็ต้องวางแผนว่า
จะใช้เวลาออมกี่เดือนจึงจะเก็บเงินได้พอที่จะนำไปซื้อ
หากต้องการออมเพื่อเป้าหมายทั่วไป
ดิฉันอยากจะแนะนำ ให้ออมไม่น้อยกว่า 10% ของรายได้ค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น รายได้ 10,000 บาทต่อเดือน เก็บออม 1,000 บาท
ใช้เป็นค่าอาหาร 4,000 บาท ค่าเดินทาง 2,000 บาท
ค่าเสื้อผ้า 2,000 บาท ค่าใช้จ่ายจิปาถะ 1,000 บาท เป็นต้น
ผู้ที่ต้องจ่ายค่าที่พักเอง ก็อาจจะเลือกหอพักที่ไม่ไกลจากสถานที่ทำงาน
และนำเงินส่วนของค่าเดินทางมาจ่ายเป็นค่าที่พักอาศัย
และอาจจะต้องประหยัดมากขึ้น โดยนำบางส่วนของค่าเสื้อผ้า
และค่าใช้จ่ายจิปาถะมาจ่ายเป็นค่าที่พัก

เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ควรจะหาช่องทางออมเงินเพิ่มขึ้นค่ะ
และหากจะเป็นการออมเพื่อการลงทุนในอนาคตก็จะดีมาก
เพราะเงินที่จะนำไปลงทุนต้องมีขนาดขั้นต่ำระดับหนึ่ง
สมัยดิฉันเริ่มทำงาน จะเริ่มลงทุนได้ต้องมีเงินหลายหมื่นบาท
แต่ทุกวันนี้ มีการลงทุนผ่านกองทุนรวม ทำให้ระดับเงินขั้นต่ำที่จะลงทุนต่ำลง
เหลือประมาณ 5,000-10,000 บาท คนสมัยนี้จึงมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มขึ้น
การซื้อบ้าน การผ่อนบ้าน ก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง
แต่จะมีเงินไปวางมัดจำ หรือไปจ่ายเป็นเงินดาวน์ได้
ก็ต้องเก็บเงินจากก้อนเล็กๆ ให้เป็นก้อนใหญ่ก่อน

การวางแผนการใช้จ่ายและการเริ่มเก็บ ออมเพื่อสะสมเงินไว้ซื้อของชิ้นใหญ่
หรือเพื่อใช้ลงทุนในอนาคต จึงเป็นเป้าหมายการเงินที่ผู้เริ่มทำงานควรจะยึดถือค่ะ

"ออมก่อนใช้คือคัมภีร์ที่พี่สอน

อยากเว้าวอนเยาวชนคนเก่งว่า

ออมวันนี้เพื่อมั่นคงในวันหน้า

น้องๆ จ๋าเริ่มชีวิตงานสราญใจ"


ที่มา : โดย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรุงเทพธุรกิจ 19 มีนาคม 2550

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 พ.ย. 2009, 21:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 01:47
โพสต์: 178

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1252428679.jpg
1252428679.jpg [ 98.75 KiB | เปิดดู 4512 ครั้ง ]
หวัดดีจ๊ะลูกโป่ง....
ขอให้เข้มแข็งรักษาตัวเองให้แข็งแรงนะ...
ฝากเยี่ยมคุณแม่ด้วยนะ....ขอให้หายเร็ววันนะจ๊ะ
ลุงเป็นกัลังใจให้อีกแรงนะ...

ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้ มีผู้กล่าวไว้ว่า ว่าวมันจะลอยขึ้นสูงได้ เพราะต้านกับลมแรง ถ้าไม่มีลมปะทะว่าวมันก็ขึ้นไม่ได้ ลมเปรียบเหมือน อุปสรรค ว่าวเปรียบเหมือน ตัวของเราเอง เศรษฐกิจแย่ ของแพง อกหัก เป็นเรื่องขอบโลกธรรม คือ มันต้องเจอในชีวิตของมนุษย์ทุกคนเพราะโลกธรรมนี้เป็นสิ่งที่เป็นคู่กับมนุษย อย่างแยกไม่ออก ชีวิตเรานั้นมีสูงกว่า ต่ำกว่า เหนือกว่า ด้อยกว่า... เราจะไปกลัวอะไรกับคำว่า ..ทำไม่ได้..เราจะไปโทษทำไมถึงดวงชะตาฟ้าลิขิต เราจะเศร้าทำไมกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา อุปสรรคมา ปัญญาจึงเกิด เมื่อมีอุปสรรคแสดงว่าเราต้องสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นการไม่ยอมแพ้ต่อสิ่ง ที่เกิดขึ้น ไม่ต้องไปดูดวง ดูหมอทำนายทายทักใดๆ แก้เองปัญหามีไว้แก้ไม่ใช่มีไว้ให้กลุ้ม มันเป็นบททดสอบชีวิตซึ่งใครๆ ก็ต้องหนีไม่พ้น แต่ว่า บททดสอบใครจะยากกว่ากัน จุดเริ่มต้นของชิวิตไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง พ่อแม่มีแค่ให้ชีวิตเรา สิ่งต่างๆ ต้องสร้างเอง แม้แต่จิตใจเราจะดีจะชั่ว เราก็เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตน การทำอะไรก็ตามต้องคิดเสมอ..แล้วชีวิตจะไม่เป็นหมัน

คนที่สู้ชีวิต คือ คนที่ไม่ยอมรับความล้มเหลว และคิดว่าความล้มเหลว จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต
เขาเพียงแค่ยอมรับความล้มเหลวไว้เป็นบทเรียน แล้วนำบทเรียนที่ได้มาปรับแก้ไขให้เป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่า นั้นคือ ก้าวย่างแห่งความสำเร็จ นิสัยคนไทยมีไม่น้อยที่ เห็นคนอื่นเป็น ก็อยากเป็น เห็นคนอื่นได้ ก็อยากได้บ้าง ลืมแม้กระทั่งหน้าที่ของตนเอง และที่สำคัญ ลืมมองว่าชีวิตตัวเองเป็นอย่างไร มาอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อไป

.....................................................
"เกิดมาก็เพราะกรรม...ดับไปก็หมดกรรม"รูปภาพ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 13:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบคุณมากค่ะ...คุณลุงมะตูมสำหรับความเอื้ออาทร
กำลังใจ และความรู้สึดีดีที่คุณลุงมอบให้เสมอมา
ซาบซึ้งใจนะคะ...คุณลุง ผู้แสนดี ผู้มีเมตตาเสมอ

ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้
...ถ้าเราตั้งใจทำ ศรัทธาทำ ได้ผลแน่นอน
แต่ขอให้ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น
ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่เราเลือกทำได้...จะดี จะแย่
ก็อยู่ที่้เราเลือกทำเอง...

:b48: ...สุขกาย สุขใจนะคะ... :b48:

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 15:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b48: ครอบครัว สุข หรือ ทุกข์ ขึ้นอยู่กับปาก :b48:

คำพูดเปรียบเสมือน "อาญาสิทธิ์" ที่มีอิทธิพลในการ กำหนดชีวิตเรา
ความสุขหรือความทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับทุกคำพูดที่เรา
กล่าวออกไปและทุกคำพูดที่เรารับเข้ามาในชีวิต

คำกล่าวข้างต้นเป็นข้อความตอนหนึ่ง
ที่ผมเขียนไว้ใน หนังสือ "สุขวาทะ วาทะสร้างสุขในชีวิต"
สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญของคำพูดที่ดีและความร้ายแรงของคำพูดที่ไม่ดี
ผมสังเกตว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตครอบครัวในปัจจุบันต้องล่มสลาย
หรืออยู่ด้วยกันอย่างไร้ความสุข
มาจากการใช้คำพูด "ทุกขวาทะ" ของสามีหรือภรรยา

เมื่อลองสำรวจคำพูดที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวทั่วๆ ไปของสังคมเรา
ผมก็พบว่า "ปาก" หรือคำพูดที่สามีภรรยากล่าวออกมานั้นเป็นเหมือน "ศัตรูร้าย"
ที่ลักลอบเข้ามาบั่นทอนสัมพันธภาพ
และบางครั้งถึงขนาดทำลายครอบครัวได้สำเร็จไปเป็นจำนวนไม่น้อย

:b2: ครอบครัว…จู้จี้ขี้บ่น

…เมื่อภรรยากลับจากไปธุระนอกบ้าน เปิดประตูบ้านเข้ามาเห็นบ้านรกมาก
ข้าวของวางเกลื่อนพื้นห้องรับแขก ลูกๆ เล่นของเล่นเสร็จก็ไม่เก็บเข้าที่
โต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
ซ้ำร้าย…สามีสุดที่รักก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างมีความสุข ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ด้วยความอดรนทนไม่ได้ ภรรยาจึงเริ่ม บ่น บ่น บ่น และบ่นมากขึ้น
อีกทั้งพยายามจัดแจง และสั่งการสมาชิกภายในบ้านว่าคนนั้นจะต้องทำสิ่งนั้น
คนนี้ต้องทำอย่างนี้ แม้ว่าทุกคนจะทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เสียงบ่นก็ยังไม่ได้ยุติลงแต่เริ่มลามไปสู่เรื่องใหม่ในทันที
ที่สายตาของเธอกวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่าง ที่ไม่อยู่ในร่องในรอย

สำหรับสามีแล้ว เสียงบ่นของภรรยาเป็นเหมือนเสียงของผึ้งเป็นฝูงๆ
ที่บินมารุมตอมดัง "หึ่ง หึ่ง หึ่ง" และทุกครั้งที่ได้ยิน
ก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกผึ้งต่อย
เขาเองไม่ชอบอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้เลย และคิดเสมอว่าสักวันจะต้องทนไม่ได้
อาจเกิดการตอบโต้รุนแรงหรือไม่ก็ต่างคนต่างอยู่ไปเสียเลย
ในยามว่างเขามักจะหวนคิดถึงภาพภรรยาคนเดิม
ที่แต่ก่อนไม่จู้จี้ขี้บ่นและอยากให้เธอคนนั้นกลับคืนมา

:b2: ครอบครัว…บั่นทอนกำลังใจ

…เมื่อสามีคิดจะเริ่มทำธุรกิจใหม่ ภรรยาก็พูดอย่างดูถูกดูแคลนว่า
"ยังไม่เข็ดอีกหรือ ทำธุรกิจทีไรขาดทุนทุกที ยังคิดจะเริ่มต้นใหม่อีก
ฉันว่าน่าจะไปสมัครทำงานเป็นลูกจ้างเขาจะดีกว่านะ"

คำพูดของภรรยาทำให้สามีรู้สึกเสียใจ
หมดกำลังใจและสูญเสียความมั่นใจที่จะเริ่มต้น สร้างฐานะใหม่
ดังนั้นแม้ว่าเขาจะยังคงตัดสินใจเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป
แต่ก็ทำด้วยความหดหู่ หมดกำลังใจ
เพราะเขาต้องทนกับคำเยาะเย้ยของภรรยาแทนคำสนับสนุนและให้กำลังใจ

คำพูดของภรรยาทำให้สามีตกอยู่ในสภาพเหมือนคนที่ขับรถในความมืด
ซึ่งนอกจากไม่รู้ หนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไรแล้ว
ยังมีคนที่นั่งข้างๆ คอยพูดกรอกหูตลอดเวลาว่ามีเหวลึกอยู่เบื้องหน้า
ขับต่อไปรังแต่จะตกเหวตายเท่านั้น เขาจึงขับไปกลัวไป
และในที่สุดก็ต้องจอดไม่กล้าขับไป จนถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

สามีภรรยานั้นเมื่ออยู่ด้วยกันไปนานวันเข้าย่อมรู้จักนิสัยใจคอกันดีขึ้น
สิ่งไม่ดีซึ่งเคยมองข้าม หรือมองไม่เห็นก่อนแต่งงาน
กลับค่อยๆ ผุดขึ้นตามวันเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดความไม่ชอบ ไม่พอใจ
ความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้ถูกสะสมพอกพูนจนกลั่นกรองกลายเป็นคำพูดที่มุ่งส่อเสียด
ดูถูกดูแคลน และตอกย้ำข้อบกพร่องผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ

คำพูดที่คอยบั่นทอนกำลังใจเหล่านี้นอกจากจะทำให้คนในครอบครัว
สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว ยังเป็นคำพูดที่ดูถูกศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคน
ซึ่งไม่มีใครที่รับฟังแล้วจะสามารถ ดำเนินชีวิตได้อย่างมีกำลังใจและมีความสุขต่อไป

:b2: ครอบครัว…ถามคำ-ตอบคำ

…สามีและภรรยาเมื่อกลับมาถึงบ้าน ต่างคนก็ต่างทำภารกิจประจำวันของตนตามหน้าที่
ไม่ได้มีเรื่องขัดเคืองใจกัน เพียงแต่ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกันเท่านั้น
เรียกได้ว่าบ้านหลังนี้ "จิ้งจก" คุยเก่งที่สุดในบ้านเพราะสามีภรรยา
แทบจะไม่ได้พูดคุยหรือสื่อสารอะไรกันเลย

สามีภรรยาที่แต่งงานกันไปนานๆ
จะพบปัญหาหนึ่งก็คือไม่รู้จะพูดอะไรกันไม่มีเรื่องจะคุยกัน เพราะพบเห็นหน้ากันทุกวัน
แต่กิจวัตรประจำวันทั้งในที่ทำงานและที่บ้านต่างคนต่างทำ
ไม่เกี่ยวข้องกันและไม่อยากให้เกี่ยวข้องกันด้วย
ดังนั้นเรื่องที่จะสนทนากันจึงตื้นเขิน และไม่มีสาระเมื่อพูดคุยเพียงไม่กี่ประโยคก็จบแล้ว
ความเงียบจึงเข้าครอบครองเป็นเจ้าของบ้านนี้อยู่เสมอ
ในที่สุดก็อาจกลายเป็นความเบื่อหน่ายที่ต้องพบกับความรู้สึกห่างเหิน ซ้ำซากจำเจ
ชีวิตครอบครัวไม่ได้นำมาซึ่งความสุขอย่างที่ทั้งสองคนเคยคิด

:b2: ครอบครัว…ต่อว่าด่าทอ

…เมื่อภรรยารู้ว่าสามีพูดปดหรือทำงานบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควร
หรือทำบางสิ่งให้ภรรยาโกรธอย่างมาก
ภรรยาจึงตรงรี่เข้าไปต่อว่าสามีอย่างเสียๆ หายๆ
ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
เหมือนข้าศึกเข้าจู่โจมศัตรูอย่างไม่มันตั้งตัว
โดยใช้ปากเป็นอาวุธสาดกระสุนชุดใหญ่เข้าใส่อีกฝ่ายหนึ่ง

กระสุนแห่งคำผรุสวาท คำหยาบคายที่ออกมาจากปาก
ที่ครั้งหนึ่งเคยโปรยดอกไม้หอมให้แก่กัน
เป็นกระสุนที่ทำให้ความรักในชีวิตสมรสถูกทำลาย หัวใจตายด้าน
และรุกเร้าอารมณ์โกรธที่รุนแรงให้เกิดขึ้น
สามีที่เคยนิ่งสงบอาจจะไม่สามารถทนนิ่งเงียบได้อีกต่อไป
และยิ่งกระสุนนั้นรุนแรงและหยาบคายมากเท่าไร
การตอบโต้จะยุ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
อาจถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกันเรียกได้ว่าการต่อว่าด่าทอนี้
เป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงของครอบครัวที่น่ากลัวมากที่สุดอันหนึ่ง

ตัวอย่างครอบครัวข้างต้นเป็นเพียงบางตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า
ครอบครัวล่มสลายได้ เพราะคำพูดที่ไม่เหมาะสม
ดังนั้น หากเราต้องการธำรงครอบครัวแห่งความสุขไว้ให้นานๆ
จงจำไว้ว่า "อย่าทำลายครอบครัวด้วยปาก"


ผมมีข้อแนะนำง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องคำพูด
สำหรับสามีภรรยาที่ปรารถนาครอบครัวที่มีความสุข อาทิ


:b27: คำพูดที่ดีเริ่มต้นจากใจที่ดีที่เต็มด้วยความรัก

คำพูดที่เรากล่าวออกมาจากปากนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา
เราจะสามารถมีคำพูดที่ดี และเสริมสร้างครอบครัวได้ต้องเริ่มจากหัวใจ
ที่มีความรักต่อคนในครอบครัว รักคู่สมรสของเรา รักลูกๆ ของเรา
รักสมาชิกภายในบ้านและที่สำคัญ
ก็คือมีความปรารถนาให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขและยิ่งยืนนาน
ความรักที่เรามีจะช่วยทำให้เราแก้ไขนิสัยของตัวเองได้ง่ายขึ้น
เช่น จากคนที่พูดจาโผงผาง ไม่คำนึงถึงจิตใจผู้อื่นความรัก
ก็จะช่วยให้คำนึงถึงจิตใจของผู้ที่เรารัก
ทำให้คำพูดนั้นอ่อนหวาน และเสริมสร้างมากกว่าที่จะบั่นทอนกัน

:b27: คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผลและความรัก

น้ำที่เข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองจะบริสุทธิ์กว่าน้ำที่ตักจากแม่น้ำลำคลองฉันใด
คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผล และความรักย่อมบริสุทธิ์กว่าคำพูด
ที่ออกมาโดยไม่ผ่านความคิด แต่หากเป็นคำพูดที่ออกมาจากอารมณ์ที่ขุ่นมัว
จิตใจที่โกรธและมุ่งร้าย ก็จะเป็นดั่งสายน้ำขุ่นข้นที่ไหลเชี่ยวกราก
พัดทำลายสิ่งที่อยู่บนเส้นทางให้จมหรือเสียหายไป

ดังนั้นทุกครั้งก่อนที่เราจะพูดสิ่งใด ในขณะที่มีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ
เรายิ่งต้องพยายามคิดทบทวนให้รอบคอบก่อนจะพูด
พิจารณาว่าจริงเท็จเพียงใด ควรกล่าวออกไปหรือไม่
กล่าวออกไปแล้วคนรับจะรู้สึกอย่างไร ควรกล่าวเวลาใดจึงดีที่สุด
เมื่อกลั่นกรองแล้วเห็นว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อครอบครัวและคนที่เรารักจึงพูดออกไป

เราควรเรียนรู้ที่จะควบคุมคำพูด ควบคุมลิ้นของเรา
ไม่ให้พูดในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ตามใจปาก
โดยปล่อยให้พูดไปตามความปรารถนาของอารมณ์


:b27: ฝึกใช้คำพูดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเสริมคุณภาพครอบครัว

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกคนชอบและปรารถนาจะได้ยินคำพูดที่สะท้อนว่า
ผู้พูดคำนึงถึงจิตใจของผู้รับ เช่น คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน
คำพูดที่ให้กำลังใจ คำพูดที่แสดงความเข้าใจ คำพูดที่สะท้อนความห่วงใย
คำพูดที่มีเหตุผล คำพูดที่ให้อภัย ฯลฯ เพราะจะทำให้คนฟังมีหัวใจแช่มชื่น
มีความสุขและมีกำลังใจ เปรียบดั่งต้นไม้ที่ได้รับน้ำบริสุทธิ์จากสายฝน
ที่ฉ่ำเย็นมาหล่อเลี้ยงรากให้เจริญเติบโต ออกดอกผลงดงาม

ดังนั้นสามีภรรยาจึงควรที่จะฝึกกล่าวคำพูดเหล่านี้ต่อกัน
โดยปฏิเสธคำพูดที่เป็น "ทุกขวาทะ" ทุกประเภท
เพราะนั่นเปรียบเหมือนน้ำร้อนๆ ที่ราดรดลงมาและไม่มีต้นไม้ใดยืนต้นทนทานอยู่ได้
ในที่สุดต้นไม้นั้นย่อมเหี่ยวเฉาและตายลง


หากเราต้องการสร้างครอบครัวที่มีความสุขตลอดไป
เราต้องควบคุมปากของเรา ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของความไม่มีเหตุผล
หรือเป็นอาวุธที่ใช้ประหัตประหารสมาชิกในครอบครัวที่เรารัก
แต่เราต้องมีคำพูดทุกครั้งที่พูดนั้นนำมาซึ่งความชื่นใจ
กำลังใจและสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว
แล้วครอบครัวของเราจะมั่นคงและยั่งยืนได้ด้วยคำพูดของเรานั่นเอง


kriengsak@bangkokcity.com,http://www.ifd.of.th

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

ที่มา...
http://www.elib-online.com/doctors2/fam ... ain01.html

:b48: :b8: :b48:

ปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์นะคะ...สุข หรือ ทุกข์ ขึ้นอยู่กับปาก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 16:15 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาอย่างแรงครับ
อ่านแล้วอ่านอีกไม่เบื่อเลย^^
:b32:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 16:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบคุณมากค่ะ...คุณyothininsuk
ที่แวะมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจบ่อยๆ
ขอให้มีความสุขทั้งกายและใจนะคะ

:b48: ...รักษาสุขภาพนะคะ... :b48:

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2009, 11:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

:b48: ขี้เกียจจัง...ทำไงดี? :b48:


มีสักกี่คนที่คิดว่าตัวเองขยันขันแข็งตื่นตัวตลอดเวลา
ส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าตัวเอง... “ขี้เกียจจังแฮะ”...แทบทั้งนั้น
อยากแต่จะนั่งเล่นนอนเล่นให้เย็นใจ หรือหาอะไรสนุกๆ ไปวันๆ
ยิ่งมีวันหยุดยาวติดกันหลายๆ วัน ขี้เกียจติดพันจนตัวจะเป็นขนอยู่แล้ว!
แต่ความจริงถึงจะขี้เกียจก็ไม่เห็นต้องเครียดเพราะรู้สึกผิด
แค่เลือกจับคู่เรื่องงานและการพักผ่อนให้เหมาะสมกับนิสัยตัวเองก็โอเคแล้วละ


แล้วเราขี้เกียจแบบไหนล่ะ?
ลองเลือกดูซิว่าใน 3 ข้อนี้ เราเครียดที่สุดกับข้อไหน จากนั้นเช็กผลว่าอะไรเหมาะกับเรา

ทำไมต้องตื่นเช้าขนาดนี้เนี่ย?
ตารางแน่นเอี้ยด ใครจะไปทำทัน!
สั่งอยู่ได้ เจ้านายจอมยุ่ง!

:b26: พวกตื่นสาย
ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่นอนหรอก แต่ร่างกายคุณไม่ถูกกับการตื่นเช้ามากจริงๆ

:b26: พวกไร้ระบบ
คุณไม่ชอบถูกกำหนดล่วงหน้าว่าต้องทำอะไร
แต่อยากได้อิสระในการใช้ความคิดมากกว่า

:b26: พวกไม่ฟังใคร
คุณต้องการเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่คอยรับคำสั่งที่บางครั้งก็ฟังไม่เข้าท่า


:b18: หางาน : ลองเลือกอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานแต่เช้า
เช่น ดีเจรอบบ่าย นักข่าวสายบันเทิง
หรืองานอื่นใดที่สอบถามแล้วว่ายืดหยุ่นเรื่องเวลา

:b18: หางาน : น่าจะเลือกทำสิ่งที่ขั้นตอนไม่ซับซ้อน
และไม่ต้องลงมือหลายเรื่องในคราวเดียว
เช่นงานฟรีแลนซ์ที่เริ่มและจบเป็นจ๊อบๆ ไป ไม่ซ้อนกันหลายงาน

:b18: หางาน : หลีกเลี่ยงงานออฟฟิศได้ก็จะดี หรือลองเปิดบริษัทเล็กๆ
จะได้เป็นเจ้านายตัวเอง เปิดร้านเสื้อผ้า ร้านไอติม
อะไรก็ได้ที่ไม่มีเจ้านาย...แต่มีลูกน้องได้นะ

:b25: พักผ่อน : นาฬิกา ในร่างกายแต่ละคนไม่ตรงกัน
ของคุณดูจะเริ่มช้ากว่าคนอื่นเขาหน่อย
ดังนั้นช่วงพักผ่อนสนุกสนาน
จึงเหมาะกับการสังสรรค์ยามค่ำคืน...อย่าให้ดึก นักก็แล้วกัน

:b25: พักผ่อน : อย่าวางแผนเที่ยว อย่าเตรียมพร้อมมาก
เพราะคุณจะไม่สนุกอย่างที่หวัง สู้คิดแล้วลุยเลยไม่ได้ ตื่นเต้นมีชีวิตชีวาดี...
เดินผ่านโรงหนังคราวหน้าก็เลี้ยวเข้าไปซื้อตั๋วได้ เลย

:b25: พักผ่อน : ขยันหากิจกรรมเก็บไว้
อยากทำอะไรจะได้เช็กข้อมูลได้ทันที
แล้วจัดโปรแกรมวันหยุดเช้าจรดเย็นไปชวนเพื่อนๆ มาสนุกร่วมกัน
รับรองเพื่อนๆ ติดใจให้คุณเป็นโต้โผอีกแน่


:b14: ขี้เกียจก็มีดีนะ!

โดนแม่บ่นเรื่องขี้เกียจอยู่บ่อยๆ
แต่จะว่าไป...การทำตัวขี้เกียจก็มีดีเหมือนกันนะเออ...

:b24: * มีเวลาให้ได้คิด เพราะการทำตัวว่างๆ
ช่วยให้เราได้โฟกัสกับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ
และเมื่อเราเกิดความคิดที่ชัดเจน
ก็ยิ่งเป็นไปได้มากที่จะทำให้สิ่งนั้นเป็นจริงขึ้นมา

:b24: * ฝันได้อย่างอิสระ เมื่อเราปล่อยตัวตามสบาย
ความคิดฝันก็จะโลดแล่นได้เต็มที่
ทีนี้ก็อาจจะเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์
หรือปิ๊งไอเดียอะไรเก๋ไก๋ที่มีประโยชน์ก็ได้นะ

:b24: * ไม่เครียด เพราะ เราไม่กดดันตัวเองให้ต้องทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา
ก็เลยรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งมีส่วนช่วยให้มีความสุขและมั่นใจในตัวเองได้โดยไม่รู้ตัว


:b18: พักผ่อนแล้วเห็นผล!
เล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด
หน้าตาน่าเอ็นดูของน้องหมาก็ช่วยให้ยิ้มได้ คลายเครียด

:b18: กินๆๆ
ปากเคี้ยวเพลินๆ สมองว่างเลยเกิดสมาธิ
ผุดไอเดียเริ่ดๆ ได้นะจะบอกให้ ยิ่งได้ผลคูณสองถ้าเป็นช็อกโกแลต

:b18: นอนกลางวัน
นอนนิ่งๆ แล้วงีบเอาแรง เพื่อทำกิจกรรมถัดไปได้อย่างสดชื่น


สนับสนุนข้อมูลโดย นิตยสาร Seventeen
ที่มา...
http://campus.sanook.com/teen_zone/senior_05616.php

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2009, 13:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: การจัดการกับความเครียด (Stress Management) :b48:

รูปภาพ

:b41: 1. การหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ

:b55: 2. การฝึกนั่งสมาธิ

:b41: 3. อยู่สิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ซ้ำซากจำเจ

:b55: 4. ฟังเพลง หรือเล่นดนตรี

:b41: 5. การหาเวลาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

:b55: 6. มีการนัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือญาติ

:b41: 7. รู้จักระบายหรือพูดคุยถึงปัญหาที่มีให้ผู้อื่นฟัง

:b55: 8. พึ่งศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำบุญ ไหว้พระ

:b41: 9. การหายใจแบบโยคะ ซึ่งจะต้องมีสมาธิจดจ่อกับการกำหนดลมหายใจ

:b55: 10. รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ

:b41: 11. หางานอดิเรกทำ

:b55: 12. การนวด เป็นการช่วยผ่อนคลายบางจุด

:b41: 13. การฝังเข็ม

:b55: 14. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

:b41: 15. การวางแผนจัดการกับปัญหาที่ทำให้เครียดบ่อยๆ

:b55: 16. สนุกกับงานที่ทำ

:b41: 17. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้าเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง

:b55: 18. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

:b41: 19. การฝึกความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี

:b55: 20. ควรมีการเปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อยืนหรือนั่งเป็นเวลานานๆ


ที่มา...นพ.วีรวุฒิ เอกกมลกุล จิตแพทย์รพ.วิภาวดี
http://www.vibhavadi.com/web/mediainfo.php?id=365

:b48: :b8: :b48:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 185 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร