วันเวลาปัจจุบัน 28 ต.ค. 2020, 03:19  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 146 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ต.ค. 2009, 13:33 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2009, 18:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
หากความฝันที่เราเพียรสร้างขึ้น

กลับต้องพังทลายดุจปราสาททรายถูกคลื่นซัดสาด

ทั้งที่อีกไม่เท่าไหร่...

ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสำเร็จอย่างสวยงาม

เหมือนกับอีกแค่เพียงนิดเดียวก็จะเอื้อมคว้าถึง

นาทีแห่งการสูญเสียนาทีนั้น...

บางคนรู้สึกเหมือนพังทลายลงทั้งชีวิต

เป็นความรู้สึกยากที่จะยอมรับ

.....

ชีวิต...คือความไม่แน่นอน

อยากให้เรารู้ซึ้งถึงสัจจธรรมข้อนี้

บางครั้งชีวิตก็เหมือนถูกกลั่นแกล้งโดยโชคชะตา

ให้ต้องสูญเสีย พลาดพลั้ง...

ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่เชื่อเถิด...

ทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอสำหรับชีวิต

เมื่อถึงวันนั้น ถามใจตนเองสักครั้ง...

ว่าจะสู้หรือจะปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงไปอย่างปวดร้าว...



รูปภาพ

"ขณะโศกควรแจ้งใจว่าสิ่งทำให้โศก..เคยให้สุข

ขณะสุขก็ควรแจ้งใจว่าสิ่งทำให้สุข..เคยให้โศก..."

คาริล ยิบราล


http://www.imeem.com/thadsanaporn/music/WmkFezPg//

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2009, 18:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2009, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องเล่าจากหญิงชราชื่อ โรส

รูปภาพ

วันแรก ที่พวกเราเริ่มการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น อาจารย์ของเราได้เข้ามาแนะนำตัว
และบอกให้พวกเราทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักมาก่อน
ผมยืนขึ้นแล้วมองไปรอบๆ และมีมือๆ หนึ่ง เอื้อมมาจับบ่าของผม
ผมหันไปพบกับหญิงชราร่างเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น
ที่ส่งรอยยิ้มอันเป็นประกายมาให้ผม รอยยิ้มนั้นทำให้เธอดูสดใสอย่างยิ่ง


หญิงชราคนนั้นกล่าวขึ้นว่า
' สวัสดี รูปหล่อ ฉันชื่อโรส อายุแปดสิบเจ็ดแล้ว มาให้ฉันกอดสักทีสิ '


ผมหัวเราะกับท่าทางของเธอ และตอบอย่างร่าเริงว่า
' แน่นอน ได้สิครับ ' แล้วเธอก็กอดผมอย่างแรง ผมถามเธอว่า
' ทำไมคุณถึงมาเรียนมหาวิทยาลัย เอาตอนที่อายุน้อยและไร้เดียงสาอย่างนี้ละ'


เธอตอบด้วยเสียงปนหัวเราะว่า
'ฉันมาหาสามีรวยๆ ที่ฉันจะได้แต่งงานด้วย แล้วมีลูกสักสองสามคน '


ผมขัดจังหวะเธอ โดยถามว่า 'ไม่เอาครับ.. ถามจริงๆ '
ผมสงสัยจริงๆ ว่า อะไรทำให้เธอมาเรียนที่นี่ตอนที่อายุขนาดนี้


และเธอตอบว่า
' ฉันฝันมานานแล้ว ว่าฉันจะได้ปริญญา และตอนนี้ ฉันก็กำลังจะได้ปริญญาที่ฉันฝัน'


รูปภาพ


หลังเลิกเรียนวิชานั้น เราเดินไปที่อาคารสโมสรนักศึกษาด้วยกัน และนั่งกินชอคโกแลตปั่นด้วยกัน
เรากลายเป็นเพื่อนกันในทันที ตลอดสามเดือนหลังจากนั้น เราจะออกจากชั้นเรียนพร้อมกัน
และจะไปนั่งคุยกันไม่หยุด ผมนั้นประหลาดใจเสมอเมื่อได้ฟัง 'ยานเวลา' ลำนี้ แบ่งปันความรู้
และประสบการณ์ของเธอให้กับผม

รูปภาพ

ตลอดปีนั้น โรสได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยของเรา
และเธอนั้นจะเป็นเพื่อนได้กับทุกคนในทุกที่ที่เธอไป เธอรักที่จะแต่งตัวดีๆ
และดื่มด่ำอยู่กับความสนใจ ที่นักศึกษาคนอื่นๆ มีให้กับเธอ เธอได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
เมื่อถึงตอนสิ้นสุดภาคการศึกษา เราได้เชิญโรสให้มาพูดที่งานเลี้ยงของทีมฟุตบอลของเรา
ผมไม่เคยลืมเลยว่า เธอได้สอนอะไรให้กับเรา


พิธีกรแนะนำตัวเธอ และเธอก็เดินขึ้นมาที่แท่น

รูปภาพ

ตอนที่เธอกำลังเตรียมตัวที่จะพูดตามที่เธอตั้งใจนั้น เธอทำการ์ดที่บันทึกเรื่องที่เธอจะพูดตกพื้น
เธอทั้งอาย ทั้งประหม่า แต่เธอโน้มตัวเข้าหาไมโครโฟนแล้วบอกว่า


' ขอโทษด้วยนะ ที่ฉันซุ่มซ่าม ฉันเลิกกินเบียร์มาตั้งนานแล้ว แต่วิสกี้พวกนี้มันแรงจริงๆ
ฉันคงจะเอาบทของฉันมาเรียงใหม่ไม่ทันแล้ว
งั้นฉันก็คงได้แค่บอกเรื่องที่ฉันรู้ให้กับพวกคุณก็แล้วกัน'


พวกเราทุกคนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ตอนที่เธอเริ่มต้นว่า

' พวกเราทุกคนนั้น ไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่หรอก แต่เราแก่เพราะว่าเราหยุดเล่น
ที่จริงแล้วมีเคล็ดลับสู่การที่จะยังหนุ่มสาวอยู่เสมอมีความสุข
และประสบความสำเร็จอยู่ 4 ประการ



1) พวกคุณจะต้องหัวเราะ และมีเรื่องสนุกๆ ขำขันทุกวัน


รูปภาพ


2) พวกคุณจะต้องมีความฝัน เมื่อไรก็ตามที่คุณสูญเสีย ความฝันของคุณไป คุณจะตาย
มีคนมากมายที่ยังเดินไป เดินมาอยู่ทั้งๆ ที่ตายไปแล้วและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายไปแล้ว


รูปภาพ


3) การที่คุณ 'แก่ขึ้น' กับ 'เติบโตขึ้น' นั้นมันต่างกันมาก ถ้าคุณอายุสิบเก้า
แล้วนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ปีหนึ่ง และไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ตลอดทั้งปี คุณก็จะอายุยี่สิบ
ถ้าฉันอายุแปดสิบเจ็ด แล้วนอนเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยตลอดทั้งปี ฉันก็จะอายุ แปดสิบแปด
ทุกๆ คนนั้นจะแก่ขึ้น ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถอะไรเลย
ประเด็นของการ เติบโตขึ้น นั้นอยู่ที่การแสวงหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลง


รูปภาพ



4) อย่าทิ้งอะไรไว้ให้เสียใจภายหลัง คนสูงอายุส่วนใหญ่นั้น ไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้ว
แต่มักจะเสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ คนที่กลัวความตายนั้น มีแต่คนที่ยังมีสิ่งที่ต้องเสียใจค้างอยู่ '


รูปภาพ


เธอจบการพูดของ เธอด้วยการร้องเพลง 'The Rose' อย่างกล้าหาญ
และเธอได้แนะให้พวกเราทุกคนศึกษาเนื้อร้องของเพลงนั้นและเอาความหมายเหล่านั้น
มาใช้กับชีวิตประจำวันของพวกเรา


เมื่อสิ้นปีการศึกษานั้น โรสได้รับปริญญาที่เธอได้เริ่มฝันไว้เมื่อนานมาแล้ว


หนึ่งสัปดาห์หลังจบการศึกษา โรสจากไปอย่างสงบ


เธอนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย


รูปภาพ


นักศึกษากว่าสองพันคนไปร่วมพิธีศพของเธอ เพื่อแสดงความเคารพ ต่อหญิงชราผู้วิเศษ


ผู้ได้สอนให้พวกเขาได้รู้ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า


ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นทุกสิ่งที่คุณสามารถเป็นได้


จงจำไว้ว่า

' การแก่ขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเติบโตขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกได้
เราอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เราจะมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งที่เราให้ไป'



รูปภาพ



รูปภาพ
ที่มา : Forward Mail ที่ได้รับมาจากเพื่อน อ่านแล้วชอบเลยเก็บมาฝากกันค่ะ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2009, 11:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบคุณค่ะ...คุณ ณ มรณา
สำหรับเรื่องราวดีดี รูปภาพประกอบน่ารักน่ารัก
ที่คุณบรรจงทำอย่างตั้งใจ และมีเต็มไปด้วยความรักในการเขียนแต่ละครั้ง
ชอบที่คุณใช้หัวข้อที่คุณให้ชื่อว่า
:b48: ตั้งสติ :b48: จัง


วันนี้ เวลานี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูจะเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดทั้งนั้นที่เกิดขึ้นในชีวิต
อะไร อะไร ก็ดูว่าเหมือนไม่แน่นอน อะไรก็เกิดได้ทั้งนั้น
ขอบพระคุณพระพุทธศาสนาเป็นที่สุด
ที่ทำให้วันนี้ เราอยู่ได้ อย่างไม่อ่่อนแอมากนัก
แม้เรื่องราวที่พบเจอมันเกิดขึ้นเร็วไปหมด
จนเรียกว่า แทบไม่ได้ตั้งตัว
แม้ว่าจะมีทุกข์ มีโศก มีเศร้า เสียใจ
แต่ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราจริงจริง
ทุกสิ่งล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
แล้วแต่เหตุ แล้วแต่ปัจจัยที่เกิดขึ้น
โชคดีมากที่สุดในชีวิต ที่เคยฝึกสติมาบ้าง
และรู้แล้วว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในยามที่ต้องพบกับเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่คาดคิด
ในยามที่ไม่มีใคร ยังมีสติเป็นเพื่อนแท้คอยอยู่ข้างๆ
คอยให้เราได้รู้ ได้เข้าใจ ได้ตัดสินใจที่จะอยู่กับทุกช่วงเวลาของชีวิตให้ดีที่สุด
ดูเหมือนว่าใจของเรา ไม่แกว่งไปมากมายนัก
ยังดูเข้มแข็ง เข้าใจ ยอมรับกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา
เพื่อนรัก...อย่าพากันประมาทนักเลย
ถ้าเราไม่ได้ฝึกตัว ฝึกใจ ฝึกสติ ในเวลานี้
หากวันนึงเราต้องการใช้สติกับเรื่องราวต่างๆในชีวิต
เราคงไม่มีเพื่อนแท้ที่ชื่อสติ คอยชี้ทางที่ถูกที่ควรให้เราเป็นแน่แท้
อย่ามัวแต่รอ เพราะทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอนทั้งนั้น...อย่ารอนะ คนดี


:b48: รักและเป็นห่วงเพื่อนเสมอค่ะ :b48:

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ย. 2009, 08:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ฉันมองเห็นความสุข


เราต้องไม่ลืมที่จะทำความเข้าใจด้วยว่า...

ชีวิต การงาน และความรัก นั้นเกี่ยวข้องกัน
การงานไม่ได้หมายถึงชีวิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ความรักไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับชีวิต แต่จะทำให้ชีวิตรู้สึกยิ่งใหญ่

เราควรเรียนรู้ที่จะมีความสุข
และนึกถึงความตายว่าคือปลายทางของชีวิต
ที่เราจะเดินไปพบคนที่เราเคยสูญเสียไป


ถ้าเพียงเราคิดอย่างนั้น
เราจะอยู่กับชีวิต ด้วยความเบิกบานและความรัก
....อย่างที่มันควรจะเป็น....

ความสุขส่งผ่านมาจากใจ
และสังเกตได้จากนอกกาย

ชีวิตไม่ได้มีแค่ความสุข
แต่เราทำให้ทุกวันทุกเวลามีความสุขได้

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ย. 2009, 10:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

วันที่ชีวิต .."ติดลบ"

หากชีวิตต้องเจอจุดวิกฤติที่สุด...

เป็นช่วงเวลาที่สภาพจิตใจย่ำแย่ มองไปทางไหนก็ดู เหี่ยวเฉา เหงา ไม่รักตัวเอง

สิ้นหวังกับทางที่เลือกเดิน อิจฉาริษยาผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือเหนือกว่าตัวเอง

เหยียบย่ำและดูถูกตัวเองอยู่ตลอดเวลา...

คอยมองโลก มองผู้คน มองสังคมไปในแง่ร้ายมันเป็นลักษณะของ...

"คนที่ไม่รักตัวเอง" ...."รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า"....

เรามีสิทธิ์ที่จะติดลบกับชีวิตและสิ่งรอบข้างได้...

แต่ถ้าเรามัวจมปลักอยู่กับความรู้สึกนั้น

เรายังไม่รักตัวเอง และไม่รักใคร ๆ แล้วละก็...

สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ชีวิตเป๋ได้เหมือนกัน...เราต้องแปรสภาพความรู้สึกที่ย่ำแย่นั้น

ให้เป็นเหมือนภาพเงาสะท้อนให้เห็นว่าถ้าเรารู้สึกอ่อนแอ และติดลบกับทุก ๆ สิ่ง

ผลลัพธ์ของการกระทำนั้นจะออกมาเป็นเช่นไร...

เมื่อเราไม่ศรัทธาตัวเอง คนรอบข้างก็อาจจะไม่ศรัทธาในตัวเราไปพร้อม ๆ กัน

ยิ่งเราแสดงออกมาก ยิ่งจะถูกต่อต้าน ยิ่งเราถูกต่อต้าน

เราก็ยิ่งจะมองโลกในแง่ร้ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะหลุดพ้นจากสภาพที่มันเลวร้ายนั้นได้...

มีคนเคยบอกไว้ว่า ...

"คุณค่า..ไม่ใช่สิ่งที่เราเดินไปเจอแบบเกมล่าสมบัติ..แต่คุณค่าคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง"

เพียงแค่เราลองหยิบยื่นความศรัทธาให้กับตัวเอง ไม่ยึดติดกับความโชคดีของผู้ใด

ไม่ทับถมตัวเองในทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะสถานะและความเป็นอยู่และเป็นไป

"อย่าซ้ำเติมตัวเอง...อย่าดูถูกตัวเอง"

ลองมองความเป็นจริงของโลกใบนี้ดูสิ

ยังมีผู้คนที่เขาลำบากกว่าเรา ทุกข์ยากกว่าเรา เขาด้อยกว่าเรา

เขามีปัญหาชีวิตมากกว่าเราอีกเยอะแยะมากมาย

เราโชคดีแค่ไหน ที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย

ซึ่งมีคนอีกเป็นล้านที่ไมมีชีวิตรอดผ่านสัปดาห์นี้ไปได้

เรายังโชคดีกว่าคนอีก 500 ล้านคนบนโลกนี้

ที่เขาต้องอยู่ในสภาพสงคราม ติดคุก ถูกทรมาน และอดอยาก

เรายังร่ำรวยกว่าคนอีก 7.5% ของโลกนี้

ที่เขาไม่มีอาหารเก็บไว้ในตู้เย็น ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีแม้กระทั่งบ้าน

ลองค้นหาทางออกให้กับตัวเองดู

แม้ว่าวันนี้จะยังมืดมน หรือไม่มีใครสักคนที่เข้าใจในตัวเรา

แต่เราต้องเข้าใจตัวเอง สร้างพลังใจพลังภายในให้กับตัวเอง

"เราทุกคนมีแสงสว่างที่อยู่ในหัวใจ

คอยส่องนำทางอยู่แล้วคนละ 1 ดวง

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นมันหรือไม่เห็น

และรู้จักนำมันมาใช้หรือเปล่า...ก็เท่านั้น" *



"ถ้าเราเชื่อมั่นว่าทำได้..ต่อให้ต้องย้ายภูเขาถมทะเลในที่สุดก็สำเร็จจนได้

แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำไม่ได้แม้จะง่ายแค่เพียงพลิกฝ่ามือ...ก็ยังไม่มีวันประสบความสำเร็จ"

ด.ร. ซุนยันเซ็น




รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ย. 2009, 11:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ความยิ่งใหญ่ ของการมีชีวิต


สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเรามีความหวังต่อไปได้...

คือการรู้ว่าตัวเรา ณ วันนี้ยังหายใจอยู่ !...

บางคนอาจคิดว่าการที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้น

ไม่ได้สำคัญอะไร...

ไม่น่าที่จะจับมาเป็นประเด็นขบคิด เพราะว่าใครๆ ก็มีชีวิตอยู่ทั้งนั้น

แต่ถ้ามานั่งนึกกันจริงๆ แล้ว...การที่เราตระหนักว่ายังมีชีวิตอยู่นั้น

เป็นการสร้างพลังให้กับเราอย่างที่นึกไม่ถึงเลยทีเดียว

และพลังนั้นจะทำให้เรากล้าที่จะทำในบางสิ่ง ที่เรากำลังลังเล...

เคยไหม?...อยากทำอะไรสักอย่างแต่ไม่กล้าลงมือ...

อยากจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ ก็กลัวว่าจะกระทบกระทั่งคนนั้นคนนี้

กลัวคนนั้นจะว่า กลัวคนนี้ไม่พอใจ...

อยากจะสร้างงานที่ดีๆ สักงาน ก็กลัวล้มเหลว กลัวอุปสรรค

สรุปว่า กลัวไปทุกอย่าง ปัญหาเยอะแยะไปหมด จะเกิดหรือไม่เกิดก็ยังไม่รู้...

รู้แต่ว่า...ความคิดของเราคิดอยู่ตลอดว่า เกิดแน่ๆ เป็นแน่ๆ

อย่างนั้นก็ไม่เป็นอันทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ ไม่ต้องกระทบใคร...

ไม่ต้องเสียอะไร และสุดท้าย...กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชีวิตหนึ่ง ที่ธรรมดาๆ

ระบายลมหายใจให้หมดไปวันๆ เท่านั้นเอง...

แต่ถ้าลองกลับมาคิดอีกมุมหนึ่งว่า...

ถ้าเราได้ลงมือทำอะไรสักอย่างที่เราลังเลนั้นไปแล้ว...

ก็ให้สบายใจในระดับหนึ่งว่าจะเกิดอะไรก็ตาม...เราก็ได้ทำไปแล้ว...

สิ่งต่างๆ ที่เคยกลัวพวกนั้น ถ้ามันเกิดขึ้น...แล้วเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป

จะแก้ปัญหาอย่างไร นั่นแหละคือสิ่งที่ต้องคิดล่ะ...

อะไรที่ตามมาก็ค่อยๆ แก้ไปดีไหม...อย่าลืมว่าถ้าถึงตรงนี้ได้

อย่างน้อยเราก็ได้ลงมือทำแล้ว ความฝันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

อะไรจะหนักหนาสาหัสอย่างไรก็ค่อยๆ แก้มันไป...

และตรงนี้เอง...ตรงที่ปัญหาเกิดขึ้น ต่อให้มันหนักหนาแค่ไหน...ก็ไม่ต้องกลัว

บอกตัวเองไปเลยว่า...อย่างน้อยเราก็ยังมีชีวิตอยู่...

เรายังหายใจอยู่ เรายังมีเวลาให้แก้ปัญหา เรายังมีวันพรุ่งนี้ต่อ...

วันนี้ล้ม พรุ่งนี้ต้องลุก และตรงนี้เอง ที่เป็นความยิ่งใหญ่ของการมีชีวิต...

เหมือนกับวิถีชีวิตของนก...

ที่ต้องโบกบินออกมาเผชิญลมแรงในฟ้ากว้าง

อาจจะเหน็บหนาว และเสี่ยงกับการบาดเจ็บ

แต่นก...ไม่ได้มีชีวิตเพื่อเกาะกิ่งไม้เพียงอย่างเดียว

แม้ทุกครั้งที่นกขยับปีกทะยานขึ้นฟ้า จะกระทบแรงลมจนซวนเซ...

แต่...นกก็ยังประคับประคอง พยุงตัวเองขยับปีกต่อไปได้

เหมือนคนที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่กับที่ แม้ทุกครั้งที่ลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว

จะเกิดความผิดพลาด ล้มเหลว เราก็สามารถใช้สติเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้นได้

อย่ากลัวที่จะเป็น...อย่ากลัวที่จะทำ...

นั่นจึงเป็นความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของการมีชีวิต...
รูปภาพรูปภาพ
รูปภาพรูปภาพ

เพลง...เดินต่อไป
http://www.imeem.com/people/OnCQ_Y/music/ophosf9E/inca/


"สิ่งที่ทำให้รู้ว่าใครสักคนมีชีวิตคือ...เขาได้ทำในสิ่งที่ควรทำ

และได้ใช้ชีวิตของเขาให้มีค่า..."


รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 พ.ย. 2009, 12:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน--ดังตฤณ

บทที่ ๙ - คำถามที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต


บางคนรู้สึกว่าความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต

บางคนเจาะจงลงไปกว่านั้น คือรู้สึกว่าความเจ็บปวดขณะกำลังจะตายน่ากลัวที่สุด

แต่บางคนฟังเรื่องเกี่ยวกับนรก ก็รู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดในสากลจักรวาลน่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่านรกอีกแล้ว



แต่ความจริงก็คือยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น!

ความมืดอันใดน่ากลัวที่สุด?
ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสกะพระสาวกของพระองค์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกันตนรกมีแต่ความทุกข์ มืดคลุ้มเป็นหมอกมัว สัตว์ในโลกันตนรกนั้นไม่ได้รับรัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากถึงขนาดนี้

เมื่อพระองค์ท่านตรัสแล้วก็ทรงเงียบอยู่ กระทั่งมีภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฟังแล้วโลกันตนรกช่างมืดมากเหลือเกิน แต่จะยังมีความมืดอย่างอื่นที่ยิ่งไปกว่านั้น น่าสะพรึงกลัวยิ่งไปกว่าความมืดแห่งโลกันตนรกหรือไม่พระเจ้าข้า?

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ความมืดอย่างอื่นที่มากกว่าและน่ากลัวกว่าความมืดแห่งโลกันตนรกนั้นมีอยู่ แล้วท่านก็สาธยายมีใจความโดยสรุปคือ ความไม่รู้ตามจริงนั่นเองที่มืดยิ่งกว่าโลกันตนรก

พวกเราไม่รู้อะไรตามจริงบ้าง? คือ…

๑) ไม่รู้ว่ากายใจอันเป็นที่ตั้งของอุปาทานทั้งปวงนี้ เป็นทุกข์ (นึกว่าเป็นสุข เป็นของดีที่น่ามีน่าเป็น)

๒) ไม่รู้ว่าความอาลัยยึดติดในกายใจนี้ เป็นเหตุแห่งทุกข์ (นึกว่าจำเป็นต้องหลงอยู่เช่นนี้อย่างไม่มีทางเลือก)

๓) ไม่รู้ว่าความพ้นขาดจากการหลงยึดผิดๆ เป็นความดับทุกข์ (นึกว่าการดับทุกข์เด็ดขาดถาวรชนิดไม่กลับกำเริบใหม่เป็นไปไม่ได้)

๔) ไม่รู้ว่าการตั้งมุมมองไว้ตรงตามจริง แล้วเพียรตั้งสติดูอยู่จนจิตตั้งมั่นรู้แจ้ง เป็นวิธีดับทุกข์ (นึกว่าคลายความกระวนกระวายได้เพียงด้วยการเสพกาม หรืออย่างดีที่สุดคือการเข้าฌานไปเป็นพรหมเพื่อมีชีวิตอมตะชั่วนิรันดร์)



แค่ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นทางดับทุกข์เท่านี้ เหตุใดจึงได้ชื่อว่าเป็นความมืดที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าโลกันตนรก? ขอให้พิจารณาว่าความมืดของโลกันตนรกนั้น ยังมีวันสว่าง ยังมีทางเปิดให้สัตว์ไปอุบัติในภพอื่นหลังจากใช้กรรมหมดสิ้นแล้ว แต่ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญเป็นบาปนั้น ส่งสัตว์ให้ตกต่ำลงไปยิ่งกว่าโลกันตนรก เช่นถ้าพลาดทำอนันตริยกรรมก็มีหวังถึงอเวจีมหานรกได้

โลกันตนรกเป็นแค่ภพแห่งความทุกข์ภพหนึ่ง แต่ความไม่รู้ หรือความมีอวิชชานั่นแหละ นำไปสู่ภพแห่งความทุกข์ต่างๆ ทั้งที่มืดมนกว่าโลกันตนรก และทั้งที่แผดเผาเท่าอเวจีมหานรก และสำคัญกว่าอะไรคือโลกันตนรกนั้นวันหนึ่งจะสิ้นสุดสภาพเองเมื่อแรงส่งของวิบากกรรมหมดลง แต่อวิชชาจะไม่มีวันสิ้นสุดสภาพด้วยตนเองเลย หากปราศจากเหตุคือปัญญารู้ทางดับทุกข์



เรากำลังเป็นหนึ่งในผู้ติดกับดักแห่งความมืดอยู่หรือไม่?
กับดักมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ไม่มีกับดักใดน่าพรั่นพรึงยิ่งไปกว่ากับดักที่เหนี่ยวเราไว้ให้ติดอยู่กับความเสี่ยงต่อนรกอย่างไร้วันจบวันสิ้น ระหว่างการเดินทางไกลอันไม่เป็นที่รู้ เรามีโอกาสพลาดได้ทุกขณะ ขอเพียงคบคนพาลเป็นมิตร หรือเพียงมีคนคิดชั่วอยู่ในเรือน

กับดักอันนำไปสู่ภพที่มืดอย่างยืดเยื้อไร้วันจบสิ้นก็คือความไม่รู้ตามจริง

พอไม่รู้ก็เข้าข้างตัวเองว่านี่ของเรา นั่นของเรา นั่นเนื่องด้วยเรา

พอไม่รู้ก็เข้าข้างกิเลสว่าเราควรได้สิ่งนี้ เราไม่ควรได้สิ่งนั้น

พอไม่รู้ก็สำคัญมั่นหมายว่ามีเราเป็นอมตะ น่าจะเคยเกิดในภพดีๆ และจะไปเกิดในภพสูงๆ



ลองถามตัวเองว่ารู้สึกถึงความมีอัตตาอยู่ไหม? ถ้าต้องตอบตามจริงว่ามี ลองถามตัวเองอีกว่าอัตตานี้จะมีอยู่ตลอดไปไหม? ถ้าต้องตอบตามจริงคือรู้สึกว่ามันจะคงอยู่ตลอดไป ขอให้บอกตัวเองเถิดว่าเราติดกับแล้ว เป็นผู้หนึ่งที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดเสี่ยงผิดเสี่ยงถูกอยู่ในสังสารวัฏนี้แล้ว!

สิ่งใดที่ไม่เที่ยง เรากลับรู้สึกว่ามันเที่ยง ย่อมชื่อว่าเรากำลังอุปาทานไป

สิ่งใดเป็นทุกข์ แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นสุข ก็ย่อมชื่อว่าเรากำลังอุปาทานไป

สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีอันต้องดับไปเป็นธรรมดา ย่อมไม่ใช่ตัวตน ย่อมไม่อยู่ในครอบครองของใคร แต่เรากลับรู้สึกว่าเป็นอัตตา เป็นตัวเราที่ไม่ควรตาย เช่นนี้ก็ย่อมชื่อว่าเรากำลังอุปาทานไป

อุปาทานเป็นชื่อของความหลงผิด เป็นชื่อของความมืดบอดทางใจ ที่น่าสลดใจคือไม่มีใครรู้เลยว่าขอเพียงฝึกที่จะรู้ตามจริงเป็นขั้นๆ พวกเราไม่ต้องมีอุปาทานก็ได้ แต่เมื่อไม่ฝึกรู้ตามจริง ก็ต้องหลงวนอยู่ในโลกของอุปาทานกันต่อไปอย่างไร้ที่จบสิ้น



อุปาทานทำให้เรานึกว่ากามเป็นของดีที่สุด อาจถึงขั้นหลงคิดว่าเป็นความชอบธรรมที่จะฉุดคร่าลูกเมียผู้อื่นมาสำเร็จความใคร่ นี่คือบาปโทษอันอาจเกิดขึ้นเมื่อยังมีอุปาทานในกาม

อุปาทานทำให้เรานึกว่าสิ่งที่เราปักใจเชื่อนั้นถูกที่สุด อาจถึงขั้นหลงคิดว่าเมื่อเราไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มี ก็ไม่เป็นผู้ที่ต้องตกตายแล้วไหลลงอบายแน่ๆ แม้จะทำชั่วเพียงใดก็ตาม นี่คือบาปโทษที่เห็นได้ชัดขณะยังมีอุปาทานในทิฏฐิ

อุปาทานทำให้เรานึกว่าธรรมเนียมการปฏิบัติหรือเคล็ดลางที่เราถือมั่นนั้นมีผลสูงที่สุด อาจถึงขั้นหลงคิดว่าฆ่าแพะบูชาเทพเจ้าคือการปลดปล่อยพวกมันไปสู่สุคติ นี่คือบาปโทษที่เห็นได้ชัดขณะยังมีอุปาทานในวัตรปฏิบัติที่สืบต่อกันมาอย่างงมงายไร้เหตุผล

และสุดท้าย อุปาทานทำให้เราหลงยึดว่าต้องมีตัวตนของเราอยู่แน่ๆ ไม่สภาพนี้ก็อีกสภาพหนึ่ง ไม่อยู่ในโลกนี้ก็ต้องอยู่ในโลกหน้า การหลงยึด การหลงอาลัย หรือหลงทะยานอยากเป็นนั่นเป็นนี่นั่นเองคือการสืบเชื้อแห่งการเกิดไม่รู้จบ นี่คือโทษที่เห็นได้ชัด และเป็นโทษอันร้ายแรงที่สุดเมื่อยังมีอุปาทานในตัวตน หรืออุปาทานในวาทะแบบใดแบบหนึ่งว่าตัวตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้



เวลาที่อุปาทานหนาทึบ เราจะไม่รู้สึกเลยว่ามีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่าสิ่งที่กำลังยึด เหมือนเอาเกราะมาครอบ หรือเหมือนเอากำแพงมาล้อม คล้ายคนหลงติดคุกอยู่ด้วยความเต็มใจยิ่ง ลองเถอะ ถ้าถามตัวเองเดี๋ยวนี้ว่ากำลังมีอุปาทานอันใดบ้าง แทบทุกคนจะตอบว่าไม่มีเลย เพราะเห็นทุกอย่างตามปกติอยู่ ใช้ชีวิตในสังคมได้เป็นปกติอยู่

ยิ่งถ้าพยายามบอกว่า สังคมโลกทั้งหมดนั่นแหละ กำลังลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในอุปาทานทุกชนิดกัน คนบอกอาจเจอข้อกล่าวหาว่าเป็นจอมอุปาทานไปเสียเองก็ได้



เรามีความละอายในการกระทำอันเป็นบาปบ้างหรือไม่?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าใครสามารถกล่าวมุสาได้โดยปราศจากความละอาย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่เรื่องจริง ก็ไม่มีบาปกรรมใดแม้แต่หนึ่งเดียวที่เขาจะทำไม่ลง

ความละอายจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด เป็นองค์ประกอบสำคัญสูงสุดในการถือกำเนิดเกิดเป็นมนุษย์ ตราบใดยังมีความละอาย ไม่อยากทำบาป ไม่นึกสนุกติดใจในกรรมชั่ว ก็เรียกว่าเขายังพอมีพื้นของความเป็นมนุษย์อยู่ แต่หากทำบาปได้แบบไม่ต้องกะพริบตา เช่นพูดโกหกมดเท็จปั้นน้ำเป็นตัวได้คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ นั่นแหละคือเขาขาดองค์ประกอบพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว

คนส่วนใหญ่มองว่าการโกหกเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นเรื่องสามัญที่ทุกคนต้องทำ อาจจะโกหกนิดๆ หรืออาจจะโกหกมากๆ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บีบคั้น ไม่ตระหนักกันเลยว่าถ้าทำเป็นประจำจนชิน ในที่สุดก็จะหมดความละอาย และเมื่อใดหมดความละอายในการโป้ปดมดเท็จ เมื่อนั้นจิตวิญญาณจะด้านชาต่อบาป เหมือนมีอะไรมาบังตาไม่ให้เห็นตามจริงไปเสียหมด ที่ตามมาก็คือการทำบาปได้ไม่เลือก เพราะตัวมุสามันบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ขอให้เอาดีเข้าตัวได้เป็นพอ

หากถามตัวเองแล้วได้คำตอบว่าเราสามารถโกหกโดยไม่ละอาย ก็นับว่าคำถามคำตอบนี้น่ากลัวยิ่ง เพราะเราไม่อาจคาดคะเนได้เลยว่าตัวเองเผลอก่อบาปก่อกรรมหนักๆโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์มานานแค่ไหน เมื่อไม่มีความละอายบาปอันเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ก็แทบทำนายได้ว่าต้องหลุดร่วงจากสุคติภูมิแน่อยู่แล้ว แต่นี่ไปก่อบาปก่อกรรมโดยไม่รู้ว่าเป็นบาปกรรมเข้าให้อีก มิแปลว่ามีสิทธิ์ถูกเหวี่ยงลงต่ำไปถึงพื้นนรกกันหรอกหรือ?

สรุปคือการขาดความละอายต่อบาปคือการไม่อาจทำนายว่าจะต้องระหกระเหเร่ร่อนไปสถิตอยู่ในภพไหนภูมิใดอันเป็นเบื้องล่าง หากปราศจากความสะทกสะท้าน หากยังทะนงหลงนึกว่าไม่เป็นไร นั่นก็อาจเป็นการทำงานชิ้นใหญ่อีกครั้งของอุปาทานก็ได้!



ใจจริงของเราอยู่ตรงไหน?
บางคนหาตัวเองยังไม่เจอ ก็เท่ากับยังไม่เจอใจจริง เพราะใจที่ยังไม่รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้อาจแกว่งไปทางไหนก็ได้ เปลี่ยนทิศทางเป็นตรงข้ามกับเมื่อวานก็ยังได้

และบางทีเราก็ต้องทรมานกับความคิดที่ขัดแย้งกับใจตัวเอง เหมือนมีสองคนคอยทุ่มเถียง คอยเตะสกัด คอยชักเย่อดึงกันไปดันกันมาจนเกิดความวุ่นวายสับสนว่าเราอยากเอาอย่างไรแน่

ที่แท้แล้ว ใจจริงอาจไม่ตรงกับสิ่งที่เราคิด แต่ใจจริงก็เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆตามความคิดที่เกิดขึ้นบ่อยๆ



แม้ยังไม่ทราบว่าใจจริงของตัวเองอยู่ที่ไหน แต่ทุกคนต้อง ‘มีใจ’ ให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเฉพาะหน้าเสมอ และนั่นก็เป็นคำตอบว่าทำไมพวกเราถึงเลือกเรียนสาขาอาชีพแตกต่างกัน เป็นคำตอบว่าทำไมพวกเราถึงเลือกผู้แทนราษฎรต่างคนกัน เป็นคำตอบว่าทำไมพวกเราถึงเลือกนับถือศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งผิดแผกไปจากกัน

คำถามคือ เรากำลังมีใจให้กับอะไรล่ะ? ถ้าได้แนวคำถาม ก็จะได้แนวคำตอบ และเมื่อได้แนวคำตอบ ก็จะเริ่มมองเห็นทิศทางเส้นทางกรรมของตนเองได้เช่นกัน



๑) ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่อใคร?

คำว่า ‘อยู่เพื่อใคร’ นั้นมีความหมายว่าเราคิดว่าชีวิตตัวเองมีค่า มีความหมาย หรือกระทั่งมีความสำคัญขนาดขาดไม่ได้สำหรับใครบ้าง หากคิดออกในทันทีทันใดถือว่าเข้าข่าย แต่ถ้าต้องค่อยๆนึกทบทวนเป็นเวลานาน อย่างนั้นให้เอาชื่อนั้นออกไปจากบัญชีก่อน และขอให้ระลึกว่าเราอาศัยอยู่กับใครกี่ร้อยกี่พันคนไม่สำคัญ สำคัญคือใจเรารู้สึกว่าตัวเองอยู่เพื่อใครบ้างที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ จะอาศัยพำนักอยู่กับเราหรือไม่ก็ตาม

หากคำตอบตามซื่อคือ ‘อยู่เพื่อตัวฉันคนเดียว’ ก็อย่าเพิ่งต่อว่าตัวเอง เพราะอย่างน้อยที่สุดเราก็ซื่อพอจะยอมรับอยู่เงียบๆในใจ ไม่บิดเบือนหรือหลอกตัวเอง เพื่อได้รับทราบว่ามีโอกาสสูงที่เราจะทำบาปทำกรรมโดยไม่คิดคำนึงถึงความเดือดร้อนของใครๆทั้งสิ้น เราย่อมไม่มีข้อจำกัดว่าควรทำประมาณนี้ ไม่ควรทำประมาณนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโอกาสเฉพาะหน้าอย่างเดียว

หากคำตอบคือ ‘อยู่เพื่อตัวฉันและใครอีกคน’ พูดง่ายๆว่าชีวิตนี้มีความหมายสำหรับสองคน เรามีความไยดีคิดเกื้อกูลใครอีกคนหนึ่ง อย่างน้อยเราก็คิดถึงคนอื่นเป็น และอาจเริ่มทำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยความชั่งอกชั่งใจมากขึ้นกว่าคำตอบข้อแรกนิดหนึ่ง เพราะถ้าทำบาปโดยไม่ยั้งคิด อย่างน้อยใครอีกคนอาจเสียใจ หรือพลอยได้รับผลกระทบในทางร้ายไปด้วย ใจที่พะวงห่วงใยใครอีกคนจะช่วยเตือนสติบ้างแล้วเล็กๆน้อยๆ คำตอบนี้อาจจะยังชี้ว่าเราเป็นคนครึ่งดีครึ่งร้ายได้ ตามแต่สถานการณ์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับเราและใครอีกคน

หากคำตอบคือ ‘อยู่เพื่อตัวฉันและคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คุ้นเคยกัน’ คือถ้าคิดว่าต้องมีคนอื่นต้องพึ่งพาเรา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับเราตั้งแต่สองคนขึ้นไป และเรามีความไยดีกับกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างแท้จริง ทุกการกระทำของเราจะเต็มไปด้วยการระมัดระวังมากขึ้น การตัดสินใจตามอัธยาศัย หรือการทำอะไรตามอำเภอใจจะน้อยลง แม้เบื่องานก็จะไม่ลาออก แม้อยากประชดใครก็จะไม่ประชด แม้อยากไปเที่ยวก็จะไม่ไปเที่ยว คำตอบนี้อาจจะยังชี้ว่าเราเป็นคนครึ่งดีครึ่งร้ายได้ ตามแต่สถานการณ์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับเราและคนอีกกลุ่มหนึ่ง

หากคำตอบคือ ‘อยู่เพื่อตัวฉันและคนกลุ่มใหญ่ที่อาจจะไม่เคยรู้จักมักคุ้นเลย’ อย่างเช่นเป็นนักการเมืองที่มีอุดมคติแรงกล้า หรือเป็นพวกที่พยายามปลดแอกจากทรราชผู้นิยมการกดขี่ หรือเป็นพวกที่พยายามเพียรเผยแพร่แนวความเชื่อซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง อย่างนี้เราจะเริ่มรู้จักคำว่า ‘อยู่เพื่อคนอื่น’ บ้างแล้ว คำตอบนี้สามารถชี้ว่าเราสามารถเป็นคนดีได้มากกว่าคนร้ายโดยไม่จำกัดสถานการณ์

หากคำตอบคือ ‘อยู่เพื่อคนอื่นถ่ายเดียวโดยไม่เลือกหน้า’ อันนี้ออกจะฟังดูเป็นบุคคลในอุดมคติเกินมนุษย์ธรรมดาไปหน่อย แต่ก็มีอยู่จริงๆ โลกนี้มีบุคคลไว้เป็นตัวอย่างทุกประเภท พวกที่มีแต่ใจคิดสละออกอย่างแท้จริงได้แก่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกผู้หมดความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตนแล้ว พวกท่านอยู่เหนือการตัดสินใจอันเป็นกุศลและอกุศลแล้ว ทำอะไรไปไม่ต้องรับผลจากกรรมนั้นๆแล้ว มีความสุขสงบเป็นนิรันดร์แล้ว นอกจากนี้ยังมีมนุษย์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งทำดีเพื่อคนอื่นจนติดใจในรสความสุขยิ่งใหญ่ จึงอุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับสังคม หากบั้นปลายของการอุทิศตัวไม่หลงเหลิงไปกับอำนาจวาสนาอันเป็นวิบากเห็นทันตาในชาติปัจจุบัน เขาก็จะมีชีวิตบนเส้นทางแห่งความดีอันยากนักที่ปุถุชนด้วยกันจะดำเนินได้ กุศลกรรมของเขาจะสุกสว่างบริสุทธิ์ มองด้วยตาเปล่าของปุถุชนแล้วอาจนึกว่าเป็นพระอรหันต์เลยทีเดียว



๒) ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ความเชื่อแบบใด?

คนเราใช้ชีวิตตามสถานการณ์เป็นอันดับแรก สิ่งใดเข้ามากระทบก็ต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งกระทบนั้น แต่เมื่อใช้ชีวิตไปถึงจุดหนึ่ง เราจะพบว่าชีวิตของเรากำลังยืนอยู่บนความเชื่ออะไรสักอย่าง

หากคำตอบคือ ‘เราเชื่อว่าอยู่ไปเรื่อยๆเหมือนคนอื่นโดยไม่ต้องคิดอะไรมากก็ได้’ อันนี้เป็นมุมมองที่ไม่เสี่ยงดี ถ้ามีมุมมองนี้และไม่เปลี่ยนแปลงไปจนตาย เราก็ไม่ต้องขวนขวายอะไรเพิ่มเติม นอกจากใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุข ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า ไม่ต้องแสวงหาสัจจะที่ไม่รู้อยู่ตรงไหน และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียใจในภายหลังว่าเชื่ออะไรผิดๆ แต่ข้อเสียของการมีมุมมองแบบนี้คือถ้าโลกกำลังถูกห่อหุ้มด้วยความเห็นผิด และด้วยบาปอกุศลที่แพร่ระบาดยิ่งกว่าไวรัส ก็แปลว่าการอยู่ไปเรื่อยๆเหมือนคนอื่นอาจหมายถึงการยอมร่วมเห็นผิด และทำบาปอกุศล สร้างทางเลวร้ายให้ตัวเองอย่างน่าใจหาย

หากคำตอบคือ ‘เราเชื่อว่าเป็นคนดีไม่เบียดเบียนใครก็พอ’ อันนี้ก็เป็นมุมมองที่ปลอดภัยกับคนอื่นดี และดูเหมือนจะเพียงพอแล้วกับชีวิตหนึ่ง จะเอาอะไรมากไปกว่าการไม่เป็นที่เดือดร้อนของสังคม แต่การมีมุมมองว่าแค่ไม่เบียดเบียนใครก็พอนั้น อาจจะพอจริงเฉพาะที่ชาติปัจจุบัน ถ้าไม่มีชาติหน้าคงไม่ต้องคำนึงอะไรอีก แต่ถ้าเผื่อชาติหน้ามันมีขึ้นมา เราก็อาจได้ชื่อว่าไม่ยอมเตรียมเสบียงไว้เผื่อขาดเผื่อเหลือ ไม่เตรียมการป้องกันไว้ให้รัดกุมแน่นหนา

หากคำตอบคือ ‘เราเชื่อว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน’ อันนี้เป็นมุมมองที่ทำให้โลกหมุนไปไม่ขัดข้อง เพราะการมีคนทุ่มชีวิตให้กับงานนั้น ทำให้เกิดวิวัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ การตลาด ตลอดจนกระทั่งการศาสนา แต่การมีมุมมองว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงานนั้น บางทีทำให้เรามองข้ามไปว่างานของเราส่งผลสะเทือนด้านดีหรือด้านร้ายต่อผู้คนในวงกว้าง ความจริงก็คือหลายครั้งโลกนี้พลิกโฉมไปโดยน้ำมือของคนเพียงไม่กี่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในวงการบันเทิงที่ออกคอนเสิร์ต สร้างภาพยนตร์ อัดฉีดความคิดมักง่ายประการต่างๆเข้าสู่สมองของเด็กและวัยรุ่นทั่วโลก

หากคำตอบคือ ‘เราเชื่อว่าจุดหมายสูงสุดของชีวิตมีอยู่ และเราก็ควรวิ่งเข้าไปหามัน’ อันนี้เป็นมุมมองที่เริ่มทำให้จิตวิญญาณมีความผิดแผกแตกต่างจากคนธรรมดาสามัญทั่วไป เพราะคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดกันอย่างนี้ แต่การมีมุมมองว่าเราควรแสวงหาจุดหมายสูงสุดของชีวิตด้วยตนเองนั้น ถ้าบารมีเก่าไม่แก่กล้าพอ ก็คงต้องเสียเวลาในชีวิตไปชาติหนึ่งเพื่อคว้าน้ำเหลว หรืออย่างเก่งก็ไปติดอยู่ในภูมิใดภูมิหนึ่งระหว่างเทวดากับพรหม ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘ความจริงสุดท้าย’ หรือ ‘ยอดสุดแห่งความจริง’ ในธรรมชาตินั้น ไม่ใช่วิสัยที่ใครจะตั้งโจทย์ให้เกิดมุมมองที่ถูกต้องจนไปถึงเป้าหมายปลายทางได้ง่ายๆ คนส่วนใหญ่จะวนเวียนตั้งคำถามที่ทำให้เกิดความคิดห่างไกลความจริงไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็ประพฤติปฏิบัติตนฉีกแนวจากผู้บริโภคกาม แล้วนั่งนิ่งสงบทื่อ หลีกหนีความวุ่นวายโดยไม่รู้อะไรมากไปกว่าความสงบนิ่งเป็นบรมสุข

หากคำตอบคือ ‘เราเชื่อว่ากายใจอันเป็นที่ตั้งของอุปาทานนี้เป็นทุกข์ และมีหนทางที่ดับอุปาทานในกายใจได้จริง’ อันนี้เป็นมุมมองตามพระพุทธองค์ ที่ทรงตั้งโจทย์ไว้ชัดเจนแล้ว กระชับแล้ว รู้ตามได้ง่ายแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดคำถามสร้างมุมมอง และไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดุ่มเดินหาคำตอบจากที่ไหนอีก การมีมุมมองอย่างชัดเจนว่าทุกข์เกิดจากอะไร เราจะดับทุกข์ได้อย่างไร จะไม่ทำให้เราเสียเวลาในชีวิตไปเปล่าๆ เพราะเพียงด้วยเวลาอันไม่นานเกินรอ เราก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องจริงหรือของหลอก มีการยืนยันไว้ชัดเจนว่าถ้าใครศึกษาและปฏิบัติตามวิชา ‘รู้ตามจริง’ ของพระพุทธเจ้าอย่างเต็มความสามารถ เขาจะถึงที่สุดทุกข์ภายใน ๗ ปีเป็นอย่างช้า แต่ถ้าบารมีแก่กล้ากว่านั้นก็อาจทำลายทุกข์ลงได้สิ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง ๗ วัน!



หากสำรวจ หากช่างสังเกต หากถามใจตัวเองหลายๆรอบ ว่าทุกวันนี้เราอยู่เพื่อใคร หรือเพื่อรับใช้ความเชื่อแบบไหน ในที่สุดเราจะรู้จักใจจริงของตัวเอง หาใจจริงของตัวเองเจอ โดยไม่จำเป็นต้องค้นตัวเองให้พบจากการประสบความสำเร็จทางวิชาชีพใดๆเสียก่อน

และเมื่อใดที่หาใจจริงของตัวเองเจอ ก็จะรู้ว่าเราทำอะไรทั้งหลายไปเพื่ออะไร

หากรู้จักใจจริงของตนเองอย่างถ่องแท้ เราจะไม่กังวลเลยว่ามีความคิดที่บาดจิตบาดใจแปลกปลอมเข้ามาในหัวมากมายขนาดไหน เพราะใจจริงของเราจะปัดพวกมันทิ้งไปอย่างไม่ไยดี และไม่คำนึงแม้แต่นิดเดียวว่าความคิดจรเหล่านั้นจะมามีอิทธิพลใดๆกับตัวเราเลย


บทสำรวจตนเอง
๑) เรารู้จักตัวเองดีแค่ไหน?

๒) มีสิ่งใดที่เราอยากรู้หรืออยากได้คำตอบมากที่สุด?

๓) เราจะแน่ใจได้อย่างไร ใช้เกณฑ์แบบไหนมาวัดว่าสิ่งที่เราอยากรู้หรืออยากได้คำตอบนั้นมีค่าคุ้มเพียงพอ?



สรุป

ปัจจุบันมีอยู่หลายเรื่องที่ควรเห็นกันง่ายๆว่าไม่น่าทำ แต่ก็ทำกันเป็นปกติ ทั้งลับหลังการเฝ้ามองของสังคม และทั้งที่เปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล เหมือนโลกเรากำลังเปลี่ยนไปเป็นแหล่งผลิตมนุษย์พันธุ์ไร้ยางอายอย่างเป็นทางการ

แต่ละคนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปทีละน้อย หรือกระทั่งเกิดมาไม่เคยมีจุดยืนของตัวเองอยู่เลย นั่นเป็นเพราะอะไรถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราขาดเป้าหมายที่ชัดเจนพอ

ความไม่รู้ตามจริง ความไม่มีชัยภูมิให้จิตวิญญาณตั้งมั่นอย่างชัดเจน ความหลงคลำทางกันเอาเองจนท้อแท้โรยแรง ล้วนเป็นเหตุให้คนเราถูกสิ่งแวดล้อมอันเลวร้ายกลืนกินอย่างง่ายดาย

แต่เพราะเริ่มศึกษาตนเอง เสาะหาใจจริงของตัวเองให้พบ และรู้ให้ทันก่อนตายว่าเรากำลังมีอุปาทานอันใดห่อหุ้มอยู่บ้าง ก็จะเริ่มเห็นความจำเป็นว่าเราต้องเรียนวิชา ‘รู้ตามจริง’ ของพระพุทธเจ้าเสียก่อนจะสาย

รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 10:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ความยิ่งใหญ่ ของการมีชีวิต..



สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเรามีความหวังต่อไปได้...

คือการรู้ว่าตัวเรา ณ วันนี้ยังหายใจอยู่ !...

บางคนอาจคิดว่าการที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้น

ไม่ได้สำคัญอะไร...

ไม่น่าที่จะจับมาเป็นประเด็นขบคิด เพราะว่าใครๆ ก็มีชีวิตอยู่ทั้งนั้น

แต่ถ้ามานั่งนึกกันจริงๆ แล้ว...การที่เราตระหนักว่ายังมีชีวิตอยู่นั้น

เป็นการสร้างพลังให้กับเราอย่างที่นึกไม่ถึงเลยทีเดียว

และพลังนั้นจะทำให้เรากล้าที่จะทำในบางสิ่ง ที่เรากำลังลังเล...

เคยไหม?...อยากทำอะไรสักอย่างแต่ไม่กล้าลงมือ...

อยากจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ ก็กลัวว่าจะกระทบกระทั่งคนนั้นคนนี้

กลัวคนนั้นจะว่า กลัวคนนี้ไม่พอใจ...

อยากจะสร้างงานที่ดีๆ สักงาน ก็กลัวล้มเหลว กลัวอุปสรรค

สรุปว่า กลัวไปทุกอย่าง ปัญหาเยอะแยะไปหมด จะเกิดหรือไม่เกิดก็ยังไม่รู้...

รู้แต่ว่า...ความคิดของเราคิดอยู่ตลอดว่า เกิดแน่ๆ เป็นแน่ๆ

อย่างนั้นก็ไม่เป็นอันทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ ไม่ต้องกระทบใคร...

ไม่ต้องเสียอะไร และสุดท้าย...กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชีวิตหนึ่ง ที่ธรรมดาๆ

ระบายลมหายใจให้หมดไปวันๆ เท่านั้นเอง...

แต่ถ้าลองกลับมาคิดอีกมุมหนึ่งว่า...

ถ้าเราได้ลงมือทำอะไรสักอย่างที่เราลังเลนั้นไปแล้ว...

ก็ให้สบายใจในระดับหนึ่งว่าจะเกิดอะไรก็ตาม...เราก็ได้ทำไปแล้ว...

สิ่งต่างๆ ที่เคยกลัวพวกนั้น ถ้ามันเกิดขึ้น...แล้วเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป

จะแก้ปัญหาอย่างไร นั่นแหละคือสิ่งที่ต้องคิดล่ะ...

อะไรที่ตามมาก็ค่อยๆ แก้ไปดีไหม...อย่าลืมว่าถ้าถึงตรงนี้ได้

อย่างน้อยเราก็ได้ลงมือทำแล้ว ความฝันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

อะไรจะหนักหนาสาหัสอย่างไรก็ค่อยๆ แก้มันไป...

และตรงนี้เอง...ตรงที่ปัญหาเกิดขึ้น ต่อให้มันหนักหนาแค่ไหน...ก็ไม่ต้องกลัว

บอกตัวเองไปเลยว่า...อย่างน้อยเราก็ยังมีชีวิตอยู่...

เรายังหายใจอยู่ เรายังมีเวลาให้แก้ปัญหา เรายังมีวันพรุ่งนี้ต่อ...

วันนี้ล้ม พรุ่งนี้ต้องลุก และตรงนี้เอง ที่เป็นความยิ่งใหญ่ของการมีชีวิต...

เหมือนกับวิถีชีวิตของนก...

ที่ต้องโบกบินออกมาเผชิญลมแรงในฟ้ากว้าง

อาจจะเหน็บหนาว และเสี่ยงกับการบาดเจ็บ

แต่นก...ไม่ได้มีชีวิตเพื่อเกาะกิ่งไม้เพียงอย่างเดียว

แม้ทุกครั้งที่นกขยับปีกทะยานขึ้นฟ้า จะกระทบแรงลมจนซวนเซ...

แต่...นกก็ยังประคับประคอง พยุงตัวเองขยับปีกต่อไปได้

เหมือนคนที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่กับที่ แม้ทุกครั้งที่ลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว

จะเกิดความผิดพลาด ล้มเหลว เราก็สามารถใช้สติเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้นได้

อย่ากลัวที่จะเป็น...อย่ากลัวที่จะทำ...

นั่นจึงเป็นความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของการมีชีวิต...



อนุโมทนาบทความโดย...ลูกปัด สำนักพิมพ์ใยไหม



รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ธ.ค. 2009, 11:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ความทุกข์กับกุหลาบแห่งชีวิต



เวลาเรา ไปซื้อดอกกุหลาบ เราจะซื้อตอนที่ดอกมันตูมๆ
เมื่อปักแจกันไปวันต่อๆมามันก็จะบานออกสวยงาม
ถ้าดอกตูมยิ่งใหญ่ ดอกบานจะใหญ่และงามตามไปด้วย


แล้วถ้าเราได้แกะดูภายในดอกตูมเรา จะเห็นเลยว่า
ภายในดอกตูมจะมีกลีบกุหลาบมากมาย ทับซ้อนและอัดกันแน่นมากๆ
ยิ่งดอกใหญ่เท่าไร มันก็จะมีกลีบที่อัดแน่นมากเป็นทวีคูณ


เปรียบ เทียบ กุหลาบดอกตูม เช่นเดียวกับชีวิตคนเรา
ชีวิตคนที่ อัดแน่นไปด้วย ปัญหา ความทุกข์ ความขมขื่น
บางครั้งเรารู้สึกว่าปัญหา มันช่างทับถมเราตลอดเวลา บีบคั้นเรารอบด้าน
จนเราแทบจะถอดใจยอมแพ้!!


แต่จำไว้ ความทุกข์ไม่ทำให้เรา"ตาย" แต่ทำให้เรา"โต" ( Growing Pain )
ชีวิตที่เต็มไปด้วย ความทุกข์ ความขมขื่น ปัญหา ความบีบคั้น ฯลฯ
ก็จะทำให้ชีวิตของเรา งดงาม!!!
เมื่ออุปสรรค ความทุกข์ยาก ผ่านไป.. เราจะพบกับความหวานชื่น ความสุข..
แล้วดอกไม้ของชีวิตเราจะบานออกอย่างสวยงาม!! และส่งกลิ่นหอมจรุงใจ...
ยิ่งทุกข์มากเท่าใด กุหลาบของชีวิตเราจะงดงามกว่าใครใคร...



เราจะยินดีต้อนรับ " ความทุกข์" ที่มาเยือน เพราะมันทำให้ชีวิตเรา มีคุณค่า ....


ไม่มี"ความทุกข์" ก็จะไม่รู้จัก "ความสุข".....


ไม่เคย"ล้ม" ก็จะ "ลุก" ไม่เป็น.....


ไม่เคย "ขมขื่น" ก็จะไม่รู้จักคำว่า "หวานชื่น"


ไม่โดน "บีบคั้น" ก็จะไม่รู้ว่า "อิสระ" นั้นดีเพียงใด.....


ไม่"อกหัก" ก็จะไม่รู้จัก"ถนอมความรัก" เอาไว้....


ไม่"ร้องไห้" ก็จะไม่รู้จัก "หัวเราะ"....


ไม่ "สูญเสีย" ก็จะไม่เห็น "คุณค่า" ของสิ่งที่เรามีอยู่ ....


ความทุกข์ทั้งปวงทำให้ ชีวิตเรางดงามเช่นเดียวกับ........ the rose......


รูปภาพ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 146 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร