วันเวลาปัจจุบัน 21 เม.ย. 2021, 18:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 83 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 12:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 810

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ท่านอาฬารดาบส อุทกดาบส และท่านกาลเทวินดาบส ล้วนแล้วแต่เข้าคอร์สกันมาองค์ละหลายปี จนมีฤทธิ์ จนเป้นอาจารย์สอนสมถะภาวนาแก่เจ้าชายสิทธัตถะ จนเป็น รูปพรหมและอรูปพรหม แต่ ไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ เป็นเพราะท่านทั้ง 3 ขาด หรือตกหล่นอะไรไป ทราบไหมครับ

อาจารย์ทั้งสองท่านยังหาพระไตรลักษณ์ไม่พบ หรือไม่ครบองค์ทั้ง3 พูดง่ายๆคือหาอนัตตาไม่เจอ
ความเกิดและดับไปในรูปและนามยังไม่เกิดขึ้น ไม่ได้ใช้ความเกิดดับในรูปนามขันธ์5มาเจริญในภาวนานั้นๆ เพื่อให้วิปัสสนานั้นเจริญๆขึ้นตามลำดับญาณ
แต่อยากจะบอกเพิ่มว่า อาจารย์สองท่านท่านเป็นผู้สอนฌาณสมาบัติ แก่พระพุทธเจ้า นับว่ามีบุญคุณมากและจิตของท่านทั้งสองละเอียดมากๆ
สำหรับผู้ที่ได้ฌาณสมาบัติหรือได้สมาบัติ8แล้วจิตเป็นมหัคตกุศล (โดยเฉพาะอาจารย์ทั้ง2ท่านนี้) นั้น หากฟังธรรมะของพระพุทธองค์หรือพระอรหันตสาวก เพียงข้อเดียวจะใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็จะบรรลุธรรมได้ และธรรมะที่ได้นอกจากหมดกิเลสแล้วก็จะมีปฏิสัมภิทาญาณ4 พร้อมด้วยวิชชา3 และอภิญญา6
(ซึ่งผู้ที่ทำได้ในยุคปัจจุบันนี้ที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณ โดยได้จากฌานจากการทำกสิณแล้วมาต่อวิปัสสนา ก้คือหลวงพ่อเกษม เขมโก )

***จะเห็นได้ว่าผู้ที่ได้อภิญญาสมาบัติหรือฌาณสมาบัติดีแล้ว หากเจริญวิปัสสนาหรือฟังธรรมะจากพุทธองค์
หรือจากอรหันต์ทั้งหลาย ผู้นั้นจะห่างจากความเป็นอรหันต์เพียงแค่เส้นยาแดงผ่าเศษ 1/32 เท่านั้นหรือเพียงแค่เส้นผมบัง****


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 13:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อโศกะ เขียน:
ที่ว่านั้น ไม่ใช่สถิติจากคนๆเดียว เป็นสถิติที่ผู้ที่ได้ช่วยหลวงพ่อสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติมาประมาณ 3 - 4 พันคน สอบเองอีกหลายร้อยคน ได้พบว่า
ช่วงเริ่มต้น จิตผู้ปฏิบัติยังหบาบ จะเห็น อนิจจัง ชัดกันเป็นส่วนมาก
เข้าวันที่ 2 - 3 ทุกขังจะชัด
7 - 8 วันขึ้นไป จิตข้ามเวทนาได้ อนัตตาจะชัด
ธรรมชาติของจิตมนุษย์ธรรมดาทั่วไปจะเป็นอย่างนั้น


จิตข้ามเวทนาไปได้นั้นท่านช่วยขยายความได้หรือไม่ครับ


อ้างคำพูด:
ยกเว้นคนที่ ฝึกสมถะมามากๆ นานปี สมาธิของเขาจะเป็นโมหะบังธรรมชาติธรรมดาเหล่านี้ไว้เกือบหมด
กล่าวเช่นนี้ค่อนข้างอันตรายนะครับ เพราะคนที่สำสมาธิแล้วค่อยเจริญวิปัสสนาภายหลังที่เป็นพระอริยะสงฆ์ก็มีเยอะแยะ หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทำสมาธิมาก่อนแล้วค่อยเจริญวิปัสสนานะครับ

เจริญธรรมครับ


แก้ไขล่าสุดโดย อายะ เมื่อ 12 พ.ย. 2009, 13:53, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2009, 23:02
โพสต์: 530

แนวปฏิบัติ: เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ ด้วยอานาปานสติ
งานอดิเรก: อ่านพระไตรปิฎก
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




think.jpg
think.jpg [ 13.96 KiB | เปิดดู 2012 ครั้ง ]
อโศกะ เขียน:
ท่านอาฬารดาบส อุทกดาบส และท่านกาลเทวินดาบส ล้วนแล้วแต่เข้าคอร์สกันมาองค์ละหลายปี จนมีฤทธิ์ จนเป้นอาจารย์สอนสมถะภาวนาแก่เจ้าชายสิทธัตถะ จนเป็น รูปพรหมและอรูปพรหม แต่ ไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ เป็นเพราะท่านทั้ง 3 ขาด หรือตกหล่นอะไรไป ทราบไหมครับ



นี่คือ.... ข้อความที่คุณ อโศกะคิด

แต่นี่คือข้อความที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๔

Quote Tipitaka:

เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว
สัตว์เหล่าใดจะฟังจงปล่อยศรัทธามาเถิด

ดูกรพรหม เพราะเรามีความสำคัญในความลำบาก
จึงไม่แสดงธรรมที่เราคล่องแคล่ว ประณีต ในหมู่มนุษย์


โดยเฉพาะ ในหัวข้อที่ ๑๐ นี้
จะขอยกเฉพาะ ท่านดาบสทั้ง ๒ มา ให้เห็นกัน

คงไม่ใช่ แค่เพียง
เข้าคอร์สกันมาองค์ละหลายปี จนมีฤทธิ์ อย่างที่คุณอโศกะกล่าวนะคะ
แต่ท่านทั้ง ๒ สะสบบ่มอินทรีย์มาหลายกัปค่ะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเลือกเป็นบุคคลแรกที่จะแสดงธรรมให้ หลังจากรับอาราธนาท้าวมหาพรหม ค่ะ


ถ้าเรายอมรับพระญาณ ของพระพุทธองค์ และพระวินิจฉัยของพระพุทธองค์แล้วไซร้
คงไม่ใช้คำพูดกล่าวสบประมาทท่านดาบสทั้ง ๒
ผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลือกที่จะเสด็จเพื่อจะไปโปรดก่อนผู้อื่นค่ะ

Quote Tipitaka:
[๑๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า
เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ
ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน
ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่า


อาฬารดาบส กาลามโคตรนี้แล เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา
มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปกติมานาน

ถ้ากระไรเราพึงแสดงธรรมแก่อาฬารดาบส กาลามโคตรก่อน
เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน.


แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรสิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว
จึงทรงพระดำริว่า
อาฬารดาบสกาลามโคตร เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่
เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน.




ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า
เราจะพึงแสดงธรรม แก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน


ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่า
อุทกดาบส รามบุตรนี้แลเป็น ผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา
มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปกติมานาน
ถ้ากระไร เราพึงแสดงธรรมแก่อุทกดาบส รามบุตรก่อน
เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน.


แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบว่า อุทกดาบส รามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว จึงทรงพระดำริว่า
อุทกดาบส รามบุตรนี้ เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่
เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน.





รูปภาพ เจริญในธรรมค่ะ :b48: :b48: :b48: :b48: :b48:

.....................................................


ผลกล้วยแลย่อมฆ่าต้นกล้วย
ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่
ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ
สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว
เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดร ฉะนั้น ฯ



:b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2009, 22:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




ee231.jpg
ee231.jpg [ 91.84 KiB | เปิดดู 2003 ครั้ง ]
อ้างคำพูด:
จิตข้ามเวทนาไปได้นั้นท่านช่วยขยายความได้หรือไม่ครับ

ยกเว้นคนที่ ฝึกสมถะมามากๆ นานปี สมาธิของเขาจะเป็นโมหะบังธรรมชาติธรรมดาเหล่านี้ไว้เกือบหมด
กล่าวเช่นนี้ค่อนข้างอันตรายนะครับ เพราะคนที่สำสมาธิแล้วค่อยเจริญวิปัสสนาภายหลังที่เป็นพระอริยะสงฆ์ก็มีเยอะ แยะ หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทำสมาธิมาก่อนแล้วค่อยเจริญวิปัสสนานะครับ

เจริญธรรมครับ

อ้างอิงคุณอายะ
tongue
สวัสดีครับ คุณอายะ เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับ
อโศกะ ตอบ

จิตข้ามเวทนา สำหรับ เสขะบุคคลนั้น

1.ข้ามด้วยขันติและ ตบะ
2.ข้ามด้วยฌาณ คือความสงบยิ่ง 4 ขั้น หรือ 8 ขั้น
3.ข้ามได้ด้วยเห็นความจริง แล้วจิตปล่อยวาง
4.ข้ามได้ด้วยมีอัตตา หรืออุปาทาน เหลือน้อย เบาบาง

จิตข้ามเวทนา สำหรับ อเสขะบุคคลนั้น

เพราะ ไม่มีผู้รับเวทนา อยู่ในจิต หมดอัตตทิฐิ หมดมานะทิฐิ


ส่วนที่กลัวอันตรายที่ไปกล่าวว่า นักสมถะ จะมีสมาธิ เป้นโมหะ บังธรรมนั้น อย่าได้กลัวเลยครับ เพราะ

ใครก็ตามที่ยังไม่รู้จักวิปัสสนาภาวนา วิชชาของพระพุทธเจ้า คนเหล่านั้นถือได้ว่ามีโมหะบังทั้งสิ้น
สมาธิ ฌาณ จะดีวิเศษแค่ไหน ก็ถือเป็นโมหะ มานะ อัตตทิฐิ บังธรรมทั้งสิ้น


เมื่อได้พบกัลยาณมิตร รู้จักวิธีทำวิปัสสนาภาวนา หรือการเจริญมรรคมีองค์ 8 เมื่อนั้นก็แสดงว่าเริ่มได้พบแสงสว่าง ความมืดเบาบางจางไป จึงจะได้โอกาสบรรลุธรรม

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2009, 22:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




kolfjaril.jpg
kolfjaril.jpg [ 28.75 KiB | เปิดดู 2000 ครั้ง ]
อโศกะ เขียน:
ท่าน อาฬารดาบส อุทกดาบส และท่านกาลเทวินดาบส ล้วนแล้วแต่เข้าคอร์สกันมาองค์ละหลายปี จนมีฤทธิ์ จนเป้นอาจารย์สอนสมถะภาวนาแก่เจ้าชายสิทธัตถะ จนเป็น รูปพรหมและอรูปพรหม แต่ ไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ เป็นเพราะท่านทั้ง 3 ขาด หรือตกหล่นอะไรไป ทราบไหมครับ

ขอบพระคุณคุณกระบี่ไร้เงาที่เป็นห่วง ว่าผมจะไปจ้วงจาบมหาฤาษีทั้ง 3 ท่าน สบายใจได้ครับ ผมกำลังเพิ่มมหากุศลให้กับมหาฤาษีทั้ง 3 ท่าน เพราะขอโอกาสเอาตัวอย่างของท่านมาเล่าสู่ผู้คนรุ่นหลังๆ ซึ่งครูบาอาจารย์ทั้งไทยและพม่ามักจะยกมากล่าวเป็นตัวอย่างเสมอ

วันนี้ขอเฉลย ตอบคำถามที่ผมยกไว้ข้างต้นว่า

เพราะท่านมหาฤาษีทั้ง 3 และรวมถึง มนุษย์ เทวดา พรหม ใน 22 ภพภูมิ (เว้นพรหมชั้นสุทธาวาสทั้ง 5 และ สัตว์ในอบายภูมิทั้ง 4) ขาดและตกหล่นการเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา จึงไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์


ขอปัญญาวิปัสสนาและดวงตาเห็นธรรมจงบังเกิดแก่ชาวโลกในปัจจุบันให้มากที่สุดเถิด :b8: tongue

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2009, 23:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ส.ค. 2009, 02:56
โพสต์: 290

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ

:b20: :b20: :b20: นู๋เอค่ะ

.....................................................
ข้าพเจ้าเคารพพระธรรม ที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าเคารพพระธรรม ที่มีอยู่ในพระธรรม
ข้าพเจ้าเคารพพระธรรม ที่มีอยู่ในพระสงฆ์
ข้าพเจ้าเคารพพระธรรม ที่มีอยู่ในพระมารดาพระบิดา
ข้าพเจ้าเคารพพระธรรม ที่มีอยู่ในครูอุปัชฌาย์อาจารย์
ข้าพเจ้าเคารพพระธรรม ที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง...สาธุ สาธุ สาธุ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2009, 23:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2009, 23:02
โพสต์: 530

แนวปฏิบัติ: เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ ด้วยอานาปานสติ
งานอดิเรก: อ่านพระไตรปิฎก
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




7x8eznk.gif
7x8eznk.gif [ 77.59 KiB | เปิดดู 1971 ครั้ง ]
อโศกะ เขียน:
ขอบพระคุณคุณกระบี่ไร้เงาที่เป็นห่วง ว่าผมจะไปจ้วงจาบมหาฤาษีทั้ง 3 ท่าน สบายใจได้ครับ ผมกำลังเพิ่มมหากุศลให้กับมหาฤาษีทั้ง 3 ท่าน เพราะขอโอกาสเอาตัวอย่างของท่านมาเล่าสู่ผู้คนรุ่นหลังๆ ซึ่งครูบาอาจารย์ทั้งไทยและพม่ามักจะยกมากล่าวเป็นตัวอย่างเสมอ

วันนี้ขอเฉลย ตอบคำถามที่ผมยกไว้ข้างต้นว่า


เพราะ ท่านมหาฤาษีทั้ง 3 และรวมถึง มนุษย์ เทวดา พรหม ใน 22 ภพภูมิ (เว้นพรหมชั้นสุทธาวาสทั้ง 5 และ สัตว์ในอบายภูมิทั้ง 4) ขาดและตกหล่นการเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา จึงไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์





คำถาม .............. จาก ......ประโยคนี้ค่ะ


อโศกะ เขียน:

ขาดและตกหล่นการเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา จึงไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์



๑. คุณอโศกะ ทราบได้อย่างไรคะ ว่าท่านดาบส ขาดและตกหล่นการเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา

๒. เอาหลักฐานอะไรมาคะ จึงกล่าวว่าท่าน ขาดและตกหล่นการเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา

๓. การเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา ตามความหมายของคุณอโศกะ เป็นอย่างไรคะ

๔. การเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้ ของคุณอโศกะ
กับการละสังโยชน์ทั้งเบื้องต่ำ และเบื้องสูง คือ สังโยชน์ทั้ง ๑๐ นั้น ก็เป็นอย่างเดียวกันสิคะ


..... ด้วยความสงสัยค่ะ และขอบคุณในความอนุเคราะห์ตอบคำถามค่ะ ..........


.....................................................


ผลกล้วยแลย่อมฆ่าต้นกล้วย
ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่
ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ
สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว
เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดร ฉะนั้น ฯ



:b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41:


แก้ไขล่าสุดโดย กระบี่ไร้เงา เมื่อ 14 พ.ย. 2009, 23:16, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ย. 2009, 11:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




4.jpg
4.jpg [ 103.56 KiB | เปิดดู 1961 ครั้ง ]
อ้างคำพูด:
๑. คุณอโศกะ ทราบได้อย่างไรคะ ว่าท่านดาบส ขาดและตกหล่นการเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา

๒. เอาหลักฐานอะไรมาคะ จึงกล่าวว่าท่าน ขาดและตกหล่นการเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา

๓. การเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา ตามความหมายของคุณอโศกะ เป็นอย่างไรคะ

๔. การเจริญปัญญา วิปัสสนาภาวนา สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้ ของคุณอโศกะ
กับการละสังโยชน์ทั้งเบื้องต่ำ และเบื้องสูง คือ สังโยชน์ทั้ง ๑๐ นั้น ก็เป็นอย่างเดียวกันสิคะ


..... ด้วยความสงสัยค่ะ และขอบคุณในความอนุเคราะห์ตอบคำถามค่ะ ..........

tongue เจริญปัญญา เจริญธรรมนะครับคุณกระบี่ไร้เงา
อโศกะตอบ
ข้อ ๑และ ๒. สองข้อนี้ตอบง่ายจะตาย ก็ท่านไปติดกัปป์ อยู่ในรูปพรหมและอรูปพรหมอยู่เดี๋ยวนี้ไงค๊ะ ลองใช้ปัญญาสืบค้นย้อนกลับไปสิครับ ว่าเพราะเหตุอะไร ท่านมหาฤาษีทั้ง 3 จึงไปติดกัปป์อยู่

ข้อ ๓. การเจริญปัญญาวิปัสสนาภาวนา คำตอบ กรุณาย้อนไปดูที่ผมตอบคุณอายะไว้ในกระทู้ของพระอาจารย์แสนปราชญ์นะครับ นะครับ ถ้าไม่เจอจริงๆ ก็บอก จะยกมาไว้ในกระทู้นี้ด้วยครับ หรือจะไปพิมพ์ชื่อ อโศกะ ให้ Google ช่วยค้นหาก็ง่ายดีนะครับ

ข้อ ๔ การเจริญวิปัสสนาภาวนา คือชื่อย่อของการเจริญมรรค ๘ คุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ ว่ามรรค ๘ เป็นเหตุให้ถึงอรหันต์ จำพุทธพจน์ประโยคนี้ได้ไหมครับ
"สัมมาวิหาเรยุง อสุญโญโลโก อรหันเตหิ"
แปลความหมายให้ถูกต้องว่าอย่างไร ฝากให้เป็นการบ้านไปค้นคำตอบมานะค๊ะ

การละสังโยชน์ ทั้ง ๑๐ ข้อนั้นเป็นเรื่องของ ผล เขาเกิดเองเมื่อทำเหตุได้ถึงที่แล้ว เหตุเจริญวิปัสสนาภาวนา ผล ทำลายกิเลส ตัณหา อัตตา สังโยชน์ หมดเกลี้ยง

บอกหลักไว้นิดหนึ่งว่า ถ้าคุณกระบี่ไร้เงา จะศึกษาและปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ได้ผลเร็ว คุณต้องไปเอาหัวใจของพระพุทธเจ้ามาใส่ไว้ในจิตใจของคุณเสียก่อน แล้วทุกอย่างจะง่ายไปหมดเลยครับ

หัวใจของพระพุทธเจ้า คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาสั่งสอน คือ อริยสัจ ทั้ง ๔ ประการนั่นเอง ผมได้นำภาพไดอะแกรม มาฝากให้ดู ลองดู สังเกต พิจารณา แล้ว วิตก วิจารณ์ วิจัย ใคร่ครวญ วิมังสา และสังกัปปะ ดูนะครับ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาธรรม ไม่มาก ก็น้อย

ขอแสงสว่างและดวงตาเห็นธรรมจงบังเกิดมีแก่คุณกระบี่ไร้เงา และผู้สนใจทุกท่าน สาธุ :b8: :b27: :b12: :b16: smiley :b11:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ย. 2009, 11:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




ปัจจัย นิพพาน.jpg
ปัจจัย นิพพาน.jpg [ 106.55 KiB | เปิดดู 1959 ครั้ง ]
cool อีกรูปหนึ่งนะครับคุณกระบี่ไร้เงา ลองตีความให้ลึกจนถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของภาพนี้นะครับ

สาธุ ๆ ๆ
smiley :b8: :b27:

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ย. 2009, 11:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว



ความรู้นี้เรียนได้ไม่รู้จบเลยเนอะ
เรียนตัวโน้น เจอตัวนี้ เรียนตัวนี้ เจอตัวนั้น เยอะจริงๆ tongue
สบายดีนะคะพี่อโศกะ cool

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ย. 2009, 18:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ก.ย. 2009, 23:02
โพสต์: 530

แนวปฏิบัติ: เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ ด้วยอานาปานสติ
งานอดิเรก: อ่านพระไตรปิฎก
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




220351.jpg
220351.jpg [ 46.69 KiB | เปิดดู 1941 ครั้ง ]
:b41: :b46: :b41: :b46: :b41: :b46: :b41: :b46: :b46: :b41: :b46: :b46: :b41: :b46: :b46: :b41: :b46: :b46: :b46: tongue

อโศกะ เขียน:

หัวใจของพระพุทธเจ้า คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาสั่งสอน คือ อริยสัจ ทั้ง ๔ ประการนั่นเอง



รูปภาพสาธุค่ะ


Quote Tipitaka:
[๑๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า
เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ
ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน
ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่า


อาฬารดาบส กาลามโคตรนี้แล เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา
มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปกติมานาน

ถ้ากระไรเราพึงแสดงธรรมแก่อาฬารดาบส กาลามโคตรก่อน
เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน.


แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรสิ้นชีพได้ ๗ วันแล้ว
จึงทรงพระดำริว่า
อาฬารดาบสกาลามโคตร เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่
เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน.




ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า
เราจะพึงแสดงธรรม แก่ใครก่อนหนอ ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน


ครั้นแล้วทรงพระดำริต่อไปว่า
อุทกดาบส รามบุตรนี้แลเป็น ผู้ฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา
มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยเป็นปกติมานาน
ถ้ากระไร เราพึงแสดงธรรมแก่อุทกดาบส รามบุตรก่อน
เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน.


แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบว่า อุทกดาบส รามบุตรสิ้นชีพเสียวานนี้แล้ว จึงทรงพระดำริว่า
อุทกดาบส รามบุตรนี้ เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่
เพราะถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ จะพึงรู้ทั่วถึงได้ฉับพลัน.





จากข้อความที่อ้างอิงมานี้ ดิฉันเชื่อว่าท่านดาบสเจริญปัญญามาแล้วค่ะ
แต่อินทรีย์ของท่านยังไม่แก่กล้า

มิได้ค้านการเจริญวิปัสสนา เพื่อเจริญปัญญาค่ะ แต่กลับเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
และคิดว่าการเจริญปัญญา หรือเจริญวิปัสสนาแล้วไม่ใช่ว่าทุกท่านจะต้องบรรลุธรรมในขณะนั้น
ในชาตินั้นๆ ค่ะ

แต่เมื่อใดอินทรีย์ท่านแก่กล้า พร้อมแล้ว เพียงคาถาบทเดียว แต่ละท่าน ก็สามารถบรรลุธรรมได้ทันที



สำหรับความเมตตาที่ยกไดอะแกรมมาให้ ขอบคุณมากนะคะ แต่ไม่ถนัดที่จะพิจารณาค่ะ
เนื่องจากไม่เสี่ยงดีกว่าค่ะ การดึงความจากพระไตรปิฎก ที่บันทึกคำสอนไว้
แล้วมาเขียนเองตามความเข้าใจของตน ดิฉันมีความคิดว่าไม่เหมาะสมค่ะ


ความรู้ทางโลก เห็นด้วยค่ะ ที่จะคิดค้น โพลไฟด์ หรีอคิดไดอะแักรมที่หรูเริดอย่างไรก็ได้

แต่ทางธรรมดิฉันไม่เชื่อภูมิผู้ที่คิดว่าตนเหนือกว่าพระอรหันตเจ้า ... ค่ะ


ขอบพระคุณคุณอโศกะที่ยกไดอะแกรม/แผนภูมิมาให้นะคะ
ขอเปลี่ยนเป็นยกพระไตรปิฎกมา หรืออ้างอิงมาว่าอยู่เล่มใดหัวข้อใดก็ได้ค่ะ

จะดีกว่าและจะขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ




รูปภาพ เจริญในธรรมค่ะ :b48: :b48: :b48: :b48: :b48:

.....................................................


ผลกล้วยแลย่อมฆ่าต้นกล้วย
ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่
ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ
สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว
เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดร ฉะนั้น ฯ



:b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41: :b48: :b41:


แก้ไขล่าสุดโดย กระบี่ไร้เงา เมื่อ 16 พ.ย. 2009, 21:43, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2009, 12:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับคุณอโศกะ

เมื่อคุณอโศกะรู้มาผิด เชื่อมาผิด ย่อมเอาสิ่งผิดมาแสดง



เอาสิ่งที่คุณรู้มาผิด เชื่อมาผิด เอาสิ่งผิดมาแสดงเป็นการคัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ
เป็นบาปครับอย่าฝืนกระทำต่อไปอีกเลยครับ



เอาพระธรรมเทศนามาแสดงดีกว่าครับ
ได้บุญแน่นอน
ด้วยความหวังดีนะครับ


เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2009, 19:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรียนท่านอโศกะ

ผมต้องขออภัยด้วยที่ทำท่านอโศกะให้งานเข้านะครับ อย่างไงก็อย่าลืมตอบคำถามผมด้วยนะว่าที่ท่านและศิษย์ของท่านจิตสามารถหลุดพ้นเวทนาได้ในการปฏิบัติประมาณวันที่ 7-8 นั้น ข้ามด้วยอะไร (พระเสขะท่านบอกผมแล้วผมทราบแล้ว) เอาคนธรรมดาที่ท่านสอนนะครับทำอย่างไร 8 วันเอาชนะเวทนาได้ เวทนานี้ผมหมายถึงเวทนาทั้งทางกายและจิตด้วยนะครับ เพราะฟังดูแล้วไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะว่าวิธีปฏิบัติของท่านไม่ใช้สมาธิ แต่สามารถเอาชนะเวทนาได้ แถมผ่านญาณ 16 ได้ภายใน 8 วันอีกต่างหาก ถ้าท่านแสดงได้แจ่ม ผมจะลาออกจากงาน ไปฝึกที่สำนักของท่านทันทีเพราะว่า 8 วันได้โสดาบัน อีก 8 วันก็จะได้สกิทาคามี รวมแล้วก็ประมาณ 32 วันก็จะได้เป็นพระเสขะ จะได้หมดทุกข์ซะทีนะครับท่านอโศกะ


เจริญธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2009, 15:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




ee206.jpg
ee206.jpg [ 23.06 KiB | เปิดดู 1915 ครั้ง ]
อ้างคำพูด:
เอาคนธรรมดาที่ท่านสอนนะครับทำอย่างไร 8 วันเอาชนะเวทนาได้ เวทนานี้ผมหมายถึงเวทนาทั้งทางกายและจิตด้วยนะครับ เพราะฟังดูแล้วไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะว่าวิธีปฏิบัติของท่านไม่ใช้สมาธิ แต่สามารถเอาชนะเวทนาได้ แถมผ่านญาณ 16 ได้ภายใน 8 วันอีกต่างหาก ถ้าท่านแสดงได้แจ่ม ผมจะลาออกจากงาน ไปฝึกที่สำนักของท่านทันทีเพราะว่า 8 วันได้โสดาบัน อีก 8 วันก็จะได้สกิทาคามี รวมแล้วก็ประมาณ 32 วันก็จะได้เป็นพระเสขะ จะได้หมดทุกข์ซะทีนะครับท่านอโศกะ
อ้างอิงคุณอายะ

tongue สวัสดีมีดวงตาเห็นธรรมนะครับ ทุกๆท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน อายะซึ่งทำให้ผมงานเข้าจริงๆ ต้องขอบพระคุณมาก อย่างนี้แหละ การเข้ามาท่องเที่ยวในลานธรรมจักรจึงจะมีคุณค่าและรสชาดอันดี

ตอบท่านที่ 1 คุณwalaiporn

ความรู้นั้นมีเยอะจริงๆ ยิ่งถ้าเป็นความรู้ทางโลกย์ แล้วย่อมเรียนไม่รู้จบ
แต่ถ้าใช้ สติ ปัญญา ดู และสังเกตพิจารณาให้ดี ความรู้ทางธรรมนั้นมีวันจบ และสิ้นสุดได้ในชาติปัจจุบันนี้ ถ้าคุณ walaiporn ได้พบกัลยาณมิตรเสียแต่เนิ่นๆ

อย่าเอารู้มากซิครับ แต่ให้เอารู้จริง ดังโคลงของปราชญ์โบราณท่านสอนไว้ว่า
วิชา ควรรักรู้ ฤาขาด
อย่าหมิ่นศิลปศาสตร์ ว่าน้อย
รู้จริง สิ่งเดียวอาจ มีมั่ง
เลี้ยงชีพช้าอยู่รัอย ชั่วลื้อ หลานเหลน


พึงดูตัวอย่างท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซิครับ ท่านได้ฟังพระธรรมเพียง 2 สูตร เท่านั้นเอง คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร กับอนัตตลักขณสูตร แต่ท่านมี สติ ปัญญา น้อมคิด สังเกต พิจารณา ตามข้อธรรม จนเห็นจริงตามธรรม ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนัตตา แล้วพากันบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ไปจนหมด แต่ก็ช้า เร็ว ผิดกันหน่อยตามระดับ ความเฉียบแหลม คมของสติ ปัญญาของแต่ละท่าน

แนะนำว่าคุณ walaiporn ลองกลับไปค้นคว้าเจาะลึกลงไปในธัมมจักรและอนัตตลักขณสูตร แปล แล้วตีความหมายออกมาให้ได้ อาจพบทางออก ทางจบได้เร็วนะครับ

ตอบท่านที่ 2 คุณกระบี่ไร้เงา

ประเด็นของคุณกระบี่ไร้เงาซึ่งยังพยายามจะยกเรื่องของท่านอาฬารดาบส กับ อุทกดาบส มาบอกว่าท่านก็เป็นผู้มีสติ ปัญญาดี พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็น

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่สำคัญอย่างเยี่ยมยอดว่า "สติ ปัญญาดี แต่ใช้ไม่ถูกที่ ทำงานไม่ถูกประเด็น ก็ทำให้พลาดโดอกาส ชีวิตสูญเปล่าและติดกัปป์ ทั้งนี้เพราะท่านมหาฤาษีทั้ง 2 ไม่ได้พบกัลยาณมิตรคือพระพุทธเจ้า จึงรู้ผิด เมื่อรู้ผิด ก็เป็นเหตุให้เห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) มรรค 8 จึงเดินไม่ได้ มรรค ผล นิพพาน จึงไม่เกิดกับท่าน

พวกเราชาวโลกทั้งหลายก็เช่นกัน ถ้าไม่มีโอกาสได้พบบัณฑิต กัลยาณมิตร ผู้รู้จริง ถึงจริง ก็ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้ของตนเองให้ถูกต้อง สัมมาทิฐิจึงไม่เกิด มรรค 8 ก็เดินไม่ได้อีกเช่นกัน

ในลานธรรมจักรแห่งนี้ หรือเวบธรรมมะทั้งหลาย มีทั้งพาลชนและบัณฑิต กัลยาณมิตร ต้องรู้จักใช้สติ ปัญญา สังเกต พิจารณาค้นคว้าหาเอาให้พบ

ลักษณะของกัลยาณมิตรนั้น

1.ไม่เพ่งโทษใคร แต่ใส่ใจเพ่งโทษตนเอง สอนตนเอง

2. ไม่ตัดสินผู้คน หรือสิ่งต่างๆ ที่กระทบ ด้วยสัญญาหรืออารมณ์ อันเป็นลักษณะของปุถุชน หรือพาลชน อาทิเช่นในลานธรรมต่างๆเรามักจะเห็นคนรู้มาก คอยไปเที่ยวบอกคนโน้น ติคนนี้ ว่าที่คุณรู้มานั้นไม่ตรงกับตำรา ไม่มีในตำรา แสดงว่าคุณรู้มาผิด เพราะผมเช็คแล้วไม่ตรงกับสัญญาที่ผมรู้จดจำมา เพราะที่ผมรู้นี่ตรงกับในคัมภีร์เดี๊ยะเลย ดังนนี้เป็นต้น คนพวกนี้เราจะสังเกตได้ง่ายว่า "ความรู้ท่วมหัว บางทีเอาตัวไม่รอด เพราะพอเจอกับคำพูดข้อเขียนทีแ่ทงใจดำ ก็แสดงโทสะรุนแรงตอบโต้ออกมาในคำพูด เห็นอยู่บ่อยๆ

3. ตัดสินผู้คน หรือสิ่งต่างๆ ที่กระทบ ด้วยปัญญาและธรรม กัลยาณชน บัณฑิต อริยชนนั้น ท่านจะตัดสิน ผู้คนและสิ่งต่างด้วย ปัญญาและธรรม ดังเช่นถ้าท่านเจอข้อคิดข้อเขียนต่างๆ ไม่ว่าจะตรงตามตำราหรือนอกตำรา ท่านจะเอาความรู้ทางทฤษฎีและประสบการณ์ที่ท่านมีมาอย่างถูกต้องมาวินิจฉัย ว่าสิ่งที่บุคคลผู้นี้พูด แสดง เป็นไปตามธรรม ในตำรา และธรรมตามความเป็นจริง หรือปรมัตถธรรม หรือไม่ ส่วนใหญ่ท่านจะเอาตามสัจจธรรม เหตุและผล ที่พิสูจน์ได้ เห็นได้ รู้ด้วยสามัญสำนึกของคนธรรมดาทั้งหลาย

4. เรื่องที่พูด หรือแสดง เมื่อประมวลดูแล้วจะเห็นว่าชี้ตรงไปเรื่องเดียว คือเพื่อความค้นหาสมุทัย ถอนสมุทัยเพื่อให้เกิดผลเป็นความพ้นทุกข์ โดยมี อริยสัจ 4 และมรรค 8 หรือวิธีการเจริญวิปัสสนาภาวนา ่ มัชฌิมาปฏิปทาเป็นหลักใหญ่และสำคัญ

5. ข้อธรรมที่แสดงมักอิงการปฏิบัติและปรมัตถธรรมพูดออกมาเสมอ ใช้บัญญัติเฉพาะที่จำเป็น

6. ท่านมักจะทำเรื่องที่ยาก ให้เป็นง่าย มาก ให้เป็น น้อย วิจิตรพิสดาร มากด้วยศัพท์แสง ให้เป็นเรียบง่าย ใช้บัญญัติและภาษาสามัญธรรมดา ก็สามารถเข้าใจธรรมได้ ดังนี้เป็นต้น

ตอบท่านที่ 3 คุณมหาราชันย์

ขอบพระคุณที่ยังกรุณาตามมาเป็นห่วงกลัวผมจะแสดงธรรมผิด นอกแนว เพราะไม่ค่อยอ้างตำราให้เห็น

ที่ผมไม่พยายามไปเสวนากับคุณมหาราชันย์ อีก พยายามจะหนีให้ไกล เพราะกลัวความรู้ยิ่งในบัญญัติของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิ่งไปเห็นคุณแสดงภูมิรู้้เรื่องญาณ ตั้ง 26 - 27 ญาณ เป็นกระทู้แยกข้อ เต็มไปหมดทั้งลานธรรมจักร มากกว่าโสฬสญาณ ยิ่งกลัวใหญ่ ไม่กล้าอ่าน ไม่กล้าทักท้วง เพราะกลัวจะได้สัญญาที่สับสน หรือวิปลาสไปจากธรรม ครับ

อนุโมทนากับธรรมที่คุณแสดง แต่ก็ได้โปรดกรุณาอย่ามาทักท้วงเอาผิดเอาถูกอะไรกับผมอีก ขอให้ผมได้แสดงธรรมไปตามธรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธรรมแอพพลายด์ หรือธรรมมะเชิงปฏิบัติ ซึ่งอาจขัดใจนักบัญญัติทั้งหลายบ้างก็ต้องขออภัย แต่ทุกท่านลองใช้สติ ปัญญา สังเกต พิจารณาดูให้ดี ดูภาพสรุปว่าชี้ออกนอกวัตถุประสงค์ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไหม เป็นไปเพื่อความพอกพูน อัตตา มานะ หรือเป็นไปเพื่อความสละ ละวาง โปรดพิจารณา แล้วก็ทิ้งไว้ให้ผู้อ่านท่านใช้วิจรณญาณเอาเอง

ตอบท่านที่ 4 คุณอายะ

เนื่องจากข้อความยาวมากไปแล้ว ของคุณอายะ ขอยกไปคำตอบหน้านะครับ

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2009, 16:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2009, 20:54
โพสต์: 282


 ข้อมูลส่วนตัว




281245_0023.JPG
281245_0023.JPG [ 12.78 KiB | เปิดดู 1908 ครั้ง ]
tongue ตอบคุณอายะ
คุณอายะลองอ่านข้อความที่ยกมานี้ด้วยความพินิจพิเคราะห์ แล้วจับประเด็นออกมาให้ได้นะครับ ถ้ายังไม่เห็นทาง ก็คุยกันต่อไปได้อีก

อีกเรื่องที่ต้องขอให้คุณอายะกลับไปสังเกตใหม่ว่า ในคำพูดเรื่องญาณ 16 ผมมิได้ระบุว่า ผู้ปฏิบัติธรรมได้ 7 - 8 วันจะผ่านญาณ 16 และบรรลุธรรมแต่ได้กล่าวว่า
ผู้ปฏิบัติธรรมได้ 7 - 8 วัน จะเข้าถึง อนัตตวิปัสสนา ส่วนการจะบรรลุธรรมคือมรรคเกิดนั้น ต้องขึ้นแล้วอยู่กับ กำลังสติ วิริยะ ปัญญา ตบะ ขันติ สมาธิ สัจจ หรืออธิษฐานของแต่ละคน ที่จะต่อยอดขึ้นไปจากสังขารุเปกขาญาณ


เท่าที่สังเกตจากประสบการณ์จริง ใครก็ตามที่จิตเข้าถึงและยอมรับ อนัตตา เขาผู้นั้นประดุจได้กุญแจไขประตู หรือสะพานสำหรับทอดข้ามเข้าสู่พระนิพพาน รอโอกาสที่อนุโลมญาณ โคตรภู และมรรคญาณจะเกิดขึ้นมาตอนที่มรรคสมังคี
ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้ปฏิบัติท่านใด ถ้ามาถึงวันแรกแล้วลองให้ทำความนิ่งของจิตจนถึงระดับรู้หัวใจเต้นและชีพจรขัดได้ภายในเวลาไม่เกิน 2 - 3 นาที เขาเหล่านั้น จะสามารถแยกรูปแยกนามได้ตั้งแต่วันแรกๆ เลยทีเดียว หลังจากนั้นพอเข้าวันที่ 3 - 4 บางคนก็แยก รูป - นามเวทนา - นามปัญญา นามอุปาทานว่าเป็นอัตตา กู ได้ชัด

ปัญญา เห็น กู สู้ กู อยู่ไม่ถอย ไม่ยอมแพ้ หลังจากนั้น อีก วัน สองวัน กูก็หลบ (ถึงอนัตตา) บางคน กู ตาย (สักกายทิฐิ ดับขาด)
แต่นานๆ จะปรากฏสักคนหนึ่ง


สถิติที่เคยจดจำมา ถ้าเจริญมรรค 8 เป็น หรือ ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาได้ถูกต้อง ผู้ที่ถึง กู หลบ จะมีประมาณ 15 - 20 % ส่วนผุ้ที่ กู ตาย จะมีประมาณ 1 - 2 %
:b8:

วิธีเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
หาที่อันสงัด ปูลาดอาสนะ ขัดสมาธินั่ง ตั้งกายให้ตรง หลังตรง คอตรง หัวตั้งตรง มนสิการ ตั้งใจ โยนิโส ตั้ง สติ ปัญญา เฝ้าดู เฝ้าสังเกตพิจารณา เข้าไปในกายและจิต ณ ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันอารมณ์ ด้วยวิริยะ อุตสาหะ ตบะ ขันติ สมาธิ ต่อเนื่องกันไปไม่ขาดสาย ที่สุดจะได้ รู้ ได้เห็น กระบวนการทำงานของกายและจิต ว่า
:b1:
เมื่อมีผัสสะ การกระทบของทวารทั้ง ๖ กับสิ่งที่มากระทบ จะเกิดเวทนา ความรู้สึก ตัณหาความอยากขึ้นมาทุกครั้งไป เป็นอารมณ์ธรรม ๑ สัมผัส ๑ อารมณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นอดีต แล้วก็เกิดผัสสะและอารมณ์ใหม่เกิดขึ้นมาเป็นปัจจุบันอารมณ์ ให้ได้ ดู ได้เห็น ได้รู้ ได้สังเกต พิจารณา สืบต่อหนุนเนื่อง หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงกันไปไม่หยุดยั้ง ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงเวลานอนหลับในตอนค่ำจิตเข้าภวังค์หมดความรับรู้สัมผัส พอตื่นเช้าขึ้นมา มีสติ สัมปชัญญะรู้ตัว มีการรับรู้สัมผัสของทวารทั้ง ๖ ขึ้นมาอีก กระบวนการทำงานโดยธรรมชาติของจิตก็จะดำเนินการต่อไปเหมือนเช่นเคย
:b20:
ถ้ารู้ทันปัจจุบันอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ความสังเกต พิจารณามีกำลัง คม ละเอียด เฉียบแหลม ก็จะได้เห็นถึงความจริงอันสำคัญว่า วันทั้งวันจะมีแต่ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของอารมณ์ เป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไปมา และบังคับบัญชาไม่ได้ เป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ตลอดเวลา นี่คือปกติธรรมดาของชีวิตทุกชีวิต
:b8:
แต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ เป็นงานของวิปัสสนาภาวนาคือผู้ปฏิบัติทุกคนจะได้พบเห็นว่ามีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นมายุ่งกับทุกการกระทบสัมผัสทุกครั้งไป คือมีอุปาทานความเห็นผิดว่าเป็น อัตตา ตัวกู ของกู โผล่ ผุดขึ้นมารับรู้เวทนา ตอบโต้กับเวทนา จนเกิดเป็นตัณหา ความอยากทั้ง ๓ อย่าง คือ กามตัณหา ความยินดีพอใจในสัมผัสทั้ง ๖

ภวตัณหา ความอยากได้ อยากเป็น อยากมี อยากเอา เมื่อพบกับอารมณ์ที่ชอบใจ เกิดเป็นโลภะ วิภวตัณหา ความยินร้าย ไม่ชอบใจเกิดขึ้นเมื่อพบกับอารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ เกิดเป็นโทสะ ความขุ่นมัวและโกรธ หรือเกิดความไม่ยินดีไม่ยินร้ายต่ออารมณ์ เกิดความวางเฉย เป็น อุเบกขา แล้วก็จะเกิดความปรุงแต่งไปด้วยอำนาจแห่งความยินดี ยินร้าย หรือเฉยๆ เป็นมโนกรรม เป็นวจีกรรม เป็นกายกรรมไปตามลำดับ เมื่อกรรมครบองค์ ๓ ก็จะเกิดผล เป็นวิบากให้ผู้กระทำกรรมต้องได้รับผล เสวยผล เป็นบาป เป็นบุญ สุข ทุกข์ ไปตามกำลังแห่งกรรมที่ตนกระทำ หมุนเวียน สืบต่อกันไปทั้งวัน
:b27:
เมื่อผู้ปฏิบัติมีญาณ คือปัญญา รู้ เห็นสิ่งแปลกปลอมคือ อุปาทานความเห็นผิดว่า เป็นอัตตา ตัวกู ของกู โผล่ ผุด ขึ้นมาในจิตอย่างนี้จนชัดเจนดีแล้ว ก็จงทำตามหัวใจการภาวนาดังที่สรุปไว้ที่ปกหลังของหนังสือเล่มนี้ ไม่ช้าไม่นานก็จะได้พบเห็นว่า สัมมาทิฐิ ความเห็นถูกต้องว่าเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวกู ของกู จะเกิดขึ้นมาแทนที่ มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา ตัวกู ของกู มากขึ้น ๆ ความเห็นผิดเป็นอัตตา ตัวกู ของกูจะผอมลง เบาบาง จางลง ลดลง ๆ ไปเรื่อยๆ จนหมดสิ้นไป ดับหาย ตายขาดไปจากจิตใจในที่สุด แล้วผลอันยิ่งใหญ่ คือนิพพานธาตุก็จะเกิดปรากฏขึ้นมาในจิตในใจของผู้ปฏิบัติให้รู้แจ้งด้วยตนเอง

*********งานและหน้าที่ของชาวพุทธ
ละความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา ตัวกู ของกู
*********พอกพูนความเห็นถูกต้อง ว่าเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวกู ของกู
ทุกวัน เวลา นาฑี วินาฑี ที่ระลึกได้
และมีโอกาส

**********หัวใจวิปัสสนาภาวนา
ใจปัญญาอย่ายอมใจเป็นกู นิ่งดู นิ่งสังเกต พิจารณา
ด้วยวิริยะ อุตสาหะ ตบะ ขันติ มิยอมถอย ถ้าสู้ได้
ทนได้ ไม่ตะบอย กู จะถอยหรือตายดับ ไปจากใจ
:b8: :b27: smiley

.....................................................
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 83 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร