วันเวลาปัจจุบัน 21 ต.ค. 2020, 01:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 315 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 ... 21  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2010, 22:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว



ถามจริงๆ ตั้งคำถามมาน่ะ ไม่รู้เลยหรือ?
การทรงฌานได้ตลอดน่ะ ไม่ต้องพระพุทธองค์หรอก
คนที่ชำนาญหรือมีวสีน่ะ เขาเข้าออกได้ตลอดเวลา
คือจิตเขาสามารถทรงฌานได้ตลอดเวลา

มีดับ 2 ชนิดนะ
ดับนาม,รูป กับ ดับโดยสังขาร

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2010, 22:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:

ถามจริงๆ ตั้งคำถามมาน่ะ ไม่รู้เลยหรือ?
การทรงฌานได้ตลอดน่ะ ไม่ต้องพระพุทธองค์หรอก
คนที่ชำนาญหรือมีวสีน่ะ เขาเข้าออกได้ตลอดเวลา
คือจิตเขาสามารถทรงฌานได้ตลอดเวลา

มีดับ 2 ชนิดนะ
ดับนาม,รูป กับ ดับโดยสังขาร


เหอๆๆ

วสี เข้าๆออกๆๆ นั่นหรือเรียกว่าทรงได้ตลอด
แล้วสภาวะนั้น มีอะไรดับได้บ้างหรือ แม่หนูน้อย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2010, 22:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอามาให้อ่านอีกที

๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล-
นิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ.
ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเข้าที่สลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง
เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้
เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบาน
แล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็น
ธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย
เบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรม
เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้น
ตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม
แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย
ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2010, 23:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2009, 20:48
โพสต์: 745


 ข้อมูลส่วนตัว


มหากัป เขียน:
ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ์ เขียน:
มหากัป เขียน:
ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ์ เขียน:
ฌานที่ไปนึก

ตามตำรา แบบนั้น

ฌานที่พระพุทธเจ้า พูดไว้คือ ฌานโลกุตร

ไม่ใช่ฌาน 4 แบบไปนึกเอา

เฮ้อ น่า เศร้า

อย่าลืมนะ


ผู้รู้จริงมีอยู่




งั้นขอเชิญท่าน ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ ได้โปรดชี้แจง

ถึงฌาณที่พระพุทธเจ้าทรงดำริไว้ คือ ฌานโลกุตร กับ โลกียฌาณ

มีอาการของฌาณแตกต่างกันอย่างไร ขอรับ อยากได้แบบประสบการณ์จริง

ของท่าน ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ ที่เป็น ฌานโลกุตร นะขอรับ ไม่เอาจากตำรา

เพราะผมเองหาเปิดอ่านในอินเตอร์เน็ตได้ขอรับ


ตามที่ผมเข้าใจโลกุตรฌาณ อันนี้ เป็นของพระอริยหรือเปล่าครับ

ตัวของผมเองก็ยังมิได้ บรรลุธรรมใดๆ ก็ยังคงเป็น โลกียฌาณ อยู่

ขอคำแนะนำด้วยขอรับ สาธุ สาธุ



เอาง่ายๆในตำราก็มี

ส่วนการปฏิบัติค่อยคุยกันที่หลังงับ


สมาธิสูตรที่ ๑
[๒๒๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พึงมีหรือหนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญใน
ปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุ ว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุว่า
เป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสานัญจายตนะว่าเป็นอากาสานัญจายตนะ
เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนะว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่
พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญายตนะว่าเป็นอากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญ
ในเนวสัญญานาสัญญายตนะว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญ
ในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว
แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้ การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการ
ที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่
ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้งที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้ว
ด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พึงมีได้อย่างไร การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมี
ความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียง
ที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้วแสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่า
พึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ธรรมชาติ
นั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือ ความสงบสังขารทั้งปวงความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความ
สิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพานดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้อย่างนี้แล การที่
ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมี
ความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโช
ธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญ
ในอากาสานัญจายตนะว่าเป็นอากาสานัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญ
จายตนะว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญาจายตนะว่าเป็น
อากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเป็นเนวสัญญา
นาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความ
สำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน
อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจก็แต่ว่าพึงเป็นผู้
มีสัญญา ฯ


อันนี้ในตำรา

แต่ยังมีในภาคปฏิบัติ ไว้คุยกันที่หลังนะงับ






ยังไม่กระจ่างครับยังไม่ทราบเลยครับว่า ฌานโลกุตร กับ โลกียฌาณ

มีอาการของจิตในฌาณแตกต่างกันอย่างไร

ท่านขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ จึงได้บอกว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสแต่

ฌานโลกุตร มิได้กล่าวถึง โลกียฌาณ เลยหรือครับ


แล้ว วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัตคตารมณ์ อันนี้พระพุทธองค์ ทรงตรัส

ถึงฌาณประเภทใดไว้หรือครับ ฌานโลกุตร หรือ โลกียฌาณ


อ้างอิงขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ
ฌานที่ไปนึก

ตามตำรา แบบนั้น

ฌานที่พระพุทธเจ้า พูดไว้คือ ฌานโลกุตร

ไม่ใช่ฌาน 4 แบบไปนึกเอา

เฮ้อ น่า เศร้า

อย่าลืมนะ

ผู้รู้จริงมีอยู่



( ผู้รู้จริงมีอยู่ ) อันนี้ที่ท่านขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธว่า

ปริยัติ หรือว่า ปฏิบัติ ล่ะขอรับ ชี้แจงด้วยขอรับ

สาธุ สาธุ



นักปฎิบัติ ที่ถึง ครับ

จึงบอกว่า ผู้รู้จริงมีครับ

การทำฌานโลกุตร กับ โลกีย ต่างกันครับ

โลกียไปหมายเอาความสงบ

โลกุตร ไม่หมายนะครับ

อันนี้พระอาจารย์ที่เป็น ลูกศิษย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แนะนำ ผมมาครับ

เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าสั้นก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น

.....................................................
“เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น”

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้
เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส
เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย
เป็นไปเพื่อสันโดษ
เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่คณะ
เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 02:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
พรหมสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
อายาจนสูตรที่ ๑
[๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ
แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เขตอุรุเวลาประเทศ ฯ
ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคผู้เสด็จ
เข้าที่ลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก
รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต
ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ก็
ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็นธรรมอาศัยกันและกัน
เกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย
จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง
ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรม
เป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรม
ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความ
ลำบากของเรา ฯ
..........


สัมมาสัมพุทธจิต อันเกิดขึ้น สำเร็จแล้ว ณ คืนวันตรัสรู้ เป็นจิตใหญ่หาประมาณมิได้
พระพุทธองค์ทรงเสวยอรหัตผลจิตไม่มีระหว่างคั่น มีจตุตถฌานอันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญาเป็นบาท พร้อมด้วยพุทธญาณ อันไม่ปรากฏเป็นการทั่วไปแก่พระสาวก

ดังนั้น พระองค์ประสงค์จะน้อมจิตด้วยญาณใด พระองค์ก็ทรงสามารถน้อมไปได้ด้วยพุทธจิตนั้น

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 03:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


enlighted เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
:b32: :b32: :b32:
ภูมิของสัตว์ฯ..มันจะไปรู้เรื่องฌาณเรื่องญาณ..ได้จากที่แห่งใดละพ่อเอ๋ย..
อยากรู้แต่ก็ไร้คนบอกคนสอน..

พ่อคนใจบุญ..เมตตาประกอบแล้ว..ปัญญาทำมาดีแล้ว..พ่อรู้แล้วก็อนุเคราะห์กับเหล่าสัตว์เถิด..

ว่า..เป็นฌาณอะไร..ได้สมาบัติอะไร..

..สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ..การให้ธรรมะเป็นทาน..ชนะการให้ทั้งปวง..นะท่าน

สาธุ..ล่วงหน้า.. :b16: :b16: :b16:


เหอๆๆ

ก็อยากสลัดออกจากภูมิของสัตว์เดียรัจฉานไม่ใช่หรือ
รอฟังไป ถ้ามีวาสนา
มั่นใจได้แน่นอนว่า ไม่เคลื่อนจิดแม้แต่น้อย
แต่ถ้าเคลื่อนจิต แม้แต่นิดเดียว ได้เปลี่ยนภูมิ ลงนรกทันที


อ๋อ...ไม่รู้นี้เอง :b12:

ไม่เป็นไร..ฟังจากท่านอื่นก็ได้คับ..

เห็นแว้บ ๆ ว่ามีคนรู้เขาตอบแล้ว.. :b9: :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 07:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


enlighted เขียน:
walaiporn เขียน:
enlighted เขียน:
walaiporn เขียน:
enlighted เขียน:
walaiporn เขียน:
enlighted เขียน:
walaiporn เขียน:
enlighted เขียน:
๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล-
นิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ.
ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเข้าที่สลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง
เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้
เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบาน
แล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็น
ธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย
เบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรม
เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้น
ตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม
แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย
ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.

เป็นฌานอะไร ได้สมาบัติอะไร

เหอๆๆ




" ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง "

สภาวะนี้ไม่ใช่ฌาน แต่เป็นสภาวะที่ละเอียดกว่าฌาน


เหอๆๆ

อ่านดูได้เท่านี้หรือ นักดูสภาวะ ระดับหนึ่งยังไม่สอง

สภาวะนี้ไม่ได้ละเอียดละอออะไร เลย





คิดว่า ....
เปล่าเลย :b32:



เหอๆๆ

จิตคิดจิตเกิด วิเคาะหสภาวะพระพุทธองค์ ด้วยความเคลื่อนแล้วแม่หนูน้อย




เปล่าเลย ... แค่ขำๆ ในสิ่งที่คนบางคนที่ยกมาอ้าง แต่ไม่เคยสัมผัส
ไม่งั้นคงไม่นำไปเปรียบเทียบกับฌานหรอก :b1:


เหอๆๆ
ก็หมายความว่า
สภาวะพระพุทธองค์ ไม่ได้ทรงฌานตลอดเวลา งั้นหรือ






ถามจริงๆ ตั้งคำถามมาน่ะ ไม่รู้เลยหรือ?


เหอๆๆ

ถ้าไม่แทงตลอดในสภาวะ เช่นนั้น มีหรือจะกล้าตั้งคำถาม


ถ้าไม่แทงตลอดในสภาวะ เช่นนั้น มีหรือจะกล้าตั้งคำถาม
ถ้าไม่แทงตลอดในสภาวะ เช่นนั้น มีหรือจะกล้าตั้งคำถาม
ถ้าไม่แทงตลอดในสภาวะ เช่นนั้น มีหรือจะกล้าตั้งคำถาม

enlighted บรรลุแล้ว? :b10: :b10:

:b14: :b6: :b32: :b32: :b32: :b32: shocked


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 07:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley
อ๋อ...ไม่รู้นี้เอง ก้รู้

ไม่เป็นไร..ฟังจากท่านอื่นก็ได้คับ..ก็รู้

เห็นแว้บ ๆ ว่ามีคนรู้เขาตอบแล้ว.. ก็รู้

เล่นไม่ยากส์ครับ คุณกบน้อย :b32: ก็รู้ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 09:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
Quote Tipitaka:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
พรหมสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
อายาจนสูตรที่ ๑
[๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ
แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เขตอุรุเวลาประเทศ ฯ
ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคผู้เสด็จ
เข้าที่ลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก
รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต
ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย ก็
ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็นธรรมอาศัยกันและกัน
เกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย
จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง
ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรม
เป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรม
ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความ
ลำบากของเรา ฯ
..........


สัมมาสัมพุทธจิต อันเกิดขึ้น สำเร็จแล้ว ณ คืนวันตรัสรู้ เป็นจิตใหญ่หาประมาณมิได้
พระพุทธองค์ทรงเสวยอรหัตผลจิตไม่มีระหว่างคั่น มีจตุตถฌานอันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญาเป็นบาท พร้อมด้วยพุทธญาณ อันไม่ปรากฏเป็นการทั่วไปแก่พระสาวก

ดังนั้น พระองค์ประสงค์จะน้อมจิตด้วยญาณใด พระองค์ก็ทรงสามารถน้อมไปได้ด้วยพุทธจิตนั้น


เหอๆ

สัมมาสัมพุทธจิต สำเร็จแล้วจริงหรือ

สภาวะนั้น ปรากฎองค์ฌาน ในจุตตถฌาน จริงหรือ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 10:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 พ.ย. 2009, 07:32
โพสต์: 95

แนวปฏิบัติ: หลักวิถีธรรมชาติ - อานาปานสติ,บริกรรมภาวนา
ชื่อเล่น: นุ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขงเบ้งเทพแห่งกลยุทธ์ เขียน:
นักปฎิบัติ ที่ถึง ครับ

จึงบอกว่า ผู้รู้จริงมีครับ

การทำฌานโลกุตร กับ โลกีย ต่างกันครับ

โลกียไปหมายเอาความสงบ

โลกุตร ไม่หมายนะครับ

อันนี้พระอาจารย์ที่เป็น ลูกศิษย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แนะนำ ผมมาครับ

เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าสั้นก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้าออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น

...อันนี้ คุณขงเบ้งฯ คงจะีหมายถึง สมาธิในอริยมรรค กระมัง

.....................................................
จงทำศีลให้เป็น อธิศีล
ทำจิตให้เเป็น อธิจิต
ทำปัญญาให้เป็น อธิปัญญา


พื้นฐานคุณธรรมความเป็นมนุษย์คือ ศีล๕ กุศลกรรมบถ๑๐ หิริโอตัปปะ และความกตัญญู กตเวทิตา

จุดสูงสุดของการรู้ธรรม เห็นธรรม ก็คือ
...สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ...สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา


แก้ไขล่าสุดโดย ภาวิตา-พหุลีกตา เมื่อ 24 เม.ย. 2010, 10:04, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 10:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลับอยุ่ เขียน:
smiley
อ๋อ...ไม่รู้นี้เอง ก้รู้

ไม่เป็นไร..ฟังจากท่านอื่นก็ได้คับ..ก็รู้

เห็นแว้บ ๆ ว่ามีคนรู้เขาตอบแล้ว.. ก็รู้

เล่นไม่ยากส์ครับ คุณกบน้อย :b32: ก็รู้ :b32:


เหอๆๆ

กำลังลงอเวจีลึกลงไปๆ ไม่รู้ตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 10:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


enlighted เขียน

เหอๆๆ

ถ้าไม่แทงตลอดในสภาวะ เช่นนั้น มีหรือจะกล้าตั้งคำถาม
:b32: :b32: :b32:


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 24 เม.ย. 2010, 10:44, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 10:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลับอยุ่ เขียน:
enlighted เขียน

เหอๆๆ

ถ้าไม่แทงตลอดในสภาวะ เช่นนั้น มีหรือจะกล้าตั้งคำถาม
:b32: :b32: :b32:

เหอๆๆ

ระวังมโนกรรมให้ดี

เรื่องที่กล่าวอยู่ ทำให้ลงอเวจีได้ง่ายๆๆ

และถ้าไม่แทงตลอดสภาวะนั้น มีหรือจะกล้าแสดงจุดอ่อนแห่งสภาวะนั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 11:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


quote="เช่นนั้น"]
Quote Tipitaka:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
พรหมสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
อายาจนสูตรที่ ๑
[๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ
แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เขตอุรุเวลาประเทศ ฯ


สัมมาสัมพุทธจิต อันเกิดขึ้น สำเร็จแล้ว ณ คืนวันตรัสรู้ เป็นจิตใหญ่หาประมาณมิได้
พระพุทธองค์ทรงเสวยอรหัตผลจิตไม่มีระหว่างคั่น มีจตุตถฌานอันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญาเป็นบาท พร้อมด้วยพุทธญาณ อันไม่ปรากฏเป็นการทั่วไปแก่พระสาวก
ดังนั้น พระองค์ประสงค์จะน้อมจิตด้วยญาณใด พระองค์ก็ทรงสามารถน้อมไปได้ด้วยพุทธจิตนั้น

enlighted เขียน:
เหอๆ

สัมมาสัมพุทธจิต สำเร็จแล้วจริงหรือ

สภาวะนั้น ปรากฎองค์ฌาน ในจุตตถฌาน จริงหรือ


จริง

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 11:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


enlighted เขียน:
หลับอยุ่ เขียน:
enlighted เขียน

เหอๆๆ

ถ้าไม่แทงตลอดในสภาวะ เช่นนั้น มีหรือจะกล้าตั้งคำถาม
:b32: :b32: :b32:

เหอๆๆ

ระวังมโนกรรมให้ดี

เรื่องที่กล่าวอยู่ ทำให้ลงอเวจีได้ง่ายๆๆ

และถ้าไม่แทงตลอดสภาวะนั้น มีหรือจะกล้าแสดงจุดอ่อนแห่งสภาวะนั้น


:b32: :b32: :b32:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 315 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 ... 21  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร