วันเวลาปัจจุบัน 21 ก.ย. 2020, 17:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 113 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2011, 11:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


เบื่อกิเลส



เบื่อกิเลส ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดีก็ยัง เป็น ก็ยังอิจฉาตาร้อนเขา ใครมีโอกาสอะไรดีๆก็ทนไม่ได้คอยสนใจ คอยอิจฉาเขามันทุเรศตัวเอง ทั้งๆที่ใจทุกข์รนร้อน เพราะความอิจฉาก็ละไม่ได้

ความโลภอีกเหมือนกัน พอเริ่มเริ่มหารายได้เสริมได้นิดหน่อย ได้เงินมามันพิจารณาก็ไม่เห็นมันจะอะไรแค่เอามาสะสม แต่กิเลสความโลภก็แสดงตัว มันตีๆกันเองยังไงไม่รู้

จิตก็พิจารณาว่าไม่เห็นมีอะไรนอกจากสะสมเพิ่ม อีกจิตก็โลภๆๆ อยากได้ ชอบ พอมาคิดว่าชอบไปทำไม มีอะไร ตัวเลขเพิ่มขึ้นแล้วมันยังไง ก็มองไม่เห็นสาระ แต่จิตมันก็จะโลภๆ อะไรกันนักหนา

ความน่าไหว้หลังหลอก ปากพูดดีพูดหวานแต่ในใจล่ะเป็นยังไง ใจมีแต่คำหยาบคายดูถูกเขา มันน่ารังเกียจตัวเองสิ้นดี …ทุเรศๆๆๆ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ม.ค. 2011, 11:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


กลอนสภาวะ


เส้นทางนี้ คือทางถางกิเลส

ล้วนหมอกเมฆปกคลุมทุกทิศา

จะหันเหหาหน พ้นสายตา

ที่เอื้อมคว้าคือ สติ ปัญญา แค่เส้นบาง

เจ้าข้าเอ๋ย หนทางนี้ช่างไกลนัก

ข้าผู้ร้าง ค้างแรมพัก ในสงสาร

ยินเพียงเลียงร่ำลือในตำนาน

ของเส้นทาง รอยเท้า ท่านก้าวเดิน

ฝันไว้ว่าทางสว่าง ทางสงบ ประสบสุข

ใครจะคิด ทุกย่างก้าว เหยียบบนทุกข์ ระหกระเหิน

ต้องตั้งมั่น ศรัทธา กล้าเผชิญ

จึงจะเดิน ต่อไป ไม่ร้างรา

โอ้อนิจจา กว่าจะรุ้จักหน้าตาของกิเลส

มันแปลงเพศเป็น ” เรา” มานานหนักหนา

มันคือเรา เราคือมัน เพราะบังตา

ขาดปัญญา ขาดสติ จึงหลงไป

ทั้งพลิกแพลงยอกย้อนคอยต้อนจิต

มาในรูป น่ารัก น่าเชยชิด น่าพิศมัย

มาเป็นทั้งความหวัง ความฝัน ที่ใคร่ใจ

หลงคว้าไขว่ ก็ทุกข์กลุ้ม รุมเร้าทรวง

ส่วนที่ดี กลับเข้ามาให้เห็นเป็นอุปสรรค

น่าเกลียดนัก อยากผลักไส คิดว่าบ่วง

ครั้นรู้แล้ว แต่ก็ยังคร้ามในทรวง

เพราะติดห่วง ติด ” เรา ” เศร้าอุรา

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มี.ค. 2011, 00:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


๘ มีค.๕๔


เหตุของแต่ละคนนะหมู จะเอาเราเข้าไปตัดสินแทนไม่ได้หรอกค่ะ เหตุของแต่ละคนนะหมู จะเอาเราเข้าไปตัดสินแทนไม่ได้หรอกค่ะ


walai lo said
พี่เข้าใจค่ะ อย่าไปเกลียดเขาเลย จะมีวิบากต่อกันเปล่าๆ

เจริญสติเท่านั้นค่ะที่จะช่วยได้ ทำไป อย่าหวังผล อย่าคาดหวัง พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว เราจะรู้เอง

says ค่ะพี่ ขอบคุณค่ะพี่ เด๋วหมูไปอาบน้ำแล้วไปเจริญศติต่อนะคะ

60/5 ค่ะ
เดินรู้เท้าแต่ก็วนคิดเรื่องเดิมๆค่ะ จนหมดการเดินค่ะ
นั่งก็รู้การหายใจ และก็วนคิดเหมือนกันค่ะ จนหมดการนั่งค่ะ

walai lo says
มันอยากคิดก้ให้รู้ว่าคิด เรื่องปกติค่ะ ไปห้ามอะไรไม่ได้ สติทัน มันก็ดับไปเอง

says ค่ะมีปรามาสด้วยค่ะ แวบ 1 ครั้ง

walai lo says
ทำไปค่ะ ปรามาสก็ให้รู้ว่ามี ยอมรับไป แต่ไม่ต้องไปกังวล
สติยังไม่ทันก็แบบนี้แหละค่ะ ตัวมานะแต่ละคนมีทุกๆคนเหมือนกันหมด

says
ค่ะพี่ จะพยายามต่อไปค่ะ

says
20/5 ค่ะ ฟังเทศน์ไปด้วยก็รู้เท้าค่ะ
ตอนนั่งก็ปรับลม แล้วก็คิดๆ ค่ะ แต่ก็ยังพอรู้การายใจได้ แต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ค่ะ

walai lo says
ไม่เป็นไรค่ะ แค่รู้ไป ขอให้ได้ทำก็แล้วกันค่ะ
รู้มากหรือน้อยไม่ต้องไปกังวล ทำให้ต่อเนื่อง

says
นึกออกแล้วมันตึงหัวค่ะ มัวแต่ไปสนใจหัวที่ตึง

walai lo says
คนที่มาทางนี้ มีแต่การชดใช้นะหมู เพราะมันเป็นทางที่ดับเหตุทั้งปวง
กุศลมันแรง จีงถูกทวงถามหนี้ไว ขอเพียงมีสติ

says
บางทีปัญญาไม่พอค่ะ

walai lo says
เข้าใจค่ะ พีถึงบอกว่าไม่ต้องไปกังวล รู้ได้แค่ไหนก็แค่นั้น มันไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

says
ค่ะพี่น้ำ หมูก้จะทำให้สุดความสามารถของตัวเอง
ผลจะเป็นยังไงก็จะพยายามปล่อยวาง เพราะทำเต็มที่แล้ว

walai lo says
ค่ะ เหตุมี ผลย่อมมี แค่ยอมรับไป ถึงจะทุกข์ มันก็ไม่นาน
เปลี่ยนไปอีกแล้ว เอาของหวานคือ ความสุขมาหลอกล่อให้ดีใจ แปีบๆมาอีกแล้ว ความทุกข์

says
ใช่จริงๆด้วยค่ะ

walai lo says
กิเลสมันมาทุกรูปแบบ

says
พอเราทุกข์จนลืมว่าสุขเป็นยังไง

walai lo says
นั่นแหละ

says
สถานการณืก็เปลี่ยน

walai lo says
มันล่อหลอกตลอดเวลา ขอเพียงมีสติ รู้ในกายนี่แหละ ที่ตั้งมั่น
จะรู้มากหรือน้อย ไม่ต้องไปกังวล แค่ทำต่อเนื่อง แล้วผลมีเอง ไม่ต้องไปคาดหวัง

says
ค่ะพี่ ขอบคุณค่ะพี่

walai lo says
ค่ะ อนุโมทนาค่ะ อดทนไปค่ะ พี่เข้าใจในความรู้สึกดี
กว่าพี่จะมาถึงตรงนี้ได้ ไม่แตกต่างกันหรอกค่ะ ทุกวันนี้ก้ยังตั้งรับกิเลสอยู่เหมือนเดิม
เห็นไหม ไม่แตกต่างกันเลย ตราบใดยังมีเหตุ ผลย่อมมีเนืองๆ

says
ค่ะพี่ คนรอบข้างหมูมีแต่ปัญหาทั้งนั้นเลย ไม่ใช่แค่หมูคนเดียว

walai lo says
นั่นเหตุของเขา เราไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ถ้าสงสาร ก็แผ่เมตตา กรวดน้ำ มีแค่นี้
แต่อย่าเอาเราเข้าไปตัดสินในเหตุของคนอื่นๆ ถึงแม้จะเป็นแม่ พี่ น้อง แม้กระทั่งคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม
เอาตัวเองให้รอดก่อนค่ะ เดี๋ยวจะจมน้ำไปอีก

says
ค่ะ จะพยายามค่ะ จะเอามาเตือนสติตัวเองบ่อยๆนะคะ ยังไงที่เห็นชัดๆคือ เหตุการณ์ทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์เท่าแต่ก่อนค่ะ ลดดีกรีลงบ้าง มันเหลือชาๆแทน

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 เม.ย. 2011, 00:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


๒๗ เมย. ๕๔


says 60/10 ค่ะ ก็รู้เท้าแล้วก็ความคิดค่ะ ความทุกข์ค่ะ
ความขัดแย้งระหว่างความคิด ทำให้ทุกข์ค่ะ เพราะมีการปฎิเสธสิ่งทีเกิดขึ้นในจิตตัวเองตลอดเวลาค่ะ

กิเลสพวกนั้นเช่นปรามาส นั้น มันห้ามไม่ได้ค่ะ จิตเหมือน ของร้อนที่มันต้องคอยถือระวังตลอดค่ะ
และถึงจะระวัง มันก็จะไป ค่ะ เมื่อมันไปแล้ว ความไม่พอใจและปฎิเสธที่มันไปก็เกิด และทุกข์ทันทีค่ะ

กิเลสประเภทอื่นๆด้วยค่ะ เช่น ความอยาก ก็จะเกิดการปฎเสธ ตลอดค่ะ เห็นมันไม่ชอบๆ ซ้อนๆกันค่ะ
เท้ายังรูค่ะ หลังๆ มันก็ไปฟุ้งๆ เรื่ออื่นๆค่ะ


พอมานั่ง ก็รูการหายใจค่ะ ท้องบ้างค่ะ และก็คิดเรื่องละคร ที่คุยกับเพื่อนบ้าง
แต่ก็ยังรูการหายใจค่ะ แต่ดูเห็นว่ามันไปคิดเรื่องนั้นค่ะ แล้วมันก็หายไปเองค่ะ โดยไม่ได้คอยสนใจค่ะ จนหมดเวลาค่ะ

walai lo says
รู้แล้วทุกข์ ทุกข์เพราะรู้ ที่ต้องทุกข์เพราะคอยระวัง กับ ไม่รู้ แล้วไม่ต้องทุกข์ แบบไหนดีกว่ากันคะ

says มันรูว่าเพราะอะไรถึงทุกข์ค่ะ ไม่รูก็ทุกข์ค่ะ

walai lo says ไม่รู้ ก้ทุกข์ ในเมื่อไม่รู้ แล้วทำไมต้องทุกข์ด้วยล่ะคะ

says เพราะความไม่พอใจพวกนี้ มันมีอยู่แล้วค่ะ แต่ๆก่อนไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไร

walai lo says อ้อ แสดงว่า หมูอ่านแล้ว ไม่เข้าใจในคำถามที่พี่ถามไป มันมีสองข้อให้เลือก
แบบที่หนึ่ง รู้แล้วทุกข์ ทุกข์เพราะรู้ ที่ต้องทุกข์เพราะคอยระวัง
แบบที่สอง กับ ไม่รู้ แล้วไม่ต้องทุกข์ ทั้งสองแบบนี่ แบบไหนดีกว่ากันคะ

says ไม่อยากทุกข์ แต่ก็อยากรูอะค่ะ อยากรู้แบบไม่ทุกข์

walai lo says คนเรามักชอบสบาย ภพชาติถึงได้ยืดยาว

says อืมมค่ะ แต่ถ้าให้เลือก ก็เลือกที่จะรู้น่ค่ะ

walai lo says เข้าใจค่ะ เข้าใจสภาวะของหมูในตอนนี้ ยึดมาก เลยทุกข์มาก เหมือนพี่ในเมื่อก่อนนี้
ทุกข์มากๆ ทุกข์เพราะยึด แต่ไม่รู้ว่ายึด กว่าจะเข้าใจ เล่นเอาน้ำตาร่วงไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
เพราะเคยสร้างเหตุไม่ดี เลยไม่มีใครคอยบอกแนวทางให้ เคยอ่านเรื่องพระมหาชนกไหม

says เคยค่ะ ท่านว่ายน้ำ

walai lo says นั่นแหละ พี่รอดมาได้ เพราะความเพียร ไม่ได้มีเทวดาที่ไหนมาอุ้ม หรือมีใครมานำทางให้
ทำเพราะไม่มีที่จะไป แล้วไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ทำทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย เพราะเชื่อในเรื่องของกรรม

เชื่อมั่นว่า ถ้าเราตั้งใจทำต่อเนื่อง ผลดีต้องได้อย่างแน่นอน ไม่เคยหวังผลอื่นๆ เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลย
นิพพานก็ว่าตามๆที่ถูกสอนมา แต่ไม่รู้หรอกว่า นิพพานคืออะไร
แหมมม พอมารู้สภาวะนิพพานที่แท้จริง หงายผึ่งเลย

says ค่ะ ตอนนี้หมูไม่กล้าอ่านบล็อกพี่เท่าไร เห็นพี่เขียนแล้วค่ะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่หมูจะรู้ได้
และจิตหมูมันแรงจิงๆค่ะ กิเลส พี่น้ำให้หมูเขียนความจริงและดูจิตตัวเอง มันเห็นว่ามันร้ายจริงๆค่ะ หมูละอายใจนะคะ

walai lo says นั่นแหละ ทำแบบนั้น ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก ต้องทำเอง

says บางทีไม่กล้าคุยกะพี่ เพราะมันละอาย จิตมันสารพัดจะสกปรก

walai lo says เข้าใจค่ะ ความอยาก พี่เข้าใจดี เหมือนที่โดนต่อว่ามา
ทำนองว่า ไปบอกสภาวะเขาผิด ทั้งๆที่มันมีเหตุให้พี่ต้องทำแบบนั้น
เพื่อเขาจะได้เห็นกิเลสของตัวเอง แต่สภาวะเขายังไม่ถึง จึงไม่เข้าใจกัน

พี่ไม่ถือ ไม่โกรธ ไม่ว่าใครจะคิดอะไรยังไง ถึงบอกไง เขียนไปได้เลย ความจริงในจิตน่ะ ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก
ถ้าเรายังยอมรับในสิ่งที่เราเป็นยังไม่ได้

says ยังยอมรับไม่ได้จริงๆค่ะ

walai lo says พี่เข้าใจนะ แรกๆพี่น่ะ บอกตามตรงเลย
พอกลับไปย้อนอ่านบล็อกที่เขียนๆเอาไว้ บางข้อความน่ะ คิดนะ เขียนไปได้ยังไง น่าอายสิ้นดี
นี่แหละมุมมืดในจิต ที่มีคนอีกมากมายซุกซ่อนเอาไว้ เอาแต่เปลือกดีออกมาแสดงกัน

says พี่คะ หมูไม่เห็นความดีเลยนะคะ ความดีที่คิด มันก็ตัวกิเลส

walai lo says ค่ะ กิเลสทั้งนั้น เห็นเป็นกิเลสน่ะดีแล้ว ถ้าเห็นว่าตัวเองดี นี่แหละยังหลง

says ค่ะพี่ หมูจะพยายามต่อไปค่ะ วันนี้ขอลาไปก่อนนะคะ ไม่ค่อยกล้าคุยมากค่ะ

walai lo says
ค่ะ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ค. 2011, 23:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


เมษายน 29, 2011


60/20 และ 30/30


says: 60/20
ก็กังวลเรื่องสุขภาพน่ะค่ะกลัวโรค

การเดินรู้รู้เท้าค่ะแต่ก็มีความทุกข์จากความกลัว

เท้าก็มีแปลบๆ

แสบๆ วาบๆ ผ่าวๆร้อน เย็นๆ แล้วหายไป

ก้กังวลว่ามันเป้นโรคหรือเปล่า

แล้วก็เดินไปเรื่อยๆค่ะ

รู้เท้าไป

ใจก็มีฟุ้งๆ

พอมานั่ง

ก็รุ้ลมบ้าง ท้องบ้าง ใจออกนอกไปไร้สาระเป็นภาพคนนั้นคนนี้

แต่ยังแตะๆรุ้การหายใจ กับกายเป็นระยะ

จนหมดเวลาค่ะ

walai says:

ที่เท้า ที่ว่ารู้สึกนั้น รู้สึกที่ฝ่าเท้าหรือว่าตรงส่วนไหนคะ


says:

มันก็ตรงนิ้วเท้าบ้าง กลางเท้าบ้าง น่องบ้าง ข้อบ้างค่ะ

walai says:

ค่ะ นั่ง เพิ่มเวลาได้อีกนะคะ ถ้าอยากจะเพิ่ม

says: ค่ะพี่ เด๋วหมูไปทำอีกรอบนะคะ เด๋วมาค่ะ

walai says: ค่ะ

says: รอบ สอง 30/30 มีกิเลสจิตฟูให้ค่าคิดไปเองกับสภาวะ สลับกับจิตกังวลกลัวโรค เมื่อ มีแปลบๆ ผิวเท้า มีร้อนผ่าววาบๆ รูเท้าไปเรื่อยๆได้ พอมานั่งก็รูลมบ้าง รูองท้องขยับแผ่วๆบ้าง สติอ่อนไม่จับกายบ้าง แล้วก็กลับมาแตะกายอีก แล้วก็สติอ่อนอีก แล้วก็กลับมาแตะกายอีก จนจบนั่ง

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 พ.ค. 2011, 23:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะรู้ จึงเข้าใจ

มีหลายๆคนยังคงวิ่งค้นหาตัวเอง วิ่งหาสภาวะนอกตัว วิ่งหาวิธีการและรูปแบบของคนอื่นๆ ที่คิดว่า คงจะมีคนช่วยให้เข้าใจสภาวะและปฏิบัติได้ถูก เรารับฟังเรื่องเหล่านี้มาตลอด ฟังด้วยความเข้าใจ

เข้าใจในความรู้สึกของเขาเหล่านั้น ฉะนั้น เราจึงรับฟังสิ่งต่างๆที่เขาพูดมาให้ฟังได้อย่างสงบ ไม่ห้าม ไม่สนับสุน แต่ให้แง่คิด ส่วนเขาจะนำไปพิจรณาหรือไม่ นั่นเรื่องของเขา เหตุของเขา เราไม่ไปคิดแทน



เรื่องในอดีตที่ผ่านมา ล้วนเป็นเหตุที่ส่งผลให้สภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ สำรวมระวัง โดยไม่ต้องระวัง สติจะเป็นตัวบอกเอง สัมปชัญญะเป็นตัวรู้ตามประกบ เหตุที่จะทำให้เราประมาทลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

เวลาผัสสะเกิด ดูจิตทันมากขึ้น จิตเห็นจิตทันมากขึ้น นี่แหละเหตุของเหตุที่ทำให้เกิดการสำรวมระวังเอง โดยไม่ต้องคอยระวังจนเครียดแบบก่อนๆ รู้แบบสบายๆมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เครียด ไม่เกร็ง ไม่ต้องระวัง



สภาวะของแต่ละคนที่เล่าให้เราฟัง เรารู้จักชื่อของสภาวะเหล่านั้นดี แต่ไม่บอกให้ผู้ที่มาเล่าให้ฟังนั้นรู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นนั้น เรียกว่าอะไรๆๆๆ เพราะถ้าบอก จะมีเหตุให้ยึดติดมากกว่าแค่รู้ จึงบอกแต่ละคนไปว่า ทำต่อไป อะไรเกิดขึ้นให้แค่รู้

อยากให้ค่า ให้ค่าได้นะ เพราะยังมีกิเลส ไม่ต้องไปฝืนใจ ให้ค่าอย่างไร รู้ไปตามนั้น แต่อย่าไปยึดติดกับการให้ค่า จนก่อให้เกิดการกระทำ กลายเป็นเหตุใหม่ขึ้นมาทันที เหตุภายใน ย่อมมีผลต่อการปฏิบัติ เหตุภายนอกมีผลทั้งชีวิตและการปฏิบัติ


ไม่ว่าจะเดินจงกรมแล้วรู้สึกเสียวเท้าวาบๆ รู้สึกมีอาการต่างๆเกิดที่ฝ่าเท้าบ้าง กายบ้าง

ไม่ว่าจะจิตไปจับที่ลมหายใจเองโดยอัตโนมัติ แล้วรู้สึกเย็นไปทั้งตัว

ไม่ว่าจะ จิตจะคิดพิจรณาเรื่องร่างกายทั้งภายนอกและภายใน จิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง ฯลฯ มีเรื่องมากมายที่เล่าให้ฟังมา

เพียงแค่เขาเฉลียวใจกันสักนิด กลับไปไล่อ่านสภาวะเกี่ยวกับการปฏิบัติของเราที่ผ่านๆมา เขาจะได้คำตอบเองว่า อาการที่เกิดขึ้นเหล่านั้น คืออะไร เรียกว่าอะไร


เราไม่บอกกับเขาเหล่านั้นว่า สภาวะที่เกิดขึ้นกับเขากันนั้น คืออะไร เรียกว่าอะไร บทเรียนต่างๆที่ผ่านๆมา เป็นครูสอนให้กับเราได้อย่างดี เราไม่ต้องการให้เขาเหล่านั้นทำผิดพลาดเหมือนกับที่เราเคยทำผิดพลาดมาก่อน

ให้เขาเรียนรู้ทุกๆสภาวะด้วยตัวเอง ถ้าตรงไหนติดขัดกันจริงๆ เราถึงจะแนะนำเพิ่มเติม


บางคนเกิดสภาวะจิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง จะนำสิ่งที่คิดพิจรณานั้นมาถามข้อคิดเห็นจากเรา เราจะพูดแบบกลางๆ ให้เขาหัดคิดพิจรณาด้วยตัวเอง จะไม่ชี้แนะไปตรงๆ แต่ให้เขาฝึกที่จะเดินด้วยตัวเอง โดยมีเราเป็นพี่เลี้ยง

บางคนติดให้ค่า เสร็จแล้วทุกข์เพราะการให้ค่า เพียงแค่เขาหยุดให้ค่า เขาจะไม่ต้องไปทุกข์กับสภาวะ เราจะบอกกับเขาแบบนั้นไม่ได้ ต้องให้เขาเห็นด้วยจิตของตัวเขาเอง แล้วสภาวะการให้ค่าจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆเอง


ย้อนรอยกรรม


ขอโทษด้วยนะ ถ้าเหตุที่ทำแบบนี้ เป็นเหตุให้มีคนเพ่งโทษเรา เราต้องขอโทษด้วยจริงๆ แล้วไม่รู้สึกอะไรกับการเพ่งโทษเหล่านั้น เพราะนี่คือเหตุของเราที่เคยทำไว้ในอดีต ตอนนี้เรากำลังรับผลนั้นๆ เราเข้าใจดี จึงไม่คิดใดๆ

ในอดีต เราเคยปรามาสพระอาจารย์หลายๆท่านไว้เยอะมาก ในเรื่องไม่ยอมบอกสภาวะกับเรา ปล่อยให้เราทำเอง บอกแค่ว่า ทำต่อไป แค่ดู แค่รู้ไป แล้วจะรู้เอง จิตเรามีความไม่พอใจ เลยเกิดการปรามาสเพราะเหตุนี้

เราแก้ไขช่องโหว่ในบางเรื่อง เรื่องไหนควรบอกจะบอก เรื่องไหนควรให้เรียนรู้ด้วยตัวเองกัน เราจะบอกว่า ทำต่อไป ไม่ว่าจิตจะคิดอะไรยังไง ให้รู้ไป เราเข้าใจในความรู้สึกของเขาเหล่านั้นดีว่ารู้สึกกันอย่างไร ยามที่ได้รับคำตอบเช่นนั้น

จงรู้ไว้เถิด ไม่ว่าจะคิด พูด ทำ ทุกการกระทำไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ส่งผลให้รับทุกๆเรื่อง เขาเหล่านั้นต้องรับผลตามที่เขาคิดหรือคาดเดาเอาเอง ไม่แตกต่างจากเราในอดีตหรอก นี่แหละกิเลส


มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่มองเห็นความผิดพลาดเหมือนๆกัน การบอกสภาวะแก่ผู้ปฏิบัติ เป็นเหตุให้ ผู้ปฏิบัติเกิดการให้ค่าว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร ยิ่งมีความรู้ติดตัวมาด้วย เลยหลงสภาวะแต่ไม่รู้ว่าหลง

เคยอ่านเจอนะ พระอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อศิษย์ของท่านเล่าเรื่องสภาวะให้ฟัง ท่านกล่าวสนับสนุนสภาวะนั้นๆว่า เหมือนท่านเลย ให้ทำต่อไป นี่แหละความผิดพลาด แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ผลเลยเป็นเช่นนั้น

เราเองก็เช่นกัน คำพูดที่พูดโดยไม่ได้เจตนาจะให้หลงกิเลส แต่เป็นเหตุให้คนฟังหลงกิเลส นี่ไงเหตุที่เหมือนๆกัน พูดตามสภาวะ ถ้าเป็นการยืนยัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง ก็ทำให้หลงกิเลสได้เหมือนกัน


สภาวะทุกๆสภาวะ ถ้ารู้ในสภาวะนั้นๆ แล้วมีตัวเราที่ยังคงมีอยู่ นำตัวตนนั้นเข้าไปชี้นำสภาวะว่า สภาวะนั้นๆคืออะไร ล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสภาวะแต่อย่างใด

ยิ่งสภาวะละเอียดมากขึ้น กิเลสยิ่งละเอียดตามเป็นเงาตามตัว อยู่ที่เหตุของคนๆนั้นทำมาด้วย และที่ทำปัจจุบันด้วย ซึ่งจะเป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริง หรือมีตัวตนที่ยังคงมีอยู่ แล้วให้ค่าในสภาวะนั้นๆ แต่ไม่รู้ว่าให้ค่า




แบบสบายๆ


การปฏิบัตินั้น เราทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ทำเพราะความอยาก ทำเพราะต้องทำ ไม่งั้นโดนกิเลสเล่นงานแน่นอน หากสติไม่ทัน เหตุใหม่ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เป็นการทำความเพียรที่แตกต่างจากเมื่อก่อนมากๆในเรื่องของจิต

เมื่อก่อน จิตจะเป็นทุกข์ตลอด ทุกข์เพราะคิด ที่เกิดจาการให้ค่าต่อสภาวะ หาคำตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆคืออะไร แล้วคนอื่นๆจะเป็นเหมือนเรามั๊ย ทั้งสภาวะ ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบทย่อย สงสัยไปหมด

แรกๆมีถามนะ ถามพระอาจารย์ แต่ทุกท่านไม่ว่าจะสายไหนๆ ตอบเหมือนกันหมด ทำไปเดี๋ยวรู้เอง มีแค่นี้เองคำตอบ ไม่ได้ดั่งใจเลย ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้



นี่ไง!!!!! ...

ถึงบอกไงว่า เพราะรู้ จึงเข้าใจ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 08:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 10:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2011, 11:05
โพสต์: 223


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2011, 23:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


๓ เมย.๕๔


says
60/20 เดินรู้เท้าค่ะ

เริ่มต้นก็ร้อนผ่าวจุดเดิมที่ข้อเท้า มีแวบๆเย็นๆแปลบ ที่เข่าแล้วหายไป ที่เท้าแล้วหายไป
มีเจ็บๆที่นิ้วเท้า สักพักแล้วายไปก็ไปคิดอีกว่าเป็นอะไร โรคหรือสภาวะ

ตอนหลังก็มาตั้งใจเดินใหม่ ก็รู้เท้าต่อ สักพักช่วงท้ายๆก็โกรธ
เพราะอดีตค่ะ ไปผุดภาพเหตุการณ์อดีตก็โมโห ก็รู้ว่าเป็นกิเลส หมดเวลาพอดี

พอมานั่งต่ออารมณ์ยังติดมา
ก็เกิดความคิดว่าเวลาคนที่บ้านเขาโมโหมันเกิดจากแบบนี้
คิดถึงอดีตแล้วเกิดความรูสึกโกรธ แล้วก็ปล่อยไป มารู้การหายใจ
จิตจะหลับในจะหลงไปค่ะ แต่มันไม่ถึงกะหลง มันง่วงๆข้างใน ก็เห็นจิตมันไปคิดไร้สาระ นิยายบ้าง
อะไรต่างๆที่เราเคยผ่านมาพวกการ์ตูนนิยาย หรืออื่นๆ แล้วเหมือนมันจะหลง ง่วงๆในจิต
แต่อีกส่วนหนึ่งของจิตก็ดึงไว้ให้รู้ที่ลมบ้าง หรือคอยบอกตัวเองว่ากำลังนั่งอยู่ ก็เลยไม่ได้หลงหลับใน
แต่ไม่ค่อยมีกำลังค่ะ รู้แบบไม่ค่อยมีกำลัง และรู้สึกว่าเวลามันนานอยากให้จบเร็วๆ ก็พอดีหมดเวลา หมดเล้วค่ะ

walai lo says ค่ะ จะบอกว่า อย่าไปคิดก็คงไม่ได้ คิดแล้วก็ทุกข์

says ค่ะพี่ ดูแล้วค่ะมันห้ามไม่ได้

walai lo says เข้าใจค่ะ

says อ่อเรื่องโกดเหรอคะ

walai lo says เพียงจะบอกว่า ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงสภาวะ

says อ่อ ค่ะพี่

walai lo says สักวันหมูจะรู้ชื่อของสภาวะเหล่านั้นเอง

says มีชื่อด้วยเหรอคะ

walai lo says มีค่ะ
เหตุที่พี่ไม่บอก เนื่องจากว่า เมื่อรู้ ก็จะกลายเป็นการสร้างเหตุ คือ ไปจดจ้องว่าสภาวะนั้นๆจะเกิดขึ้นอีกไหม
แล้วจะมีอะไรอีก กิเลสทั้งนั้น

says เข้าใจค่ะ จริงค่ะเห็นด้วยค่ะ

walai lo says มีแค่นี้จริงๆ ทำแล้ว ยิ่งเห็นแต่กิเลส

says ตอนนั่ง มีสตินะคะ
แต่มันก็ห้ามไม่ให้ จิตมันหลงไปไม่ได้ มันได้แต่ดูมันหลัง

walai lo says เข้าใจค่ะ

says แปลกดีค่ะ ตอนโกด

walai lo says เรื่องปกติค่ะ
ทุกๆคนต้องเจอเหมือนกันหมด ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง พอเข้าใจแล้ว เราจะเข้าใจทุกๆคน
พี่ถึงบอกไงว่า ใครจะว่าอะไรยังไง ว่าได้เลย เพราะมันคือกิเลส

กิเลสของคนอื่น แต่คือผลของเหตุที่พี่เคยสร้างไว้
พี่เลยต้องมีสภาวะเช่นนี้ ถึงไม่มีความรู้สึกชอบหรือชังไงคะ
เขาชมมาแค่รู้ เขาว่ามาแค่รู้ แค่รู้ได้ เพราะเข้าใจ มีแต่กิเลสเขา

เราทำถูกใจเขา เขาก็ชมเรา เราทำไม่ถูกใจเขา เขาก็ว่าเรา มีแต่กิเลสเขา แล้วเราจะไปเก็บมาเป็นอารมณ์ทำไม มีแต่คอยดูตัวเองว่ามีช่องโหว่ตรงไหน แล้วอุดรอยรั่วนั้นเสีย

says ค่ะ สภาวะของพี่น้ำ

walai lo says ค่ะ สภาวะของใคร ก็คอยดูเอาเอง
ดูจิตตัวเอง ยอมรับได้ไหม ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิต
ยอมยังไม่ได้ ทุกข์ต่อไป ยอมได้ แล้วหยุดสร้างเหตุได้ไหม ถ้ายังหยุดไม่ได้ นั่นคือ โกหกตัวเอง

says โกหกตัวเองเหรอคะ

walai lo says ค่ะ โกหก
คนที่ยอมรับได้จริงๆ เขาจะแค่รู้ในใจ เพราะยังมีกิเลสอยู่ แต่จะไม่สร้างเหตุภายนอกให้เกิดขึ้น เจริญสติต่อไป
ถ้าสติทัน กิเลสในใจณขณะนั้นๆย่อมดับลงไปได้
เราทำเพื่อดับเหตุทั้งปวง นั่นคือ ดับภายในตัวเรา ไม่ใช่นอกตัว นอกตัวไปแก้ไขอะไรใครๆไม่ได้

says ค่ะพี่ จะพยายามไปเรื่อยๆค่ะ

walai lo says ทำต่อไปค่ะ ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก เราต้องช่วยตัวเอง

says ตอนนี้หมูมีสมุด แบบเตือนใจ เอาพกใส่กระเป๋าไว้

walai lo says ค่ะ ดีแล้วค่ะ เป็นอุบายในการดูจิตที่ดีนะ

says ค่ะพี่ เพราะระหว่างวัน
บางทีมันเพลินแล้วหลง ไม่ค่อยยอมดู
ก็เปิดเห็นหนังสือ โอวาทของท่านเหลียวฝาน ที่เคยอ่านตั้งแต่มัธยมชอบมา มีท้ายเล่ม เป็นสมุดบริหารใจ
เตือนตัวเอง ไม่ให้ทำอกุศลออกไป พอดูก็จะช่วยได้เยอะค่ะ

walai lo says ค่ะ แล้วแต่เหตุค่ะ
อะไรก็ตาม ที่สามารถช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น นั่นถูกทางแล้ว
ไม่ใช่ถูกใจ ที่ทำแล้วมีแต่กิเลสเพิ่ม ทำถูกทาง กิเลสต้องลดลง

says ค่ะพี่ ขอบคุณค่ะ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 พ.ค. 2011, 00:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


สมาธิบดบังสภาวะ


สมาธิมีทั้งดีและไม่ดี

ที่กล่าวว่าดี เพราะเป็นสัมมาสมาธิ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ดี

ที่กล่าวว่าไม่ดี เพราะเป็นมิจฉาสมาธิ ขาดความรู้สึกตัว

และสมาธิที่มีมากเกิน ย่อมมีโทษมากกว่าประโยชน์ หากไม่รู้จักวิธีนำมาใช้ให้ถูกทาง


ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราจะรู้สึกเศร้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในตอนนี้ ปัญหาคนขาดการคิดพิจรณา ความศัทธาที่ขาดปัญญา การสอนให้ผู้คนงมงายสิ่งนอกตัว สื่อต่างๆที่กำลังแพร่หลายอยู่ ที่ล้วนหลอกลวงตัวเองกัน

เราถูกหลอกกันมานานเท่าไหร่แล้ว โง่กับกิเลสกันมานานเท่าไหร่แล้ว เคยรู้ถึงเรื่องราวตรงนี้กันมั่งไหม จะก่อภพก่อชาติกันไปเรื่อยๆอีกนานเท่าไหร่ เคยคิดพิจรณาบ้างไหม

ไม่ว่าจะเรื่องการทำนายทายทักที่กำลังแพร่หลายกันในตอนนี้

ไม่ว่าจะเรื่องการกล่าวโทษสิ่งนอกตัวหรือแม้กระทั่งวิญญาณต่างๆ ล้วนเป็นการแนะแนวทางที่ไม่ถูกต้อง มีแต่ทำให้คนหลงงมงาย


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไปว่ากันไม่ได้อีก

เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากการกระทำที่แต่ละคนทำหรือสร้างกันขึ้นมาเองทั้งสิ้น

เราได้แต่มอง มองแค่นั้น เมื่อเข้าใจถึงเหตุและผล จึงได้แต่มองเพราะเหตุนี้


แม้กระทั่งเรื่องสภาวะที่บางคนปฏิบัติแล้วเห็นได้ชัดในสภาวะนั้นๆ ทำให้ผู้ปฏิบัติวิตกกังวลหรือเกิดความสงสัยในสภาวะที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆว่าคืออะไร

บางคนทุกข์เพราะการให้ค่า ให้ค่าว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ ตัวเองเป็นโรคอะไรหรือเปล่า

นี่แหละ ทุกข์เพราะคิด ทุกข์เพราะสงสัย

สงสัยยังไม่พอ ปรุงแต่งต่อ จนทำให้ใจนั้นเกิดทุกข์



อยากจะบอกเหมือนกันว่า สภาวะนั้นๆเรียกว่าอะไร

พอนึกถึงสภาวะที่ผ่านๆมาของตัวเองแล้ว มันเหมือนดาบสองคม

ถ้าบอกเขาแล้ว เขาแค่รู้ ตั้งใจปฏิบัติต่อไป มันก็จบลงแค่นั้น


แต่ถ้า บอกแล้ว เขากลับไปคอยจดจ้องจะให้เกิดสภาวะนั้นๆตลอดเวลา

ถ้าสภาวะนั้นๆไม่เกิดอีกล่ะ ทุกข์อีกแล้ว ทุกข์เพราะการคาดเดาอีก ทุกข์เพราะไม่ได้ดั่งใจ

นี่แหละ บอกก็ดี ไม่บอกก็ดี เราเลยปล่อยตามความเป็นจริง โดยไม่บอก


ให้ทุกๆคนเรียนรู้ทุกๆสภาวะด้วยตัวเอง ให้รู้ด้วยตัวเอง จะได้เลิกสงสัยและให้ค่าน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อสภาวะอื่นๆเกิดต่อ

แต่ถ้าด้านการคิดพิจรณาเราจะช่วยแนะนำต่อยอดให้

แต่เรื่องสภาวะ ขอเงียบดีกว่า เพียงแต่บอกว่าให้ทำต่อไป

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2011, 21:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


๑๔ มิย. ๕๔

says 60/20
เดินรู้เท้า ใจมันก็ฟุ้งมันมีอารมณ์หรือภาพ ที่เรารู้สึกไม่ดี ผุดขึ้นมา พวกเหตุการณ์ แวบเดียวจิตใจก็เผ็ดร้อน ไม่อยากคิดถึง มันก็มีปรุงเป็นระยะไปในอนาคต ไปถึงอดีต

ความทุกข์บีบคั้นที่เคยเจอ และเกลียดที่จะต้องเจออีก เดินๆไป ก็เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ร้อนใจเหมือนกัน

walai lo says ยิ่งทำ ยิ่งเห็นกิเลส เป็นเรื่องปกตินะหมู

says ค่ะพี่ เป็นความติดข้อง ไม่เป็นอิสระ มีความโลภพวกนี้ จะสลับกับคำสอนต่างๆเคยฟังมา
มันก็คลายจากอาการเหล่านี้เป็นพักๆ ตอนจะจบมีโทรมากลั้นใจรับ ทั้งที่มีความไม่พอใจ ที่ถูกขัดจังหวะด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยไม่สำคัญ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป อดทนฟังและขานรับไป จนวางสาย

พอมานั่งกำลังจะเริ่มนั่งมีโทรมาอีกก็ไม่รับหงุดหงิดเหมือนกัน แล้วก็นั่งจนจบ ตอนนั่งก็รู้ลมรู้ท้องรู้ความคิด มีนิมิตสีม่วงสักพักเดียวก็หายไป ตอนเดินกะนั่งมีแสบๆเย้นๆเท้าบ้าง นิดหน่อย

หมายเหตุ ช่วงนี้เราปิดโทรศัพท์ไม่ได้ทั้งที่อยากปิดมาก แต่ปิดไม่ได้เพราะพี่บอกว่าเราไม่ควรปิดเครื่องเพราะที่บ้านอาจเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมาแล้วติดต่อเราไม่ได้ เราเลยต้องฝืนใจเปิด

แต่พอเปิดก็กังวล และบางทีเราต้องรับสาย แล้วหงุดหงิดที่เรื่องที่โทรเข้ามาเป็นเรื่องกวนใจที่ไม่ได้สำคัญ ไม่จำเป็นต้องโทรมาทำให้เราบื่อมากเพราะบางที่เราก็สอนหนังสืออยู่ หรือนั่งสมาธิเดินจงกรมอยู่ แต่ก็ปิดไม่ได้

เราเกลียดความรู้สึกแบบนี้มากเลย เคยคิดจะพูดออกไปว่าโทรมาเฉพาะตอนจำเป็นได้ไหม หรือว่าช่วงดึกๆอย่าโทรเพราะเราปฎิบัติอยู่ เขาเองก็น่าจะรู้ แต่เรารู้ว่าพูดไปก็จะต้องสร้างความไม่พอใจให้กับเขาอย่างแน่นอน ถึงจะดูมีเหตุผล

walai lo says ถูกค่ะ

says แต่ความรู้สึกคนมันก็มีแต่ชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น ก็เหมือนเราเองแหละถึงเรื่องที่ใครบอกเราจะเต็มไปด้วยเหตุผลว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ เราก็รู้แต่ถ้ามันไม่ได้ดังใจเรา เราก็เกิดความไม่ชอบใจ อยู่ดี

เรื่องนี้ก็เหมือนกันเราเลยไม่บอกว่าอย่าโทรตอนดึกถ้าไม่จำเป็น เพราะยังไงก็ต้องสร้างความไม่พอใจให้พี่อยู่ดี แต่ยอมรับนะว่าโคตรทุกข์เลย ไม่ชอบเลย เบื่ออออออออมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

walai lo says ปกตินะ พี่เจอมาหมดแล้ว สภาวะที่หมูกำลังเจอ

says ค่ะพี่ 60/20 รอบ 2 นะคะ
เดินฟังธรรมมะไปด้วยก็รูเท้า มีแสบๆเย็นๆส้นเท้าแล้วหายไป แล้วก็มีความโลภพัวพันกับเงิน แวบมาหลายๆครั้ง พอมานั่งก็เริ่มนั่งก็นึกถึงที่บ้าน ปรุงแต่งไปว่าถ้าแม่ป่วยกระทันหันแล้วตอนนั้นติดงานสอน

จะทำไงถ้ายกเลิกการสอน หัวหน้าจะตำหนิไหม จะตกงานไหม ถ้าตกงานแล้วจะหางานอะไร เงินเดือนจะเป็นอย่างไง ชีวิตจะเปลี่ยนไปแบบไหน อนาคตจะแย่ยังไง มันมาเป็นภาพในหัวเป็นฉากๆ แล้วก็ทุกข์

แต่ยังรู้การหายใจกะท้องที่ขยับตามการหายใจไปคลอๆคู่กัน จนจบ รอบสองฟังธรรมไปด้วย มันจะไม่ฟุ้งมากค่ะ

walai lo says ค่ะ แล้วแต่อุบายในการปฏิบัติ คิดเอง ลองทำเองได้ค่ะ

says ค่ะพี่ พี่น้ำคะ ที่พี่น้ำเคยพูดถึง การสร้างเหตุเพื่อนิพพาน หมูไม่แน่ใจว่าจำคำพูดมาถูกไหมนะคะ ที่บอกว่าเพิ่งรู้ว่า จริงๆพี่สร้างเหตุมาตลอด เพื่อเห็นนิพพานแต่พี่ไม่รู้ เพิ่งรู้ว่าทำมาตลอด คือดับที่ตัวเอง
นี่แหละคือการสร้างเหตุนั้น พี่น้ำพอจะขยายความได้ไหมคะ เอ่อ ถ้ายังไม่เหมาะสมที่จะอธิบาย ก้อไม่เป็นไรนะคะ

walai lo says หมูไม่ได้อ่านบล็อกที่พี่เขียนเรื่องนิพพานหรือคะ

says คือ หมูไม่ค่อยกล้าอ่านสภาวะ พี่ค่ะ จะอ่านที่เป็นคำทั่วๆไปค่ะ เพราะหลังๆเหมือน สภาวะพี่ละเอียดขึ้นๆ แล้วเกินปัญญาหมูอะค่ะ

walai lo says สภาวะนิพพาน ตอนที่ยังไม่รู้ ได้แต่สงสัย
นิพพานเป็นอนัตตาจริงหรือ นิพพานเป็นอัตตาจริงหรือ นิพพานเป็นวิมุติจริงหรือ แล้ววิมุตินี่มันแปลว่าอะไร

นี่คือความสงสัยที่ยังคงมีอยู่ในสมัยก่อน แต่ไม่รู้จะไปถามใคร ยิ่งไปฟังมโนยิทธิ มึนตืบเลยทีนี้
สิ่งที่อธิบายเกี่ยวกับนิพพาน มีแต่ความเห็นอันวิเศษ นิพพานเป็นของวิเศษเลิศเลอ ยากที่ใครๆจะพบหรือเห็นได้

says ใช่ค่ะ

walai lo says นี่แหละ พี่เคยเป็น แม้กระทั่งสิ่งที่นำมาพูดๆที่เคยได้ยินมา ทำนองว่า ถ้าอยากเห็นนิพพาน ต้องยอมตาย ต้องมอบกายถวายชีวิตถึงจะเห็นได้ทางนิมิต นี่ขนาดนั้นเลยนะ

says ค่ะเคยได้ยิน

walai lo says เลยทำให้นิพพานนี้มันวิเศษมหัศจรรย์พันธ์ลึก พอได้มารู้สภาวะของนิพพานที่แท้จริง อ้าปากหวอเลย อึ้งมากๆ นิพพานมีแค่นี้เอง แค่นี้จริงๆ แต่จะทำได้ไหม

says แค่ไหนเหรอคะ

walai lo says ธรรมดาๆ ไม่ได้วิเศษเลิศเลอแบบที่เขานำมาพูดๆกัน เรียกว่า อยู่ใต้ขนตา ใต้ลมหายใจเรา เราหายใจเข้า หายใจ เป็นสภาวะนิพพานตลอดเวลา

says หา

walai lo says จริงๆนะ ไม่ได้วิเศษอะไรเลย ปกติมากๆ แต่วิธีที่จะทำให้เห็นให้แจ้งโดยสภาวะที่แท้จริง มันสุดกลั้น

says ยังไงเหรอคะ

walai lo says วิธีที่หมูกำลังทำอยู่นี่แหละ ทางที่หมูกำลังเดินอยู่นี่แหละ เป็นทางที่จะพบสภาวะของพระนิพพานที่แท้จริงโดยสภาวะ ไม่ใช่จากคำบอกเล่าของพี่

เหมือนเรื่องกรรม เรื่องเหตุและผลที่พี่พูดให้ฟังมาตลอด อันนี้ก็มีสภาวะ ต้องรู้โดยสภาวะ

says ค่ะพี่ หมูได้จากพี่มาเยอะเลยค่ะ ช่วยได้เยอะ

walai lo says นี่แหละ เขาเรียกว่าสำเร็จด้วยการฟังและจินตะ แต่ยังไม่ถึงภาวนามยปัญญา ถึงขั้นนั้นต้องแจ้งด้วยจิตของตัวเอง

says ช่วยได้เยอะจริงๆนะคะ อย่างน้อยก็ทำให้ระงับทุกข์ได้ ขณะหนึ่ง เพราะหมูยังเห็นเองมิได้

walai lo says เข้าใจคะ เพราะหมูมีความศรัทธาไม่ใช่จากตัวบุคคล แต่เกิดจากการปฏิบัติของตัวหมูเอง ประกอบกับการบอกเล่าของพี่ แล้วหมูเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ยิ่งทำยิ่งเห็น ไม่มีอะไรที่จะเห็นแตกต่างไปจากพี่เลย มีแต่กิเลส มีแต่ความอยาก ทุกข์เพราะคิด

says ค่ะพี่ ใช่ค่ะ

walai lo says ไหลไปโน่น ไปนี่ แต่ก็รู้กายได้

says ค่ะ ใช่

walai lo says การที่มีความคิดเกิด ขณะที่กำลังนั่งหรือเดิน ถ้าคนไม่เข้าใจสภาวะคิดว่าสภาวะนี้คือนิวรณ์

ถ้านิวรณ์ โดยสภาวะจะคิดแล้วฟุ้งจนถึงขั้นฟุ้งซ่าน ก่อให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญ ไม่สามารถที่จะรู้อยู่ในกายได้เลย

says ค่ะหมูเคยเป็นก่อนจะมาเจริญสติค่ะ ส่วนใหญ่จะเพราะมีความคาดหวังมากๆ อันนี้มันเหมือนเป็นหนามในใจเรานะคะ สิ่งที่เรายึดติด

walai lo says เห็นไหม สภาวะนำมาเปรียบเทียบกันได้ แยกออกจากกันได้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างความคิดกับความคิดที่เป็นสภาวะนิวรณ์ มันคนละสภาวะกัน

คนที่สามารถรู้ชัดที่ความคิดได้ พร้อมๆกับรู้ชัดอยู่ในกายได้ แต่ไม่ปะปนกัน นี่คือ สภาวะสัมปชัญญะเกิดแล้ว เป็นสภาวะที่จิตตั้งมั่นในระดับหนึ่ง แต่ไม่ต้องไปสนใจในคำเรียกเหล่านั้น มีแต่กิเลสถ้ารู้แล้วยึด

says ความรู้สึกหรือความคิดที่เกิดตอนเรารู้กาย ส่วนใหญ่เป็นจิตใต้สำนึกเราทั้งนั้นเลย สิ่งที่เราเกลียดกลัวและสิ่งที่ทำให้ทุกข์

walai lo says นั่นแหละ จิตถูกชำแหละ ถูกขุดขึ้นมา เลวยิ่งนัก นี่คือสิ่งที่พี่รู้ในครั้งแรก ตัวเองนี้เลวจริงๆ มีแต่ความเห็นแก่ตัว นี่แหละจิตส่วนลึกที่ถูกปกปิดไว้ ยอมรับไม่ได้เลย

พี่ถึงบอกไง ทำก่อนทำหลัง ทำมากทำน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ใช่ตัววัดผล ตัวละครหรือผัสสะที่เกิดขึ้นต่างหากที่ทำให้ดูแตกต่าง ทั้งๆที่เจอสภาวะเดียวกันเหมือนๆกันหมด

การทำต่อเนื่องต่างหากที่สำคัญ ทำมาก ทำน้อย ขอให้ทำ เดินกับนั่งนี่ขาดไม่ได้ หลายๆคนไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นการปรับอินทรีย์

says อืมม ค่ะ ก็มันจะ คิดแต่ว่าต้องทำมากๆ

walai lo says มันไม่เที่ยงน่ะ ทำมากหรือน้อย ล้วนไม่เที่ยง สภาวะมาสอนตลอดเวลา ไม่ให้ยึดติดไม่ว่าจะทำมากหรือน้อย แต่ให้เรายอมรับตามความเป้นจริงของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตต่างหาก ตัวนี้แหละสำคัญ

says ต้องฝึกฝนเรื่อยๆ เพราะมันยากมากเลยค่ะ

walai lo says ยากเพราะอยากไงหมู

says เหรอคะ

walai lo says ค่ะ ง่ายก็เพราะอยากอีก อยากแต่ไม่รู้ว่าอยาก คือ เราไปให้ค่าเอง แล้วมาทุกข์เพราะการให้ค่า แต่บางคนไม่ทุกข์ ที่ไม่ทุกข์เพราะไม่รู้เลยคิดว่าง่าย ง่ายเพราะให้ค่ากับความคิดที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ไปให้ค่าเอง

says งง ๆนะคะ

walai lo says ให้ค่าไงหมู สภาวะที่แท้จริงนะหมู มันเป็นกลาง วางได้เมื่อไหร่จึงจะเห็นตามความเป็นจริง เมื่อเราไปให้ค่ากับสภาวะ สภาวะเลยไม่เป้นกลาง แต่เป็นไปตามที่เราให้ค่า

says เหมือนเวลาหมุเดินๆแล้วเด๋วก็ทุกข์ๆ เพราะไม่รุ้สึกเองว่าไม่ดี ทั้งๆที่ไม่เห็นมีอะไรสิคะ

walai lo says ค่ะ

says จะฝึกฝนต่อไปค่ะ

walai lo says ขณะนี้ว่าไม่ดี ผ้่านไปแป๊บๆสภาวะเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งๆที่อยู่ในอริยาบทเดิมๆแท้ๆ

says ใช่ๆค่ะพี่ มันรู้สึกของมันไปเองทั้งนั้น

walai lo says มันไม่เที่ยง แต่หมูยังมองไม่เห็นสภาวะด้วยจิตตัวเอง ยังไม่เห็นโดยสภาวะที่แท้จริง เพราะมีการให้ค่าว่าดีกับไม่ดี

says ค่ะเด๋วมันก็ว่าดีเด๋วมันก็ว่าไม่ดี แต่ก็รู้สึกว่ามันรู้สึกของมันไปเอง มันไม่จริง

walai lo says นั่นแหละ เรื่องปกติเพราะเรายังมีกิเลส พี่เองยังให้ค่า แต่ไม่ไปทุกข์กับการให้ค่า มีหน้าที่ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาวะ มีให้ค่าก็ยอมรับว่าให้ค่า ยังมีกิเลสนี่นะ เลยไม่ไปทุกข์กับสภาวะแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้อาจมีหลงไปบ้าง เพราะมีคนพูดเรื่องสภาวะ ชื่อของสภาวะ ในสิ่งที่คิดๆกันว่าพี่อยู่ในสภาวะไหน เรียกอะไร กิเลสสรรเสริญเยินยอมันหอมมมม ที่แท้ขี้ทั้งนั้น มีแต่ขี้ แต่ไม่รู้ว่าขี้ หลงไปหยิบมาละเลงเล่นทั้งตัว

กิเลสทั้งนั้น แต่ไม่รู้เพราะหลงคำเยินยอ คำสรรเสริญ เห็นป่ะของเหม็นๆ แต่คนชอบ

says เราไม่รู้ว่ามันเหม็นนิคะ

walai lo says ใช่เลย แต่ตอนนี้ไม่ได้แอ้มพี่แล้ว ของเหม็นๆทั้งนั้น ของแท้จริงมันไม่กลิ่น ไม่ว่าจะเหม็นหรือหอม มันปกติมากๆ ไม่ได้วิเศษเลิศเลอไปกว่าคนอื่นๆ ต่อให้หมดกิเลสก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าคนอื่นๆ

says ลึกซึ้งนะคะ กว่าจะเข้าใจ หมูก้อก็จะฝึกต่อไปเรื่อยๆ แล้วคงจะเข้าใจที่พี่น้ำพูดเมื่อถึงเวลาของมัน

walai lo says นั่นแหละถูกต้อง ทำต่อไป จนกว่าจะรู้ชัดด้วยสภาวะของตัวเอง แล้วจะไม่มีการค้างคาใจหรือสงสัยอะไรอีกต่อไป นับวันจิตเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2011, 22:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


๒๑ มิย.๕๔

says เดิน 40/20 ค่ะ
ก็จิตใจก็ฟุ้ง ค่ะยังรู้เท้าได้ ใจก็จะคิดๆ แต่เรื่องงานที่กังวล หรือใบหน้าคน ที่ทำงานค่ะ เท้าก็ยังรู้ค่ะ
ก็คิดๆไปเรื่อยๆ อยากจะปล่อยแล้วสงบๆ แต่ก็คิดไม่หยุดค่ะ ก็เลยรู้เท้าไป คิดๆไปค่ะ

พอมานั่งก็ยังคิดๆอีกค่ะ แต่รู้ท้องขยับค่ะ จนจบเลยค่ะ

walai lo says
ดีค่ะ กำลังซักผ้า ไม่ได้อยู่หน้าจอค่ะ ขออ่านก่อนค่ะ

เรื่องปกตินะ อีกหน่อยหมูจะเข้าใจสภาวะมากขึ้น แล้วหมูจะมองทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ แล้วจะกลับมาแก้ที่ตัวเอง
ใครว่ามาก็ไม่โกรธ มีแต่กลับมาดูตัวเอง ดูสิ่งที่เขาว่ามา เราแก้ไขใครๆไม่ได้ ต้องแก้ที่ตัวเอง เพราะล้วนเกิดจากเหตุที่ทำไว้ทั้งสิ้น

ไปค้นหาอ่านในสิ่งที่พี่เขียนๆไว้ในสภาวะแรกๆ ไม่มีอะไรแตกต่างจากสภาวะที่หมูเป็นอยู่ในตอนนี้หรอก
ทุกๆสภาวะไม่ว่าของใครก็ตาม ที่ได้มาเจริญสติ จะเห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเจนมากๆ เห็นเหมือนกันหมด

says
ค่ะพี่ จะพยายามค่ะ ตอนนี้ก็มาระบายในบล็อก

walai lo says
นั่นแหละวิธีรักษาจิต

says
มีเหมือนกันค่ะที่หลุดเสียงแข็งใส่คนอื่น แต่ก็จะรู้ตัวค่ะว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่าเกินลิมิตแล้ว
แล้วก็รู้ว่าทำแบบนี้เด๋วก็โดนกลับมาที่ตัวเอง

walai lo says
ใช่ค่ะ เรายอมเขา ไม่ใช่หมายถึงว่าเราผิด แต่ยอมเพราะเข้าใจถึงเหตุที่ทำและผลที่ได้รับ
เมื่อก่อนพี่ยอมไม่ได้ เพราะไม่มีใครพูดเรื่องสภาวะของเหตุและผลให้ฟัง ที่เคยรู้ๆมารู้แค่เปลือก เลยยอมไม่ได้เพราะเหตุนี้ สุดท้าย โดนหมด

says
ค่ะ หมูก็เลยรู้สึกหนื่อยๆ เพราะงานมันเจอคนเยอะมาก ก็ต้องระวังค่ะ

walai lo says
นั่นแหละเหตุ
มันไม่มีใครถูก ใครผิด แต่เป็นเรื่องของเหตุแล้วก็เหตุ เพียงแต่เข้าใจหรือยัง หรือมองเห็นหรือยัง

ถ้ายัง ก็หลงสร้างต่อไปด้วยความไม่รู้
ถ้ารู้แล้ว ไม่ทำหรอก

ใครจะมองว่าเราโง่ ยอมให้คนอื่นมากดข่มอยู่ได้
นั่นมันโง่เพราะเขาให้ค่าทางสภาวะของเขาที่เขามองมา แต่ตามความเป็นจริงมันไม่ใช่ เพราะเราเข้าใจแล้ว จึงยอมได้ จึงหยุดที่ตัวเองได้
คนที่ไม่รู้ต่างหาก ที่ยังหลง หลงสร้างเหตุของการเกิดต่อไปเรื่อยๆ

says
ค่ะพี่ ทำเองรับเอง หมูก็ยังทำอยู่ ก็รู้ว่าต้องเจออะไร มันเลยกึ่งแรงบ้างเบาบ้าง

walai lo says
นั่นแหละ บางทีเรามองสภาวะ คิดว่ามันแปรเปลี่ยนตลอดเวลา คาดเดาอะไรไม่ได้ จริงไหม

says
ค่ะ

walai lo says
จริงๆแล้ว มันเหมือนจะเปลี่ยน เปลี่ยนแค่ตัวละครที่มาแสดงให้เราเห็น แท้จริงแล้ว เหตุต่างหาก

ถ้าเหตุยังไม่จบ แล้วเราไม่รู้ เราจะมองไม่เห็น คิดว่าสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เหมือนที่พี่เคยเขียนๆเอาไว้ นั่นมันแค่สภาวะหยาบๆ
สิ่งที่เรามองเห็น ไม่แตกต่างจากที่เรามองร่างกาย ส่วนประกอบขึ้นมาทั้งหมดที่เรียกว่ากาย แต่จริงๆแล้ว มันแค่เปลือกหยาบๆที่ห่อหุ้มสภาวะที่ละเอียดไว้ภายใน
หมูพอจะเข้าใจที่พี่พูดตรงนี้ไหม

says
คือพี่หมายถึง อารมณ์ ต่างๆ พวกโกรธ ต่างๆ ที่เขามากระทบเรา เพราะเราทำเอาไว้แล้วเวียนกลับมาทำเรา ไปเรื่อยๆ

walai lo says
นั่นแหละ เรียกว่าแบบหยาบๆ เหมือนกายที่มองเห็น
สังเกตุนะ สภาวะจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กิเลสตัวเดิมที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้น

says
ความหนักเบาหรือเปล่าคะ อาการในจิตน่ะค่ะ

walai lo says
มันอธิบายเป็นรูปธรรมได้ยากนะ ที่ว่าหนักเบา หมูหมายถึงลักษณะแบบไหน

says
อย่างเช่นสมมติว่า มีคนว่าหมูปึ๊บนะคะ
จิตมันจะวึบรู้เลยวาเกิดกิเลสอะไรแล้วหายไป แล้วเราก็รู้ว่ามันคืออะไร

หรือว่า มีคนชมก็เหมือนกัน คือวึ๊บรู้เลยว่าพอใจ แล้วหายไป แล้วก็อธิบายในใจว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
จะไม่ไปจมฟุ้งซ่านกับเรื่องนั้นต่อหรือมีอิ่มใจบ้างแต่ไม่ต่อยาว

แล้วก็เวลามีคนว่าเรา
เราก็รู้จิตว่าเกิดอารมณ์อะไร ถ้าเป็นสิ่งที่เคยโดนบ่อยๆเช่นว่าเราทั้งที่เราไม่ผิดเหตุการณ์แนวเดียวกับที่เคยเกิดเลย เจอมาบ่อยๆเราก็รู้แล้วว่าอ่อเหตุแบบนี้เกิดอีกแล้ว
แล้วเราก็เงียบหรือยอมตามเข้าไปโดยไม่โกรธเหมือนก่อน ............ อ่อแบบนี้อีกแล้ว ........... เออ ชิน ........... รับได้

หรือเหตุการรที่มีคนทำแบบนี้แล้วเราไม่พอใจปกติอาจจะพูดแรงๆไปเลย แต่ตอนนี้จะมีตัวคอยเตือนเป็นระยะในใจ ว่าเรากำลังทำอะไรที่เกินขอบเขตแล้ว
ซึ่งพอเป็นบ่อยๆก็จะพัฒนาไปเป็นระงับการก่อเหตุได้ดีขึ้นในครั้งต่อไป
แต่มันจะเป็นเป็นอารมณ์เดิมๆๆๆ ที่เกิดขึ้นทั้งนั้นเลยเพียงแต่ต่างเหตุการณ์ ที่เข้ามาค่ะ

walai lo says
นั่นแหละ ที่พี่เรียกว่าเปลือก สิ่งเหล่านี้พี่เคยเขียนไว้ในบล็อก

หมู อธิบายตามสภาวะที่หมูเจอ เจอกับตัวเอง เห็นไหม ไม่แตกต่างจากที่พี่เขียนเอาไว้เลย สิ่งที่พี่เคยเจอมา
ก่อนมาเจริญสติ หมูเห็นได้แบบนี้หรือเปล่า เคยไหม

says
ไม่ค่ะ

รู้อีกที ฮ่าๆๆๆ ตายไปหลายศพ

walai lo says
นั่นแหละ เข้าใจ

says
เปลือกหมายถึงอะไรเหรอคะ

walai lo says
สภาวะของตัวเรามันจะมีทั้งภายนอกและภายใน สภาวะภายนอก ( ของคนอื่นๆก็เช่นกัน ) ก็เช่นกัน มีทั้งภายนอกและภายใน
กิเลสจะมีสภาวะตั้งแต่หยาบๆ ที่อาศัยผัสสะหรือตัวกระทบเป็นเหตุ
จนกระทั่งกิเลสที่เกิดขึ้นเองในใจ เป็นเอง มีเอง โดยไม่ต้องอาศัยผัสสะ ตรงนี้หมูเข้าใจหรือยัง

says
กิเลสภายในไม่อาศัยผัสสะ หมูรู้จากกามราคะเท่านั้นค่ะ
เช่นอยู่ๆก็เกิดราคะ ทั้งที่ไม่มีอะไรยั่วยุค่ะ

walai lo says
นั่นแหละ ไม่ต้องอาศัยอะไรเลย มันเกิดเอง เหมือนความโกรธ หรือตัวโทสะ

says
อันนี้หมูยังไม่เห็นแต่จำได้ที่พี่เล่าค่ะ เพราะส่วนใหญ่หมูจะเกิดโทสะจากสัญญาอารมณ์เก่าๆค่ะ

walai lo says
ฐานของกิเลสมันมี มันเป็นอนุสัย เหตุของสังโยชน์
กามราคะและปฏิฆะ เช่นเดียวกัน
โทสะเป็นกิเลสหยาบๆ
โกรธตัวเบ้งๆมองเห็น

กามราคะก็เช่นเดียวกัน แบบหยาบๆ มีรูปหรือผัสสะเป็นเหตุ ไม่แตกต่างจากโทสะ
แม้แต่ตัวกิเลสโทสะที่ละเอียด ( ปฏิฆะ ) ไม่แตกต่างจากกามราคะเลย เหมือนกันเด๊ะๆ

คือเกิดเอง เป็นเองภายใน โดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย
สิ่งเหล่านี้ มันจุกจิกอยู่ภายใน

says
การที่เราไม่ไปเสพมัน ไม่ไปอินกับมัน ก็คือการตัดมันใช่ไหมคะ

walai lo says
เปล่าค่ะ แค่ละได้ชั่วคราว
ตัวใหญ่จะแสดงก่อน เวลาเกิดผัสสะ สติทันจึงดับได้
ตัวละเอียดต้องประหาณกิเลสเท่านั้น คือ ละสังโยชน์

says
พี่น้ำเคยบอกว่ากิเลสเนี่ย จริงๆแล้วมันมี
แต่ที่ว่าหมดกิเลสนั่นคือ มันมีแต่ว่าสติเราทัน มันทำอะไรจิตเราไม่ได้
walai lo says
อันนี้คือ แบบหยาบๆ ยังไม่ใช่อนุสัย ( แบบละเอียด )

says
แล้วงั้นสุดท้าย ท่านที่เป็นพระอรหันต์แล้ว จะไม่มีเลยหรือเปล่าคะกิเลส ไม่มีให้เห็นเลยหรือเปล่าสคะ
สงสัยจริงๆคะ เพราะหมูไม่เข้าใจคำว่าประหาณ

คือมันก็ดูเหมือนเราเจี๋ยนกิเลส มันก็น่าจะซิ๊แหงแก๋ไม่มาให้เห็นแล้ว

walai lo says
สมุจเฉทประหาณ สภาวะยากที่จะอธิบายได้ยากนะ ต้องรู้ต้องเห็นด้วยตัวเอง ถึงจะเข้าใจ

ที่แน่ๆคือ พอผ่านสภาวะนั้นมา เจอกับดักกิเลสต่อทันที แต่ไม่รู้ว่าติดกับดัก
หรือ ไม่ผ่าน แต่คาดเดาเอาเองว่าผ่าน ก็เจอกับดักเหมือนกัน

แต่แตกต่างตรงที่ว่า
ผู้ที่ผ่านได้จริง จะรู้ชัดในกายได้เนืองๆ
จะเห็นแต่กิเลส
สติจะมีมากขึ้น
มุ่งดับแต่เหตุ
นี่คือความแตกต่าง

says
พี่น้ำเคยเขียนไว้ว่า คนที่ติดกับดักิเลส เพราะคิดว่าได้หรือเป็นอะไร หากไม่รู้ สภาวะก็จะไปต่อไม่ได้
เพราะเขาถือว่าเขาเป็นอะไร ก็จะไม่เข้าใจและละวางในสิ่งที่เขาถือไม่ได้

walai lo says
ใช่ค่ะ มุ่งอยากสอนแต่คนอื่นๆ

says
เพราะจริงๆแล้ว หนทางนี้คือหนทางที่ไม่มีตัวตนใช่ไหมคะ

walai lo says
มีค่ะ แต่ไม่ยึดในสิ่งที่มี
ถ้าไม่มีตัวตน แล้วจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไงคะ
มี แต่ไม่ยึด อยู่กับทุกๆสภาวะได้ปกติ

says
ขอบคุณค่ะพี่

walai lo says
ค่ะ ที่หมูถามมาเรื่องตัวตน สงสัยเรื่องนี้หรือ

says
คือหมูคิดว่าทำไมเขาไปต่อไม่ได้น่ะค่ะ

walai lo says
อ๋อ อ่านตำรามากไปไง โดนตำราหลอก แต่ไม่รู้ว่าโดนหลอก
ตำราน่ะซ่อนสภาวะไว้มากมาย เห็นเขียนสั้นๆ แต่สภาวะไม่สั้น

เช่น การแจ้งในอริยสัจ ๔ ตำราก็มีเขียนไว้เรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
คนที่คิดว่าผ่าน ก็เอาสิ่งที่เขียนไว้มาพูด แล้วมันจะแตกต่างตรงไหนล่ะ

สภาวะล่ะอยู่ไหน เห็นมีแต่บัญญัติ
อธิบายไม่ได้

นิพพานล่ะ
คนเห็นอริยสัจจ์ ต้องอธิบายสภาวะทั้งหมดและของนิพพานได้

ถ้าเข้าใจสภาวะนิพพาน
การสร้างเหตุของเหตุของการไม่เกิด ย่อมทำได้ตรงทางมากขึ้น หรือที่เรียกว่า มรรค
มรรค คือทาง หรือวิธีการ

ถ้าเข้าใจสภาวะนิพพาน
สภาวะตัวอื่นๆ จะอธิบายได้ง่ายมากขึ้น ชาวบ้านฟังแล้วเข้าใจทันที ไม่ใช้คำศัพท์ทับ แล้วมาตีความอีกที ถ้าชาวบ้านไม่รู้ปริยัติ ไม่ได้เรียนหนังสือจะรู้เรื่องไหม

การมีความรู้มากมาย ช่วยให้ลดการสร้างเหตุของการเกิดไม่ได้หรอก
ต้องทำแล้วก็ทำต่อเนื่อง

การเจริญสติ ไม่ใช่ของวิเศษ ทำนองว่าใครๆคนทั่วไปทำไม่ได้ นั่นเป็นการให้ค่า เพราะคนให้ค่าต้องการยกย่องตัวเอง
แต่ไม่รู้ ไม่รู้จักกิเลสของตัวเอง มองไม่เห็น นี่แหละความไม่รู้

ขอเพียงได้คนที่รู้จักการเจริญสติจริงๆมาพูดให้ฟัง อันนี้ต้องแล้วแต่เหตุที่ทำมาด้วย ถ้าไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ต่อให้เกิดทันได้พบพระพุทธเจ้าก็ใช่ว่าจะเชื่อ

says
ตอนนี้ความทุกข์ลดลง เพราะเวลาเกิกิเลส ปรามาส หรือหยาบคาย
มันรู้แต่ว่ารู้สึกว่ามันเป็นอะไรสักอย่างที่มันไม่ใช่ตัวเรา เหมือนเป็นคลื่นแทรก
มันรู้สึกแบบนั้นนะคะ แต่ก็ยังกลัวๆจะกลับไปยึดอีกเหมือนกันค่ะ

walai lo says
เหตุสร้างมาไม่เหมือนกัน นี่จิตหมูก็หาวิธีรักษาจิตของตัวหมูเอง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
หากสติทันจริง มันไม่มีคิดพิจรณาอะไรหรอก เกิดปั๊บ ดับทันที

แค่รู้ไว้ว่า อะไรก็ตามที่มีคำพูดขึ้นมา นั่นคือ จิตเขามีอุบายรักษาตัวเขาเอง
เพื่อจะหยุดการปรุงแต่งที่เกิดขึ้น

says
อ่ออออออ

walai lo says
นี่แหละผลของการเจริญสติ
ตัวสัมปชัญญะไงหมู

says
เยอะเยะเลยค่ะพี่ ช่วยได้เยอะนะคะ

walai lo says
ใช่ค่ะ พี่ถึงบอกไง ใครก็ตามที่ทำ ให้ทำอย่างต่อเนื่อง มากน้อยไม่สำคัญ เรื่องเหตุและเรื่องการปรับอินทรีย์นี่สำคัญ
เดินกับนั่งขาดไม่ได้ ต้องมีติดไว้ทุกวัน

ตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นในตัวคนนั้นแล้ว จะพึ่งพี่น้อยลง เพราะเริ่มพึ่งตัวเองได้แล้ว
เหมือนปุ๋ย ที่พี่เคยเล่าให้หมูฟัง

ใครก็ตามที่มีตัวสัมปชัญญะเกิดแล้ว จะมีตัวคอยเตือนตัวเองเกิดขึ้น คอยกำกับ
คุณเก๊ะก็มี
เบิ้ม คนขี้สงสัยก็มี
นี่หมูก็มี
ต่อไป ถึงไม่มีพี่ ทุกคนย่อมดำเนินไปตามสภาวะของตัวเอง

says
ค่ะพี่ น้ำ แต่ก็ต้องสะเทือนใจเป็นเรื่องปกติค่ะ

walai lo says
เข้าใจหรือยังว่า ที่พี่บอกว่าพี่ไม่ชอบสอนใคร แต่ทำตามเหตุ ใครมีเหตุกับพี่ เดี๋ยวเขามาหาเอง พี่ไม่จำเป็นต้องอยากไปสอนใครๆ
กิเลสมานะเลยทำอะไรพี่ไม่ค่อยได้
คนที่ชอบสอน กิเลสมานะจะแรง
ตัวกูของกูเลยแรง แต่มองไม่เห็น

says
อาชีพหมูเลย ไมได้ชอบสอนทางธรรม แต่มีนิสัยของ Trainer อะค่ะ

walai lo says
เข้าใจค่ะ พี่มันประเภท ต้องมาถาม แล้วถึงจะบอก แต่ก็ใช่ว่าจะบอกทุกคน พี่เลือกนะ

เหมือนการเจริญสติ ที่มีคนเขียนมาถามในบล็อก
พี่จะไม่พูดอธิบายอะไรยืดยาว ถ้าเขาอยากรู้ อยากทำ เขาจะติดต่อมาเอง ไม่ใช่เขียนถามแค่ในบล็อก

กิเลสน่ะ ถ้าเราดูของตัวเองออกแล้ว คนอื่นๆก็ไม่แตกต่าง

says
ค่ะ ก็จริงๆ หมูก็รู้สึกนะคะ ว่าการกระทำหลายๆอย่างของพี่
จะพยายามไม่ให้ ไปกระทบกิเลสของอีกฝ่าย ไม่ให้กิเลสเขาฟู ขึ้นมาอะค่ะ ก็เลยรู้สึกสงบไปด้วยเวลาคุยด้วยค่ะ

walai lo says
สภาวะเป็นเอง พี่ไม่ได้เป็นคนคิดที่จะทำ มันเกิดขึ้นเอง เหมือนอย่างเมื่อกี้ ที่พี่บอกกับหมูเรื่องสภาวะ ว่าอันนี้อธิบายยไม่ได้ แล้วให้หมูอธิบายสภาวะด้วยตัวหมูเอง
พอหมูอธิบายมา พี่ถึงนึกออกว่า สิ่งเหล่านี้พี่เคยเขียนไว้หมดแล้ว
ถ้าพี่นึกได้ในตอนนั้น พี่คงเป็นฝ่ายเขียนให้หมูอ่าน พี่เองคงไม่รู้ว่าหมูเข้าใจสภาวะได้มากน้อยแค่ไหน

พี่ถึงบอกไง ใครที่มาคุยกับพี่ สภาวะพี่มันไปสอบอารมณ์คนนั้นเอง
โดยที่พี่ไม่เคยคิดอยากรู้อะไรของใคร

says
แปลกดีจังค่ะ

walai lo says
ใช่แปลก ฉะนั้นใครโกหกหรือไม่โกหก ผลตกอยู่ที่ตัวเขาเอง พี่ถึงไม่สนใจจะสอนหรือคิดสอบอารมณ์ใครๆ
ทำตามเหตุสบายกว่า กิเลสเจาะเข้าหาพี่ทางนี้ได้ยาก

says
ค่ะพี่ วันนี้หมูกราบลาพี่น้ำเท่านนี้กอ่นนะคะ เด๋วจะเผลอ ค่ะ ยังมีกิเลสกับปรามาสแยบๆ อยู่ค่ะ

walai lo says
ค่ะ อนุโมทนาในความเพียรค่ะ

says
สาธุ ค่ะพี่ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ _/\_

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 11:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ค. 2010, 11:30
โพสต์: 31

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


น่ารักจัง
อนุโมทนา สาธุ
onion

.....................................................
เวรกรรมมีไว้ให้กลัวเพื่อสร้างสังคมให้น่าอยู่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 23:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


เพื่อนโทรมาหลังจากไม่ยอมติดต่อเรา

มิถุนายน 25, 2011


เพื่อนที่เรารักมากโทรมา วันนี้ตอนเย็นทำให้เราประหลาดใจมาก ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่า

เพื่อนคนนี้เรานึกว่าเขาจะไม่คุยกับเราอีกแล้ว เพราะเขาไม่รับสาย

ประมาณเกือบ 1 ปีได้ แม้เราโทรไปฝากให้โทรกลับก็ไม่ติดต่อกลับเรา จนทั้งน้อยใจ ทั้งแค้น และสุดท้ายก็ปลง ความโกรธ หรือน้อยใจ บางลงไปมากแล้ว ไม่มีการประชดประชันอีก เวลาคุยกับเขา ก่อนหน้านี้จะมีประชดประชันเขา ต่อว่าเขา กลายๆ ถ้าได้คุยกัน

แต่วันนี้ไม่มี และไม่ได้รูสึกอยากทำเลยด้วย เขาเริ่มโทรมาถามก่อนเรื่องงานแต่งงานของเพื่อนในกลุ่มว่าเราไปไหม เราบอกเราไม่ไป เพราะไม่สะดวก

จากนั้นเขาก็เริ่มคุย โดยถามเรื่องที่แม่เขานั่งสมาธิ แล้ว มึนหัว ว่าเกิดจากอะไรพอรู้ไหม

เราบอกว่าเดินก่อนนั่งหรือเปล่า

เพื่อนบอกว่าเปล่านั่งอย่างเดียว

เราก็บอกให้ปรับอินทรีย์ก่อนด้วยการเดินก่อนนั่ง และไม่จำเป็นต้องทำนานก็ได้เอาตามสะดวก คือเหมือนที่พี่น้ำสอนเรามาก่อน นั่นเอง แล้วเพื่อนก็สงสัยว่าทำไมถึงมึนหัวเราก็บอกว่ามีได้ สองอย่าง คือ 1 มีโรคประจำตัว 2 คือไปกดดันตัวเอง ไปอยากทำ หรือไปเพ่งนั่นเอง

เพื่อนเล่าว่าแม่ฟังซีดีหลวงพ่อ ที่เราเคยนับถือมาก แล้วก็เลยลองทำตาม เราก็สะดุดใจปี๊ดเลย

เราบอกว่าให้หยุดฟังก่อน ที่ให้หยุดไม่ใช่ว่าไม่ดีอะไร แต่ให้หยุดเพราะบางคนไปฟังแล้วเกิดความอยาก อยากเห็นเหมือนที่ได้ยิน และคิดเปรียบเทียบจากที่ได้ยิน เราก็เคยเป็นก็เคยมึนหัวเหมือนกัน

คุยไปคุยมาเพื่อนเริ่มหลุดว่า เขาเป็นอะไรไม่รู้ รู้สึกจิตใจหม่นหมอง พูดแล้วเขาก็ร้องไห้ ออกมา เราก็บอกให้เขาพูดให้เขาระบายออกมา

แล้วก็บอกเขาว่าที่เขารุ้สึกเราเคยเป็นมาแล้วทั้งนั้น เป็นจนเรารู้สึกว่าเรากำลังจะบ้า คือมันเป็นหนักมาก วันๆหมกมุ่นอยู่แต่อารมณ์เศร้าๆ เด๋วก็ร้องไห้ เด๋วก็ทุกข์ใจ อะไรไม่รู้แต่เราหายเพราะเรามาปฎิบัติธรรม เราพูดกระตุ้นให้เพื่อนทำบ้าง

เราบอกเขาว่าสิ่งที่เขาพบนั้นเป็นเรื่องปกติเราไม่แปลกใจ เขาถามว่าทำไมละ ทำไมไม่แปลกใจ

เราบอกว่าเพราะว่าคนทุกคนต้องเจอเหมือนกันหมด เพียงแต่มาต่างรูปแบบ เหมือนเราเจอ เหมือนแม่ของเพื่อนเจอ เหมือนตัวเขาเจอ เราอธิบายเขาว่าการปฎิบัติธรรมนั้นเหมือนเรามีเครื่องมือ ไว้ดักจับไว้ให้เห็นว่าเรานิสัยยังไง ไว้ทำความรูจักกับตัวเอง ทุกวันนี้เพื่อนเรายังไม่รู้จักตัวเอง

ถึงไม่รู้ว่าทำไมถึงทุกข์ แต่ถ้าเรามีสติ มีความรู้สึกตัวเราจะเห็นว่าทำไมเราทุกข์ เริ่มจากเห็นก่อนว่า ความคิดเกิด ทำให้ทุกข์ แล้วพอทุกข์ แล้วไปคิดต่อ ทำให้ทุกข์ต่อเนื่องอีก แล้วจมอยู่กับมัน

นั่นคือเริ่มเห็นแต่อาจจะยังไม่มีกำลัง แต่พอเจริญสติไปสักพัก สติมากขึ้น รุ้ตัวมากขึ้น เราจะเห็นความคิด เห็นว่ามีความทุกข์ แล้วเราจะหยุดมันได้ เราบอกว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์

และพูดว่า ลองทำดูไหม ไม่เสียหายอะไร เพราะว่า ถ้าไม่เชื่อก็ให้ลองทำดูมาพิสูจน์โดยทำให้เต็มที่ ว่าจริงไหม ถ้าไม่จริงก็เลิก แต่ถ้าก็จะแก้ไขปัญหา ของตัวเองได้


เราบอกเพื่อนว่า เราไม่รู้จะตายเมื่อไร ถ้าเราตายไป ก็จะไม่มีใครชวนเพื่อน ให้ทำแล้วนะ

เราบอกว่าเรารู้ว่าการพูดแบบนี้สุดท้ายแล้วก็จะมีผลย้อนกลับมาที่เราเหมือนกัน ถ้าเพื่อนโกรธหรือไม่พอใจ แต่เราก็ยอมนะ

เพื่อนบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เขาชอบฟัง เราบอกว่า ถ้าเพื่อนรู้สึกไม่ไหวแล้ว ให้เริ่มทำได้แล้ว

ให้ทำความรู้จักกับตัวเองจริงๆด้วยการปฎิบัติธรรม ตามแนวทางของตัวเอง เหมือนการรักษาตัวเอง กินยาแก้โรคเฉพาะของเขาเอง การปฎิบัติธรรมเขาจะได้ยาแก้โรคที่เป็นโรคทางใจเฉพาะของเขา

…หลังจากวางสายไป ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะทำหรือเปล่า แล้วแต่เขา เรานึกถึงที่พี่สอนว่า มันเป็นเหตุของใครของมัน และคิดถึงเรื่องของคนที่ชอบสอนคนอื่นจนตัวเองหลงทาง นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่มาทดสอบเรา ทั้งอารมณ์ที่ผูกพันในเพื่อนคนนี้ ทั้งกิเลสมานะของเราด้วย

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2011, 10:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


๒ กค.๕๔

analai says: 40/15
เดินฟุ้งค่ะ แต่รู้เท้าค่ะ

มีความอยากค่ะ มีความไม่พอใจสภาวะ มันเฮือกๆนิด หน่อยค่ะ

แล้วก็พวกโทสะค่ะ เวลาจิตไปแวบเรื่องภาระค่ะ

ยังไม่พอใจกิเลสค่ะ คือมันซ้อนๆ น่ะค่ะ หลังๆก็ฟุ้งๆแต่ยังรู้เท้าได้บ้างค่ะ



ตอนนั่งก็เริ่มต้นก็รู้จิตไปก่อน

มีความง่วงข้างในจิต เริ่มเข้ามาค่ะ ตัวที่ทำให้หลับในแล้วหลงน่ะค่ะ ก็ดูมันอยู่ค่ะ

หลังๆก็ไม่ค่อยมีกำลัง แล้วก็มีเปลี่ยนสภาวะจากความรู้สึกนั้นแวบหนึ่งค่ะ แล้วก็ไม่ค่อยมีกำลังอีก

สุดท้ายเริ่มรู้ตัวเพิ่มขึ้น แล้วก็ ขาดกำลังอีกแล้วก็หมดเวลาค่ะ


walai says: โซฟา นั่งแล้วเป็นไงมั่งค่ะ

analai says: ตอนอยู่ห้างว่าจับกายได้โอเคระดับหนึ่ง

พออยู่ห้องส่วนตัวแล้วชัดมากขึ้นไปอีกค่ะ รู้ท้องเคลื่อนไหวได้ดีค่ะ

ถ้าเวลานั่งเฉยๆเช่นนั่งทำโน่นทำนี่หน้าคอม จะรู้สึกตัวไปด้วยได้ค่ะ

แต่ถ้านั่งแบบนั่งสมาธิแรกๆจะรู้ตัวหลังๆจะเพลินจะหลับค่ะ แต่หมูนั่งรอบสองนะคะ

ตอนดึกมากๆ มันก็อาจจเพลียน่ะค่ะ

walai says: ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เที่ยง สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

วันหนึ่ง เมื่อหมูวางทุกสิ่งลงไปได้ จะปฏิบัติแล้วสบายมากกว่านี้

ที่เป็นแบบนี้ เพราะความอยากน่ะ ความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงเป็นแบบนี้ เหมือนพี่ในตอนแรกๆน่ะแหละ

analai says: ค่ะพี่ ก็อยากค่ะ โทสะเยอะด้วยค่ะ เวลาเกิดกิเลสแล้ว มันแรงในจิตน่ะค่ะ

walai says: เข้าใจค่ะ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 113 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 4, 5, 6, 7, 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร