วันเวลาปัจจุบัน 14 เม.ย. 2021, 14:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 15:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
การวิ่งด้วยอัตราเร็วแปดนาทีต่อหนึ่งกิโลเมตร...


หะ หะ ด้วยความเคยชิน...
ถ้าใครวิ่งหนึ่งกิโลต้องใช้เวลาแปดนาที ต้องพิจารณาสุขภาพ...หะ หะ
คือ...สนามแถวบ้านหนึ่งรอบมันสามกิโลเมตรกว่า ๆ น่ะ...


ไปคิดว่าวิ่งได้รอบละ แปดนาที... 55555... เป็นหนึ่งกิโล...5555

:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 15:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


ploypet เขียน:
ขอแก้ไขหน่อยนะคะ เรื่องvibrationไม่เหลวไหลคะ

แต่เรื่องที่ตัวเองกำหนดจุดเพื่อไปดักดูvibrationต่างหากที่เหลวไหลคะ

สำหรับคุณเอกอน แต่ช้าแต่ ไม่งอนนะคะ :b20:



ไม่จ้า...เอกอนไม่งง...เอกอนเข้าใจอย่างที่คุณว่านั่นล่ะ...
แต่ภาษาของคุณกำกวมอยู่...ก็เลยดักไว้ก่อน...
เพราะท่านอัตตา...ผู้เปิดประเด็น...ผ่านมาแล้วจะอ่านรวบรัดแล้วตีความผิดไป

เดี๋ยวท่านจะ...งอน...น่ะ... :b20: :b20: :b20:

:b2: :b2: ท่านอนัตตาไม่งอนใช่มั๊ย...จ๊ะ...

:b20: :b20: :b20:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 15:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


"ที่สุดแห่งทุกข์"

...ตะกี้ความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เอกอนเคยพิจารณามัน recall ขึ้นมา...
เป็น..อะไรที่..บางครั้งเอกอนก็ไม่รู้คิดได้อย่างไร...
คือทุกครั้งที่พิจารณาอย่างนั้นมันจะเห็นเป็นมโนภาพเลย...
เป็นภาพที่ต่อเนื่อง...
ขอ memo ก่อน..ลืม...อิ อิ เผื่อมีคนอยากฟังความเพี้ยน...ของเอกอน...
- วงแหวน...
- ขอบ...สุดขอบ...
- เปลี่ยนระดับ...
- loop

:b12: มีใครอยากฟังบ้างงงงง...ง่ะ

คำแปล...
recall - หวนนึกขึ้นได้.. อิ อิ :b4:
memo - บันทึกช่วยเตือนความจำ... :b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 16:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อารมณ์สมถะละเอียด 10 อย่างที่ควรระวัง ซึ่งไม่ใช่วิปัสสนาญาณแท้ เป็นเพียงญาณโลกีย์ ต่อเมื่อนักปฏิบัติยกจิตเป็นพระอริยเจ้าอย่างต่ำชั้นพระโสดาบันแล้ว อาการ 10 อย่างนี้จะเปลี่ยน โลกุตตรญาณ คือ ความรู้ยิ่งกว่าทางโลก ควรระมัดระวังไม่ให้หลงว่าท่านได้มรรคผล อุปกิเลส 10 อย่าง มีดังนี้
1) โอภาส จิตกำลังพิจารณาวิปัสสนาญาณอยู่ระดับอุปจารสมาธิ ย่อมเกิดแสงสว่างมาก จงอย่าพึงพอใจว่าได้มรรคผล อย่าสนใจแสงสว่าง ให้ปฏิบัติต่อไป
2) ญาณ ความรู้เช่นทิพจักขุญาณ จากจิตที่เป็นสมาธิภาวนา สามารถเห็นนรก สวรรค์ พรหมโลก รู้อดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้ตามสมควร เลิกทำต่อไป หลงผิดคิดว่าได้ บรรลุมรรคผล ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ควรระมัดระวังไม่ให้หลงผิด
3) ปีติ ความอิ่มใจ ปลาบปลื้ม เบิกบาน มีขนพองสยองเกล้า น้ำตาไหล กายลอย กายเบา โปร่งสบาย สมาธิแนบแน่น เป็นผลของสมถะ ยังไม่ใช่มรรคผล
4) ปัสสัทธิ ความสงบระงับด้วยฌานสมาธิ ความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง คล้ายจะไปสิ้น ท่านว่าเป็นอุเบกขาฌานในจตุตฌาน อย่าเพิ่งหลงผิดว่า บรรลุมรรคผล
5) สุข ความสบายกายใจ เมื่ออยู่ในสมาธิ อุปจารฌานระดับสูง หรือ ฌาน 1-ฌาน4 มีความสุขกาย จิต อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต เป็นผลของภาวนา ไม่ใช่มรรคผล
6) อธิโมกข์ อารมณ์น้อมใจเชื่อโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้พิจารณาถ่องแท้ เป็นอาการศรัทธา ไม่ใช่มรรคผล
7) ปัคคาหะ ความเพียรพยายามแรงกล้าไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรค อย่าเพิ่งเข้าใจว่าบรรลุมรรคผลเสียก่อน เป็นการหลงผิด
8) อุปัฎฐาน มีอารมณ์เป็นสมาธิ สงัด เยือกเย็น แม้แต่เสียงก็ไม่ได้ยิน อารมณ์ที่กายกับจิตแยกกันเด็ดขาด เป็นปัจจัยให้นักปฏิบัติคิดว่าบรรลุมรรคผล
9) อุเบกขา ความวางเฉย เป็นอารมณ์ในสมาธิฌาน 4 ต้องระวังอย่าคิดว่าวางเฉยเป็นมรรคผล
10) นิกันติ แปลว่าความใคร่ไม่อาจมีความรู้สึกได้เป็นอารมณ์ของตัณหา สงบไม่ใช่ตัดได้เด็ดขาด อย่าพึ่งเข้าใจว่าบรรลุมรรคผล กิเลสยังไม่หมดเพียงแต่ฌานกดไว้
การปฏิบัติกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่เราปฏิบัติ ก็เพื่อจะกำจัดกิเลส เครื่องร้อยรัดในจิตใจ ให้คนสัตว์ต้องจมอยู่ในวงกลมของการเวียนว่ายตายเกิดนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทุกคนกำจัดสังโยชน์ กิเลสที่ทำให้จิตไม่สะอาด 10 อย่าง มีดังนี้1. สักกายทิฏฐิ มีความเห็นผิดว่าร่างกายเป็นของเรา ร่างกายขันธ์ 5 มีในจิตและจิตคือขันธ์ 5 เป็นความเห็นไม่ถูกต้อง ทำให้จิตมีความหลงไม่ฉลาด
2. วิจิกิจฉา มีความลังเล สงสัย ในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ โดยคิดว่าไม่ใช่หนทางบรรลุมรรคผล เพื่อความสุขในพระนิพพานจริงบางท่านคิดว่าพระนิพพานสูญสลายไปเลย หรือบาป บุญ ไม่มี นรก สวรรค์ นิพพาน ไม่มี เป็นความเข้าใจผิด อย่างนี้เป็นกิเลส ทำให้เวียนว่ายตายเกิดต่อไป
3. สีลัพพตปรามาส ไม่รักษาศีลจริงจัง ศีล 5 ไม่ครบ ขาดตกบกพร่อง
4. กามฉันทะ มีจิตยินดี พอใจในรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัสที่อ่อนนุ่ม รสอร่อย รูปงาม กลิ่นหอม เสียงไพเราะ
5. พยาบาท-ปฏิฆะ มีอารมณ์ผูกโกรธ จองล้างจองผลาญเป็นปกติ ไม่พอใจหรือหงุดหงิดรำคาญ มีอารมณ์ไม่ฉลาด ไม่สะอาด
6. รูปราคะ ยึดถือว่ารูปฌาน เป็นคุณธรรมพิเศษสูงสุด เป็นความเห็นผิด
7. อรูปราคะ ยึดมั่นในฌานที่ไม่มีรูป โดยคิดว่าเป็นคุณพิเศษที่ทำให้หลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด
8. มานะ มีอารมณ์ถือตัว ถือตน ถือชั้นวรรณะ ถือว่าว่าดีกว่าเขา เลวกว่าเขา เสมอเขา
9. อุทธัจจะ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน คิดวิตกกังวล นอกลู่นอกทางพระนิพพาน
10. อวิชชา มีความคิดว่า โลก และสมบัติของโลกดีน่าอยู่ น่ารักใคร่ พอใจ มีความห่วงใยในร่างชีวิต ร่างกาย มนุษย์ สวรรค์ พรหม เป็นของดีมีสุข เป็นความรู้ไม่จริง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ยั่งยืน เป็นอนัตตา สูญสลายในที่สุด คนเกิดมาเท่าไรตายหมดเท่านั้น คิดว่าเกิดเป็นคนดี สวรรค์ดี มีความสุข
การที่จะกำจัดเครื่องร้อยรัดสังโยชน์กิเลส 10 อย่างนี้ เคล็ดลับในการปฏิบัติอย่างง่ายที่สุด ถ้าท่านไปเปิดในขรรธวรรค พระไตรปิฏก ที่พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายได้รวบรวมไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาว่า พระพุทธองค์ทรงสอนไว้มีมากมาย ชอบใจแบบไหน ก็ปฏิบัติแบบที่ถูกนิสัยของท่าน มีคนถามปัญหาพระพุทธเจ้าว่า กิเลสร้อยแปดพันเก้าทั้งหลายนั้น จะตัดกิเลสทั้งหมดออกจากจิตใจ ตัดด้วยอะไร พระพุทธองค์ตอบว่า ตัดจุดเดียว คือ ขันธ์ 5 รูป ร่างกาย ให้พิจารณาว่า 1. รูปร่างกาย คือ ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ 2. เวทนา ความรู้สึก สุข ทุกข์ หนาว ร้อน 3. สัญญา คือ ความจำได้ หมายรู้ 4. สังขาร คือ ความคิดดีคิดชั่ว คิดเฉย ๆ 5. วิญญาณ ระบบประสาททั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความเจ็บ ปวดทางประสาท สมอง ไขสันหลัง ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเขา ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่ใช่ขันธ์ 5 เราคือ จิตที่มาอาศัยขันธ์ 5 ชั่วคราว ถ้าจิตไม่ผูกพันในขันธ์ 5 อารมณ์นั้นเมื่อไร จิตก็จะพ้นจากกิเลส สังโยชน์ 10 เป็นพระอริยเจ้าทันที ท่านกล่าวว่า ไม่มีอะไรยาก พระอรหันต์ทุกพระองค์ ท่านมีจุดตัดอย่างเดียว คือ ขันธ์ 5 เท่านั้น ที่สอนมากก็เพื่อป้องกันคนชอบสงสัย
สังโยชน์ 10 อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านย้ำให้นักปฏิบัติสนใจให้มาก เพราะ เป็นสิ่งวัดจิตใจว่าสะอาดมากน้อยเพียงใด
ถ้ากำจัดกิเลสได้ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 3 ท่านว่า ผู้นั้นบรรลุพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ถ้าตัดได้ 5 ข้อ คือข้อ 1 ถึงข้อ 5 ท่านผู้นั้นบรรลุพระอนาคามี ถ้าตัดได้เด็ดขาดหมดทั้ง 10 ข้อ ท่านผู้นั้นได้บรรลุอรหัตตผล การที่จะบรรลุหรือสำเร็จความมุ่งหมายให้พ้นทุกข์แท้จริง ท่านควรจะรู้จุดมุ่งหมายที่ กำจัดออกจากใจ มีอะไรเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางเสียก่อน ไม่ใช่เดาสุ่ม ไม่รู้จุดของกิเลส ท่านให้ตัดง่าย ๆ เป็นข้อ ๆ ไปตั้งแต่ ข้อ 1 สักกายทิฏฐิ นั้น พระโสดาบันมีปัญญาแค่ไม่ลืมความตาย พระสกิทาคามี ก็รู้ตัวว่าชีวิตนี้ตายแน่ มีจุดมุ่งหมายคือพระนิพพาน สักกายทิฏฐิ ของท่านที่เป็นพระอนาคามี คือ เห็นว่าร่างกายเป็นส้วมหรือซากศพเคลื่อนที่ จิตมาอาศัยอยู่ในร่างกายเหม็นเน่าชั่วคราว พระอรหันต์ท่านตัดสักกายทิฏฐิเด็ดขาด คิดว่าร่างกายกับจิตคนละส่วนกัน จิตไม่ใช่ขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เป็นสมบัติของตัณหา กิเลส อวิชชา อุปาทาน พระอรหันต์ท่านมีความเห็นว่า ร่างกายไม่มีในเรา เราไม่ใช่ร่างกาย (เราในที่นี้หมายถึง จิต หรืออาทิสมานกาย หรือกายในกาย) ท่านแบ่งแยกเป็นคนละส่วน ไม่มีจิตใยดีในขันธ์ 5 อีกต่อไป จิตเป็นสุขอย่างยิ่ง แม้ยังไม่ตาย ท่านเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ขันธ์ 5 ยังมีชีวิตอยู่ แต่จิตเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ 5 แยกกันเด็ดขาด ถ้าขันธ์ 5 พระอรหันต์เสื่อมสลายตายไปจิตท่านก็จะพุ่งตรงเสวยวิมุตติสุขแดนอมตะนิพพาน ท่านเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน
จะขอกล่าวถึงอวิชชาเล็กน้อยสำหรับท่านที่ข้องใจ วิชชาแปลว่า ความรู้ อวิชชาหมายถึงความไม่รู้ อะไรคืออวิชชา
คำถามอะไรคือความไม่รู้
ตอบว่า การเห็นว่าร่างกายและโลกนี้น่าอยู่เป็นสุขนี่แหละคือ ความไม่รู้ความจริงของชีวิตว่า ชีวิตร่างกายเต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก ต้องทุกข์ทนมีภาระสารพัด จะต้องเอาใจใส่ดูแล
คำถามที่ว่า ใครบ้างหนอที่มีอวิชชา
ตอบว่า ใครก็ตามที่มีความพอใจในความเป็นอยู่ของชีวิต และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในโลก มีความพอใจในลาภยศ สรรเสริญ เจริญสุขในทรัพย์สมบัติของโลก มีความรักใคร่ชีวิตตนเอง ครอบครัว อุปาทาน หลงทึกทักเอาว่าเป็นชื่อของเรา ตัวเรา ทรัพย์สมบัติของเราจริง มีจิตผูกพันในชีวิต สิ่งของรอบข้างเป็นของเราตลอดกาล ชื่อว่าท่านมีฉันทะ พอใจ ราคะ มีความกำหนัดยินดีในสมบัติของท่าน เรียกว่าความไม่รู้ หรือความไม่ฉลาด
คำถาม สุญญตา หมายถึงอะไร
ตอบว่า สุญญตา หมายถึงความไม่มีอะไรเหลือเลย เป็นศูนย์ ไม่มีค่าสูญสิ้นหมด สุญญตาเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นเอง แล้วเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สลายไปในที่สุด ขันธ์ 5 รูปร่างกาย เวทนา ความรู้สึกทุกข์ สังขาร ความคิดทั้งหลาย สัญญา ความจำทั้งหลาย วิญญาณ ความรู้สึกระบบประสาททั้งหลายในกาย คือ สุญญตา ไม่มีอะไรเหลือ แตกสลายหายไปเป็นสูญ พระอรหันต์ท่านสามารถแยกจิตบริสุทธิ์ ออกจากขันธ์ 5 ได้เด็ดขาด ขันธ์ 5 นั้นก็สูญสลายไปจากจิตบริสุทธิ์ของท่าน พร้อมด้วยตัณหา ความอยาก อุปาทาน ความยึดหมายว่า มีตัวตนเป็นนั่นเป็นนี่(อัตตา) กิเลส ความเศร้าหมองของจิต อวิชชา ความไม่ฉลาดรอบรู้ธรรมชาติของสุญญตา อกุศลกรรม การผิดศีล ดังนี้สมบัติของขันธ์ 5 คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา อกุศล ก็พลอยหายไป จิตเป็นพุทธะ สะอาด สว่าง ฉลาด เป็นผู้รู้ เป็นผู้เบิกบานตลอดกาล ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 16:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณยายหูก็ไม่ดีแล้ว ความอยากฟังไม่มี เอกอนสาวน้อยอยากเล่าก็เล่ามา

ฮิ.ฮิคุณเอกอนเขียนมาสิ ฟังได้ที่ไหนกันจะ :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 18:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ม.ค. 2010, 11:43
โพสต์: 523

แนวปฏิบัติ: ดูปัจจุบันอารมณ์ เจริญมรรค ๘
งานอดิเรก: ปฏิบัติธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ประทีปแห่งเอเซีย
ชื่อเล่น: อโศกะ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www




066dsq.jpg
066dsq.jpg [ 26.98 KiB | เปิดดู 2040 ครั้ง ]
tongue ไม่จ้า...เอกอนไม่งง...เอกอนเข้าใจอย่างที่คุณว่านั่นล่ะ...
แต่ภาษาของคุณกำกวมอยู่...ก็เลยดักไว้ก่อน...
เพราะท่านอัตตา...ผู้เปิดประเด็น...ผ่านมาแล้วจะอ่านรวบรัดแล้วตีความผิดไป

เดี๋ยวท่านจะ...งอน...น่ะ... :b20: :b20: :b20:

:b2: :b2: ท่านอนัตตาไม่งอนใช่มั๊ย...จ๊ะ...


อืม! ท่านอัตตา เป็นผู้เปิดประเด็น แล้วท่านอนัตตา คงจะไม่รู้ว่าจะงอนไปทำไม

เห็นทุกท่านคุยกันต่อได้อย่างสนุกสนาน ก็พลอยยินดี อนุโมทนาไปด้วยแล้ว สาธุ

ตามสบายเลยนะครับคุณ เอราก้อน - โจ (คงเป็นคนละคนกับคุณ เอรากอน เจ้าเก่านะครับ)

อิ่มบุญเจริญธรรมกันทุกคนทุกท่านนะครับ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2010, 21:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


อนัตตาธรรม เขียน:
tongue ไม่จ้า...เอกอนไม่งง...เอกอนเข้าใจอย่างที่คุณว่านั่นล่ะ...
แต่ภาษาของคุณกำกวมอยู่...ก็เลยดักไว้ก่อน...
เพราะท่านอัตตา...ผู้เปิดประเด็น...ผ่านมาแล้วจะอ่านรวบรัดแล้วตีความผิดไป

เดี๋ยวท่านจะ...งอน...น่ะ... :b20: :b20: :b20:

:b2: :b2: ท่านอนัตตาไม่งอนใช่มั๊ย...จ๊ะ...


อืม! ท่านอัตตา เป็นผู้เปิดประเด็น แล้วท่านอนัตตา คงจะไม่รู้ว่าจะงอนไปทำไม

เห็นทุกท่านคุยกันต่อได้อย่างสนุกสนาน ก็พลอยยินดี อนุโมทนาไปด้วยแล้ว สาธุ

ตามสบายเลยนะครับคุณ เอราก้อน - โจ (คงเป็นคนละคนกับคุณ เอรากอน เจ้าเก่านะครับ)

อิ่มบุญเจริญธรรมกันทุกคนทุกท่านนะครับ



:b14: อึ๋ย...อาการได้ที่แฮะ.... :b3: :b3: :b2: :b2: :b2:

กุ้นใจ ไม่มี นอ..นิง กุ้นใจจิง จิง นอ..นิง ปายหน๋ายยย... :b22: :b22: ฮี่...ฮี่...ฮี่...

:b9: :b9: :b9: อิ อิ เปิ่นเรี่ย เปิ่นราด จิง จิง เลย เอจ้อน... :b9: :b3:

...สงสัยต้องลาพักร้อนชั่วคราว... :b4: :b4:


แก้ไขล่าสุดโดย eragon_joe เมื่อ 27 ต.ค. 2010, 21:10, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2010, 11:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณอนัตตาธรรม ขอบคุณอีกคร้งคะ ถ้ามีข้อสงสัยใหม่แล้วจะถามท่านนะคะ

แต่ไม่ยอม ไม่ยอม โพสรูปคุณเอกอนซะสวยเกินไป ชีเป็นนักกีฬาคะ ร่างต้องบึกๆหน่อยคะ

ส่วนคุณเอกอน ก่อนจะลาพักร้อน ช่วยเล่าหน่อย loop วงแหวน อะไร ชอบทำให้สงสัยเสร็จแล้วก็ทิ้งไป :b2:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2010, 12:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จิตที่มีดวงเดียว ที่เห็นซ้อนกันเพราะยังมีเยื่อบางๆอยู่ แล้วทำไมเราไม่เห็นจิตมีสภาวะเหมือนกันคะ เช่นบางทีเราเห็นจิตเบาสบาย บางทีจิตแข็งๆฝืน เพราะจิตไปรับตัวผัสสะ แล้วเกิดเป็นอารมณ์ ที่ต่างกันใช่ไหมคะ

จิตเกิดที่ละดวงแล้วก็ดับไป
ดังนั้นที่เห็นจิตยังมีเยื่อบางๆอะไรนั่น เป็นจิตดวงใหม่ที่ไปเห็น
ซึ่งจิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้น จะมีสิ่งที่ปรุงแต่งจิต(เรียกว่าเจตสิก)ที่ต่างกัน
เกิดร่วมด้วยเกิดพร้อมกับจิตดับไปพร้อมกับจิต
โดยจิตจะมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วยก็แล้วแต่ว่า
มีอะไรมากระทบทางทวารต่างๆ หรือจิตไปรู้อะไรปรุงแต่งอะไรขึ้น

จิตที่เบาสบาย แปลว่าจิตที่ไม่มีกิเลสเกาะ หรือจิตที่ไม่มีวิตกคะ

ถ้าจิตไม่มีกิเลส(มีน้อย) ไม่วิตกกังวลก็เบาสบาย
หรือมีปิติ มีสุขเวทนา มีความตั้งมั่น เป็นกลาง ก็เบาสบายก็ได้ครับ

จิตที่ใสหมายความว่าไงคะ

จิตใส ไม่ได้เป็นคำบัญัญัติที่มีในตำรา
เป็นคำที่นักภาวนามักใช้พูดถึงจิตที่ภาวนาได้ดี
มีสติ มีความตั้งมั่น รู้สภาวธรรมได้ชัด
หรือบางทีก็ใช้พูดถึงจิตที่ไม่มีโมหะก็ได้ครับ

จิตที่เราไปดูที่แรง และเร็วกว่าตัวอื่น หมายถึงจิตที่มีความตั้งมั่นหรือเปล่าคะ

ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นจิตที่ตั้งมั่นหรอกครับ
เพราะการที่จิตไว ไปดูนั่นดูนี้ได้ เห็นนั่นเห็นนี่ได้มากกว่าจิตทั่วไป
เป็นเพราะจิตเองมีกำลังมาก แต่อาจเป็นการไปดูนั่นดูนี้แบบไม่ตั้งมั่น
หรือดูแบบจิตแนบเข้าไปกับสิ่งที่จิตไปดูก็ได้ครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2010, 15:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เป็นสภาวะจิตของตัวเองที่เพิ่งเกิดขึ้นวันี้คะ โพสไว้เผื่อใครเป็นเหมือนกันจะได้เข้าใจคะ


อาจารย์คะ วันนี้หนูรู้สึกแปลกๆคะ มันหนักใจ ตัวมันโหวง เหมือนเราปลงในตัวตนเราคะ เรื่องมีอยู่ว่าไปอ่านเรื่องที่มีข้อถกเถียงกัน ว่ากระทบกระทั่งกัน เห็นอัตตาคนสองคน ย้อนดูจิตตัวเอง ทำให้กลัวอัตตาของตัวเองคะ ตอนนี้หนูอยากจะร้องไห้ ไม่อยากมีอัตตาเลยคะ หนูกลัวคะ พอไม่มีอัตตา แล้วหนูจะเอาอะไรยึดคะ ขอท่านอาจารย์โปรดให้ความสว่างด้วยคะ ขอบพระคุณคะ หนูยังรู้สึกว่าจิตรับเป็นอารมณืต่อเนื่องกัน ยาว เจ็บปวดใจมากๆคะ ไม่มีอัตตาแล้วเราจะทำไงคะ


« วันนี้ เวลา 12:47:42 pm »เรียนท่านอาจารย์คะ หนูเห็นจิตหนูร้องไห้คะ เขาอยากจะละอัตตาคะ มันเจ็บปวดมากๆ แน่นหน้าอก จิตมันเหมือนอัดอั้นตันใจ เสียใจที่สุดคะ เหมือนมีคนที่รักที่สุดตายคะ อาจารย์ตะ ตอบหนูด่วนนะคะ หนูเอาแต่ร้องไห้ เจ็บคะ ทั้งกายทั้งจิต เขาบีบคั้นกายให้ทรมานคะ หนูยังร้องไห้เสียใจอยู่ ใครตายคะ ทำไมมันเสียใจอย่างนี้ เหมือนตัวเองกำลังจะตายคะ


« เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:53:17 pm »อาจารย์คะ หนูยังร้องไห้อยู่คะ แต่ความรู้สึกจิตจางลงแล้วคะ หนูตามดูจิตเรื่อยๆคะ มันแตกดับรุนแรง แล้วก็คลายคะ ความรู้สึกดีขึ้นคะหนูหาจิตตัวที่อยากจะละอัตตาไม่เจอแล้วคะ ความทรมานกายคลายลงคะ กายที่เกร็ง ที่ปวดดีขึ้นคะ แต่ความกลัวยังอยู่ ตอนนี้หนูเหมือนโล่งอกคะ แล้วจิตก็เริ่มหนักอีก หนัดขึ้นคะ แล้วก็เบาลง ก่อนจะมีการหลง แสดงว่าหนูรู้ทันใช่ไหมคะ เมื่อกี้มันช่างเจ็บปวดทรมานเหมือนกับหนูจะขาดใจให้ได้คะ ขอคุณพระคุ้มครองคะ


« เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:13:20 pm »
อ้างถึงอัตตา หรือตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่ทรงอยู่โดยไม่ต้องอิงอาศัยเหตุอื่นปัจจัยอื่นนั้น
ไม่เคยมีอยู่มาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ
มีแต่จิตเองที่ไปหมายรู้ผิดๆ เกิดความเห็นผิด (สักกายทิฏฐิ) ว่า
กายเป็นอัตตา จิตเป็นอัตตา (ขันธ์ ๕ เป็นอัตตา)
ทั้งที่จริงแล้ว รูปนาม ขันธ์ ๕ ก็ล้วนแต่เกิดับไปตามเหตุปัจจัยเท่าน้น
การมาหัดศึกษาปฏิบัติธรรม เบื้องต้นก็เพื่อจะละความเห็นผิดหรือละสักกายทิฏฐินี่เอง
แต่พอศึกษาปฏิบัติได้ช่วงหนึ่ง จิตเองก็เริ่มจะเห็นความจริงได้บ้าง
แต่ด้วยเพราะปัญญายังไม่ถึงพร้อม ก็เลยเกิดกลัวว่าถ้าตัวตนไม่มีแล้วจะอยู่อย่างไร
ซึ่งวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดความกลัวนี้ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า
ให้ย้อนมาดูจิตที่กลัวไปนั่นเอง เมื่อเจริญสติปัญญาจนถึงพร้อม
ก็จะละความเห็นผิดว่ามีตัวตนลงได้ครับ





« : วันนี้ เวลา 02:50:05 pm »ขอบพระคุณคะ ไม่เคยเจอกับตัว เพิ่งเป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกอย่างนี้คะ ส่วนมากพอทุกข์ เห็นทันกิเลส มันก็จางก็หาย แต่นี่ไม่รู้จะเห็นทันอะไรคะ รู้แต่ว่ากลัวคะว่าจิตจะทิ้งอัตตา คราวหน้ามันจะเกิดอีก จะพยายามตามรู้ตามให้ทัน ที่ท่านอาจารย์สอนนะคะ ตอนนี้ดีขึ้นแล้วคะ แต่ไม่อยากอยู่คนเดียว

ขอบพระคุณท่านอาจารย์คะ ทุกตัวอักษรที่พิมพ์ พิมพ์ตามสภาวะปัจจุบันของจิตเลยคะแบบนาที ต่อนาทีเลยคะ ไม่ใช่เกิดนานแล้วพิมพ์ อายจังเหมือนกระต่ายตื่นตูมคะ ขอโทษนะคะที่รบกวนให้อาจารย์ตอบด่วนคะ

ขอให้อาจารย์เจริญในธรรมคะ


แก้ไขล่าสุดโดย ploypet เมื่อ 28 ต.ค. 2010, 15:25, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2010, 15:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


ploypet เขียน:
คุณอนัตตาธรรม ขอบคุณอีกคร้งคะ ถ้ามีข้อสงสัยใหม่แล้วจะถามท่านนะคะ

แต่ไม่ยอม ไม่ยอม โพสรูปคุณเอกอนซะสวยเกินไป ชีเป็นนักกีฬาคะ ร่างต้องบึกๆหน่อยคะ

ส่วนคุณเอกอน ก่อนจะลาพักร้อน ช่วยเล่าหน่อย loop วงแหวน อะไร ชอบทำให้สงสัยเสร็จแล้วก็ทิ้งไป :b2:


:b12: ขอโทษนะคะ...แบบว่า...พอดีอยากจะเล่า...
แต่เมื่อทบทวนดูแล้ว...เอกอนเห็นว่ามันเป็นแง่ในการพิจารณาธรรมเฉพาะบุคคลน่ะ...
ซึ่ง...เอกอน...เหมือนเป็นลูกผสม...ถ้าเป็นขนมก็เปรียบได้กับลอดช่องสิงคโปร....
หรือ...พายลูกตาล... พิซซ่าหน้าลาบ... สเต๊กจิ้มแจ่ว...หง่ะ ... :b14: :b12: :b15:
ดังนั้น...ภาษาธรรม ธรรมดา...แต่เอกอนกลับสร้างมโนภาพที่พิศดารได้อย่างหลุดโลก...
เอกอนเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมมา...ไม่เคยเห็นผี...
แต่เอกอนจำลองมโนภาพภาษาธรรมดา ไปเป็นรูปจำลองกระแสพลังงานได้...
ความเข้าใจของเอกอน...ตรงต่อภาพจำลอง...
อย่างคำว่าอัตตา... เอกอนจะมโนภาพถึง สภาวะที่มีขอบเขตจำกัด...เป็นต้น...
แล้วก็จะพิจารณาแง่มุมต่าง ๆ ของ สภาวะที่เกิดภายใต้ขอบเขตที่จำกัด...
แล้ว...กลับมานั่งมอง...ไปรอบ ๆ ตัว... พิจารณาประสพการณ์ในอดีต...
แล้วเทียบเคียง...ไปเรื่อย ๆ ในเหตุแห่งการมี และผลจากการมีขอบเขต...
ไม่เคยท่องจำ...ทำความเข้าใจ...กับอัตตาในลักษณะว่าคือ..ตัวกู ของกู เลย...
คือสนทนากันก็เข้าใจ...
แต่แง่มุมที่เอกอนเข้าใจก็เข้าใจตามแง่ที่ตนพิจารณา...หง่ะ...

ก็เลยมองว่ามันเป็นเรื่องเฉพาะตัว ที่เอกอนควรปวดหัวอยู่ตัวเดียว...
ไม่ควรมาชวนคนอื่นปวดหัวไปด้วย...หง่ะ... :b3: :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2010, 16:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ต.ค. 2010, 17:16
โพสต์: 177

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วันนี้ทั้งวัน รู้สึกได้ว่าเศร้าหมอง จิตไม่ปกติคะ ตอนนี้ก็ยัง

แต่มาอ่านที่คุณเอกอนเขียนแล้ว ..............บอกตรงๆ ไม่ปกติกว่าเก่าอีก
ไม่หรอกคะ อย่างน้อยก็มีรอยยิ้มจากอัตตานี้คะ ...................ขอบคุณคะ
ถึงไม่เข้าใจแบบเอกอน......................ก็สัมผัสได้ว่าคุณเอกอนพยายามแล้ว
ถึงพยายามแล้ว......ยังไม่รู้เรื่อง......ก็มองว่ามันเป็นอนัตตาเสีย.............
เท่านี้ก็ได้ธรรมจากธรรมของคุณเอกอนแล้ว :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ต.ค. 2010, 23:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4986


 ข้อมูลส่วนตัว


ploypet เขียน:
วันนี้ทั้งวัน รู้สึกได้ว่าเศร้าหมอง จิตไม่ปกติคะ ตอนนี้ก็ยัง

แต่มาอ่านที่คุณเอกอนเขียนแล้ว ..............บอกตรงๆ ไม่ปกติกว่าเก่าอีก
ไม่หรอกคะ อย่างน้อยก็มีรอยยิ้มจากอัตตานี้คะ ...................ขอบคุณคะ
ถึงไม่เข้าใจแบบเอกอน......................ก็สัมผัสได้ว่าคุณเอกอนพยายามแล้ว
ถึงพยายามแล้ว......ยังไม่รู้เรื่อง......ก็มองว่ามันเป็นอนัตตาเสีย.............
เท่านี้ก็ได้ธรรมจากธรรมของคุณเอกอนแล้ว :b8: :b8: :b8:


อิ อิ ... คือ...พยายามแล้ว... อิ อิ...

ก็...คือที่อธิบายยาก...มันแบบว่า...
ถ้าคุณเขวี้ยงบอลไปข้างหน้า ซึ่งเป็นลานกว้างไม่มีสิ่งกีดขวาง...
บอลก็จะตกสู่พื้น...ใช่ม๊า...
แต่ถ้าคุณขว้างบอลใส่กำแพง...บอลก็จะกระดอนกลับมา...
ณ จุดกระทบ แรงที่บอลพุ่งมา กระทบ มันจะมีแรงต้านของกำแพง...
ต้านการรุกราน... คือ...เอกอนสร้างโมเดลยุ๊บยับเลย...
เทียบเคียงจนกระทั่ง...ร่างเป็นรูปแบบการก่อตัวของแรงต้าน...
แรงที่เกิดเพื่อป้องกันขอบเขต...
ซึ่ง...ตอนที่พิจารณามันมีเรื่องปลีกย่อยมาก...ไงคะ...
คาดว่า...แต่ละเรื่องก็ต้องใช้ความยาวอย่างน้อยสามหน้ากระดาษ...อิ อิ

เพราะคุณ...ทำให้เอกอนคิดว่า...จะค่อย ๆ เขียนลงบันทึกดีกว่า...
ว่าแต่ละ...แง่มุมทางธรรมที่เอกอน...พิจารณา...มันมีรายละเอียดอย่างไร...

คือ...ที่อยากบันทึกไว้เพราะ...แบบว่า...
เอกอนเคยได้ยิน...คนที่มีแง่มุมในการพิจารณาเหมือนเรา...อย่างไม่ได้นัดหมาย...
และเขาก็ใช้คำพูด ราวกับว่าเป็นคำพูดที่มาจากคน ๆ เดียวกัน...
คือ...ตรงนี้เอกอนไม่สงสัย...เพราะรู้ในปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้...
แต่...ตั้งข้อสังเกตเอาไว้...เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ต่อไป...เมื่อมีเหตุสอดคล้องประจวบเหมาะ...

อืมมม เรื่องที่คุณรู้สึกเศร้าหมองในวันนี้... เข้าใจค่ะ...
ยังไงคุณมีอาจารย์คอยให้คำปรึกษาอยู่แล้ว... ดีค่ะ...
จริง ๆ เอกอนก็เพิ่งรู้นะ...
คือ...เราไม่ได้มีอะไรทุกข์คะ... แต่มันเป็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมา...
มันจะเป็นสภาวะที่แตกต่างจาก ปกติ...คือถ้า เศร้า..มันก็จะเศร้า...
แต่...อารมณ์สะท้อนจากภายใน...
มันจะเป็นความรู้สึกนั้น ๆ แบบ แอบแฝงอาการเหมือนเรากำลังยุ่ง
กำลังง่วนอยู่กับการคลายปมเชือก
ซึ่ง...ตรงนี้...เมื่อเอกอนเห็นสภาวะที่มันพยายามจะคลายตัวมันออกมา...
เอกอนก็...วางตัวสบาย ๆ ให้มันทำกิจของมันไป...
อะไรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป...

คือ...การละอัตตา...ด้วยภาษามันง่ายค่ะ...
ใคร ๆ ที่ได้ศึกษามาดี ๆ ล้วนกล่าวได้...
แต่เอกอนเอง ก็ยังละไม่ได้ค่ะ...
เพราะ... ยังมีความอาลัยใน... :b12:

ขอบคุณ...จริง ๆ คุยกับคุณพลอย เอกอนจุดประกายมุมมองได้หลายอย่างเลย...
มุมมองที่เคยพิจารณาแล้ว...โยนทิ้งไว้ข้างทาง... ขอบคุณค่ะ...

เจริญในธรรมนะคะ... ขอให้ภาวะเศร้านั้นคลาย...
หลับฝันดีเป็นสุขนะ...พรุ่งนี้...ค่อยตื่นมาลุยกันใหม่...สู้ สู้... :b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มี.ค. 2012, 11:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 มี.ค. 2012, 17:36
โพสต์: 210


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: :b8: :b8:

.....................................................
กระบี่อยู่ที่ใจ : เมตตาธรรมค้ำจุนโลก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร