| ลานธรรมจักร http://dhammajak.net/forums/ |
|
| นั่งสมาธิแล้วมีนิมิตปรากฏขึ้น (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=66694 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | น้องพลอย [ 08 พ.ค. 2026, 11:43 ] |
| หัวข้อกระทู้: | นั่งสมาธิแล้วมีนิมิตปรากฏขึ้น (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) |
นั่งสมาธิแล้วมีนิมิตปรากฏขึ้นควรปฏิบัติอย่างไร พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ![]() มีพระหนุ่มองค์หนึ่งเพิ่งบวชไม่ทันถึงพรรษา พอนั่งภาวนาทำสมาธิไม่ทันถึง ๑๕ นาที จิตรวม ก็ปรากฏเห็นนางฟ้าเทวดาหรือภูตผีปีศาจต่างๆ หรือพระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าและเทศนาให้ฟัง เทศน์เพราะมากแต่ไม่ทราบเทศน์อะไร หรือเห็นพระพุทธรูปมาปรากฏอยู่ในท่ามกลางอก แล้วก็เพลินสนุกกับเรื่องนั้น ปุจฉา - อันนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริงจะควรแก้ไขอย่างไรและให้ปฏิบัติอย่างไรต่อไป วิสัชนา - ปัญหานี้พูดยาก พูดเรื่องกันแต่เฉพาะนักปฏิบัติเท่านั้น นักเดาอาจเดาผิดๆ ถูกๆ ก็ได้ ถึงนักปฏิบัติถ้าไม่พิจารณาเหตุผลมาตัดสิน ก็ยากที่จะลงความเห็นกันได้ เหตุนั้นมิจฉาทิฏฐิจึงมักมีในหมู่นักปฏิบัติ คำถามว่าพอนั่งภาวนาราว ๑๕ นาที จิตรวมแล้ว ก็เห็นนางฟ้าเทวดาเป็นต้น อันนั้นจะเป็นของจริงหรือไม่ จริงหรือไม่จริงตนเองก็ได้เห็นแล้ว แต่ผู้เห็นจะต้องเอาเรื่องนั้นมาพิจารณาอีกทีหนึ่ง จะเชื่อทีเดียวไม่ได้ บางทีความจำในอดีตเราเคยเห็นรูปเทวดามีเครื่องประดับงามหรูอย่างนั้นอย่างนี้ และอารมณ์เราคิดนึกจดจ้องว่าเทวดาจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอรวมจิตนิดๆ หน่อยๆ ภาพอันนั้นก็จะมาปรากฏแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งมีผู้บอกเล่าว่าเทวดามีรูปพรรณสัณฐานอย่างนั้นอย่างนี้ พอนั่งภาวนาจะนึกถึงเรื่องนั้นหรือไม่ก็ตาม สังขารมันปรุงขึ้นมาเอง เห็นอย่างที่เราได้ยินได้ฟังมานั้นแหละ ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามานั้นจงเชื่อเถิดว่า ความเห็นอันนั้นกอปรด้วยสัญญาอดีต เป็นของไม่จริง ไม่เหมือนพระอริยเจ้า เมื่อจิตของท่านเข้าสมาธิถึงอัปปนาฌาน ปล่อยวางอารมณ์หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ว่างจากความถือตนถือตัวแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่าง ท่านอยากจะรู้เรื่องต่างๆ ท่านก็ถอยจิตออกมาอยู่ในอุปจารสมาธิ แล้ววิตกเรื่องนั้นขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วก็เข้าอัปปนาอีกวางเฉย อยากรู้หรือไม่อยากรู้ก็ไม่ว่า เฉยอยู่ มันจะรู้ก็รู้เอง มันจะไม่รู้ก็ไม่รู้ของมัน ไม่เหมือนคนในสมัยนี้ พอลงมือปฏิบัติภาวนาก็อยากได้รางวัลแล้ว งานไม่ทำหรือทำยังไม่ถึงขั้นพอจะได้ ก็อยากได้รางวัลแล้ว เมื่อไม่ได้ก็เบื่อหน่ายขี้เกียจในการทำงานนั้น อยากจะได้แต่ผลแต่เหตุไม่ทำ มันจะได้อย่างไร ความรู้ชนิดนี้นับเนื่องเข้าในอภิญญา ๖ ถึงแม้พระอริยเจ้าบางองค์ จิตของท่านจะละเอียดสักปานใด แต่ท่านก็ไม่มีความรู้ในด้านนี้ บางท่านได้เพียงโลกียฌานอย่างพระเทวทัตก็ได้แล้ว เป็นไปตามวาสนาของแต่ละองค์ ความรู้อย่างนี้เป็นเพียงเครื่องประดับสติปัญญาเท่านั้น จุดหมายปลายทางแท้อยู่ที่ความพ้นทุกข์นั้นต่างหาก ถ้าเห็นโทษของความหลงมัวเมาในการเห็นนั้นแล้วว่า เป็นเครื่องติดเครื่องลวงไม่ให้ลุล่วงพ้นจากทุกข์นั้นแล้ว น้อมเอาจิต (คือผู้รู้นั้นๆ) เข้ามาไว้ตรงกลาง ปล่อยวางซึ่งภาพนิมิตทั้งปวงเสีย แล้วจิตก็จะวางเฉยอยู่คนเดียว แต่ถ้ายังรักและชอบใจในการเห็นภาพนิมิตนั้น ก็ยากที่จะแก้ไขได้ ก็ปล่อยให้อยู่ไปตามเรื่องก่อน จนกว่าจะเห็นโทษของมันแล้ว หากจะหาวิธีแก้ไขเอง จาก : หนังสือ ปุจฉาวิสัชนาในประเทศ พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์ (เทสก์ เทสรังสี) ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี” http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=35963 รวมคำสอน “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี” http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43000 ประมวลภาพ “หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี” วัดหินหมากเป้ง http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=42782 |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|