วันเวลาปัจจุบัน 03 ส.ค. 2020, 18:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 281 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 19  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 เม.ย. 2009, 15:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ที่ชอบพูดกันพร่ำเพรื่อในยุคนี้สมัยนี้ว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำไม่ดีกลับได้ดีนั้น

แม้จะให้ถูกต้องควรต้องขยายความให้ยาวออกไปด้วย เช่นว่า

ทำดีไม่ได้ดี เพราะกรรมเก่าที่ไม่ดีกำลังส่งผล

ทำไม่ดีกลับได้ดีเพราะกรรมเก่าทีดีกำลังส่งผล


แม้กล่าวขยายให้สมบูรณ์ดังนี้ ก็จะได้ความเข้าใจในเรื่องผลของกรรม ชัดเจนต้องขึ้น

คือกรรมนั้นแม้ทำแล้ววันหนึ่งต้องให้ผล จนสามารถทำให้กรรมปัจจุบันต้องส่งผลช้าไปได้

คือกรรมดีในปัจจุบันไม่อาจส่งผลดีได้ทันที เมื่อมีผลของกรรมไม่ดีที่แรงกว่า

หรือกรรมไม่ดีในปัจจุบัน ไม่อาจส่งผลไม่ดีได้ทันที เมื่อมีผลของกรรมดีในอนาคตแรงกว่า

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 20 ส.ค. 2009, 02:24, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 20:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จนเงินแต่อย่าจนความดี
การเป็นหนี้ก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน

คนเราลงได้จนแล้ว ย่อมมีแต่ความทุกข์ยากเพราะเหตุฉะนี้ท่านจึงเรียกว่า “ยากจน”
คิดจะทำอะไรก็ยากที่จะเห็นทาง อยากได้อะไรก็ยากที่จะได้ หันไปพึ่งพาอาศัยใครก็ยาก
ที่จะได้รับความช่วยเหลือ เพราะโลกสมัยนี้ถือคติว่า “มีเงินนับว่าน้อง มีทองนับว่าพี่
ยากจนเงินทอง พี่น้องไม่มี”

เมื่อไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามา

ก็เป็นทุกข์เสียดอกเบี้ยแพงๆ ก็เป็นทุกข์ ถูกเขาทวงหนี้ก็เป็นทุกข์
ถูกเจ้าหนี้ตามตัวก็เป็นทุกข์ ถูกจับเข้าคุกเข้าตะรางเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ก็เป็นทุกข์

จนเงินนับว่าทุกข์มากแล้ว จนความดีเป็นทุกข์ยิ่งกว่า

คนไม่มีศรัทธาในพระศาสนา ปราศจากความอายชั่ว กลัวบาป เกียจคร้าน โง่เขลาเรียกว่า
คนจนความดี เขาทำชั่วทางกาย วาจา ใจ เรียกว่า เป็นหนี้ ทำชั่วแล้วนึกภาวนาในใจ
ไม่อยากให้ใครรู้ เรียกว่า เสียดอกเบี้ย ถูกคนดีมีศีลธรรมว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่า ถูกทวงหนี้
ไปไหนมาไหนมีแต่ความร้อนใจ เรียกว่า ถูกตามตัว เมื่อตายไปก็ตกนรกหมกไหม้ เรียกว่า
ถูกจองจำ

ชีวิตเราเลือกเกิดไม่ได้

แต่เลือกที่จะเป็นอะไรต่อไปข้างหน้าได้แม้จะเกิดมาจนก็จงพยายามสร้างเนื้อ
สร้างตัวก็อาจพ้นจากสภาพความจนได้ในที่สุด ถึงแม้ยังยากจนอยู่ก็ขอให้จนแต่เงินทอง
อย่าจนคุณธรรม

โปรดนึกเสมอว่า อยู่เรือนพังยังดีมีความสุข ดีกว่าคุกหลายเท่าไม่เศร้าหมอง
จนยังดีมีธรรมค้ำประคอง ดีกว่าปองทุจริตผิดศีลธรรม

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 20 ส.ค. 2009, 02:24, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2009, 23:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




006v.gif
006v.gif [ 162.67 KiB | เปิดดู 2762 ครั้ง ]
อันชีวีชีวิตคิดใดอยู่
เฝ้าตามดูดวงจิตไปถึงไหน
แลภายนอกหลอกหลงลืมโลกภายใน
อาจสายไปกับเวลาใช่ท่ารอ

บัวชีวาผลิช่อละอออ่อน
อรชรเหนือน้ำแล้วสิหนอ
ฤาจมดิ่งยอมเป็นเหยื่อก็เหลือพอ
ฤามิท้อเพียรหาทางสว่างครอง

สำคัญที่บุญหนุนพบทาง
จิตกระจ่างแจ่มจ้าลบลาหมอง
สวรรค์ลอยคอยรับโรจน์เรืองรอง
หากหมายปองต้องสร้างความดีบัญชีบุญ....!

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 08 ก.ค. 2009, 10:41, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2009, 21:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อยู่คนเดียวระวังยั้งความคิด
ท่ามกลางมิตรระวังยั้งคำขาน
อยู่พร้อมหน้าวางใจให้เบิกบาน
ค่อยคิดอ่านแก้ไขในทางควร

ไม่มีใครพร้อมสรรพกับทุกอย่าง
บกพร่องบ้างอาจหวงห่วงจนป่วน
ธรรมดาคนนั้นยังรัญจวน
ลองนึกหวนแรกรักสมัครใจ

ธรรมดาชีวิตคิดเคียงคู่
ย่อมอดสูกันบ้างวางสงสัย
โบราณเตือนเย้าเรือนก็เหมือนไฟ
ต้องรู้จักรักษ์ไว้ให้สมควร

ไฟภายในอย่าได้คิดนำออก
ไฟภายนอกอย่าคิดนำเข้าป่วน
เรื่องภายในให้หันหน้าประมวล
อย่ารีบด่วนนำออกนอกชายคา

มีสิ่งใดให้หันหน้าปรึกษาก่อน
อย่ารีบร้อนลนลานพาลปากกล้า
คู่ชีวิตคิดครองสองกายา
ต้องปรึกษากันไว้ใช่ประจาน

เรื่องภายนอกคนเล่าเดาความหมาย
อย่าตีโพยตีพายจนเดือดพล่าน
ใช้สติปัญญาระวังการณ์
อย่านำไฟเข้าบ้านจะผลาญตน

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 20 ส.ค. 2009, 02:23, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2009, 22:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




0051442ow4.jpg
0051442ow4.jpg [ 19.58 KiB | เปิดดู 2684 ครั้ง ]
สายลมหนาวแห่งเหมันต์เริ่มจรจางจากแผ่นดินถิ่นนาแล้ว
กาลฤดูยังคงหมุนเวียนและทำหน้าที่อย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย
พร้อมๆ กับต้นสะแบงหลวงต้นใหญ่เริ่มทิ้งใบลงลาเลือน
บ่งสัญญาญของสายลมแล้งกำลังจะมาเยือนในไม่ช้านี้
แม้นจะหนาวๆ อยู่บ้างในยามอุษาฟ้าสาง...

กลางวัดป่าดงดอนในท้องนาอุษาตำบลหนึ่งในแผ่นดินสยาม
ข้าพเจ้าดื่มด่ำกับความงดงามแห่งธรรมชาติ เสียงวิหคป่า และแดดใหม่
เพียรให้นึกไปถึงเส้นทางสายหนึ่ง ที่ทอดตัวสู่ท้องทุ่งทองของชาวนา
เป็นเส้นทางสายดอกพะยอมและสะแบงหลวง เส้นทางสายลอมฟืนตอซัง
ที่ข้าพเจ้าชอบนักชอบหนาในวีถีความงดงามสามัญเช่นนี้

หมู่มวลวิหคบินผกมาแต่รังนอน ทุกฉากภาพแปรไปตามวิถีธรรมชาติ
เสียงระฆังกังสดาลเก่าคร่ำดังเหง่งหง่าง จากหอระฆังเก่าทำด้วยไม้ไผ่นา
ข้าพเจ้าหวังว่าทุกเวทีชีวิตนี้มีเส้นทางที่ถูกลิขิตไว้แล้ว
ด้วยพระพุทธ เกิดขึ้นมา ดำรงชีวิตอยู่ แล้วก็มีมรณาเป็นที่สิ้นสุด

และคิดลึกเลยไปว่า ในหมู่นักปฏิบัติธรรมแล้วต่างตระหนักกันดีว่า
วัฏสงสารนี้น่ากลัวเพียงใด เขาเหล่านั้นจึงเพียรเดินไปสู่ความวิมุตติ
ตามทางที่พระบวรพุทธศาสดาได้แสดงไว้แล้ว...
ไม่ปรารถนาการเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งอีกต่อไป
เป็นการเดินทางไกลในเส้นทางสายท้าทาย ทว่าจุดหมายนั้นงามนัก

เริ่มย่างเข้าสู่ฤดูใหม่แล้ว วันเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง
หวังให้ทุกดวงใจตระหนักในความไม่กลับคืนแห่งเวลา
และเพียรพยายามใช้เวลาให้คุ้มค่า มีสติ ปัญญา และระลึกรู้ถึงสัจจะชีวิต
มีชีวิตที่งดงามอยู่ทางกลางวงล้อมแห่งพุทธะธรรมทั้งปวง

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 20 ส.ค. 2009, 02:22, แก้ไขแล้ว 6 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 เม.ย. 2009, 14:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


[ กลางวัดป่าดงดอนในท้องนาอุษาตำบลหนึ่งในแผ่นดินสยาม
ข้าพเจ้าดื่มด่ำกับความงดงามแห่งธรรมชาติ เสียงวิหคป่า และแดดใหม่
เพียรให้นึกไปถึงเส้นทางสายหนึ่ง ที่ทอดตัวสู่ท้องทุ่งทองของชาวนา
เป็นเส้นทางสายดอกพะยอมและสะแบงหลวง เส้นทางสายลอมฟืนตอซัง
ที่ข้าพเจ้าชอบนักชอบหนาในวีถีความงดงามสามัญเช่นนี้

วัดนี้อยู่แห่งใดครับคุณปลายฟ้า วอนบอกที :b17:
[/size][/quote]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 15:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




index.php.jpeg
index.php.jpeg [ 45.78 KiB | เปิดดู 2697 ครั้ง ]
index.php34.jpeg
index.php34.jpeg [ 48.91 KiB | เปิดดู 2696 ครั้ง ]
ตอบคุณไผ่...ค่ะ
สถานที่ปฏิบัติธรรมที่วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ที่เขาค้อ เพชรบูรณ์
สถานที่สวยงามมาก สงบร่มเย็น โดยมีพระอาจารย์อำนาจ โอภาโส เป็นท่านเจ้าอาวาส

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 08 ก.ค. 2009, 10:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 16:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มนต์เสน่ห์ ประเพณี หลักชีวิต
ย่อมทรงสิทธิ์ สูงศักดิ์ อนรรฆค่า
บรรพชน สืบทอด ตลอดมา
ด้วยศรัทธา วิถีไทย ไม่เปลี่ยนแปลง

ตรุษสงกรานต์ วันปีใหม่ ใจเย็นฉ่ำ
น้อมพระธรรม นำสุข ทั่วทุกแห่ง
ดับรุ่มร้อน ด้วยน้ำใส คลายรุนแรง
อุบายแฝง ปรัชญา น่าภูมิใจ

มนต์เสน่ห์ สงกรานต์ไทย สมัยนี้
จักคงมี มนต์ขลัง อย่างยิ่งใหญ่
ตราบพี่น้อง ผองเรา ชนชาวไทย
รักษาไว้ อยู่กรอบ...อันชอบธรรม

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 20 ส.ค. 2009, 02:21, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 18:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




001-02.jpg
001-02.jpg [ 24.16 KiB | เปิดดู 2698 ครั้ง ]
เราเกิดมา สุข ทุกข์ โศก บ่ลืมตา
มือกำแน่น ขาดีดดิ้น เร้าร้องเกร่ง
ต่อเหนื่อยล้า แผ่วเบาร้อง ร่ำสะอื้น
กว่าจะรู้ ไหนสุข-ทุกข์ ผ่านขวบปี
ปัจจุบัน เติบใหญ่พบ ประสบการณ์
รู้จักพระ รู้จักมาร บ่รู้จักกิเลสตน
รีบทำบุญ ตักบาตรา หวังพบบุญ
จิตบ่รู้ หนักแน่นหนี บ่พ้นมาร
ทำบุญแล้ว กังขา ติดท้วง ในบุญ
จิตฟุ้ง อกุศลเกิด ทุกข์ครอบงำ
ทำบุญทาน เท่าที่มี จะสุขขี
อย่าคิดว่า น้อยหน้า บุญเตลิด
จิตศัรทธา บุญกำเนิด ธรรมภิบาล

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 08 ก.ค. 2009, 10:38, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 19:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2009, 19:04
โพสต์: 21


 ข้อมูลส่วนตัว


...... รูปสวยทุกรูปค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้คุณปลายฟ้าค่ะ ....... :b41:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2009, 21:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




AR141.gif
AR141.gif [ 28.77 KiB | เปิดดู 2665 ครั้ง ]
" :b41: มิตรภาพ..การเดินทาง :b41: "

ปีใหม่ของปีที่ผ่านมาฉันจำได้ มีเหตุให้ต้องเดินทางกลับใต้อย่างฉุกละหุก
ฉันเองก็ไม่ได้คาดคิดหรือวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเลยสักนิดเดียว
แย่ละซิ ช่วงเทศกาลด้วยแล้วยังจะมีที่ว่างพอสำหรับเราไหมเนี่ยะ
ฉันได้แต่คิดรำพันในใจเพียงคนเดียว

พี่ๆทั้งสามคนก็คงไปนั่งยิ้มหน้าบานที่บ้านกันหมดแล้ว
เพราะความใจง่ายของตัวเอง อยากไปเที่ยวเขื่อนรัชชประภา
พี่ๆทั้งสามรวมหัวกันกล่อมเราซะอยุ่หมัด อิอิ
เอาวะ เป็นไงเป็นกัน ไม่มีที่รถนอนก็นั่งไปแล้วกัน ยืนก็ได้(มั้ง)

" ขอจองตั๋วรถสปินเตอร์ช่วงเวลา 4 ทุ่มกว่าน่ะคะ ลงที่สถานีไชยา "
ฉันแจ้งความประสงค์ไปยังพนักงานขายตั๋วตรงหน้าเคาน์เตอร์
" ขออภัยคะ ตอนนี้รถไฟทุกชั้น ทุกขบวนเต็มหมดแล้วคะ ยกเว้นชั้น 3 นั่ง "
" เดี๋ยวดูรายละเอียดให้อีกทีแล้วกันคะ " เธอบอกอีกครั้ง

ฉันหรือยิหวา รอลุ้นด้วยใจระลึก เอ๊ย ระทึก อิอิ
" เอ่อ คุณคะ มีที่นั่ง ชั้น 3 ว่างคะ แต่เป็นเก้าอี้ไม้ ปรับเอนไม่ได้ "
ฉันไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แน่นอน จำยอมซื้อตั๋วเดินทางชั้น 3 ในราคา 200กว่าบาท
ในขณะเดียวกันที่รถสปินเตอร์ราคา 500กว่า เกือบจะ 600บาท
ฉะนั้น อย่าถามหาความสะดวกสบายว่า
ต่างกันแค่ไหนระหว่างชั้น 3 กับรถสปินเตอร์ช่วง4 ทุ่ม

แค่คิดน้ำตาแทบร่วงยัยวาเอ๋ย เก้าอี้ไม้ ปรับเอนไม่ได้
โห ต้องนั่งจากหัวลำโพงข้ามคืนเชียวนะ นั่งจนก้นด้านหมดแล้วมั้ง
ฉันเหลือบมองหมายเลขที่นั่งจากตั๋วในมือ ขบวนรถเร็วกันตัง
เวลารถออก 18.20 น. เป้าหมายดุ่มๆไปที่ชานชลาที่ 10

โชคดีหน่อย ที่ได้ที่นั่งริมหน้าต่าง แต่ยังไงก็อดที่จะสมเพชแกมเวทนาตัวเองเสียมิได้
ทำไมชีวิตยัยวาถึงน่าอนาถเช่นนี้หนอ เฮ้อ
อากาศก็แสนจะร้อนอบอ้าว อึดอัดอีกต่างหาก

แต่คิดอีกทีก็น่ะ...ประสบการณ์ชีวิตการเดินทางของคนเรา
ใช่ว่าสวยงามเสมอไปหมดซะทีเดียว ไม่งั้น ชีวิตคงไม่มีรสชาติซิ เนอะ
ก็ได้แค่ยิ้มกับตัวเอง กับคำปลอบใจที่แสนจะง่ายๆ

คิดพลาง สายตาก็มองผุ้คนไปข้างหน้าเรื่อยๆ
เอ พวกเขากำลังจะเดินทางไปไหนกันนักหนานะ
เอ พวกเขาคงเหมือนเราหรือเปล่า ที่กลับไปเยี่ยมบ้านเยี่ยมครอบครัว

นั่น ซิ อย่างน้อยฉันก็มีเพื่อนร่วมเดินทาง ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับฉันมากมาย
ที่โดยสารรถไฟสายใต้ขบวนนี้ แม้จุดหมายปลายทางฝันของเราอาจต่างกัน

กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ แว่วเสียงตำรวจรถไฟเดินมาพูดคุยบอกให้ผู้โดยสาร
ระวังสิ่งของมีค่าที่นำติดตัว ให้ระวังเหล่ามิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวมาในรุปแบบต่างๆ

สำหรับฉัน ยิหวาแล้วไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะไม่เคยพกของมีค่าติดตัว
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่เคยมีสิ่งของมีค่าเหมือนคนอื่นเขาเลย อิอิ

" นี่ไง หมายเลขที่นั่งของเรา หนูนั่งกับพี่เค้านะลูก "
เอ.. เพื่อนร่วมเดินทางมาเพิ่มอีกสองชีวิตแล้วซินะ อย่างน้อยก็แม่ลูกคู่นี้ล่ะ
ตัวคุณแม่ให้ลุกสาววัยราวๆ7ขวบมานั่งข้างฉัน ตัวเธอเองไปนั่งฝั่งตรงข้ามฉันกับลุกสาว

ฉันหันไปยิ้มทักทายมิตรต้อนรับมิตรใหม่คนแปลกหน้า
แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นเธอมองฉันราวกับว่า ฉันเป็นคนหน้าแปลก
แววตาและสีหน้าของเธอบ่งบอกว่า เธอกำลังตื่นกลัวกับคนแปลกหน้าอย่างฉัน

เอ.. หรือว่า ฉันเป็นคนหน้าแปลกสำหรับเธอไปแล้วจริงๆ
ความรุ้สึกของฉันเวลาต่อมาก็คือ เธอ เด็กผุ้หญิงคนนั้นแอบมองหน้าฉันบ่อยมากๆ
เอ.. ชักสนุกซะแล้วซิยัยวา

รถไฟยังคงวิ่งในเส้นทางที่กำหนดไปเรื่อยๆ
ไม่มีท่าทีว่าจะถึงจุดหมายปลายทางฝันของใครสักคน
ความมืดเริ่มเข้ามาเยือน ต้นไม้ใหญ่ใบหญ้าริมทางรถไฟเป็นสึทึมๆดูน่ากลัว
คล้ายเงาสูงใหญ่ของปีศาจสักตนหนึ่ง

ไม่หรอกนะ ฉันแค่คิด แค่จินตนาการไปเองต่างหากล่ะ
เสียงล้อเหล็กยังคงเบียดขยี้รางรถไฟ ฟังแล้วเสียดแทงถึงข้างในหัวใจ

หากบางช่วงบางตอนแล้ว รถไฟจะวิ่งผ่านสะพานเหล็ก
รถไฟรถเหล้กล้อเหล็กก็จะบดกับเหล้กสะพาน เสียงดังจนแสบแก้วหู
ทำให้เด้กหญิงคนนั้นต้องเอาสองมืออุดหู
พลางถาโถมหาอ้อมกอดแม่ที่นั่งฝั่งตรงข้าม
ราวกับต้องการคำปลุกปลอบจากผุ้เป็นแม่ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจกลับคืนมา

2 ชั่วโมงผ่านไปเห็นจะได้ ถ้าฉันคาดคะเนไม่ผิด
" จ๊ะเอ๋ ... ชื่ออะไรคะ ? " ฉันเริ่มบทสนทนากับแม่หนูน้อยคนนั้น
" ....." เงียบไม่มี คำตอบจากเธอ
แต่เหมือนเธอมองหน้าฉันเหมือนประหม่า เขินอาย นิ้วหัวแม่โป้งถุกจับส่งเข้าปากแก้เขิน

" พี่เค้าชวนคุย ทำไมหนูไม่คุยกับพี่เค้า ทีเมื่อกี้แอบมองพี่เค้านี่ "
แม่ของเธอ ไม่น่าดักคอเธอเลย ยิ่งทำให้เธอเขินอาย ยิ้มเอามือปิดปาก
" ว่าไงคะ ชื่ออะไรเอ่ย ? " ฉันลองใหม่อีกครั้ง พลางส่งยิ้มหวานสุดๆดุจนางงามรักเด็ก
" ชื่อ เตย คะ " อ่ะนะ ได้ผลแฮะ เธอยอมคุยด้วยแล้ว แม้จะออกอาการเขินๆนิดๆ
" ชื่อน่ารักจัง เตย ย่อมาจากอะไรคะ ใบเตยหรือเปล่า ? " ฉันตะล่อมเด็ก อิอิ
น้องเตย ยังคงยิ้มเขินๆ คงเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างเหนียวแน่น

" เตย มาจากคำว่า ใบเตยคะ แม่ตั้งให้หนู "
น้องเตย เริ่มเป็นมิตรกับฉันกว่าเก่า
ดูท่าทางเธอแล้ว เธอคงเริ่มชินกับคนแปลกหน้า (รวมทั้งคนหน้าแปลกอย่างฉัน)มากขึ้น
เธอเริ่มที่จะกล้าพุดคุยด้วยแล้ว

" พี่ไว้ผมยาวสวย หนูชอบ แต่ทำไมพี่ใส่หมวกเหมือนผุ้ชาย ?"
" ..... " คราวนี้กลับกลายเป็นฉันที่หาคำตอบให้น้องเตยไม่ได้

จริงๆแล้วฉันคิดว่า น้องเตยเธอเป็นเด็กที่กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าพุด กล้าถาม
ช่างซัก ช่างสงสัย รวมกันคือ สารพัดช่างน่ะค่ะ อิอิ

น้องเตย เธอช่างซัก ช่างสงสัย แต่เธอคงคิดว่า
เราสองคนอาจเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันหรือเปล่า
เธอ หรือ ฉัน กันแน่ ที่ไม่กล้าพูดคุยกับคนแปลกหน้าก่อนกัน

" พี่ชื่ออะไรคะ ? " น้องเตยเหมือนเริ่มที่จะคุ้นเคย
" ชื่อ พี่วา คะ " ฉันตอบน้องเตย พลางยิ้มหวานให้อย่างนางงามรักเด็กเป็นรอบที่ 2 ฮ่าๆ อิอิ
" แล้วพี่วาจะไปไหนคะ ไปหาพ่อหรือเปล่า หนูจะกลับบ้านไปหาพ่อคะ "
" พี่สาวหนูรับปริญญา แม่พาหนูมาถ่ายรูปกับพี่สาว พ่อหนูไม่ได้มาคะ "

ประโยค สนทนา บอกเล่ายาวๆของเธอ อดที่ทำให้ฉัน(แอบ)อมยิ้มเสียมิได้
นั่นเพราะเธอเป็นเด็ก วัยเด็กเป็นวัยที่ยังคงเป็นผ้าขาว ใส ซื่อ ช่างเจรจา
เห็นอะไ ร คิดอะไร ก็พูดออกมาตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนผู้ใหญ่บางคน
น้ำเสียงบอกเล่าซื่อๆ รวมทั้งแววตาใสๆของเธอ ทำให้ฉันหลงรักเธอได้ไม่ยากเลยสักนิดเดียว

น้องเตย เธอเป็นเด็กผิวคล้ำตามแบบฉบับเด็กใต้ทั่วๆไป
เธอช่างพูดช่างคุยได้หลากหลายเรื่อง
และที่สำคัญเธอพยายามสื่อสารภาษากลางปนภาษาใต้กับฉัน
(หรือที่บ้านฉันเรียกว่า แหลงทองแดง นั่นแหละคะ อิอิ )

" พี่วาๆ พี่วาเป็นคนใต้เหมือนหนูไหมคะ ?"
น้องเตยถามฉันพร้อมรอฟังคำตอบด้วยแววตาใสซื่อ
" พี่เป็นคนใต้เหมือนน้องเตยแหละคะ" ฉันบอกออกไปอย่างงั้นจริงๆ
" ไม่จริง พี่วาผิวขาว จะเป็นคนใต้ได้ไง หนูผิวดำ หนูเป็นคนใต้จริงๆนิ "
เธอยังคงแหลงใต้ ผสมภาษากลางได้อย่างไม่ติดขัด

" ก็พ่อของพี่วาเป็นคนจีน แม่เป็นคนใต้ พี่วาเลยขาวนิดนึงคะ "
" ............" น้องเตยมองหน้าฉัน แล้วก็เงียบ
เอ.. ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าหนอ อะไรทำให้เธอเงียบงัน

แต่แล้วเธอก็มองหน้าฉันด้วยสายตาที่แปลกไปกว่าเก่า
คล้ายสายตาของคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันเมื่อ2ชั่วโมงที่ผ่านมา

" พี่วานับถือศาสนาพุทธ พี่วากินหมู พี่วาตัวขาว
แต่หนูตัวดำ หนูนับถือศาสนาอิสลาม หนูไม่กินหมู.... แล้ว...
แล้วพี่วาจะคุยกับหนูอีกไหมคะ เราเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ไหมคะ "

น้องเตยระบายความสงสัยออกมาได้หมดเปลือกจริงๆ
ทำให้ฉันถึงบางอ้อ เดี๋ยวนี้นี่เอง แต่ฉันอึ้งกับคำถามของเธอ
ทำไมตัวแค่นี้ อายุแค่ 7ขวบ ทำไมรุ้จักคำว่า "เพื่อน"
ทำไม รุ้จักคำว่า "ศาสนา" หลากหลายคำถามผุดในสมองฉันมากมาย

สีหน้าที่เธอพูดซื่อๆดั่งเก่า แต่น้ำเสียงเหมือนสั่นครือ
ฉันได้แต่คิดว่า เธออาจมีอะไรกังวลในใจเล็กๆ
เธอคงกลัวว่า คำว่า ต่างศาสนา คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้อย่างงั้นหรือ

สิ่งที่น้องเตยพุด ทำเหมือนเธอ(หรือฉัน)กันแน่ที่ปิดกั้นตัวเองจากศาสนาอื่น
น้องเตย คงคิดว่า ศาสนา ความเชื่อที่ต่างกันระหว่างเราสองคน
จะทำให้เกิดช่องว่างของคำว่า เพื่อน มิตรภาพ หรือเปล่าหนอ

ฉันได้ฟัง รับรู้สิ่งที่น้องเตยพูดออกมาจากปากของเด็กหญิงวัย7ขวบ
คำว่า ศาสนาพุทธ กับ ศาสนาอิสลาม

ฉันทำได้เพียงดึงน้องเตยเข้ามาโอบกอดปลอบใจ พร้อมกับหอมหน้าผากเบาๆ
แค่นั้น ก็ทำให้น้องเตยยิ้มหน้าบานได้อย่างเก่า
เฮ้อ เด็กหนอเด็ก ยังไงก็คือเด็กวันยังค่ำแหละนะ

" สัญญาคะ แม้ว่าพี่วานับถือศาสนาพุทธ น้องเตยนับถือศาสนาอิสลาม
แต่เราสองคนก็เป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันได้นี่คะ ตลอดไปคะ "
ตอนนั้น ฉันคิดว่า นี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดสำหรับฉันแล้วละ
" จริงๆนะคะพี่วา พี่วาไม่หลอกหนูนะคะ "

น้องเตยพุดได้เพียงแค่นี้ก็ผละจากอ้อมกอดของฉัน
ไปยืนตรงหน้าพลางเอาสองมือประสานกันระหว่างหน้าอกของเธอ
" ขอให้พระผุ้เป็นเจ้าคุ้มครองให้พี่วา และครอบครัวของพี่วามีความสุขตลอดไป "
นี่คือ น้ำใจจากน้องเตย เด็กหญิงอายุ7ขวบ ฉันได้ฟังก็อึ้ง แทบน้ำตาซึม
ยืนยันว่า แม่เขาไม่ได้สอนก่อนหน้านี้เลย เธอกระทำของเธอเอง
ไม่มีใครชี้แนะ น้องเตยแสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยแท้

" ขอบคุณมากนะน้องเตย ขอให้หนูและครอบครัวมีความสุขมากๆเช่นกันจ๊ะ "
ฉันพูดได้เพียงแค่นี้จริงๆ

8..........
เวลาล่วงเข้าไปตี 1 กว่าแล้วของคืนนั้น แต่ฉันยังหลับตาไม่ลง
ทำได้เพียงเอนกายพิงหลังกับเก้าอี้ไม้ตัวเดิม
มองนอกหน้าต่างริมทางรถไฟไปเรื่อยๆ มีแต่ความมืดสนิทของท้องฟ้า
ณ.เวลานี้ท้องฟ้าอาจมืด แต่เช้าวันใหม่ท้องฟ้าต้องสดใสกว่าคืนนี้แน่นอน
น้องเตย ยังคงนอนหลับไหลหนุนตักแม่ด้วยท่าทางที่เป็นสุข

" ขอให้เชื่อพี่วานะน้องเตย มิตรภาพการเดินทางในครั้งนี้
ไม่ได้มีขีดจำกัดแค่คำว่า อายุ หรือเชื้อสาย
ความเชื่อใดๆ หรือแม้แต่คำว่า ศาสนา ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา
เรายังเป็นเพื่อนกันได้เสมอ แม้ว่าจุดหมายปลายทางฝัน
ของแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกันออกไป "

" พี่วาเองก็เช่นกัน หากไม่ได้เดินทางมากับรถเร็วกันตังชั้น 3 ขบวนนี้
เราสองคน พี่วากับน้องเตย คงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน
และที่สำคัญ คงไม่มีโอกาสได้รุ้จักคำว่า "มิตรภาพของการเดินทาง"

ขอบคุณสิ่งดีๆที่เรามีให้กันนะคะ
ขอบคุณประสบการณ์การเดินทางที่สวยงามในค่ำคืนนั้น

คุณล่ะค่ะ ปิดกั้นตัวเองจากคนภายนอกมากเกินไปหรือเปล่า
ลองเหลียวมองคนรอบข้างคุณเองซิคะ

ขอเพียงคุณลองเปิดใจให้กว้าง แล้วรอยยิ้มกว้างๆก็จะเกิดขี้นแก่ตัวคุณเองค่ะ
คุณลองตอบรับมิตรภาพจากคนแปลกหน้าจากการเดินทางสักครั้งเถอะคะ
แล้วคุณจะรู้ว่า โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 08 ก.ค. 2009, 11:05, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2009, 15:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




6h6lto2eu6.jpg
6h6lto2eu6.jpg [ 104.04 KiB | เปิดดู 2648 ครั้ง ]
การเดินทางแต่ละวัน...
เหมือนเป็นการเก็บเกี่ยวข้อมูลตอบคำถามของชีวิตเรา
การเดินทางในสนนสายเดิม ๆ ในเส้นทางเดิม ๆ
ถ้าเพียงแต่เราช่างสังเกตสักนิดจะพบสิ่งต่าง ๆ มากมาย
น่าสนใจไม่รู้จบ

บ่อยครั้งการได้พบเห็นคนอื่น...
การได้สังเกตชีวิตอื่น ๆ ที่แตกต่างจากเรา
กลับกลายเป็นกระจกที่ส่องให้เห็นตัวเราเอง...
อย่างเช่นการได้เห็นคนไร้บ้าน
คนที่อาศัยข้างถนนเป็นที่ซุกหัวนอน...
แต่งตัวสกปรกมอมแมมหรือแม้แต่คนพิการ
นักแสดงศิลปะข้างถนน
ที่ล้วนแต่ขอแบ่งปันเศษเหรียญจากคนที่ผ่านไป
เพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ไปวันๆ

ความสุขใจหรือความพอใจในชีวิตของเขาเหล่านั้น
ดูช่างได้มาอย่างง่ายดาย...ในความขัดสน
ไม่มีบ้าน ไม่มีความมั่นคง ไม่มีอนาคต
รวมทั่งไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าใหม่ ๆ
ดูราวกับว่า...พวกเขามีชีวิตอยู่ได้...โดยไม่เดือดร้อนอะไร

เมื่อกระจกเหล่านี้ส่องมาที่ตัวเรา...
ทำให้เราพบว่า เราเองช่างเกิดมาพรั่งพร้อม...
ด้วย "โอกาสดี" แค่ไหน...
ขณะที่เรามีบ้าน มีอาชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่น
และมีเพื่อนฝูงอยู่มากมาย...
เรายังมักหาเรื่องไม่พอใจ ชีวิตตัวเองได้บ่อย ๆ

บางทีเราก็โวยวายว่าโลกนี้ไม่ดีกับเรา...
เรารู้สึกว่า...ปัญหาขี้ประติ๋วของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่
ความทุกข์ในเรื่องเล็กน้อย หยุมหยิมของเรา
ก็ดูสลักสำคัญจะเป็นจะตายเสียให้ได้
ส่องกระจกดูตัวเองให้ชัด ๆ อีกครั้ง
มันง่ายแค่ไหนที่จะทำที่เหลือของชีวิตให้มีความสุข
พอใจในสิ่งที่หามาได้...

"บางทีชีวิต....ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายอย่างที่เราเคยคิด "

สิ่งรอบข้างดั่งหมอกมายา สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจเรา..

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 08 ก.ค. 2009, 10:58, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2009, 19:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมอ่าน มิตรภาพ...การเดินทาง ของคุณแล้ว ชอบจังเลย ทำมห้ผมนึกถึงเพื่อนที่ผมรักมากที่สุดคนหนึ่ง..ใช่ครับเขาเป็นไทยมุสลิม เราเรียนอยู่ห้องเดียวกันสมัยเรียนอยู่ชั้น ม.ปลายที่จังหวัดพิษณุโลก ศาสนา ไม่เคยทำให้เรารู้สึกแปลกแยกกันเลย ตอนเช้า เขาก็ขี่มอเตอร์"ซด์รุ่น ไอ้ดอกรัก มารออยู่ปากซอย เพื่อรอรับผมไปโรงเรียนด้วยกัน เขาจะห่อข้าวกลางวันมาทานเอง นอกจากหมู และสุรา ยาเมา แล้ว แกฟาดเรียบ แม้กระทั่งปลาร้า ที่พวกผมห่อใบตองมาหมกไฟกินกับข้าวเหนียว แกก็ยังทานได้ไม่เคยเกี่ยง ชอบหลีหญิงเป็นที่สุด เพราะชอบหลีหญิงก็เกือบพากันไปตายผิดธรรมชาติ..นึกถึงแล้วมีความสุขดีครับ ตอนนี้เขารับราชการเป็นตำรวจ และได้ข่าวว่า ได้ลงทุนทำธุรกิจและประสบความสำเร็จร่ำรวยไปแล้ว 19 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหกจริงๆ อ้อ..ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ผมจะไปปฏิบัติธรรมแถวภาคอิสาน และจะแวะไปเที่ยวที่วัด ผาซ่อนแก้วด้วย ขอบคุณมากที่แนะนำและเขียนบทกลอนและบทความได้ดีมากเลยครับ tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2009, 20:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ม.ค. 2009, 14:33
โพสต์: 60


 ข้อมูลส่วนตัว




youค่ะ.gif
youค่ะ.gif [ 87.67 KiB | เปิดดู 2663 ครั้ง ]
ขอบคุณและยินดีรับคำแนะนำเสมอ..ด้วยความยินดีค่ะ....

.....................................................
ก้มกราบบ่อยๆ จะช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกไป...
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 11:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




70.jpg
70.jpg [ 2.96 KiB | เปิดดู 2637 ครั้ง ]
ชีวิตผ่านมา อันตรรกนั้น...คงไม่อาจเข้าถึงจิตวิญญาณ
หรือว่า ชีวิตจะพอเพียงเท่านี้... ไม่...
ชีวิตยังไม่จบ...อัตตา ก็เช่นกัน....มันยังไม่จบ..?..

แต่ถึงอย่างนั้น...เรายังไม่เข้าใจตัวเองอยู่ดี...เราอยากรู้จุดหมายข้างหน้า
ข้างหน้าที่ยังมองไม่เห็น...อนาคตเป็นเพียงแค่กาล

เพียงแค่ความเร็วแสง...เราอาจรู้อนาคต...แต่เราจะกลับมายังที่เดิม
เราต้องก้าวพ้นความเร็วแสง...เกินความรับรู้ของมนุษย์

เพียงไม่กี่เรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต...เวลาเพียงยี่สิบกว่าปีทำไมมันเหมือนยาวนาน
เพียงแต่ว่าบางครั้งมันช่างเร็วเหลือเกิน

อนัตตายังห่างไกลจากเรานัก เพราะในกาลแห่งนี้ ณ ตรงจุดนี้
เราถูกจองจำอยู่ใน อตรรก
หาความสัมพันธ์ไม่ได้

ณ ความสัมพันธ์ ของเรากับจักรวาล
ขณะนั้น...เมื่อเข็มนาฬิกากระดิกออกห่างจากเวลากลางวัน...
มองเห็นใช่ไหม... "ความมืด" ?

เหตุใดจึงมองเห็นความมืดเล่า เมื่อกฎฟิสิกส์บอกว่าต้องมีแสง
จึงจะมองเห็น
หรือมันคือความมืดที่มีแสงสว่าง
หรือมันเป็นแสงสว่างในความมืด...

ตื่นนอนแล้วให้กระจกเงามองตัวเราเอง...
กระจกเงาบอกมาว่า อนัตตาหาได้สะท้อนตัวเราเองไม่
อัตตาก็เช่นกัน...

เพียงใช้ชีวิตอยู่ ในสภาพปัจจุบัน...
อย่างที่มันควรเป็น
พอใจ กับสภาพในเวลาช่วงนี้...
สุดท้ายก็แค่นั้น...

เริ่ม..จับลมหายใจ....เข้า-ออก..นับจังหวะชีวิตกันอีกครั้ง...

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 08 ก.ค. 2009, 10:57, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 281 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 19  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร