วันเวลาปัจจุบัน 17 มิ.ย. 2019, 13:54  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 เม.ย. 2009, 17:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2009, 12:36
โพสต์: 91

สิ่งที่ชื่นชอบ: หนังสือธรรมะทุกเล่ม
ชื่อเล่น: ก้อย
อายุ: 28
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ใครพอจะมีความรู้เกี่ยวกับการกรวดน้ำทั้งสองแบบ รบกวนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยนะค่ะ ว่าการกรวดน้ำทั้งสองชนิดนี้ จะทำให้ขาดกันจริง หรือจะทำให้จองเวรกันอีกค่ะ พอดีได้ยินมาอีกทีและสงสัยค่ะ

.....................................................
"ใช้ใจมองคน" แล้วคุณจะรู้ว่า คนๆนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเห็น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2009, 09:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2009, 12:36
โพสต์: 91

สิ่งที่ชื่นชอบ: หนังสือธรรมะทุกเล่ม
ชื่อเล่น: ก้อย
อายุ: 28
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่มีใครพอทราบเลยเหรอค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าใครทราบก็มาโพสข้อความแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะค่ะ

.....................................................
"ใช้ใจมองคน" แล้วคุณจะรู้ว่า คนๆนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเห็น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 เม.ย. 2009, 19:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


กรวดน้ำคว่ำขัน พบกันชาติเดียว"
โบราณว่า "เกลียดสิ่งไหน ก็จะได้เจอแต่สิ่งนั้น"
ลูกขอแก้กรรม ทำบุญ อุทิศส่วนกุศล บอกลา สิ่งที่ต้องเจอที่ผ่านมาแล้ว
ไม่อยากจะต้องมาเจอแบบนั้นอีก ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้ หรือชาติต่อๆ ไป


กรวดน้ำคว่ำขัน ขอคบกันชาติเดียว ไม่ปรารถนา จะข้องเกี่ยว ไม่ว่าจะชาตินี้ หรือชาติต่อๆ ไป

"กรวดน้ำอุทิศให้ บอกลา
น้ำจิตคิดเคืองมา ก่อนนี้
คว่ำขันตัดสัญญา ผูกพัน นาพ่อ
ขันคว่ำบอกความชี้ เลิกแล้วมิหวน"

อ่านได้จากที่นี่ :b30:
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17498

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 15:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


พระท่านบอกว่า "ยะถาให้ผี สัพพีให้คน" :b40:

อ้างคำพูด:
จากคนละเวปไซด์ มาเล่าให้ฟัง
พอดีวันนี้ ตอนเช้าเพิ่งใส่บาตรหน่ะค่ะ :b44:

ก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ก็เลยไปค้นเจอที่มา... ว่าทำไมต้องกรวดน้ำค่ะ น่าสนใจทีเดียว



การกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล

การกรวดน้ำนั้น มีมาก่อนครั้งพุทธกาล เช่น พระเวสสันดรยกสองกุมาร คือ กัณหาและชาลีให้แก่

ชูชก ก็ด้วยการหลั่งน้ำใส่มือชูชก ยกนางมัทรีให้แก่พระอินทร์ที่แปลงเป็นพราหมณ์ ก็ใช้วิธีหลั่งน้ำ

คือ กรวดน้ำ แทนการยกให้ เพราะของบางอย่าง เราไม่สามารถให้ได้ด้วยมือ ก็ใช้วิธีหลั่งน้ำใส่มือ

ผู้ขอ หรือกรวดน้ำลงบนแผ่นดิน เพื่ออุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการฝากแม่ธรณีให้ช่วยนำ

อานิสงส์ไปให้ อนึ่ง ก็เท่ากับให้แม่ธรณี เป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญกุศลของเราอีกด้วย ดังเช่น

ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ

เดือน 6 ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน ณ รัตนบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์ว่า แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พระองค์ไม่ยอม

ลุกจากที่นั่ง จนกว่าจะตรัสรู้ ถึงแม้จะอดตายในที่นี้ก็ยอม เหล่าเทพยดาได้ยินสัตยาธิษฐาน ก็พากันชื่น

ชมโสมนัสยินดีปรีดาชวนกันเผ้ารอพระมหาบุรุษ เพื่อจะได้สักการบูชา หากพระองค์ได้ตรัสรู้ จนเต็ม

ขอบฟ้าจักรวาล ฝ่ายพญามารได้ยินมหาบุรุษตั้งสัตยาธิษฐานก็สะดุ้ง คิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะพ้น

จากอำนาจแห่งตน เพราะการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณในวันนี้ จึงเกณฑ์หมู่เสนามารยกทัพมาเพื่อจะขัด

ขวางในการบำเพ็ญบารมี โดยมีพญามารขี่ข้างนำหน้ามา เหล่าเทพยดาทั้งหลายเห็นพญามารยกทัพมา

ก็สะดุ้งตกใจกลัวอำนาจพญามาร พากันหนีไปก่อนที่พญามารจะมาถึง พญามารมาถึง ก็สั่งให้เหล่า

เสนามารห้อมล้อมเพื่อจะประกาศศักดานุภาพของตน ให้พระมหาบุรุษสะดุ้งตกใจกลัว ครั้นเมื่อไม่เห็น

พระองค์ทรงหวั่นไหว จึงสั่งให้หมู่เสนามารรุกทำร้าย พุ่งอาวุธเข้าใส่ แต่อาวุธทั้งหลายไม่อาจทำอันตราย

กลับกลายเป็นบุปผามาลัยบูชาพระมหาบุรุษ เมื่อพญามารไม่อาจทำร้ายได้ จึงกล่าวว่า "ดูก่อนสิทธัตถะ

บัลลังก์นี้เกิดขึ้นด้วยบุญของเรา ท่านเป็นผู้ไม่มีบุญสมควรจะนั่ง จงลุกไปเสีย" พระมหาบุรุษตรัสตอบ

ว่า "ดูก่อนพญามาร บัลลังก์นี้เกิดขึ้นด้วยบุญที่เราได้บำเพ็ญมานับประมาณหามิได้ เราผู้เดียวเท่านั้นที่

สมควรนั่ง" พญามารกล่าวคัดค้านว่า "ท่านกล่าวคำไม่เป็นจริง ท่านมีใครเป็นพยาน" พระมหาบุรุษทรง

ดำริ "ในที่นี้มีแต่หมู่เสนามาร ไม่มีใครหาญกล้ามาเป็นพยานได้" จึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า "ดูก่อน แม่

นางธรณีเอ๋ย เธอจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของอาตมาในกาลบัดนี้เถิด" แม่นางธรณีไม่อาจ

จะอยู่นิ่งได้ จึงแทรกปฐพีขึ้นมาปรากฏกาย ทำอัญชลีอภิวาทพระมหาบุรุษ แล้วก็ประกาศให้พญามาร

ทราบว่า "พระมหาบุรุษเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ ได้บำเพ็ญบุญมามากมายตลอดกาล เหลือที่จะประมาณ

ได้ แม้แต่น้ำที่หลั่งลงบนมวยผมของข้าพเจ้าก็เหลือที่จะคณานับ" ครั้นกล่าวจบ ก็เอามือปล่อยมวยผม

บีบน้ำที่กรวดสะสมไว้เป็นอเนกชาติให้หลั่งไหลออกมากลายเป็นทะเลหลวง กระแสน้ำจึงซัดพัดพาเอาพญา

มารและหมู่เสนามาร ลอยไปจนสุดขอบฟ้าจักรวาล พญามารตกตะลึงด้วยความอัศจรรย์ใจ จนเกิดความ

กลัวภัยพนมมือนมัสการ เปล่งคำสรรเสริญในบุญบารมี ยอมรับความปราชัย แล้วรีบอันตรธานหนีหายไป

จากที่นั้นด้วยความกลัวโดยเร็ว
:b39:



ฉะนั้น การทำบุญเราจึงมักนิยมกรวดน้ำ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้แก่ผู้ที่เราตั้งใจทำบุญอุทิศให้

อีกอย่างหนึ่ง ก็ใช้น้ำนั้นเป็นสื่อความหมายของสิ่งของที่เราอุทิศ การที่เอาน้ำที่กรวดแล้วใส่ภาชนะไปรด

ต้นไม้ ก็เปรียบเสมือนหนึ่งเราเอาสิ่งของไปไว้ในที่อันควร เพื่อไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำสิ่งนั้นนั่นเอง และ

การกรวดน้ำก็นิยมที่จะกรวดในวันนั้น เพื่อกันลืม ทีนี้หากเราจะไม่กรวดน้ำ เราก็ใช้อธิษฐานอุทิศส่วนบุญ

ส่วนกุศลก็ได้เหมือนกัน ซึ่งเรามักเรียกกันว่า กรวดน้ำแห้ง อุทิศด้วยใจไม่ต้องใช้น้ำ แต่ส่วนมากไม่ค่อยจะ

นิยม เพราะถึงจะอธิษฐานอุทิศแล้วก็ตาม เมื่อกลับถึงบ้านก็ยังนำน้ำมากรวดอยู่ การนำเรื่องการสร้างบุญ

ทำกุศลแล้วต้องกรวดน้ำมาอธิบายให้รู้ถึงมูลเหตุที่พระพุทธองค์ทรงชนะมาร ด้วยบารมีที่พระพุทธองค์ได้

ทรงบำเพ็ญเป็นอเนกชาติโดยการหลั่งน้ำ (กรวดน้ำ) ลงบนแผ่นดิน (ธรณี) ทุกครั้ง เหมือนหนึ่งให้แม่ธรณี

รับรู้และเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญมาทุกชาติ เพื่อให้ชาวพุทธเราเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายในการกรวดน้ำ




ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าเราทำบุญนั้นอยู่แล้ว แน่นอนเราต้องได้รับผลบุญแน่ๆ ก็เลยไม่จำเป็นต้องกรวดน้ำให้ตัวเอง

แต่ก็สามารถขอให้ตัวเราเองมีความสุขความเจริญ ก็ไม่น่าจะผิดนะคะ และก็อย่าลืมนะคะว่า

การทำบุญนั้น สำคัญที่ใจ ไม่ใช่เงินทอง

.....................................................
"มีสติเป็นเรือนจิต ใช้ชีวิตเป็นเรือนใจ ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางเดินไปเถิด จะได้ล้ำเลิศในชีวิตของท่าน มีความหมายอย่างแท้จริง"
ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อท่านบอกว่า ให้ตัดปลิโพธกังวลใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ลูก สามี ภรรยา ความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง อย่าเอามาเป็นอารมณ์ จากหนังสือ: เจริญกรรมฐาน7วันได้ผลแน่นอน หัวข้อ12: ระงับเวรด้วยการแผ่เมตตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2009, 14:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5921

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


คำว่า " กรวดน้ำคว่ำขัน " เป็นสำนวนการเล่นคำค่ะ คือ หมายถึงว่า ขอพบกันชาตินี้ชาติเดียว ชาติต่อไปไม่เอาอีกแล้ว เช่นดังเพลง นานมาแล้วเพลงนี้ กรวดน้ำคว่ำขัน พบกันชาติเดียว ร้างเกลียวสวาท .. จำได้แค่นี่แหละค่ะ ..

การกรวดน้ำคว่ำขัน หรือกรวดน้ำให้จาก
คำถามที่ถามมา ก็ตัวเดียวกันแหละค่ะ แต่คนละกรวดน้ำที่เวลาเราทำบุญสร้างกุศลนะคะ

ส่วนจะให้ไม่มีการจองเวรซึ่งกันและกันคือ ต้องขออโหสิกรรมต่อกันเท่านั้นค่ะ กรรมที่เคยมีต่อกันจึงจะจบสิ้นลงไป ภพชาติที่เคยสร้างร่วมกันมาจบเพียงแค่ชาตินี้ ไม่ใช่ไปกรวดน้ำให้ อันนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แก้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่มาแก้ที่ปลายเหตุค่ะ ต้นเหตุคือได้เคยกระทำกรรม( สร้างเหตุ) ร่วมกันมา จึงมามีวิบาก ( ผล ) ร่วมกัน ..

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2009, 17:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2009, 12:36
โพสต์: 91

สิ่งที่ชื่นชอบ: หนังสือธรรมะทุกเล่ม
ชื่อเล่น: ก้อย
อายุ: 28
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอขอบพระคุณทุกท่านมากนะค่ะ ที่เข้ามาให้ความกระจ่างและอธิบายให้ฟังค่ะ :b16:

.....................................................
"ใช้ใจมองคน" แล้วคุณจะรู้ว่า คนๆนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเห็น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2009, 18:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

การกรวดน้ำคว่ำขัน น่าจะเป็นการตัดสายสัมพันธ์กันนะ
ดูตอนที่สมเด็จพระนเนศรมหาราชกรวดน้ำคว่ำขัน
ตอนประกาศตนเป็นศัตรูกันกับพม่า น่าจะพอเป็นตัวอย่างได้


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2009, 01:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.พ. 2009, 01:02
โพสต์: 337


 ข้อมูลส่วนตัว




_1_~1.JPG
_1_~1.JPG [ 25.46 KiB | เปิดดู 14749 ครั้ง ]
:b41: :b41: :b41: :b42: :b42: :b42: :b41: :b41: :b41:

ครับ.... กรวดน้ำคว่ำขัน รักกันชาติเดียว ร้างเกลียวสวาท จากเพลงสามหัวใจ การประกาศอิสระภาพของสมเด็จพระนเรศวร ก็ทรงใช้การหลั่งน้ำสู่พื้นปฐพี :b6: :b6: :b6:

แต่คำว่ากรวดน้ำนั้น มีที่มาดังนี้

การกรวดน้ำ :b8:

การกรวดน้ำนั้น มีมาก่อนครั้งพุทธกาล เช่น พระเวสสันดรยกสองกุมาร คือ กัณหาและชาลีให้แก่
ชูชก ก็ด้วยการหลั่งน้ำใส่มือชูชก ยกนางมัทรีให้แก่พระอินทร์ที่แปลงเป็นพราหมณ์ ก็ใช้วิธีหลั่งน้ำ
คือ กรวดน้ำ แทนการยกให้ เพราะของบางอย่าง เราไม่สามารถให้ได้ด้วยมือ ก็ใช้วิธีหลั่งน้ำใส่มือ
ผู้ขอ หรือกรวดน้ำลงบนแผ่นดิน เพื่ออุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการฝากแม่ธรณีให้ช่วยนำ
อานิสงส์ไปให้ อนึ่ง ก็เท่ากับให้แม่ธรณี เป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญกุศลของเราอีกด้วย ดังเช่น
ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ
เดือน 6 ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน ณ รัตนบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์ว่า แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พระองค์ไม่ยอม
ลุกจากที่นั่ง จนกว่าจะตรัสรู้ ถึงแม้จะอดตายในที่นี้ก็ยอม เหล่าเทพยดาได้ยินสัตยาธิษฐาน ก็พากันชื่น
ชมโสมนัสยินดีปรีดาชวนกันเผ้ารอพระมหาบุรุษ เพื่อจะได้สักการบูชา หากพระองค์ได้ตรัสรู้ จนเต็ม
ขอบฟ้าจักรวาล ฝ่ายพญามารได้ยินมหาบุรุษตั้งสัตยาธิษฐานก็สะดุ้ง คิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะพ้น
จากอำนาจแห่งตน เพราะการบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณในวันนี้ จึงเกณฑ์หมู่เสนามารยกทัพมาเพื่อจะขัด
ขวางในการบำเพ็ญบารมี โดยมีพญามารขี่ข้างนำหน้ามา เหล่าเทพยดาทั้งหลายเห็นพญามารยกทัพมา
ก็สะดุ้งตกใจกลัวอำนาจพญามาร พากันหนีไปก่อนที่พญามารจะมาถึง พญามารมาถึง ก็สั่งให้เหล่า
เสนามารห้อมล้อมเพื่อจะประกาศศักดานุภาพของตน ให้พระมหาบุรุษสะดุ้งตกใจกลัว ครั้นเมื่อไม่เห็น
พระองค์ทรงหวั่นไหว จึงสั่งให้หมู่เสนามารรุกทำร้าย พุ่งอาวุธเข้าใส่ แต่อาวุธทั้งหลายไม่อาจทำอันตราย กลับกลายเป็นบุปผามาลัยบูชาพระมหาบุรุษ เมื่อพญามารไม่อาจทำร้ายได้ จึงกล่าวว่า
"ดูก่อนสิทธัตถะบัลลังก์นี้เกิดขึ้นด้วยบุญของเรา ท่านเป็นผู้ไม่มีบุญสมควรจะนั่ง จงลุกไปเสีย" พระมหาบุรุษตรัสตอบว่า "ดูก่อนพญามาร บัลลังก์นี้เกิดขึ้นด้วยบุญที่เราได้บำเพ็ญมานับประมาณหามิได้ เราผู้เดียวเท่านั้นที่สมควรนั่ง" พญามารกล่าวคัดค้านว่า "ท่านกล่าวคำไม่เป็นจริง ท่านมีใครเป็นพยาน" พระมหาบุรุษทรงดำริ "ในที่นี้มีแต่หมู่เสนามาร ไม่มีใครหาญกล้ามาเป็นพยานได้" จึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า "ดูก่อน แม่นางธรณีเอ๋ย เธอจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของอาตมาในกาลบัดนี้เถิด" แม่นางธรณีไม่อาจจะอยู่นิ่งได้ จึงแทรกปฐพีขึ้นมาปรากฏกาย ทำอัญชลีอภิวาทพระมหาบุรุษ แล้วก็ประกาศให้พญามารทราบว่า "พระมหาบุรุษเมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ ได้บำเพ็ญบุญมามากมายตลอดกาล เหลือที่จะประมาณได้ แม้แต่น้ำที่หลั่งลงบนมวยผมของข้าพเจ้าก็เหลือที่จะคณานับ" ครั้นกล่าวจบ ก็เอามือปล่อยมวยผมบีบน้ำที่กรวดสะสมไว้เป็นอเนกชาติให้หลั่งไหลออกมากลายเป็นทะเลหลวง กระแสน้ำจึงซัดพัดพาเอาพญามารและหมู่เสนามาร ลอยไปจนสุดขอบฟ้าจักรวาล พญามารตกตะลึงด้วยความอัศจรรย์ใจ จนเกิดความกลัวภัยพนมมือนมัสการ เปล่งคำสรรเสริญในบุญบารมี ยอมรับความปราชัย แล้วรีบอันตรธานหนีหายไป จากที่นั้นด้วยความกลัวโดยเร็ว

ฉะนั้น การทำบุญเราจึงมักนิยมกรวดน้ำ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้แก่ผู้ที่เราตั้งใจทำบุญอุทิศให้
อีกอย่างหนึ่ง ก็ใช้น้ำนั้นเป็นสื่อความหมายของสิ่งของที่เราอุทิศ การที่เอาน้ำที่กรวดแล้วใส่ภาชนะไปรด
ต้นไม้ ก็เปรียบเสมือนหนึ่งเราเอาสิ่งของไปไว้ในที่อันควร เพื่อไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำสิ่งนั้นนั่นเอง และ
การกรวดน้ำก็นิยมที่จะกรวดในวันนั้น เพื่อกันลืม ทีนี้หากเราจะไม่กรวดน้ำ เราก็ใช้อธิษฐานอุทิศส่วนบุญ
ส่วนกุศลก็ได้เหมือนกัน ซึ่งเรามักเรียกกันว่า กรวดน้ำแห้ง อุทิศด้วยใจไม่ต้องใช้น้ำ แต่ส่วนมากไม่ค่อยจะนิยม เพราะถึงจะอธิษฐานอุทิศแล้วก็ตาม เมื่อกลับถึงบ้านก็ยังนำน้ำมากรวดอยู่ การนำเรื่องการสร้างบุญทำกุศลแล้วต้องกรวดน้ำมาอธิบายให้รู้ถึงมูลเหตุที่พระพุทธองค์ทรงชนะมาร ด้วยบารมีที่พระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญเป็นอเนกชาติโดยการหลั่งน้ำ (กรวดน้ำ) ลงบนแผ่นดิน (ธรณี) ทุกครั้ง เหมือนหนึ่งให้แม่ธรณีรับรู้และเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญมาทุกชาติ เพื่อให้ชาวพุทธเราเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายในการกรวดน้ำ

(ที่มา อาจารย์บุญวดี มนตรีกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม)

:b8: :b8: :b8:

ขอเป็นตัวช่วย เจริญในธรรมครับ


:b41: :b41: :b41: :b42: :b42: :b42: :b41: :b41: :b41:

.....................................................
ราตรีของผู้ตื่นอยู่นาน...โยชน์ของผู้ล้าแล้วไกล
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร