วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2020, 06:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ส.ค. 2009, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2009, 18:02
โพสต์: 11

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ดิฉันชอบจดบันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของผู้ที่ดิฉันต้องเกี่ยวข้องด้วยจากการทำงาน
ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้
“ปีนี้น้องน้ำหวานโตขึ้นมากเลยนะ” ดิฉันเอ่ยกับแม่น้องน้ำหวาน
“ค่ะ....ฉันเองก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีอายุอยู่ได้นานจนมาถึงทุกวันนี้ได้” แม่น้องน้ำหวานพูดกับดิฉันในเช้าวันพุธ
ย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา หญิงวัยกลางคนอุ้มเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาที่ห้องตรวจแผนกผู้ ป่วยนอกเด็ก ดิฉันเห็นเด็กแล้วอดสงสารไม่ได้ ตัวเธอผอมมากๆ แขนขาเล็ก ตาโหล ไม่มีแรง ลิ้นเป็นฝ้า
คุณหมอตรวจดูอาการของเด็กแล้ว ให้รับตัวไว้รักษาที่โรงพยาบาลทันที เมื่อเสร็จงานช่วงเช้าแล้ว หากมีเด็ก(ติดเชื้อเอชไอวี)ป่วยมานอนที่ตึกผู้ป่วยในเด็ก( IPD) ดิฉันจะต้องไปเยี่ยมเพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้เด็กและให้คำปรึกษาแก่ผู้ดูแล
“ดีจังมาเฝ้าทั้งพ่อและแม่เลย”
“พ่อเขาบอกว่าไปทำงานก็กังวลใจเป็นห่วงลูก ทำงานไม่รู้เรื่อง สู้หยุดงานมาดูแลลูกดีกว่า”
คงเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อลูกป่วยพ่อแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงต้องคอยมาเฝ้าดูแล แต่หากใครก็ตามที่ทราบเรื่องราวของพ่อและแม่คู่นี้แล้วก็คงจะมีความเห็นเหมือนดิฉันว่ารายนี้ไม่ธรรมดาเพราะ...คุณบุญล้น(นามสมมุติ)แม่น้องน้ำหวาน เล่าให้ดิฉันฟังว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเธอรับ จ้างเลี้ยงลูกให้กับนายชัย(นามสมมุติ)ซึ่งมีอาชีพขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เธอเลี้ยงเด็กคนนี้มาตั้งแต่เด็กมีอายุได้เพียง 1 เดือน จนกระทั่งถึงวันที่เด็กมีอายุครบ6 เดือน พ่อของเด็กได้มาบอกกับเธอว่า
“ พี่บุญล้นตอนนี้แม่เด็กมันหนีไป รายได้ผมก็แย่ลงผมไม่มีเงินจ้างพี่เลี้ยงน้ำหวานมันแล้ว”
“แล้วเอ็งจะเอาลูกไปให้ใครเลี้ยง” คุณบุญล้นถามพ่อเด็กด้วยความสงสัย
“ผมจะเอาลูกไปให้เขาเลี้ยงที่สถานสงเคราะห์”
“หา...อะไรนะ..เอ็งจะเอาลูกไปให้สถานสงเคราะห์” เธออุทานด้วยความตกใจเพราะในชีวิตที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาก่อนว่าพ่อแท้ๆจะเอาลูกไปทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์
“เอ็งคิดดีแล้วเหรอเด็กมันอายุแค่ 6 เดือน ยังช่วยตัวเองไม่ได้เลยแล้วนี่เอ็งจะเอามันไปอยู่สถานสงเคราะห์”
คุณบุญล้นเล่าต่อว่า พยายามพูดจาหว่านล้อมต่างๆนานาเพื่อให้พ่อเด็กเปลี่ยนใจแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผลเพราะเขาโกรธแม่เด็กมากที่หนีไปทิ้งให้ตนเองต้องหาเงินเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว นายชัยจึงไม่ยอม ใจอ่อนและยังยืนยันความคิดเดิม
“ผมหมดกำลังใจอีกอย่างตอนนี้ผมก็มีหนี้ด้วยคงไม่มีเงินเป็นค่าจ้างให้พี่แล้ว”
เมื่อนึกถึงว่าจะไม่ได้เห็นหน้าและไม่ได้เลี้ยงน้องน้ำหวานอีกต่อไป เธอรู้สึกเหมือนใจหายเพราะเธอรักเด็กคนนี้มากและคงทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เด็กไปอยู่สถานสงเคราะห์ เธอให้พ่อเด็กนั่งรออยู่ก่อน ส่วนเธอก็ไปโทรศัพท์หาสามีเพื่อปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี
เธอยังคงเล่าให้ดิฉันฟังต่อว่า “พอไปบอกสามี สามีบอกไม่ให้เอาเด็กไปเขาจะรับเลี้ยงเอง ซึ่งก็ตรงกับใจฉันพอดี จึงทำความตกลงกับพ่อของเด็ก”
“เอาล่ะ...ฉันตกลงกับพี่หวัง(สามี )แล้วว่า จะขอรับเลี้ยงน้ำหวานเป็นลูกบุญธรรม เอ็งจะเรียกเท่าไหร่ล่ะ
”ผมไม่เอาอะไรหรอกพี่ แค่พี่รับเลี้ยงมันผมก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว ขอแค่เหล้าขวดเดียวก็พอ”
หลังจากตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ไปที่อำเภอทำเรื่องขอรับน้ำหวานเป็นบุตรบุญธรรม และนับตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีใครได้เห็นหน้าพ่อที่แท้จริงของน้องน้ำหวานอีกเลย
“น้องน้ำหวานน่ารักเลี้ยงง่าย ตอนเด็กๆเธออ้วนจ้ำม่ำ(พอเล่ามาถึงตรงนี้เธอยิ้มและนำรูปน้ำหวานตอนเด็กๆมาให้ป้าหน่อยดู)...ใครๆเห็นก็ชอบ อีกอย่างเราก็ไม่มีลูกสาวมีแต่ลูกชายสองคน พี่ๆ(หมายถึงลูกชาย)ก็รักน้ำหวานเหมือนน้องแท้ๆ”
เท่ากับว่าน้องน้ำหวานมาทดแทนในส่วนที่ขาดให้กับครอบครัวของคุณบุญล้น เธอเล่าต่อว่า
ช่วงนั้นทุกคนมีความสุขมาก แต่แล้วความสุขก็อยู่กับครอบครัวคุณบุญล้นได้ไม่นาน เมื่อน้องน้ำหวานอายุได้ประมาณ 2 ขวบกว่าเริ่มป่วยบ่อย ท้องเสียเป็นประจำ ปอดอักเสบ และวันที่ทำให้เธอและสามีต้องเสียใจก็มาถึงเมื่อหมอที่โรงพยาบาล......บอกกับเธอว่า ”น้องน้ำหวานติดเชื้อเอชไอวี”
หลังจากที่รู้เรื่องนี้ เธอและสามีก็ยิ่งรักและสงสารน้ำหวานมากขึ้นเพราะน้ำหวานเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคนทั้งคู่นับตั้งแต่ที่ได้เลี้ยงดูเธอมา
สามีให้คุณบุญล้นทำหน้าที่แม่บ้านเพียงอย่างเดียวเพื่อคอยดูแลน้ำหวาน( ซึ่งเวลานั้นต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยตามแพทย์นัดเพราะมีโรคแทรกซ้อนหลายโรค)
ครอบครัวนี้ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย มีบางครั้งหัวหน้าครอบครัวคือคุณสมหวัง ถูกให้ออกจากงาน
ทำให้ขาดรายได้ แต่ทั้งสองคนก็ไม่เคยท้อใจยังคงให้ความรักความอบอุ่นกับน้องน้ำตาลเสมอมา
จากประสบการณ์การทำงานมากว่า 20 ปี บอกได้เลยว่าความรักเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายนักในสังคมยุคปัจจุบัน ความรักที่คนทั้งสองมอบให้แก่น้องน้ำหวานนั้นเป็นความรักที่บริสุทธิ์ เป็นความรักที่กลั่นออกมาจากใจ และเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่..ดิฉันขอเรียกความรักเช่นนี้ว่า.....
"มหัศจรรย์แห่งรัก" ....
(ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงค่ะ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ส.ค. 2009, 06:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว



คุณเป็นคนละเอียดดีนะคะ เขียนจดบันทึกไว้หมด

ถ้าว่าโดยอาชีพแล้ว อาชีพนี้จะอยู่กับการเกิด ความเจ็บป่วย ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เป็นอาชีพที่เรียกว่า เห็นเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาๆไปเลยในชีวิต

หันมองไปทางไหน บรรยากาศมีแต่ความหดหู่ มีแต่ความซึมเศร้า

โดยเฉพาะคนที่อยู่กับตึกเด็กนี้ เห็นแล้วสงสารเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลย

เด็กโตยังไม่เท่าไหร่ เจ็บปวดยังไงเขายังบอกได้ แต่เด็กเล็กๆนี่สิ เวลาเขาโยเยขึ้นมา

เดาใจเขาไม่ถูกเลยว่าเขาต้องการอะไร เขาเป็นอะไร เพราะเขาบอกกับเราไม่ได้

พ่อแม่เด็กก็จะเอาลูกไม่ค่อยอยู่ งานหนักอยู่ที่เจ้าหน้าที่อีก

แล้วก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง เด็กเหมือนจะคุ้นเคยมือ พอเจ้าหน้าที่อุ้ม

จับพาดหลัง ลูบหลังตบเบาๆ ปลอบโยนไปมา เขากลับนิ่งสงบไปอย่างง่ายดาย

แต่กับพ่อแม่แท้ กลับเอาไม่อยู่ ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ก็สอนให้ว่าให้อุ้มแบบนี้ ทำแบบนี้

อยากให้หลายๆคนที่ลืมพ่อลืมแม่กัน มัวแต่ห่วงแฟนจนทอดทิ้งคนแก่ให้อยู่บ้าน

อยากให้ไปดูที่ตึกเด็ก ตามรพ.รัฐบาล เห็นแล้วจะรักพ่อแม่มากๆ ท่านอดหลับอดนอน

เฝ้าเช็ดตัวยามลูกมีไข้สูง บางคนนั่งร้องไห้ตามลูกไปด้วยเมื่อเห็นลูกชักยามที่ไข้ขึ้นสูง

พระคุณพ่อแม่นี้ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก หาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้เลย ..

ตึกคลอด .. ใครจะรู้บ้างไหมหนอ กว่าจะออกมาเป็นตัวเป็นตนกันได้นี่ แม่ทุกข์ทรมาณมากแค่ไหน

บางคนเจ็บท้องก่อนคลอดหลายวัน บางคนต้องมาตายตอนที่ลูกออกมายังไม่ทันจะลืมตาดูโลก

แม่ไปเสียแล้ว ไม่ทันจะได้กอดลูก ไม่ทันจะได้สัมผัสตัวลูก ไม่ทันอะไรเลยสักอย่างเดียว

พูดแล้วก็รู้สึกหดหู่ใจ เพราะเรื่องราวเหล่านี้เก็บไว้ในใจตลอดเวลา

มีบางคนเรียกอาชีพนี้ว่า ผีโรงเย็น เรื่องราวช่างมีมากมายยิ่งนัก

ชีวิตมนุษย์มีแค่นี้เองหนอ ความทุกข์อยู่รอบๆตัวตลอดเวลา สุดแต่ว่าจะมองเห็นกันหรือไม่

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร