วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.พ. 2020, 07:00  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 80 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 17:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๗๒ หลวงพ่อตอบคำถามศิษย์ที่ถามถึงผู้ที่ตายไปแล้วไปเกิดเป็นอะไร (เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗)


“..ต่อไปนี้เป็นเรื่องของท่านผู้มรณภาพ เวลานี้เป็นเวลา ๔.๐๐ น. ตรง คืนนี้ตื่นตั้งแต่ ๒.๓๐น. ก็เป็นอันว่าหลับไม่ได้จนกว่าจะสว่าง และก็ต้องไม่หลับเพราะกิจพึงทำมันยังมี อาการเพลียไม่มีไม่ต้องเป็นห่วง ขอท่านทั้งหลายไม่ต้องเป็นห่วงที่จะคิดว่าเพลียหรือทรมานกาย เพราะนอนเต็มอิ่ม ตื่นมาก็อิ่มเต็มที่ เรื่องตอบคำถามมีดังต่อไปนี้

รายที่ ๑ นายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล ถามถึงคุณแม่แก้ว บุณยกุล ซึ่งเป็นมารดาเขียนมา บอกว่า ค่อนข้างท้วม ผิวดำ
หลวงพ่อ : แม่แก้วมาแล้วหรือยัง ไปตามมาให้ด้วยสิ ไปตามมาทุกคนที่เขาเขียนชื่อมา เขา จะได้ทราบ เอ้ามาแล้วนะ เป็นไงแม่แก้ว เอ๊ะนี่เขาว่าดำนี่ ทำไม่ไม่ดำล่ะ
แม่แก้ว : เขาว่าดำ
หลวงพ่อ : อ๋อใช่ เอาล่ะ อยู่ที่ไหน?

แม่แก้ว : มีความสุขดี
หลวงพ่อ : เอ้าเป็นอันว่าท่านนายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล แม่แก้วบอกว่ามีความสุขดี เห็นเขียน มาว่าผิวดำ แต่แม่แก้วมาไม่ดำ ขาว ท้วมหน่อยๆ สวย หน้าตาสดชื่น ถ้าลูกจะทำบุญให้ด้วยความกตัญญูกตเวที แม่แก้วต้องการอะไร
แม่แก้ว : บอกว่าสบายแล้ว อะไรก็ได้ แต่ว่าถ้าลูกจะทำบุญให้ก็ทำบุญให้เป็นบุญแก่ตัวเอง แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วยความกตัญญู มีจิตประสงค์อยู่ ให้ลูกสร้างความดีให้เป็นปกติ
หลวงพ่อ : ท่านนายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล โปรดทราบว่าเวลานี้มารดาของท่านมีความสุขแล้วท่านจะทำอะไรก็ได้ถ้าหวังในความกตัญญูรู้คุณของท่าน แม่แก้วบอกว่าให้ทำตามใจปรารถนา ทั้งนี้เพื่อเป็นบุญของท่านด้วยและเพื่อเป็นความกตัญญูกตเวทีด้วย เป็นอันว่าเรื่อง ของท่านนายแพทย์สวัสดิ์หมดไปหรือแม่แก้วหมดไป สวัสดีแม่แก้วไปหรืออยู่ไหนยังไม่ได้บอกเขาเลย

แม่แก้ว : ดาวดึงส์
หลวงพ่อ : แล้วก็ไปเพราะบุญอะไร จะได้บอกให้ลูกเขาทราบ
แม่แก้ว : บุญเพราะสร้างวิหารทาน ได้บุญเพราะนึกถึงพระ ใส่บาตร ทำบุญอยู่เสมอ เวลา ป่วยจิตใจน้อมถึงกุศล คิดว่าตนต้องตาย จัดเป็นมรณานุสติกรรมฐาน และก็มีความไม่ประมาท คิดถึงบุญเป็นเหตุให้เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
หลวงพ่อ : ไปละหรือ สวัสดีจ้ะ

รายที่ ๒ นางเชื้อ เนตรพันธุ์ อายุ ๖๕ ปี ตายเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๖ รูปร่างอ้วนขาว สันทัด เป็นมารดาของนางอัจฉรามณี
หลวงพ่อ : แม่เชื้อมาแล้วรึ ทำบุญอะไรไว้นี่
แม่เชื้อ : ไหว้พระ
หลวงพ่อ : คนแก่นี่ไหว้พระเป็นแฮะ ด่าเขามากไหมล่ะ
แม่เชื้อ : ไม่มาก
หลวงพ่อ : ดีแล้ว เป็นอะไรตาย?
แม่เชื้อ : ไม่หายใจตาย
หลวงพ่อ : ไม่เห็นเขาบอกนี่ว่าเป็นอะไรตาย เขาบอกไม่หายใจตาย ฉันก็เหมือนกัน ไอ้โรคระยำนี่มันเป็นทุกคนแหละ ผีพูดถูกจ้ะ เออนี่เขาถามมา เขาเป็นห่วงนะ เวลานี้อยู่ที่ไหนล่ะ บอกตรงๆ นะ อยู่นรกขุมไหนล่ะ

แม่เชื้อ : ไม่อยู่นรก
หลวงพ่อ : นึกว่าอยู่จะให้ลูกเขาตามไปด้วย เดี๋ยวบอกซิ ไอ้ตอนที่จะตายน่ะ นึกอย่างไรมันถึงได้ไม่ลงนรก
แม่เชื้อ : เวลาป่วยตอนต้น นึกมั่งไม่นึกมั่งเรื่องบุญ
หลวงพ่อ : เออดีเหมือนกันนี่ มันไม่ลากลงนรกไปเสียได้ก็บุญตัวแล้ว นึกไว้เสมอไม่ได้รึ?
แม่เชื้อ : คิดว่าจะยังไม่ตาย

หลวงพ่อ : ดีแม่คุณ แล้วตอนหลังเป็นอย่างไรล่ะ
แม่เชื้อ : อีตอนหลังป่วยมาก ก็ไม่มากนักหรอก อาการมันหนักขึ้นมาก็เลยคิดว่า คราวนี้คงจะไม่รอดเสียแล้วและมีภาพพระปรากฏ เห็นพระพุทธเจ้าเป็นรูปพระสงฆ์ลอยผ่านมาให้เห็น ๒ ครั้ง นับตั้งแต่เห็นครั้งแรกจิตใจก็ถือพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ท่านสวย
หลวงพ่อ : เออดีมาก ตอนนั้นนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าหรือความสวยของท่าน
แม่เชื้อ : ท่านสวยจับใจ

หลวงพ่อ : ฮึ แอบไปรักพระพุทธเจ้าเข้าแล้วซี
แม่เชื้อ : เปล่า ท่านสวยจับใจทำให้จิตเป็นกุศล อิ่มใจ ชื่นใจ เมื่อเวลาใกล้จะตายปรากฏว่าเห็นท่านมายืนอยู่ทางขวาใกล้ศีรษะ จีวรเกือบจะถูกหน้า ใจสบาย หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าไอ้จิตวิญญาณหรือกายภายในมันออกมาเมื่อไหร่ เมื่อพลัดออกไปจากร่างแล้วก็ตามท่านไป รู้สึกว่าตามท่านไป ท่านเดินนำหน้าแล้วก็ตามท่านไป พอขึ้นไปใกล้พระจุฬามณี เดินเลยพระจุฬามณีขึ้นไปนิดหนึ่ง
หลวงพ่อ : ทำภาพให้ถูกนะ ถ้าโกหกเขาละฉันลงนรก แต่แกต้องลงไปก่อนนะ ฉันถามแม่เชื้อนะ ฉันไม่ได้พยากรณ์ เอ้าเดินไปถึงตรงนั้นหรือ

แม่เชื้อ : เดินไปถึงด้านเหนือของพระจุฬามณี เป็นสถานที่โอ่โถงมีความสวยสดงดงามเป็นวิมานอยู่สบาย
หลวงพ่อ : สบายแล้วก็แล้วไป เป็นอันว่าอย่างนี้เขาเรียกว่า ตายอยู่กับพุทธานุสติกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ไปสวรรค์ ดีแล้วอย่าประมาทนะ ไอ้กรรมที่ทำความชั่วไว้แล้วมันจะลากลงนรก ถ้าประมาทเมื่อไหร่ละก็เสร็จเมื่อนั้น จำไว้ให้ดีนะ ทำบุญต่อไป เกื้อกูลต่อไป นึกถึงพระพุทธเจ้าไว้ จะได้เข้าถึงพระโสดาบัน อย่าคิดว่าเป็นนางฟ้าเป็นเทวดาสบาย ดูตัวอย่างเทวดาที่จุติลงมาต่อหน้าต่อตา ลงมาแล้ว เลยไปนรกไม่มีประโยชน์ อย่ามีความประมาท อย่านึกว่าเทวดาวิเศษ หนักๆ เข้าเทวดาจะกลายเป็นเศษ คือ เศษของสัตว์นรก ไม่มีประโยชน์ เอ้าไปแล้วก็ไป ฉันก็จะได้พักบ้าง

รายที่ ๓ นายวิสัย อนากูล “อนากูล” แปลว่า “ไม่สกปรก” เออนี่ไม่สกปรกมีหรือ รูปร่างสันทัด ผิวขาว ตายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ สองคนนี่กวดกันจี๋เทียวนี่ บิดามารดาของนายแพทย์สมรัตน์ ระนองธานี
หลวงพ่อ : มาหรือยังล่ะเตี่ย เอ้าอาศัยความดีอะไรจึงไม่ลงนรก
นายวิสัย : มีเมตตา อารมณ์มีเมตตาเป็นพื้นฐาน แต่ว่าชาวบ้านจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง อาการของคนที่มีเมตตา ไม่จำเป็นต้องยิ้มเสมอ นี่มันเรื่องของใจ
หลวงพ่อ : อ๋อ มีเมตตาเป็นพื้นฐาน ก็มีพรหมวิหาร ๔ น่ะซี สร้างความระยำไว้บ้างหรือเปล่า
นายวิสัย : เอาเยอะเหมือนกัน
หลวงพ่อ : ดีเอาเยอะเหมือนกัน คำว่าเยอะของผีหมายความว่าทำไม่ดีนิดหน่อย ก็ถือว่ามีใช่ไหม
นายวิสัย : ใช่

หลวงพ่อ : ไปอยู่ที่ไหนล่ะ
นายวิสัย : ไม่ไกล
หลวงพ่อ : ตอบอย่างนี้ได้เรอะ สำหรับฉันไม่มีอะไรไกล ไกลอย่างไรนึกปั๊ปก็ถึงปุ๊ป แต่ชาวบ้านน่ะซี ลูกหลานจะได้เอาอย่าง จะได้รู้จักวิธี
นายวิสัย : เจริญเมตตาบารมีเข้าไว้ แล้วก็จะไม่มีทางลงนรก บาปกรรมทั้งหลายที่ได้ทำไว้ แล้วจงอย่าตามไปถึง

หลวงพ่อ : เออดีเหมือนกัน มีจิตเมตตาเข้าไว้เป็นปกติ พ่อคุณมีจิตเมตตา ท่านก็มีศีลครบถ้วน น่ะซีมันเป็น พรหมวิหาร ๔ และแถมมีฌานสมาบัติสมบูรณ์ จะเจริญวิปัสสนาญาณก็เป็นพระอริยเจ้าได้เร็ว จะไปยากอะไรพ่อเทวดา พูดอย่างนี้มันก็ถูกน่ะซี
นายวิสัย : บอกว่าพูดอย่างเทวดา
หลวงพ่อ : แล้วนี่อาการความชั่วต่างๆ ไม่ได้ตามไปถึงเลยใช่ไหม

นายวิสัย : อ๋อ ตอนต้นนึกเหมือนกัน พอนึกแล้วก็ปรากฏว่าใจมันไม่สบาย ก็คิดเข้าไปหาความดี คือความดีของพระพุทธเจ้า ตั้งใจคิดว่า กรรมใดที่ทำมาแล้วเป็นความผิดขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน และต่อจากนั้นไปก็อาศัยอารมณ์เมตตาประจำใจ ใจมันก็อ่อนโยน มีความสดชื่น นึกถึงความดี นึกถึงบารมีพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เทวดา พ่อแม่เสร็จ ว่าดะเลย แล้วก็ตายสบาย ตายแล้วก็สบาย
หลวงพ่อ : เออดีมาก อยู่ที่ไหนพ่อเทวดา ไม่รู้จักบอกเล่าพ่อคุณ
นายวิสัย : บอกไม่ได้

หลวงพ่อ : ทำไม่ล่ะ มันจะต้องย้ายบ้านหรือนายวิสัย : จริงๆ เวลานี้อยู่กามาวจรสวรรค์เพราะอาศัยเมตตาบารมีเป็นสำคัญ พ้นจากกามาวจรสวรรค์ต้องไปพรหม
หลวงพ่อ : เรื่องของคนนี่ดูจริยาภายนอกนี่ดูกันไม่ได้ ไม่มีใครเห็นใจใครอย่างท่านสุปฏิฐิตเทพบุตร เลวแสนเลวตอนเป็นมนุษย์ แต่ตอนปลายก่อนจะตายนึกถึงพระพุทธเจ้าหน่อยเดียว เป็นเทวดา และจากเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้า อุณหิสวิชัยสูตร เป็นพระโสดาบัน ขอบใจนะ แน่จริงๆ ใช้ได้ๆ ไม่เสียทีเกิด อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่เสียรองเท้าเปล่า อ้าว ชาวบ้านเขาบอกว่าไม่เสียข้าวเปล่า สวมรองเท้านี่ไม่เสียรองเท้าเปล่า เราเดินไม่เหยียบดินไม่สกปรก ถ้าตายแล้วลงนรก ก็เรียกว่ามันสกปรกเหลือดี ไอ้ เชื้อโรคมันซึมเข้ามาทางรองเท้าก็แย่ เอ้า แม่ซิวหยิน อยู่ที่ไหน
นางซิวหยิน: ทำท่าไหว้ให้ดู

หลวงพ่อ : อ๋อ ไหว้เก่งนี่ ไอ้คนไหว้เก่งนี่มันจะไปนรกได้อย่างไร ดีมากๆ ทีหลังพูดนางซิวหยิน: ต้องทำท่าไหว้ให้ดู ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจ
หลวงพ่อ : ดีไหว้เก่ง อยู่ด้วยกันกับตาเฒ่า (นายวิสัย) หรือเปล่านี่
นางซิวหยิน : เปล่า
หลวงพ่อ : ทำไมแยกเมืองกันเสียล่ะ?
นางซิวหยิน: ไปตามกำลังใจของบุญ
หลวงพ่อ : อยู่กับใครล่ะ?
นางซิวหยิน: ไปเป็นบริวารของ ท่านพรรณวดีศรีโสภาค
หลวงพ่อ : สบายไหม
นางซิวหยิน: สบาย

หลวงพ่อ : ท่านพรรณวดีศรีโสภาคนี่ใจดีหรือเปล่า
นางซิวหยิน: ท่านใจดีมาก แต่ทว่าท่านเด็ดขาด พูดยิ้มกับใคร ทุกคนกลัวยิ้ม
หลวงพ่อ : ก็ดีแล้วนี่ เออ ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ
นางซิวหยิน: ท่านมีระเบียบวินัยดีมาก ท่านเคารพในพระอินทร์
หลวงพ่อ : “ท่านพระอินทร์” แปลว่า “ท่านทรงความประเสริฐมากและก็ทรงความ เป็นใหญ่ หรือเป็นใหญ่ในความประเสริฐ” พระอินทร์ท่านใจดีไหม?
นางซิวหยิน: ใจดีมาก
หลวงพ่อ : เฝ้าเสมอหรือเปล่า?
นางซิวหยิน: ไม่มีเวรเฝ้า แต่ว่าได้ฟังโอวาทท่านอยู่เสมอ เห็นท่านเสมอ เห็นทีไรท่านยิ้มตลอด เวลา
หลวงพ่อ : เวลาท่านอยู่บนสวรรค์ ท่านบ่นถึงเมืองมนุษย์บ้างไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยนี่
นางซิวหยิน: บ่นถึง
หลวงพ่อ : อ้าว ทีหลังจำไว้นะ จะมาเมืองมนุษย์ละก็ต้องถามท่านด้วย ไม่ถามท่านจะบอกอย่างไร ล่ะ รายการนี้ผ่านไป ขอยุตินะ..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๗๓ เทวดาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาขออาตมาให้บวชเณรให้เพราะขาดอานิสงส์บวชเณร


“..ผีที่มาขอส่วนมากต้องการเหมือนกันคือ ขอพระพุทธรูปหนึ่งองค์ หน้าตักให้เกิน ๔ นิ้วขึ้นไป ผ้าผืนหนึ่งหรือผ้าไตรผืนหนึ่งก็ได้ และก็มีอาหารเล็กน้อย จะเป็นอาหารแห้งหรืออาหารสดก็ได้ทั้งนั้น ต่อมามีแปลกอยู่รายเดียว ขอให้บวชเณร คนที่มาขอเป็นเทวดาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงบอกว่า “ฉันจะบวชพระให้เอาไหม” ท่านเทวดาบอกว่า “ไม่เอา” ถามว่า “ทำไม” ตอบว่า“อานิสงส์บวชพระของผมมีแล้ว ผมขาดอานิสงส์บวชเณร” ถามว่า “อยู่ที่ไหน” ท่านเทวดาพาไปวิมาน ถามว่า “มีวิมานสวยขนาดนี้ยังจะขอบวชเณรอีกหรือ” เขาก็ชี้ให้ดูวิมานข้างๆ ซึ่งสวยกว่าวิมานของเขา เพราะวิมานที่สวยกว่าเขามีอานิสงส์บวชพระ บวชเณร และสังฆทาน แต่ผมขาดอานิสงส์บวชเณรจึงสู้เขาไม่ได้
เป็นอันว่าเทวดายังมาขอเลย ไม่ใช่แต่ขอเฉพาะผีที่ยากจนเสมอไป ขนาดมีวิมานแพรวพราวยังมาขอ ก็เลยจัดการบวชเณรให้..”

เรื่องที่ ๗๔ ท่านกวนอูตายแล้วไปสวรรค์



“..เวลาประมาณ ๒ ทุ่ม ยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ไฟฟ้ายังสว่าง เวลานั้นอาตมาอยู่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ขโมยมันมาซุ่มอยู่ในป่าไผ่จะขึ้นหลังกุฏิพระครูวิชาญฯ เพราะมีพระพุทธรูปเก่ามาก ขณะนั่งอยู่นั้นอาตมาเห็นคนแต่งตัวเป็นเจ๊กเครื่องแบบนักรบมาถึงนั่งกราบแบบเจ๊ก ถามว่า “ใคร” ตอบว่า “ผมกวนอูครับ” ถามว่า “มาทำไม” ตอบว่า “พวกโจรมันมาซุ่มอยู่หลังป่าไผ่ ๕ คน” ถามว่า “จะทำอย่างไร เพราะวัดไม่มีอาวุธ ไม่มีปืน ขโมยมีปืนไหม” ท่านตอบว่า “มีปืนทุกคน กลางคืนตอนดึกมันจะใช้ยารมให้หลับก่อน ตอนดึกลมจะพัดเข้า มันจะขึ้นหลังกุฏิพระครูวิชาญฯ ผมจะจัดกองทัพของผมเอง ก็หมาของท่านนั่นแหละจัดเป็นกองทัพ” วัดปากคลองมะขามเฒ่าตอนนั้นมีหมา ๓ ฝูง ของอาตมาฝูงหนึ่ง ของพระครูวิชาญฯฝูงหนึ่ง ลูกศิษย์ครูหง่าฝูงหนึ่ง รวมแล้ว ๕๐ กว่าตัว ปกติหมา ๓ ฝูงนี่มันจะเข้ากันไม่ได้มันอยู่ตามเขตของมัน ท่านกวนอูบอกว่า “พอ ๓ ทุ่มผมจะจัดกองทัพ พอถึงตี ๑ กว่าๆ หมาไม่นอนกันแล้ว พอตี ๒ เสียงโฮกมันเข้าถึงกุฏิแล้ว ถ้าเห่าๆ มันยังไม่เข้า มันกำลังจะใช้ยาเข้ารม หมาเงียบหมด เงียบสนิทนึกว่าหมาหลับ พอเสียงโฮกไปดู ได้ทั้งปืนได้ทั้งเสื้อ ผ้าขาวม้า ได้ปืน ๒ กระบอก มีดพก ๑ เล่ม ขโมยหนีเข้าป่า มันกัดหน้าแหลกรานเลย

ท่านกวนอูบอก “พรุ่งนี้บอกตำรวจได้ทั้ง ๕ คน” ก็ได้จริงๆ หมาตั้ง ๓ ฝูง ปืนยิงมันกัดเสียปืนหล่น
ทราบทีหลังว่า ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่ามีศาลาท่านกวนอู และอาตมาก็อยู่ใกล้ศาลาท่าน ต่อมาวันหลังนึกถึงท่านกวนอูวันที่ท่านมาในภาพนักรบจีน เลยอยากถามท่านว่า “จริงๆ แล้วท่านเป็นอะไร” ท่านก็มาใหม่เป็นเทวดาใส่ชฎาพราวเลย จึงถามท่านว่า “ท่านเป็นนักรบ เป็นเทวดาได้อย่างไร” ท่านตอบว่า นักรบก็ทำบุญเป็นนะครับ สมัยโบราณยามว่างก็ทำบุญกันอยู่เรื่อย ท่านนึกถึงพระที่อกอยู่เรื่อย..”

เรื่องที่ ๗๕ มีอาชีพฆ่าหมูตายแล้วไปสวรรค์


“..ชายชาวจีนผู้หนึ่งมีอาชีพฆ่าหมูและก็เอาไปขาย พอตอนแก่มีคนบอกว่า “ตายแล้วจะตกนรก” แกก็เลยใส่บาตรทุกวัน ก่อนจะใส่บาตรทุกครั้งแกจะยกมือไหว้พระสงฆ์ก่อนและจะท่องคาถา “นะโมตัสสะ นะโมตัสสะ” แล้วก็ใส่บาตร ทีนี้พอตอนจะตายแกเห็นยมทูตมา แกก็ว่า “นะโมตัสสะ” ปรากฏว่ายมทูตเผ่นไปเลย เวลานั้นจิตเขาเป็นกุศล อกุศลจึงเข้าไม่ได้ ถ้ายมทูตมานี่ยังไม่แน่จะลงนรกหรือไม่ต้องไปสอบสวนก่อน ถ้าแกนึกนะโมตัสสะได้ ท่านพระยายมราชก็ปล่อยให้ไปสวรรค์ก่อน แต่ในเมื่อแกว่า นะโมตัสสะ ตอนก่อนจะตาย ท่านจึงปล่อยให้ไปสวรรค์ทันที..”

เรื่องที่ ๗๖ พยานบุญ-พยานบาปที่สำนักท่านพระยายมราช


“..วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เวลา ๑๐.๓๐น. ทำกรรมฐานเรื่อยมาแต่ตอนเช้า คิดจะไปไหว้พระจึงออกจากร่างกาย พบท่านย่า(แม่) และท่านพรรณวดี คุยกับท่านเล็กน้อย ท่านลุงพุฒิ(พระยายมราช) มา นุ่งโสร่งมีผ้าขาวม้าคาดพุง ท่านบอกว่า “เวลาพอมีไปที่สำนักงานท่านก่อนดีกว่า” จึงหันไปชวนท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ และเทวดาบริวารของท่าน จากนั้นท่านลุงนำหน้าพวกเราเดินตาม เมื่อเข้าเขตสำนักงานท่านพระยายมราช เห็นคนยืนเป็นกลุ่มๆ รูปไม่สวย ผิวดำ หน้าไม่สบาย มีด้วยกัน ๑๑ หมู่ แต่ละหมู่มีจำนวนมากนับเป็นพันๆ หมู่หนึ่งๆ ก็มีเจ้าหน้าที่รูปร่างใหญ่กว่าพวกนั้นมาก สูงกว่ามาก ยืนถืออาวุธคุมอยู่หมู่ละ ๑ คน จึงเฉียดเข้าไปดูถามท่านลุงว่า “พวกนี้เป็นใคร” ท่านบอกว่า “พวกนี้รอการสอบสวน ถ้านึกถึงบุญได้ก็ไปสวรรค์ นึกถึงบุญไม่ได้ก็ไปนรก แต่ละกลุ่มมีบาปไม่เหมือนกัน มีกรรมบถ ๑๐ เป็นหลัก” ดังนี้คือ

๑) กลุ่มนี้หนักในทางละเมิดศีลข้อที่ ๑ ฆ่าสัตว์
๒) กลุ่มนี้หนักในทางลักทรัพย์
๓) กลุ่มนี้หนักในทางเจ้าชู้
๔) กลุ่มนี้หนักในทางมุสาวาท
๕) กลุ่มนี้หนักในทางดื่มสุราเมรัย
๖) กลุ่มนี้หนักในทางกล่าวคำหยาบ
๗) กลุ่มนี้หนักในทางนินทา
๘) กลุ่มนี้หนักในทางคิดอยากได้ทรัพย์คนอื่น (อยากโกง)
๙) กลุ่มนี้หนักในทางอยากทำร้ายผู้อื่น
๑๐) กลุ่มนี้ไม่เชื่อพระธรรมวินัย ไร้เหตุผล

พวกนี้ทั้ง ๑๑ กลุ่มมีหวังลงนรก ยากที่จะเป็นอิสระ เพราะพยานมาคอยพร้อมแล้ว

พยานบาป

ท่านลุงชวนเดินไปผ่านอาคารสอบสวนไปทางทิศตะวันออก มองเห็นไก่ เป็ด หมู วัว ควาย และสัตว์ต่างๆ ที่มนุษย์กิน อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ มีไก่นับเป็นแสน เป็ดนับเป็นแสนเหมือนกัน หมู วัว ควาย ก็เป็นแสนเหมือนกัน ถามว่า “มารวมกันทำไมมากมายอย่างนี้” พวกนั้นตอบว่า “มาเป็นพยานให้พระยายมราช เมื่อท่านเรียกผู้ฆ่าสัตว์มาสอบสวน พวกนี้ก็จะเข้าไปรายงานว่าคนนี้ฆ่า จับให้เชือดหรือสั่งฆ่า เป็นต้น”

เป็นอันว่าวันนี้เป็นวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๑ เป็นวันไหว้สารทของชาวจีนพอดี เลยทำให้คิดว่าสารทจีนทั่วโลกต้องฆ่าสัตว์นับล้านตัว

พยานบุญ

เมื่อเดินเลยไปอีก ก็มีคน มีสัตว์อีกจำนวนมาก แต่ไม่มากเท่าพยานบาป พวกนี้มาเป็นพยานบุญที่เขาเคยช่วยเหลือไว้ เมื่อพระยายมราชถามถึงบุญที่เขาทำ ถ้าเขานึกไม่ออก พวกนี้ก็จะเข้าไปรายงานว่าเขาเคยช่วยชีวิตไว้ เมื่อท่านพระยายมราชรับฟังแล้ว ก็จะให้ไปสวรรค์ก่อน ชมมาถึงแค่นี้ใกล้เวลาจะเพลจึงกลับ

ดังนั้นขอให้ระลึกไว้เสมอว่า จะทำดีหรือทำชั่ว มีพยานคอยเราอยู่แล้วที่สำนักท่านพระยายมราช..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๗๗ ทำบุญทางธนาณัติตายจากคนไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดบนแดนสวรรค์


“..วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๑ ท่านลุงพุฒิ(พระยายมราช) แต่งตัวสวยในชุดสอบสวน มาชวนอาตมาไปสำนักงานท่าน เพราะมีเรื่องด่วน แต่ขอให้อาตมาไปในรูปกายนอก เพราะถ้าไปในรูปภายในคืออทิสสมานกาย พวกรอการสอบสวนเขาเห็นยาก เมื่อไปถึงในห้องสอบสวน มีคนทั้งหญิงและชาย ๓๐ คนอยู่ในห้องสอบสวน อาตมาแปลกใจเพราะเคยเห็นสอบสวนทีละคน แต่คราวนี้ทำไมมาก พวกนั้นนั่งพากันกราบ ตอนนี้ก็แปลกอีก คนที่ถูกสอบสวนไม่เคยทำอะไรได้เลย ท่านลุงบอกว่า “พวกนี้สอบสวนเสร็จแล้วครับ ให้คอยคุณอยู่เพราะพวกนี้ก่อนตายเขาทำบุญกับคุณไว้มาก ไม่เคยเห็นตัวจริงคุณเลยเห็นแต่รูปถ่าย ไม่เคยถวายของกับองค์ท่าน แต่เขาส่งถวายทางธนาณัติเหมือนกันทุกคน เป็นคนในกรุงเทพฯ ๓ คน คนอีสาน ๑๐ คน คนภาคกลาง ๑๗ คน เมื่อทำบุญแล้วเขาบูชาพระ เขาขอให้ผมเป็นพยาน ผมก็เป็นพยานให้ไม่ต้องสอบสวน พวกนี้ไปชั้นยามา ๒ คน เพราะชอบสวดมนต์ สมาธิทำเหมือนกันแต่ยังไม่กระดิกหู ไปดาวดึงส์ ๘ คน นอกนั้นอยู่ชั้นจาตุมหาราช เมื่อท่านลุงให้คนทั้งหมด ๓๐ คนเข้ามาหาแล้ว อาตมาก็กลับวัด คราวนี้แปลกหน่อยที่ไปทั้งเปลือก หมายถึงไปทั้งกายเนื้อไม่ใช่เอาอทิสสมานกายข้างในไป..”

เรื่องที่ ๗๘ เคยบวชพระตายแล้วไปรออยู่ที่สำนักท่านพระยายมราชแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ อาตมาไปที่สำนักท่านพระยายมราชเพื่อดูการตัดสิน เจ้าหน้าที่ได้เรียกชายไทยเข้ามา คนนี้ร่างใหญ่อ้วน ผิวดำ นุ่งกางเกงทำนาเก่ามาก หน้าตาอิดโรยมาก เมื่อเห็นอาตมาเข้าเธอมองไม่ยอมละ ท่านเจ้าหน้าที่ถามเธอถึง ๓ ครั้งว่า “เธอทำบาปอะไรมาบ้าง” เธอไม่ยอมฟังและไม่ยอมตอบ เธอมองอาตมาอย่างเดียว เมื่อเจ้าหน้าที่ถามว่า “ทำบุญอะไรบ้าง” เธอพนมมือและชี้มาที่อาตมาแต่ไม่พูด ท่านลุงเลยบอกว่า “เอาให้ฉันนี่” เมื่อส่งมาให้แล้ว ท่านลุงก็ถามว่า “มองดูพระทำไม” เธอตอบว่า “เคยบวชพระมาหลายพรรษา” ท่านลุงจึงบอกให้พูดต่อไปให้จบ เธอบอกว่า “เมื่อบวชเป็นพระมีศีลดีพอสมควร สวดมนต์ทำวัตรเสมอ ไม่เคยเจริญภาวนา เคยให้ทาน ซื้อปลาปล่อย” พอพูดถึงปลา ปลายหลายชนิดโผล่หน้ามากันสลอนยืนยันว่าจริงตามนั้น เป็นปลาที่ถูกจับไปจะฆ่าบ้าง จะขายบ้าง แต่พระองค์นี้ซื้อมาปล่อย จึงมีความสุข เธอพูดต่อไปอีกว่า “เมื่อวาสนาความเป็นพระหมดก็ลาสิกขา(สึก) มาประกอบอาชีพทำไร่แถวเมืองสุพรรณบุรี มีภรรยา มีลูกหญิงชาย ฐานะยากจนมาก ต้องหาปลามาช่วยยังชีพ แต่ใจก็ยังสนใจบุญ บูชาพระเสมอ ใส่บาตรทุกวัน ฟังเทศน์บ้างไม่ฟังบ้าง ในที่สุดอายุ ๖๗ ปีก็ตาย” เธอพูดแล้วเธอก็นิ่งแต่ตาของเธอไม่ละจากอาตมา

ท่านลุงถามว่า “ก่อนเธอจะมาที่นี่เธอนึกถึงอะไร” เธอตอบว่า “นึกถึงภาพเมื่อเป็นพระ เพราะสุขสบายมาก แต่เมื่อสึกออกมาแล้วก็ลำบากมาก อยากบวชพระอีก แต่ก็ห่วงลูกห่วงเมีย ตอนตายเมื่อจะออกจากร่าง ภาพเมื่อเป็นพระจับอยู่ที่ใจ แต่มีเสียงดังโครมที่ฝาเรือนดังขึ้นมา ใจหายวาบภาพพระหาย มีภาพคนนุ่งแดง ๔ คนแทน เขาชวนให้มา รู้สึกเสียงเขามีอำนาจมาก” เขาพูดเรียบร้อยบอกว่า “ไปเถอะถึงเวลาแล้ว” เพียงเท่านี้ก็ตามเขามา ท่านลุงถามว่า “ทำไมมองพระไม่ละสายตา” เธอตอบว่า “เห็นภาพพระแล้วสบายใจ จะเอาผมไปทางไหนผมก็ยอมทุกอย่าง แต่ขอให้เห็นภาพพระก็แล้วกัน” ท่านลุงก็บอกว่า “เธอมองตามภาพนี้ เธอชอบที่ไหนจะไปที่นั่นได้” ท่านก็เห็นวิมานของภูมิเทวดา รุกขเทวดา จาตุมหาราช และดาวดึงส์ เธอมองแล้วเธอก็ถามว่า “วิมานทองหลังที่ไม่มีใครอยู่หลังนั้นผมไปอยู่ได้ไหม” ท่านลุงบอกว่า “ชั้นดาวดึงส์ วิมานของเธอเอง เธอไปอยู่ได้แล้ว” เมื่อเธอพ้นจากที่สอบสวนรูปร่างเธอเปลี่ยนเป็นเทวดาทันที เธอเข้ามาหาอาตมายกมือไหว้แล้วบอกว่า “เธอเห็นภาพนี้และได้ฟังเทศน์ทางโทรทัศน์หลายปีมาแล้ว จำภาพได้ ขอบคุณที่มาช่วยผมขอรับ” พูดเสร็จเธอก็กราบแล้วท่านเทวทูตก็นำไปส่งที่วิมานชั้นดาวดึงส์..”

เรื่องที่ ๗๙ ตายก่อนบวชไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๒ ตั้งแต่ ๔ โมงเย็นกว่าๆ อาตมามีอาการเครียดจัด ในท้องร้อนมากมาถึงคอ ร้อนคล้ายๆ ไฟลวก เดินก็ซวนไปเซมา เห็นท่าจะไม่ไหวก็นอนทนทุกขเวทนาไปตามเรื่อง ขณะที่ร่างกายมีทุกขเวทนาอย่างหนักก็มีความรู้สึกว่า ความตายเข้ามาใกล้เต็มที เราจะมีความประมาทอยู่เพื่อประโยชน์อะไรความจริงขึ้นชื่อว่าร่างกายจิตใจไม่เกาะมานานแล้ว คำว่า “ไม่เกาะ” หมายถึง “จิตไม่เกาะ” จิตมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ต้องตายแน่นอนและความตายเข้ามาถึงในไม่ช้าแน่ จึงเตรียมตัวเพื่อตาย วิธีการเตรียมตัวเพื่อตายก็คือ รวบรวมกำลังใจซึ่งปกติมันก็รวมอยู่แล้ว เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรสวยเป็นปกติ คนก็ไม่สวย วัตถุก็ไม่สวย อะไรมันก็ไม่สวย จะดูความมั่นคงของคนก็ไม่มีความมั่นคง ทุกคนก็แก่ไปทุกวัน วัตถุก็มีการทรุดโทรม ร่างกายเราก็เป็นวัตถุ

ส่วนหนึ่งมันก็ทรุดโทรมและก็ต้องตายไปในที่สุด จิตใจไม่ผูกพันในมัน จึงตัดสินใจว่าการอยู่ตรงนี้เต็มไปด้วยทุกขเวทนา ถอยออกจากร่างกายดีกว่า จึงไปกราบพระท่าน มีพระใหญ่ ๒ องค์ท่านอยู่เป็นประธาน ต่อมาก็มาอีกรวมเป็นทั้งหมด ๒๘ องค์ ก็กราบท่าน สถานที่นี้เต็มไปด้วยความสุขสำราญไม่มีทุกข์ มีอารมณ์เบาๆ กราบเรียนท่านวา “อยากจะอยู่ตรงนี้”ท่านก็ตอบว่า “เธอมีสิทธิ์อยู่แน่ แต่กาลเวลายังไม่ถึง ขอให้ถึงกาลเวลาก่อน” ก็กราบเรียนท่านว่า “ไม่ได้รุกเวลา ตามที่ปรารถนาก็คิดว่าถ้าบังเอิญร่างกายมันพังวันนี้ก็ขออยู่บนนี้”

ท่านก็ยอมรับบอกว่า “ถ้าร่างกายมันพังจริงก็อยู่ได้เลย แต่ฉันคิดว่ามันยังไม่พังเพราะว่าร่างกายมันจะต้องดีขึ้น งานข้างหน้าที่จะให้ทำยังมีอยู่มาก ต้องทำเพื่อความสุขของบรรดาประชาชนผู้นับถือพระพุทธศาสนา เวลาเขาเข้ามาในเขตคือ

๑) ให้เขามีความสุขตามสมควร
๒) เป็นการช่วยกำลังใจเขาให้เกิดความเลื่อมใส

ความจำเป็นต้องให้เธอทำ เพราะเธอมาจากพุทธภูมิ งานนี้เป็นงานของพุทธภูมิ เธอต้องรับภาระ” ก็กราบเรียนท่านว่า “ภาระอันนี้รับมานานแล้ว ไม่เบื่อพร้อมที่จะทำ แต่ขอให้ร่างกายดี” คุยกับท่านสักครู่ก็ชื่นใจ พระท่านก็บอกว่า “ไปเที่ยวสำนักพระยายมราชกันเถิด เพราะเวลานี้มีบุคคลสำคัญที่เราจำเป็นต้องช่วยไปอยู่ที่นั่น” ถามว่า “ใคร” ท่านบอกว่า”ไปเถิดฉันจะไปด้วย” ทั้งหมดก็ยกขบวนกันมาสำนักพระยายมราช

พอมาถึงปรากฏว่าคณะท่าวมหาราชท่านมาเตรียมอยู่แล้ว พอเข้าไปถึงท่านพระยายมราชก็ออกมารับพระแล้วท่านก็กราบพระ รายงานว่า “วันนี้มีคนสำคัญเข้ามาในสำนักของท่าน ซึ่งความจริงไม่น่าจะต้องผ่านแต่ก็ต้องผ่านเพราะอุปกิเลส” ท่านก็สั่งเจ้าหน้าที่ให้นำคนนั้นเข้ามา ลัดคิวมาเลยไม่ต้องรอคิว เพราะการสอบสวนนั้นเขาต้องรอคิว เมื่อบุคคลนั้นเข้ามาก็ปรากฏว่าเป็นคนหนุ่มมากอายุประมาณ ๒๐ ปีเศษๆ เป็นคนขาวโปร่ง หน้าตาดี พอเข้ามาถึงแล้วเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำการสอบสวนเหมือนคนอื่น เขาส่งมาให้ท่านพระยายมราชเลย ท่านก็ส่งออกมานอกคอกตรงที่พวกเรานั่งกันอยู่ เธอก็ก้มลงกราบพระแล้วก็มากราบอาตมาและกราบรวมทุกๆ ท่านที่มาอยู่ที่นั่น ท่านพระยายมราชก็ถามว่า “เวลาตายเธอไม่ได้นึกถึงพระหรือ” เธอคนนั้นก็ตอบว่า “ไม่ได้นึกถึงขอรับ” ท่านถามว่า “ทำไมจึงไม่นึกถึง ก็เธอตั้งใจจะเป็นพระใช่ไหม” เธอตอบว่า “ตอนต้นตั้งใจจะเป็นพระครับ” อาตมาบอกว่า “ขอให้เธอเล่าประวัติความเป็นมา”

เธอก็เล่าประวัติความเป็นมาว่า เธอมีอายุ ๒๓ ปี ตั้งใจจะบวชพระ พ่อกับแม่เตรียมเครื่องครบชุดแล้ว เธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะบวชสัก ๑ พรรษาเป็นอย่างน้อย ที่กะไว้น้อยก็เพื่อจะตั้งหน้าตั้งตาทำความดีให้มาก คิดว่าพรรษาแรกจะเป็นพรรษาฝึกฝนตนเองให้ตั้งอยู่ในขอบเขตของพระธรรมวินัย ถ้าสามารถทรงตัวได้ก็จะอยู่ถึง ๓ พรรษา ถ้าจิตใจเต็มใจในการอยู่เต็มเปี่ยม มีธรรมปีติดีพอสมควรก็จะบวชตลอดชีวิต เธอตั้งใจไว้อย่างนั้น แต่พออีก ๒ วันจะถึงพิธีอุปสมบทเธอออกไปทางหลังบ้านเพื่อจะไปหาเพื่อน ก็ถูกงูเห่ากัด พิษมันแล่นเข้าทางกายเจ็บปวดมาก ก่อนจะตายตอนนั้นไม่ได้นึกถึงอะไรเลย การที่คิดจะบวชพระก็ไม่ได้นึก พระก็ไม่ได้นึกถึง มันมีแต่ปวดอย่างเดียว รักษาเท่าไรก็ไม่หาย ในที่สุดไม่ทันข้ามคืนเธอก็ตาย เวลาที่ตายปรากฏว่าพบคน ๔ คนนุ่งแดง เธอก็ชี้ไปที่เทวดา ๔ องค์แล้วบอกว่า “ท่านทั้ง ๔ องค์นี้ไปรับครับ เวลาไปรับท่านก็รับด้วยดีให้เดินตามมาเฉยๆ ไม่มีการบังคับ ไม่มีการข่มเหง มาถึงก็มารอการสอบสวนอยู่ที่นี่ ๓ วันของมนุษย์ แล้วพระคุณเจ้าก็มา วันนี้ผมดีใจมาก จิตใจผมอยากจะบวชพระแต่ผมก็ไม่ได้บวช แต่วันนี้ผมมีโอกาสได้นมัสการพระที่มีความสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาถึง ๒ องค์”

เธอหันไปกราบพระท่านก็ยิ้ม เธอก็บอกว่า “ถึงแม้ว่าเขาจะนำไปไหน ผมก็พร้อมจะไปขอรับ ในเมื่อได้มีโอกาสกราบพระที่มีความสำคัญตามความตั้งใจแล้ว” ท่านพระยายมราชก็บอกว่า “อานิสงส์ในการบวชของเธอมี การเข้ามาที่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปนรกทุกคน แดนนี้เป็นดินแดนที่ช่วยคน ไม่ต้องการให้ลงนรก ถ้าคนใดคนหนึ่งนึกถึงบุญอย่างใดอย่างหนึ่งแม้แต่อย่างเดียวได้ ที่นี่ก็ปล่อยไปสวรรค์ก่อน”

หลังจากนั้นท่านพระยายมราชก็บอกว่า “ต่อไปนี้เธอเป็นอิสระ ไปได้ตามกำลังบุญของเธอ” พอท่านพูดเท่านั้น ร่างกายของเธอก็เปลี่ยนจากความเป็นคนกลายเป็นเทวดาทันที มีความสวยสดงดงามมาก ทรวดทรงดี มีชฎาแหลมเปี๊ยบ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสดชื่น หลังจากนั้นก็มีเทวดา ๔ องค์แต่งตัวงามมาก มีชฎาพร้อมแพรวพราวเป็นระยับ ก็นำเธอไปส่งที่วิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก วิมานของเธอก็กว้างใหญ่ไพศาลามาก มีความสวยสดงดงามเป็นพิเศษ

อาตมาถามพระท่านว่า “คนที่คิดจะบวชแต่เขายังไม่ได้บวช อารมณ์นี้เป็นมหากุศลใช่ไหม” ท่านก็ตอบว่า “ใช่” กราบเรียนถามท่านว่า “อานิสงส์การอุปสมบทบรรพชาเขาจะได้ไหม” ท่านก็ตอบว่า “อานิสงส์อุปสมบทบรรพชานี้เขาได้สมบูรณ์แบบ” กราบเรียนถามท่านว่า “ด้วยความสงสัยว่าคนยังไม่ได้บวชจะได้อานิสงส์อุปสมบทบรรพชาครบถ้วนเหมือนคนบวชไหม” ท่านบอกว่า “ได้ครบ เขาตั้งใจว่าจะบวชและเขามีการเตรียมการแล้วทุกอย่าง ตลอดกระทั่งเขาตัดสินใจแล้วว่า บวชปีแรกจะทำให้ดีที่สุด ถ้าดีสมบูรณ์บริบูรณ์แล้วก็จะอยู่ให้ครบ ๓ ปี ถ้า ๓ ปีดีสมบูรณ์บริบูรณ์แล้วก็จะอยู่ตลอดชีวิต เขาตัดสินใจเด็ดขาดถือว่าบวชใจแล้ว ถ้าบวชแต่ร่างกายใจไม่บวชนี่ลงนรกนับไม่ถ้วน แต่คนที่บวชใจ ร่างกายยังไม่บวชไปสวรรค์ ไปนิพพานนับไม่ถ้วนเหมือนกัน” เมื่อท่านตรัสอย่างนั้นก็หมดสงสัย

รวมความว่าคนที่ตั้งใจจะทำบุญ อานิสงส์ย่อมได้ สำหรับคนที่ตั้งใจจะบวชก็เหมือนกัน เขาพร้อมแล้วในการบวช ไม่ได้สักแต่ว่าคิดจะบวชและการบวชก็ไม่ได้บวชตามประเพณี การบวชตามประเพณีไม่แน่ในอานิสงส์..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๘๐ ตายจากคนที่ปรารถนาพุทธภูมิไปรอที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ท่านลุงทั้งสองมาชวนอาตมาไปสำนักงานของท่าน เพราะมีการสอบสวนพระโพธิสัตว์ พระท่านมาบอกว่า “ฉันไปด้วย เพราะคนนี้เป็นพระโพธิสัตว์บารมีต้น ความรอบคอบยังน้อย แต่มีความเข้มแข็งดี” ท่านลุงนำหน้าไป มีคนยืนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ พวกจะลงนรกสอบสวนง่าย ถามอะไรก็พูดไม่ได้ ถามเรื่องบาปก็นิ่ง ถามเรื่องบุญก็นิ่ง พวกนี้เขาจูงไปนรกต่อหน้านับร้อย ต่อมาได้ยินเสียงท่านลุงพูดว่า “เอาพระโพธิสัตว์เข้ามา” เป็นชายร่างใหญ่รูปร่างสมส่วน หน้าผากกว้าง ผิวคลํ้า บ้านอยู่ทางทิศเหนือไม่ไกลภูเขานัก ฐานะพอทำพอกิน แต่กำลังใจเรื่องบุญความเด็ดเดี่ยวมีมาก ชายผู้นี้ตายเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๑ เมื่อเจ้าหน้าที่พาเข้ามาแล้ว พนักงานสอบสวนถามถึงบาป ท่านผู้นี้ตอบได้ฉาดฉานชัดถ้อยชัดคำ

๑) เขาถามถึงปาณาติบาต ท่านรับว่า เคยตกปลา ดักลอบ ดักไซ ดักจั่น ทอดแห ลงข่าย เชือดไก่ เชือดเป็ด
๒) เขาถามถึงอทินนาทาน ท่านตอบว่าไม่ได้ทำ
๓) เขาถามถึงกาเมสุมิจฉาจาร ท่านตอบว่ามี ๓ คน เพราะเขาเหงา เขามาหาท่านเพื่อให้บรรเทาความเหงา ท่านก็สงเคราะห์ไปทั้ง ๓ คน
๔) เขาถามถึงมุสาวาท ท่านบอกว่า โกหกแน่เพราะชอบสาวโสดวัยรุ่น ต้องโกหกจึงจะมีผล
๕) เขาถามถึงสุรา ท่านบอกว่ากิน

รวมความว่ากลัวบาปทุกประเภทที่ทำมาถึงอายุ ๔๐ ปีจึงหยุด เพราะสลดใจจึงเริ่มทำบุญ ท่านบอกว่า เมื่อเริ่มทำบุญก็เลิกทำบาปทั้งหมด บูชาพระ เจริญภาวนา รักษาศีลและกรรมบถ ๑๐ ถวายสังฆทานเป็นปกติ เมื่อ ๔ ปีที่แล้วมาได้เจริญสมาธิที่วัดท่าซุง ตั้งใจระงับใจทุกอย่างจากบาป ได้ถวายสังฆทาน ๕ ครั้งอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์ที่ฆ่า ขอให้อโหสิกรรมตามที่อาตมาแนะนำ ถามว่า“ปรารถนาพุทธภูมิเมื่อไร” ท่านบอกว่า “เมื่อเจริญพระกรรมฐานพอไปสวรรค์ได้ เห็นพระพุทธเจ้าแล้วอยากเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง จึงปรารถนาพุทธภูมิ” เมื่อเจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จ ท่านลุงเรียกมาพบให้ยืนยันเรื่องบาปและบุญ ท่านผู้นี้พูดได้คล่องและชัดเจนมาก ท่านลุงเรียกเป็ดมาเป็นพยาน เป็ดยืนยันว่า “คนนี้จับเชือดคอแกงกินกับเหล้า เพื่อเลี้ยงเพื่อน”

ท่านเรียกไก่ตัวแรกเข้ามาเป็นไก่ตัวผู้ก็ยืนยันเหมือนเป็ด ไก่ตัวที่สองเข้ามาบอกว่า “เธอมีลูก ลูกเธอมีขนเต็ม คนนี้เชือดเธอแกงเลี้ยงเพื่อนกินเหล้า” ไก่อีกสองตัวให้การเหมือนกัน มีปลาเข้ามามาก ท่านบอกว่าพอแล้ว ท่านถามว่า “เธอใจดุร้าย รักเพื่อนมากกว่าตัวเธอเอง เวลานี้เธอจะต้องลงนรกเพื่อนไม่ได้มาลงด้วย” ท่านผู้นี้น้ำตาร่วงก้มหน้าและพูดเบาๆ ว่า “ผมทำบุญอุทิศให้สัตว์ทั้งหมดขอให้อโหสิกรรม และได้ขอให้ท่านเป็นพยานให้ผมแล้วนี่ครับ” ท่านลุงถามสัตว์พวกนั้นว่า “อโหสิกรรมให้เขาหรือเปล่า” ตอบว่า “อโหสิกรรมแล้ว” ท่านบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องลงนรกไปสวรรค์ได้ตามบุญ เธอจะไปสวรรค์ชั้นดุสิตเพราะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือจะไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์” ตอบว่า “ชั้นดุสิตยังเข้าไม่ได้เพราะกำลังบารมียังอ่อน ขอไปดาวดึงส์ตามกำลังของบุญ” ท่านลุงแนะนำพอสมควรแล้วก็ปล่อยให้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก..”

เรื่องที่ ๘๑ ตายจากหญิงชาวสวนไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..เวลากลางคืนของวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๑ หลังจากอาตมาเดินจงกรมแล้ว ก็หาทางท่องเที่ยวแก้รำคาญ ขณะที่หันรีหันขวางไม่รู้จะไปไหนดี ก็เห็นพระสององค์ลอยอยู่ในอากาศ องค์หนึ่งมีปัญญามาก อีกองค์หนึ่งมีฤทธิ์มาก กราบเรียนถามท่านว่า “จะไปทางไหนดี” ท่านบอกว่า “ถ้าไปดูสวรรค์ ในพระไตรปิฎกก็มีวิมานวัตถุอยู่แล้ว ไปสำนักพระยายมราชดีกว่า ดูของใหม่ๆ” จึงกราบเรียนท่านว่า “วันนี้ท่านลุงไม่มารับ” ท่านบอกว่า “เมื่อไม่มารับ เราก็ไปเองเพราะถ้าเรื่องไม่สำคัญและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ท่านก็ไม่มารับ เราไปเองไปเลือกเอาเรื่องที่เราเห็นชอบมาเขียนบันทึกเพื่อละดีกว่า”

เมื่อท่านแนะนำอย่างนั้นก็เห็นชอบตามท่าน ท่านนำหน้าไป เมือไปถึงมีเทวดาทรงชุดสีแดงมีเพชรประดับออกมาต้อนรับ ท่านลุงทั้งสองกำลังมีงาน ได้เห็นผู้ถูกสอบสวนแล้วไปนรกมากมาย น่าสงสารแต่เกินวิสัยที่จะช่วย ต่อมามีหญิงแก่มาก อ้วน ผิวเนื้อค่อนข้างขาว ตายเมื่อ ๑ กันยายน ๒๕๓๑ เจ้าหน้าที่นำเข้ามาสอบสวน เมื่อเข้ามาระยะแรก คุณยายงกๆ เงิ่นๆ มากเพราะทั้งกลัวทั้งหิว พวกที่คอยสอบสวนนี้บอกว่าหิวมาก หมดแรงขัดขืนหรือต่อสู้ ไม่มีอาหารแม้แต่น้ำก็ไม่มี มีทุกขเวทนามาก เมื่อเจ้าหน้าที่ถามถึงบาปมีดังนี้

๑) ฆ่าสัตว์ไม่เลือก ฆ่าปลา เป็ด ไก่ แมลงเล็กๆ นับไม่ถ้วน ใจร้ายขาดความเมตตา คุณยายฟังแล้วก็น้ำตาไหล ตอบเจ้าหน้าที่ว่า “ทำเพราะจนเจ้าค่ะ ฆ่าไก่แกงขายเพราะอยากได้เงินมาใช้ เป็ดก็เช่นกัน แต่ฆ่าเป็ดและไก่อย่างละตัวเท่านั้น ส่วนแมลงนั้นมากเพราะทำสวน แมลงทำลายผักที่ปลูกจึงจำเป็นต้องฆ่า” ท่านเจ้าหน้าที่สอบสวนยิ้มแล้วตอบว่า “น่าเห็นใจนะยาย”
๒) อทินนาทาน คุณยายตอบว่าไม่มีเลย ท่านเจ้าหน้าที่ยอมรับ
๓) เรื่องกาเม คุณยายบอกว่า “ไม่เคยแย่งผัวใคร มีแต่เมื่อตอนเป็นสาว ผัวคนอื่นย่องมาหาถึงที่นอนไม่กล้าร้องเพราะอาย เขาทำคนเดียวแล้วก็ไปอย่างนั้นบาปด้วยหรือเจ้าคะ” คำตอบของคุณยายเล่นเอาเจ้าหน้าที่ทั้งหมดหัวเราะชอบใจไปตามๆ กัน ท่านเจ้าหน้าที่บอกว่าอย่างนี้ไม่บาป เพราะเขามาหาเองเหมือนถวายของพระ พระไม่ได้ไปขโมยของใคร ท่านเจ้าหน้าที่ถามว่า“มีผัวคนอื่นย่องมาหาทั้งหมด ๓ รายใช่ไหม” คุณยายบอกว่า “ใช่” แต่คุณยายไม่คิดเอาเขาเป็นผัว ท่านเจ้าหน้าที่บอกว่า “อย่างนี้ไม่บาป”
๔) ข้อมุสาวาท ท่านบอกว่า “เวลาขายผักเธอโกหกเก่ง ของราคาถูกบอกราคาแพง อย่างนี้ต้องบาปเพราะมุสาวาท” คุณยายตอบว่า “ฉันบอกว่าแพงเฉยๆ ไม่ได้บอกราคา เขาซื้อฉันๆ ก็ขาย ไม่ซื้อฉันก็ไม่ขาย บาปด้วยหรือคะ” ท่านเจ้าหน้าที่บอกว่า “ไม่บาป”
๕) ข้อสุรา ท่านบอกว่า “เธอไม่ดื่มสุราแต่เธอขายสุรา เธอทำหรือเปล่า” คุณยายบอกว่า “ทำแต่พระท่านบอกว่าดื่มจึงบาป ในศีลไม่ได้บอกว่าขายเลยขายเพราะคิดว่าไม่บาป” ท่านเจ้าหน้าที่ยอมรับว่า “ไม่บาป”

ต่อมาก็สอบสวนเรื่องบุญ ท่านเจ้าหน้าที่พูดว่า “ชอบใส่บาตรพระ ถึงไม่ทำทุกวันแต่ก็ทำเสมอ ตั้งใจจริงใช่ไหม” คุณยายตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ” ท่านถามต่อไปว่า “เธอใส่บาตรกลางคืนด้วยใช่ไหม” ตอบว่า “เอาสตางค์ใส่บาตรกลางคืนเจ้าค่ะ” ท่านถามว่า “ชอบบูชาพระทุกวันใช่ไหม” ตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ” ท่านถามว่า “ชอบถวายข้าวพระพุทธรูปประจำทุกวันใช่ไหม” ตอบว่า“ใช่เจ้าค่ะ” ท่านถามว่า “ชอบฟังเทศน์ใช่ไหม” ตอบว่า “ชอบเจ้าค่ะ” ท่านถามว่า “ถวายสังฆทาน ๑๐ ครั้งใช่ไหม” ตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ” ท่านถามว่า “เมื่อนอนชอบภาวนาใช่ไหม” ตอบว่า“ใช่เจ้าค่ะ” ท่านถามว่า “เคยสร้างศาลา โบสถ์ กุฏิพระ โรงพยาบาลใช่ไหม” ตอบว่า “สร้างหลังละ ๑๐๐ บาท สร้างโบสถ์ ๗ หลัง ๗๐๐ บาท ศาลา ๗ หลัง ๗๐๐ บาท กุฏิ ๗ หลัง ๗๐๐ บาท โรงพยาบาล ๑ หลัง ๑๐๐ บาท และเคยให้ทานกับคนและสัตว์”

ท่านเจ้าหน้าที่ฟังแล้วก็ยิ้มบอกว่า “ให้ไปหาท่านพระยายมราช” คุณยายก็เข้าไปหาท่านลุง ท่านลุงก็ถามว่า “บุญทุกอย่างทำครบตามนั้นหรือ” คุณยายบอกว่า “ครบ” ท่านบอกว่า “บาปพอประมาณแต่บุญมหาศาล น่าจะไปสวรรค์เลย ทำไมต้องมาที่นี่” คุณยายบอกว่า “เมื่อป่วยเป็นโรคลมขึ้น นึกถึงพระ ภาวนาพออารมณ์สบายมีคนไปเคาะฝาบ้านและเรียกชื่อ จึงตกใจ พระหายเห็นคน ๔ คนมารับพอดี” เธอชี้ไปที่ ๔ คนนุ่งแดงแล้วเขาก็พามาที่นี่ ทั้งนี้เพราะไก่เป็ดที่คุณยายฆ่าเป็นโจทก์ แต่บุญที่ทำสูงมากพอ ท่านลุงบอก “บุญของเธอมหาศาลทุกอย่าง มีกำลังสูงมาก ให้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามบุญก็แล้วกัน” คุณยายคนนี้มีบุญมาก มีวิมานแก้ว ๗ ประการสวยมาก ตัวก็สวยมากไม่เบ๊อะบ๊ะเหมือนตัวมนุษย์..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๘๒ ชายเจ้าชู้ถูกฆ่าตายไปรออยู่ที่สำนักท่านพระยายมราชแล้วไปเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๑ เวลา ๖.๐๐ น. วันนี้ท่านลุงพุฒิ นุ่งผ้าพื้นโจงกระเบนเป็นผ้าไหมสวยมาก ท่านมาตามอาตมาให้ไปที่สำนักงานของท่านเพราะมีเรื่องด่วน อาตมาจึงตามท่านลุงไป พอไปถึงท่านพระยายมราชก็เข้าประจำที่ ท่านเรียกชายคนหนึ่งเข้ามา ขอสมมติว่าชื่อนายจันทร์ การสอบสวนคนนี้แปลกเพราะไม่ผ่านเจ้าหน้าที่สอบสวน ท่านลุงเรียกมาหาท่านโดยตรง คงจะเป็นเพราะเวลาน้อย ชายคนนี้ผอมหน้าตามซีดเซียว ท่าทางอิดโรยมาก ตอนหลังการสอบสวนแล้วชายผู้นี้ทำภาพเมื่อเป็นมนุษย์ให้ดู เป็นชายล่ำสัน ผิวเนื้อสองสีค่อนข้างขาว มีขี้แมลงวันขนาดเล็กมากอยู่ระหว่างคิ้วทั้งสอง แต่ใกล้คิ้วขวามาก เรื่องไฝหรือขี้แมลงวันใกล้คิ้วขวานี้เป็นสัญลักษณ์บอกว่า เป็นคนที่ได้รับความเมตตาจากผู้หญิงมาก ตามีเสน่ห์หรือตาเจ้าชู้มองหญิงแล้ว หญิงงงทุกราย ชายคนนี้ก็มีกรรมอย่างนี้เหมือนกัน

เธอตายเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๑ บ้านอยู่อีสานแต่มาทำงานกรุงเทพฯ ตายเพราะอุบัติเหตุคือ ถูกตียัดกระสอบตาย เพราะความมีเสน่ห์ของเธอ ปกติสาวชอบมาหา เธอก็เมตตาทุกราย และที่เหตุร้ายเกิดขึ้นถึงตายก็เพราะไปยุ่งกับสาวคือ เมียของนายเข้าถึงต้องตายและศพก็ถูกยัดใส่กระสอบฝังดินกลางทุ่งนา ไกลตาคนไปพบเห็น เสน่ห์มากก็มีภัยอย่างนี้ อาตมาถามเธอว่า “ทำไมทำรุ่มร่ามอย่างนี้” เธอตอบว่า “เห็นใจหญิงเธอมีความต้องการ ถ้าไม่ได้ตามความประสงค์เธอก็กลุ้ม” ถามว่า “เข้ามากรุงเทพฯ ทำงานอะไร” เธอตอบว่า “ทำทุกประเภท ก่อนตายทำงานรับจ้างเป็นงานก่อสร้าง นายเธอไม่ใช่ผู้รับเหมาแต่รับช่วงของงานมา เห็นจะเป็นหัวหน้าหน่วยงาน นายเอาเธอไปใช้ที่บ้าน เห็นทำงานคล่องและสุภาพเรียบร้อย ความสุภาพและงานดีทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ หญิงในบ้านทุกคนเมตตามีความสุข ในที่สุดเมียนายก็เมตตาด้วย เป็นเหตุให้ได้เงินใช้มากขึ้นเพราะเมียนายเมตตานี้เอง ในที่สุดก็กลายเป็นผี”

เมื่อท่านลุงเรียกเข้าไป รูปร่างหน้าตาของเธอเลอะเทอะเหมือนถูกทุบตีแบบยับเยิน ท่านลุงถามว่า “เอ็งชอบไปยุ่งกับลูกเขาเมียเขาใช่ไหม” เธอตอบว่า “ใช่” ท่านลุงถามว่า “ทำไมถึงทำเช่นนั้น” เธอตอบว่า “เห็นใจหญิง เมื่อเธอมาหาแล้วก็ไม่อยากให้เธอผิดหวัง” ท่านลุงบอกว่า “เอ็งมีบาปแต่เวลาเอ็งไปฝึกพระกรรมฐาน เอ็งบอกให้ข้าเป็นพยานทุกคราว ต่อไปถ้าขอให้ข้าเป็นพยานละก็ จงอย่าทำบาปนะ มันผิดระเบียบของเขา แต่เมื่อให้เป็นพยานก็จะเป็นพยานให้ ท่านพูดต่อไปว่า

ลูกศิษย์ที่ใจบุญแต่เจ้าชู้
๑) เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ต้นเดือน เอ็งไปรับศีลแปดและปฏิบัติศีลแปดตลอด ๓ วันใช่ไหม เธอตอบว่า “ใช่”
๒) เธอถวายสังฆทานถังเล็กถังละ ๑๐๐ บาท รวม ๑๗ ถังใช่ไหม เธอตอบว่า “ใช่” จากนั้นภาพสังฆทานถังเล็กก็ปรากฏตั้งเป็นแถว

ท่านลุงบอกว่า “เท่านี้พอแล้วเอ็งดีมาก แต่เอ็งทำบาปวันอื่นนอกจากนั้นเล่นกาเมนอกบ้านทุกวัน เอ็งมีบาปมาก เอ็งเคยฆ่าปลา กบ เขียด งู ไก่ โกหกก็เก่ง พบสาวโสดหรือสาวมีผัวรูปร่างต้องใจเมื่อไรเป็นโกหกทุกที กลับมาบ้านยังโกหกเมียอีก ลักขโมยเธอไม่เป็น สุราเมรัยดื่มนิดหน่อย แต่มันก็เป็นบาปเขาต้องเอาลงนรก”

พอท่านลุงพูดจบ เธอทำท่าจะล้ม ท่านลุงเตือนให้ยืนตรงๆ แล้วบอกว่า “ข้ายังพูดไม่จบเลยทำท่าจะตายแล้ว ให้พูดจบก่อนซิ” แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า “เมื่อเอ็งให้ข้าเป็นพยานบุญ ข้าก็ต้องเป็นและเบิกความให้ ข้าเป็นพยานให้แล้ว ถวายสังฆทานและรักษาศีลแปดเดือนละ ๓ วัน ศีลขาดเดือนละ ๒๗ วัน เจริญพระกรรมฐานเดือนละ ๓ วัน ทำกาเมเดือนละ ๒๗ วัน ไม่เลือกกลางวันหรือกลางคืน ในเมื่อมีอารมณ์เศร้าหมองสลับกับอารมณ์แจ่มใส บุญอย่างนี้ปกติไปอยู่ชั้นนิมมานรดี แต่เพราะศีลขาดมากกว่าศีลดี จิตผ่องใสน้อยกว่าจิตเจ้าชู้ วิมานเอ็งอยู่แค่ดาวดึงส์ เอ็งไปรับผลของความดีก่อนตามกำลังบุญของเอ็งก็แล้วกัน” เมื่อเธอได้ฟังอย่างนั้น รู้สึกว่าร่างกายผ่องใสขึ้นทันที สวยขึ้นๆ ในที่สุดก็แต่งกายเป็นเทวดาสวยงามมาก ท่านลุงจึงให้เทวทูตนำไปสั่งที่วิมานของเธอ
เมื่อเสร็จภารกิจของท่านลุงแล้ว ท่านก็มาพูดว่า ที่ท่านไปตามอาตมามาในยามเช้าก็เพราะ ชายผู้นี้เนื่องกับอาตมาคือเป็นลูกศิษย์ที่ใจบุญแต่เจ้าชู้..”

เรื่องที่ ๘๓ ตายท้องกลมไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..ลูกศิษย์ท่านหนึ่งได้มาถวายสังฆทานชุดใหญ่เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ นางละเมียด มั่นผลึก ตอนที่ตายมีลูกอยู่ในท้องด้วย คนที่ตายท้องกลมมีโอกาสได้รับส่วนกุศลเหมือนกับผีธรรมดา จะตายแบบไหนก็ตามได้รับส่วนกุศลเหมือนกัน อาตมาจึงบอกว่าเวลานี้กำลังคอยคิวอยู่ที่สำนักพระยายมราช ให้อุทิศส่วนกุศลให้โดยตรงคนเดียว

หลังจากอุทิศส่วนกุศลแล้ว ท่านพระยายมราชมาบอกว่า
คนที่ตายท้องกลม ก่อนตายเขาถวายสังฆทานเป็นประจำและให้ท่านเป็นพยานทุกครั้ง ตอนนี้ไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกแล้ว..”

เรื่องที่ ๘๔ เคยทำแท้งแล้วไปรออยู่ที่สำนักท่านพระยายมราชแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๑ เวลา ๑๘ นาฬิกา อาตมานอนภาวนาตามปกติ เห็นภาพที่สำนักท่านพระยายมราช มีผู้หญิงคนหนึ่งผิวขาว ร่างท้วม หน้าตาอิ่มเอิบ อายุ ๔๒ ปี กับเด็กเล็กคนหนึ่ง เด็กคนนี้เล็กมากมีสภาพนอน เมื่อเธอตายเจ้าหน้าที่พาไปสำนักพระยายมราช ท่านพระยายมราชถามหญิงคนนี้ว่า “แม่หนูเธอทำแท้งหรือ” เธอรับว่า “ใช่เจ้าค่ะ” ท่านถามว่า “เมื่อทำแท้งแล้ว หลังจากนั้นทำบุญอะไรบ้าง” เธอตอบว่า “ที่จำได้ดีเพราะทำเป็นประจำก็คือ บูชาพระว่า นะโม ๓ จบ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง และ สวดอิติปิโส ภควา แล้วกรวดนํ้าอุทิศส่วนกุศลให้ลูกที่ทำแท้ง ขออย่าจองเวรจองกรรมเลย เมื่อถึงปีก็เป็นเจ้าภาพบวชพระทุกปี อุทิศส่วนกุศลให้ลูกที่ทำแท้ง” เธอพูดได้ชัดเจนชัดถ้อยชัดคำ ไม่เหมือนรายอื่นๆ ที่พูดไม่ใคร่เต็มเสียง และมีมากรายไม่พูดเลย ท่านพระยายมราชบอกว่า “บุญเธอมีมากและเด็กก็ไม่จองเวรเธอ ให้เธอไปรับผลความดีก่อนคือไปสวรรค์”

เมื่อเธอปลอดโทษแล้ว ผลบุญก็ตอบสนองเธอคือมีรูปสวยทันที เครื่องแต่งกายสวยมากแพรวพราวเป็นระยับ อาตมามีโอกาสคุยกับเธอถึงความเป็นมาต่างๆ เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่ออายุ ๑๗ ปี เธออยู่กับพี่สาว พี่สาวแต่งงานได้สองปีคลอดบุตร กำลังอยู่ไฟ พี่เขยเธอเข้าห้องผิดไปเข้าห้องเธอเข้า เธอเห็นใจพี่เขยขณะที่พี่สาวกำลังอยู่ไฟ พี่เขยคงเปลี่ยวใจจึงอนุญาตให้เข้าห้องผิดได้เป็นประจำ เวลาผ่านไป ๖ เดือนเศษ ผลของการเปิดห้องให้พี่เขยเลยเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาได้ ๒ เดือน เมื่อเห็นท่าเรื่องจะบานปลายจึงร่วมมือกับพี่เขยหายาขับเลือดอย่างแรง มีความร้อนสูง กินยานั้นเข้าไปสองครั้ง เด็กเลยไหลออกมา แต่เมื่อฟังผู้ใหญ่พูดกันว่า “คนทำแท้งนั้นบาปมาก เพราะฆ่าเด็กในครรภ์” จึงตั้งใจบูชาพระทุกวัน สวดมนต์ เมื่อสวดจบแล้วก็นั่งหลับตานึกถึงลูกที่ตาย ขอให้มารับส่วนบุญและไม่จองเวร อ้อนวอนขอให้พระพุทธเจ้าช่วยทำอย่างนี้เป็นปกติทุกวัน ใส่บาตรพระตอนเช้าทุกวันอุทิศส่วนกุศลให้ลูกมารับไปกิน

เมื่อถึงฤดูกาลบวชพระก็เป็นเจ้าภาพบวชพระปีละองค์ทุกปีอุทิศให้ลูก ต่อมาอายุ ๔๒ ปี ๓ เดือน เธอป่วยเป็นโรคทางเดินอาหาร เธอนึกถึงพระพุทธเจ้าที่เคยบูชา นึกถึงการใส่บาตร นึกถึงบวชพระแล้วแต่จังหวะไหนจะนึกอะไรได้ ที่มั่นใจจริงๆ ก็คือพระพุทธรูปที่บูชาและภาพพระที่บวช เมื่อตอนตายมีคน ๔ คนไปรับ ตอนนั้นเห็นพระพุทธรูปที่เคยบูชาลอยมาองค์ใหญ่กว่าที่เคยบูชา พระพุทธรูปท่านพูดว่า “พาเขาไปเถอะ ฉันไปด้วย” แล้วท่านก็ลอยนำหน้าไป เมื่อถึงสำนักท่านพระยายมราช พระท่านก็ยังลอยอยู่ตลอดเวลาการสอบสวน เมื่อสอบสวนเสร็จภาพระพุทธรูปจึงหายไป เมื่อถามเธอว่า “เธอจะไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน” เทวดาที่เรียกว่าเทวทูตที่จะนำเธอไปส่ง ท่านตอบแทนเธอว่า “ไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ครับ” แล้วท่านก็พาเธอไป..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๘๕ ตายจากเด็กหญิงอายุ ๔ ขวบ ไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดเป็นนางฟ้าบนแดนสวรรค์


“..พระท่านบอกให้ไปที่สำนักพระยายมราชด้วยกัน เมื่อไปถึงแล้วท่านพระยายมราชก็รายงานว่า “มีคนที่มีความสำคัญอีกคนหนึ่ง” ถามท่านว่า “คนนั้นเป็นใคร” ท่านก็นำเด็กหญิงตัวเล็กๆ ขาวโปร่ง รูปร่างหน้าตาดี อายุ ๔ ขวบออกมา ท่านบอกว่า “เด็กหญิงคนนี้เป็นโรคท้องร่วงตายเมื่อวานนี้เอง” เมื่อนำเด็กหญิงคนนี้มาแล้วเด็กก็เข้าไปกราบพระ เธอไหว้เรียบร้อย จริยาดีมาก สงบเสงี่ยมเรียบร้อย แล้วหันมาไหว้อาตมาพร้อมกับไหว้เทวดาทั้งหลาย

หลังจากนั้นก็ถามเด็กหญิงคนนี้ว่า “หนูเกิดที่ไหน” เธอก็ตอบว่า “เกิดไม่ไกลจากวัดท่าน ระยะทางไม่เกิน ๑๐๐ กิโลเมตร” ถามว่า “หนูเป็นโรคอะไรตาย” เธอตอบว่า “เป็นโรคท้องร่วงตาย” ถามว่า “ขณะที่ตายหนูคิดอะไร” เธอตอบว่า “หนูเคยไปถวายสังฆทานกับแม่ หนูเคยไปเจริญพระกรรมฐานกับแม่”

พอเธอพูดอาตมาก็นึกขึ้นมาได้ ภาพเด็กเล็กๆ อายุประมาณ ๔ ปี ท่าทางสุภาพเรียบร้อย ทำงานทุกอย่างเรียบร้อยมาก ไม่มีอะไรต้องเตือนกัน คิดว่าหนูน้อยคนนี้ทำไมอายุน้อยนัก จึงถามว่า “เวลาที่หนูจะตายหนูคิดอะไร” เธอบอกว่า “ก่อนป่วยชอบเจริญพระกรรมฐานไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ แต่เวลาป่วยจริงๆ ก็นึกไม่ออก ท้องเดินมาก มันร้อนในท้องและก็ปวดท้องมาก จิตก็คิดอยู่แต่ปวดท้องอย่างเดียว เมื่อเวลาจะตายได้ยินเสียงตึงตึงโครมคราม ตกใจนิดหนึ่ง จิตก็ออกจากร่าง เห็นลุงทั้ง ๔ องค์ไปยืน ลุงคนหนึ่งอุ้มหนูบอกว่า ไปกับลุงเถิด ลุงจะมารับไป ลุงใจดีอุ้มหนู หนูก็กอดคอลุง ลุงก็นำมาหาลุงใหญ่ แล้วลุงใหญ่ให้ไปพักตรงโน้นในกลุ่มคนที่พัก ไม่ใช่พักแบบทรมานคือ ไม่มีโซ่ไม่มีตรวน เป็นอิสระทุกอย่าง มีความสุขพอสมควรแต่ไม่มีอาหารกิน”

อาตมาถามพระท่านว่า “เด็กคนนี้มีความสำคัญหรือ” ท่านบอกว่า “มีความสำคัญมากเพราะเด็กคนนี้ถ้าอยู่เป็นมนุษย์ต่อไปเบื้องหน้า ก็จะสามารถตัดสังโยชน์ ๕ ได้ แต่ที่จำเป็นต้องตายเพราะบุญช่วยให้ตาย” พอท่านตรัสแบบนั้นจึงกราบเรียนถามว่า “เป็นเพราะอะไร บุญช่วยน่าจะมีชีวิตอยู่นาน”

บุญช่วยบุญ
ท่านก็บอกว่า “บุญช่วยบุญคือ ที่สามารถจะตัดสังโยชน์ได้มันมี ๒ ประการคือ
๑) อานิสงส์เต็มพร้อมในการตัดสังโยชน์ ๒) เธอขาดอธิษฐานบารมี

ถ้ามีอธิษฐานบารมี หวังตั้งใจเพื่อพระนิพพานมาในชาติก่อนไว้เสมอๆ เธอจะยังไม่ต้องตาย เพราะว่าเธอสามารถอยู่ตัดสังโยชน์ได้ แต่ว่าเธอขาดอธิษฐานบารมี ในเมื่อขาดอธิษฐานบารมีรูปร่างหน้าตาเธอก็สวย ทรวดทรงก็ดี จริยาก็เรียบร้อย ฐานะบิดามารดาก็ดี ย่อมเป็นที่ต้องตาต้องใจของคน ฉะนั้นกามคุณสามารถจะเบียดเบียนเธอ ซึ่งจะไม่มีโอกาสตัดสังโยชน์ได้ ในเมื่อบุญใหญ่เห็นว่ามีความสำคัญอย่างนี้เข้ามาตัดให้เธอตาย”

ถามว่า “เธอตายแล้ว เธอสามารถจะตัดสังโยชน์ ๕ ประการใช่ไหม”ท่านก็บอกว่า “ตัด ๕ ได้แล้วก็ตัด ๑๐ ได้ด้วย เพราะการเกิดเป็นเทวดาหรือเป็นพรหมก็ตาม มีโอกาสที่จะบำเพ็ญกุศลต่อ เทวดากับพรหมฟังเทศน์จากพระอริยเจ้าก็ตาม ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าก็ตามบรรลุมรรคผลนับไม่ถ้วนมากกว่าคน เด็กคนนี้ตายเพราะกำลังกุศลสนับสนุน จึงมีความจำเป็นต้องมารับ และการมารับวันนี้ก็มาครบถ้วน อย่างฉันเป็นต้นศาสนา (หมายถึงพระพุทธเจ้า) ก็มารับ พระอริยสาวกที่เป็นอรหันต์ก็มามาก เป็นสกิทาคามีก็มาก เป็นพระโสดาบันก็มา เป็นเทวดาหรือพรหมฌานโลกีย์ก็มาก รวมความว่ามาพร้อมกันหมด บุญเธอใหญ่จึงต้องมากัน ในเมื่อเธอเป็นนางฟ้า บุญบารมีนี้จะส่งผลให้เธอเป็นคนที่ไม่ประมาท จะสามารถปฏิบัติตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทประหารได้..”

เรื่องที่ ๘๖ ตายจากเด็กหญิงอายุ ๗ ขวบ ไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๓๑ ท่านพระยายมราชกับท่านนายบัญชีได้มาตามอาตมาให้ไปที่สำนักงานท่านด่วนเพราะเด็กบ่นหาท่าน ก่อนถึงสำนักงานของท่าน ท่านบอกให้อาตมาไปในรูปนอกคือ กายเนื้อ เพราะเด็กและคนที่เห็นจะได้จำได้ ถ้าไปในรูปในคืออทิสสมานกาย เขามองไม่เห็นหรือเห็นไม่ชัดอาจจะจำไม่ได้ เมื่อไปถึงสำนักพระยายมราช เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งอายุ ๗ ปี รูปร่างขาวโปร่ง เป็นคนทางทิศตะวันออก เมื่อเห็นอาตมาเธอก็วิ่งมาหากราบลงที่เท้าและเกาะไว้ไม่ยอมปล่อย ถามเธอว่า “ตายเพราะอะไร” เธอตอบว่า “เป็นโรคอหิวาต์ตาย” ถามเธอว่า “ตายเมื่อไร” เธอตอบว่า “ตายเดือนกันยายน ๒๕๓๑ นี่เอง” ถามเธอว่า “ก่อนตายนึกอย่างไร” เธอตอบว่า “เมื่อ ๓ ปีที่แล้วมา เธอมาที่วัดท่าซุงกับพ่อและแม่ เมื่อพ่อแม่ให้ไปไหว้อาตมา หนูจะเข้าไปกราบที่ตัก” อาตมาบอกว่า “ไม่ต้องกราบบนตัก กราบใกล้ๆ ก็ใช้ได้”

เมื่อกราบแล้วก็นั่งตรงนั้นตลอดเวลาจนกว่าจะกลับ จากนั้นก็กลับบ้านเห็นอาตมาตลอดวัน (พระท่านบอกว่าได้ฌานในสังฆานุสติ) พอตื่นนอนก็เห็นอาตมา เวลาจะทำอะไรถ้าถามอาตมาแล้วอาตมายิ้ม แสดงว่าให้ทำได้ ถ้าไม่ยิ้มแสดงว่าห้ามทำ เมื่อก่อนมาพบหลวงพ่อเธอได้ตีแมลงตัวเล็กๆ บินมาตายบ้าง ไม่ตายบ้าง พอกลับมาจากหาอาตมาแล้ว จะตีแมลงตอนเย็นมองดูหน้าอาตมาไม่ยิ้มเลยเลิกตี เมื่อป่วยท้องเดินร้อนภายในมาก แต่เห็นอาตมายิ้มและสวยขึ้นๆ หนูเลยสบายใจ เมื่อจะตายเห็นแมลงฝูงใหญ่บินมาจะเข้าตา เลยตกใจตอนนี้เอง คน ๔ คนนุ่งแดงที่ยืนอยู่นี่แหละ เธอชี้ไปที่คนนุ่งแดง ๔ คนยืนอยู่ ท่านทั้งสี่ยิ้มชอบใจ

เธอเล่าต่อไปว่า คนนุ่งแดง ๔ คนไปชวนหนูมา หนูจะไม่มา หลวงพ่อบอกว่า “ไปเถอะ พ่อจะไปด้วย” หนูจึงมา เมื่อมาถึงท่านลุงแล้ว หลวงพ่อออกปากฝากท่านลุงแล้วหลวงพ่อก็หายไป หนูเหงาเลยขอให้ท่านลุงเอาหลวงพ่อหนูคืนมา เมื่อกี้ท่านลุงทั้งสองหายไปคงไปตามหลวงพ่อมา อาตมาถามท่านลุงว่า “สอบสวนแล้วหรือยัง” ท่านลุงบอกว่า “เด็กได้ฌานในสังฆานุสติ ฌาน พลัดนิดเดียวที่เห็นแมลง เป็นการตายนอกฌาน เธอไปสวรรค์ได้เลย ท่านมาฝากผมจะต้องสอบสวนอะไรกันอีก”

ในที่สุดทั้งหมดก็พาหนูน้อยไปสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เธอบอกว่า “เธอตายนอกฌานไปพรหมไม่ได้ เธอจะไปอยู่กับท่านปู่” อาตมาถามท่านนายบัญชีว่า “ทำไมเอามาตั้งแต่อายุยังน้อย” ท่านเปิดบัญชีให้ดูและอ่านให้ฟังว่า มีสิทธิ์เป็นมนุษย์ ๗ ปีแล้วกลับที่เดิมคือดาวดึงส์ เมื่อถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เธอเข้าไปหาท่านปู่ สนิทสนมแบบคนรู้จักกันดี เธอสวยมีเครื่องประดับก็สวยมาก แสงสว่างมากด้วยอำนาจสังฆานุสติ..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๘๗ ตายจากเด็กหญิงอายุ ๑๐ ปี ไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เวลา ๙.๐๐น. อาตมาเอนกายลงพร้อมกับอานาปา นุสติ รวมสมาธิเบาๆ จิตก็เคลื่อนออกจากกาย เมื่อออกไปได้ตั้งใจจะไปหาพระ พบท่านลุงพุฒิกับท่านเวสสุวรรณและเทวดาอื่นๆ มากท่าน ท่านยืนอยู่ข้างๆ ร่างกาย ท่านถามว่า “จะไปไหน” บอกท่านว่า “จะไปหาพระ” ท่านบอกว่า “คุยกันก่อน” จึงหยุดคุยกับท่านและเทวดาอื่นๆ ถามท่านว่า “ท่านมาอย่างนี้งานของท่านไม่ขาดหรือ” ท่านเลยชวนไปสำนักของท่าน ไปยืนดูท่านสอบสวน ท่านสุภาพและเมตตาเด็ก ไม่มีอะไรน่ากลัวเหมือนข่าวลือ

เห็นภาพเด็กหญิงอายุ ๑๐ ปี ท่านเรียกมาสอบสวน ท่านจับหัวลูบไปลูบมา ทำตนเหมือนญาติผู้ใหญ่จนเด็กนั้นสบายใจ แล้วท่านจึงถามถึงบุญที่ทำ เด็กคนนี้ดีมากบอกว่า “บูชาพระเสมอ” เมื่อเธอพูดภาพเมื่อเป็นมนุษย์กำลังบูชาพระก็เกิดขึ้นโตเท่าตัวจริง ภาพชัดเจนมาก และบอกว่า “แม่ให้ใส่บาตรพระแทนในตอนเช้า” ภาพนั้นก็เกิดขึ้น ในที่สุดท่านลุงก็บอกว่า “ไปดาวดึงส์นะลูก” มีเทวดานำเธอไปเข้าวิมานที่ดาวดึงส์” ภาพชัดเจนมาก

ต่อมาท่านลุงออกมาจากที่ทำงาน ท่านชี้ให้ดูที่ทำงาน ปรากฏว่าเป็นภาพท่านกำลังสอบสวนอยู่ ถามท่านว่า “เป็นเพราะอะไร” ท่านบอกว่า “ความเป็นทิพย์นึกให้มีรูปแทนก็มี และทำงานได้เหมือนกัน” ถามท่านว่า “เหนื่อยมากไหม” ท่านตอบว่า ความเป็นทิพย์ไม่มีอะไรเหนื่อย เพราะไม่มีธาตุ ๔ ไม่มีอะไรหนัก จึงไม่เหนื่อย ท่านไม่ต้องกลัวขาดงานเพราะมีตัวทิพย์แทนตัว..”

เรื่องที่ ๘๘ ตายจากหญิงสาวอายุ ๑๘ ปี ไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..มีสาวอายุ ๑๘ ปี อยู่จังหวัดอุบลราชธานี ตายเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๓๑ เธอมีรูปร่างค่อนข้างโปร่ง ผิวคลํ้า มีไฝหรือขี้แมลงวันที่โคนขา ทราบจากการสอบถามเธอเมื่อเสร็จจากการสอบสวนแล้ว เมื่อถูกนำตัวเข้าไปสอบสวน ผู้รายงานที่โต๊ะขวามือท่านพระยายมราชได้รายงานบาปของเธอว่า เธอสุ่มปลา จับกบ จับเขียด ปลาไหล ตีงู เพื่อนำมาเป็นอาหาร เธอยอมรับหมด เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศเรื่องทำบุญว่า เธอเคยใส่บาตรแทนแม่เพราะแม่ใช้ให้ใส่บาตร เธอเคยบูชาพระ เธอเคยไปทำบุญที่วัด เคยถวายสังฆทาน เธอยอมรับว่าทำจริง

เจ้าหน้าที่กล่าวต่อไปว่า เธอเคยขโมยไก่ชาวบ้าน เธอค้านบอกว่า “ไก่จะฆ่าในวันรุ่งขึ้น เธอขโมยไปปล่อยที่วัดเพื่อให้ไก่พ้นจากการถูกฆ่า” เมื่อพูดจบ ก็มีไก่ตัวเมียขนลายเดินเข้ามา ไก่ยืนยันว่าคือไก่ที่ถูกเธอขโมย เพราะบ้านนั้นเขาเชือดไก่ขาย วันรุ่งขึ้นจะถูกฆ่า เกิดความไม่สบายใจจึงเดินมาข้างกรงขังเวลากลางคืน พอดีสาวคนนี้เดินมา ไก่จึงยืนดูเธอ เธอได้จับไก่ขึ้นมาแล้วพาไปปล่อยที่วัดใกล้บ้านที่เธอเคยไปทำบุญ เวลานี้ยังมีชีวิตอยู่ มาถึงตรงนี้เกิดสงสัยว่า เมื่อไก่ยังไม่ตาย ไก่มาสำนักพระยายมราชได้อย่างไร

ท่านพระยายมราชบอกว่า “ด้วยบุญของเมตตาบารมีของเธอ บันดาลให้เกิดภาพไก่มารายงาน” เมื่อการสอบสวนเสร็จ ท่านบอกว่า “ความดีของเธอมีมาก ที่ทำบาปเพราะความยากจนบังคับ” ท่านจึงเห็นใจแล้วถามว่า “บุญอะไรที่เธอมั่นใจและจำฝังจิตใจ” เธอตอบว่า “ถวายสังฆทาน เมื่อ ๓ ปีที่แล้วได้ไปวัดท่าซุงกับแม่ ไปเพื่อรับยันต์เกราะเพชร แม่ได้ถวายสังฆทาน เธอเกาะถังใส่สังฆทานและพระพุทธรูป ประเคนหลวงพ่อองค์นี้”เธอชี้มาทางผู้เขียน ภาพนี้เธอจำติดตาและติดใจตลอดเวลา และเมื่อรับยันต์ท่านให้ภาวนา “พุทโธ” เพื่อรักษายันต์ไว้ป้องกันอันตราย เธอก็ภาวนาเสมอ แต่ทว่าเวลาสุ่มปลาวันไหนภาวนา“พุทโธ” ไปด้วย วันนั้นไม่ได้ปลา ดังนั้นเวลาจะสุ่มปลาต้องละพุทโธชั่วคราว

เมื่อท่านพระยายมราชฟังแล้วจึงบอกว่า “เอ็งไปรับผลบุญก่อน ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์วิมานมีคอยเอ็งอยู่แล้ว” แล้วท่านก็สั่งเทวทูตให้พาไปวิมานของเธอ มีเทวดาท่านหนึ่งพาเธอไปวิมาน วิมานของเธอเป็นวิมานอันดับสูงสุดของวิมานทองคำ ทองสุกอร่ามมาก เครื่องประดับวิมานสวยมาก เครื่องประดับกายก็สวย แต่ผ้าที่นุ่งสีเขียว ถามเธอว่า “เพราะอะไรจึงมีผ้านุ่งสีเขียว” เธอตอบว่า “เมื่อเป็นมนุษย์ชอบสีเขียว” ถามเธอว่า “ความดีที่เป็นบุญมีมากขนาดนี้น่าจะไปสวรรค์เลย ไม่น่าจะต้องมาสอบสวน” เธอตอบว่า “เธอป่วยเป็นโรคปวดท้อง มันปวดเสียดมาก จะนึกถึงบุญและภาวนาไม่ไหว แม่บอกให้นึกถึงพระก็นึกไม่ไหว มันปวดเสียดมากจริงๆ ขณะที่ป่วยหนักใกล้ตาย เห็นภาพงูลายสอที่เคยตีเอามาให้พ่อเลื้อยมา หลังจากนั้นอารมณ์ก็มืด นึกถึงบุญไม่ออก อารมณ์มืดไปครู่หนึ่ง มารู้สึกตัวเมื่อเห็นคน ๔ คนนุ่งกางเกงแดงไปรับบอกว่า “ไปเถอะถึงเวลาแล้ว” ก็เดินมากับเขา เขาพาไปรวมกับพวกรอการสอบสวน พอดีกับที่อาตมาไปถึง ก็ถึงวาระที่เธอต้องเข้ารับการสอบสวนพอดี เวลานี้เธอเป็นสุขแล้ว เป็นห่วงพ่อกับแม่ เธอบอกว่า “เธอกำลังเตรียมตัวไปหาพ่อกับแม่” ถามถึงฐานะเมื่อเป็นมนุษย์ เธอบอกว่า ฐานะยากจน ที่ต้องทำบาปเพราะความจำเป็น ไม่ทำก็ไม่มีกับข้าว ใจจริงแล้วไม่อยากทำบาป ชอบทำบุญมากกว่า..”

เรื่องที่ ๘๙ ตายจากคนมาบอกให้ลูกถวายสังฆทานให้โมทนาแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก


“..อาตมากับเพื่อนอีก ๒ องค์ไปเทศน์ที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เขานิมนต์เทศน์ ๒ วัน วันแรกไม่ทราบว่าจะเทศน์เรื่องอะไรดี เพราะเขาไม่ได้กำหนดเรื่องเทศน์ให้ ก็เลยเทศน์เรื่อง “ตายแล้วไปไหน” พูดถึงเรื่องทำบุญตายแล้วไปสู่สุคติ ทำบาปตายแล้วไปสู่ทุคติ พอเทศน์เสร็จมีหญิงชาวจีนคนหนึ่งถือพานดอกไม้ ธูปเทียนมาถวายแล้วถามว่า “เตี่ยของดิฉันตายแล้วเวลานี้ไปอยู่ที่ไหนเจ้าคะ” เมื่อฟังแล้วอาตมาก็คิดว่าสมัยเมื่อท่านเป็นฆราวาสพระเทศน์แบบนี้ชอบถามพระ ไอ้กรรมของตัวเองมันสนองเข้าแล้ว ความจริงถ้าจะบอกก็บอกได้ไม่ยาก แต่คิดว่าเราไม่ควรจะตอบเองจึงส่งให้พระที่เป็นหัวหน้าและเขาเป็นพระคุณาธิการ อยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บวชพรรษาเดียวกันเขาได้กสิณตั้งแต่เป็นเณร เลยบอกว่าไปประเคนองค์โน้น โยมก็ไปประเคน พระองค์นั้นก็คว้าดอกไม้ธูปเทียนมาแล้วก็บอกว่า “ขออนุญาตเข้าห้องสมุดสัก ๓ นาที” แล้วก็ลุกเข้าไปในห้องสมุดไม่ถึง ๓ นาที ก็ออกมาถามว่า “เตี่ยของโยมก่อนจะตายเป็นคนรูปร่างใหญ่โตแข็งแรง ร่างกายมีกำลังดีและมีเสียงดัง ไม่ได้ไว้หนวดใช่ไหม”

โยมตอบว่า “ใช่เจ้าค่ะ” พระก็บอกว่า “ถ้า ๓ อย่างนี้ถูกก็เป็นอันว่าเตี่ยของโยมเวลานี้ไม่มีความสุข เพราะว่าการบำเพ็ญกุศลที่โยมทำไปไม่มีผลเลย” โยมก็ร้องไห้ถามว่า “ทำไม” พระก็บอกว่า “ผีมาบอกว่าการทำบุญของลูกไม่มีผลสำหรับผู้ตาย เพราะว่าเวลาทำบุญมุ่งปรารถนาคนเป็นสำคัญไม่ได้มุ่งปรารถนาผีที่ตาย เวลาทำไม่ได้แสดงคารวะในสิ่งที่เป็นบุญ ไม่ได้ตั้งใจทำบุญจริงๆ มัวห่วงแขกเหรื่อเสียมากกว่า และเวลาทำบุญก็เลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งกันเต็มที่ สิ่งที่เป็นบาปมากกว่าสิ่งที่เป็นบุญ เวลาพระให้ศีลลูกก็ไม่มีโอกาสที่จะสมาทานศีลโดยความเคารพเพราะห่วงแขกที่มา เวลาถวายทานก็ไม่มีการตั้งใจด้วยความเคารพ เวลาฟังเทศน์ก็ไม่ได้ตั้งใจฟังเทศน์โดยความเคารพ เวลาที่บุญหลั่งไหลเข้ามาลูกไม่ได้ตั้งใจรับจึงไม่มีบุญ อุปมาคล้ายๆ กับฝนตกแต่เราไม่ได้เอาตุ่มเอาถังไปรองรับน้ำฝน แต่ไปรองในขณะที่ฝนหายตกแล้วจึงไม่เกิดประโยชน์ หรือเวลาฝนตกก็คิดว่าฝนจะหลั่งไหลลงมาเต็มตุ่ม แต่ทว่าตุ่มตั้งอยู่ภายในบ้าน ฝนไม่สามารถเข้าไปยังตุ่มน้ำได้ฉันใด เวลาที่ลูกทำบุญก็เหมือนกันไม่มีเวลาตั้งใจฟังพระสวดและสมาทานศีลด้วยความเคารพเพราะห่วงแขก ก็เลยไม่ได้บุญ

ผีเตี่ยบอกว่า “เวลานี้มีความหนาวมากได้รับทุกขเวทนามาก หิวโหยมาก” โยมถามว่า “เวลานี้เตี่ยอยู่สวรรค์หรือนรก” พระก็ตอบว่า “ไม่ได้ไปนรกหรอกแต่ก็อยู่เฉียดนรก ยังพอมีโอกาสจะได้รับโมทนาส่วนบุญได้” โยมก็หายจากการร้องไห้ถามว่า “จะทำบุญอะไรเตี่ยถึงจะได้รับ” พระก็บอกว่า “ผีเตี่ยบอกมาว่าให้จัดของถวายสังฆทานมีผ้าไตร ๑ ไตร กับพระพุทธรูปหน้าตักไม่น้อยกว่า ๕ นิ้ว ๑ องค์ โตกว่านั้นก็ได้แต่เล็กกว่านั้นไม่ได้ และเวลาอุทิศส่วนกุศลไม่ให้ว่ายาวๆ ตามที่เขาสอนกัน ให้ว่าเป็นภาษาของตัวเองจะว่าเป็นภาษาจีนหรือภาษาไทยก็ได้ ว่าตรงๆ ว่าผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้วในคราวนี้คือ การบูชาพระรัตนตรัยก็ดี สมาทานศีลโดยความเคารพก็ดี ถวายทานมีพระพุทธรูปกับผ้าไตรจีวรสำหรับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา บุญทั้งหลายเหล่านี้จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าเพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่เตี่ยของข้าพเจ้า เอ่ยชื่อนามสกุล ขอให้มาโมทนาและได้รับผลบุญคือประโยชน์และความสุขเช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดนี้”

พอรุ่งเช้าโยมก็จัดของทุกอย่างตามที่ผีเตี่ยบอกมาถวายเป็นสังฆทาน พอพระเทศน์จบโยมก็นำดอกไม้ธูปเทียนมาถวายแล้วถามว่า “เวลานี้เตี่ยสบายแล้วหรือยัง” พระองค์นั้นก็มองหน้าอาตมา ความจริงพระองค์นี้เขามีฤทธิ์อยู่นิดหนึ่งแต่ไม่ใช่ฤทธิ์ใหญ่ เขาก็มองไปมองมาหาคนแล้วบอกว่า “ประเดี๋ยวโยม จะทำอะไรให้ดู” ปรากฏว่ามีหญิงแก่ๆ นั่งอยู่ท้ายศาลาล้มตึงลงไปแล้วก็ลุกขึ้นมา วิ่งเข้ามาหาโยมที่เตี่ยตายแล้วประกาศว่าเป็นเตี่ยเรียกชื่อได้ถูกต้อง บอกว่าเตี่ยเก็บทองไว้ที่ตรงนั้นเอ็งยังค้นไม่พบ เงินที่เขากู้ไปยังมีอยู่ให้ไปดูหนังสือสัญญายังมีอยู่ และเล่าเรื่องราวตั้งแต่ลูกสาวเป็นเด็กๆ จนถึงเป็นสาว มีใครมารักบ้าง คนรักคนแรกไม่ได้แต่งงานกันเพียงแค่มาสู่ขอกันแล้วคนรักก็ตาย ต่อมาก็แต่งงานกับเพื่อนของคนรักที่มากับคนรักเสมอ โยมก็ก้มลงกราบเชื่อว่าเป็นเตี่ยแน่

ในที่สุดคนในศาลาที่มาฟังเทศน์ประมาณสักพันคนก็มานั่งล้อม อาตมาก็เลยให้คนแก่ที่ผี เตี่ยมาเข้านั่งเก้าอี้แล้วเอาไมโครโฟนเครื่องขยายเสียงไปตั้งใกล้ๆ เพื่อคนจะได้ยินกันถนัด ผีเตี่ยก็ประกาศว่า “การบำเพ็ญกุศลที่ลูกลงทุนไปตั้ง ๓ หมื่นเศษๆ ไม่มีประโยชน์สำหรับเตี่ยเลยเพราะไม่มีอะไรเป็นบุญ แต่บุญคราวนี้มีอานิสงส์มากคือการถวายสังฆทาน โดยทำเงียบๆ สิ่งที่เป็นบาปก็ไม่ได้ทำเลย แม้แต่ไข่ลูกเดียวก็ไม่ได้ทุบ ไม่เลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้ง ทำแบบชนิดเป็นบุญจริงๆ ผลบุญที่ลูกทำคราวนี้มีผลสมบูรณ์ ขณะนี้เตี่ยเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก และก็มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้าหนึ่งพันเป็นบริวาร” และได้ประกาศต่อไปว่า “การทำบุญของเจ้าภาพงานศพที่กำลังจัดอยู่ในวันนี้ก็เหมือนกัน การทำบุญทุกอย่างก็ถูกหมดตรงตามความเป็นบุญ แต่ทว่าผลของบุญน้อยไป พูดแล้วก็ชี้ไปทางห้องสมุดซึ่งมีม่านกั้นอยู่ แล้วบอกว่ามีเหล้าอยู่หลายลัง เหล้านี้เป็นบาปไม่ควรจะมีในเวลาทำบุญ เวลาทำบุญก็ควรจะตั้งใจทำบุญ เวลาเลี้ยงเพื่อนก็เลี้ยงต่างหาก ควรจะแยกกันเป็นคนละเวลา ทำบุญให้เป็นความดีให้เสร็จเสียก่อน ต่อไปค่อยทำความชั่วทีหลัง”

บังเอิญคนที่เป็นเจ้าภาพงานศพวันนี้ก็เป็นหลานของเตี่ยโยมผู้นี้เหมือนกัน เขาทำศพแม่เขารู้สึกว่าเป็นคนมีเงินมาก เจ้าภาพซึ่งเป็นหลานของผีเตี่ยก็ถามว่า “การทำบุญวันนี้แม่ได้รับผลอะไรบ้าง” ผีเตี่ยตอบว่า “แม่ไปนั่งร้องไห้อยู่ขอบวัด และการทำบุญวันนี้สิ้นเงินไปหลายหมื่น ไม่ได้มีประโยชน์กับผีที่ตายเลย ขอให้ทำใหม่ทำแบบที่ลูกสาวเตี่ยทำวันนี้” เจ้าภาพก็รับคำ พอเผาเสร็จวันรุ่งขึ้นก็มาถวายสังฆทานอีกครั้ง

เป็นอันว่าการเทศน์คราวนี้มีผลกับผีที่ตายได้รับความสุข..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๙๐ ตายจากคนไปรออยู่ที่สำนักท่านพระยายมราชโมทนาบุญพระกรรมฐานแล้วไปเกิดเป็นเทวดา


“..วันนี้จะขอเล่าเกร็ดความรู้ที่ได้มาจาก การเจริญพระกรรมฐาน ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้มาเป็นกรณีพิเศษ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ อาตมาไปเทศน์ที่วัดศีรษะเมือง (วัดมหาธาตุ)อำเภอสรรค บุรี จังหวัดชัยนาท วันนั้นเขาทำบุญงานศพ สำหรับงานศพรายนี้ก็ปรากฏว่าลูกสาวเป็นคนจัดงานทำศพพ่อ ได้มาอาราธนาอาตมาเป็นประธาน ก็เลยบอกเจ้าภาพว่า

“จะให้เป็นประธานก็ได้ แต่ถ้าพระเป็นประธานละก้อ การจัดงานศพพ่อก็ดี การจัดงานบวชก็ดี และ การทำบุญทั้งหมด จะมีบาปแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้คือ

(๑) สิ่งใดก็ตามที่เป็นบาปอกุศลจะต้องไม่มีในงานนี้ แม้แต่ไข่ลูกหนึ่งก็ห้ามทุบ ถึงเขาบอกว่าไข่ไม่มีตัวก็ไม่ได้ ใจมันไม่สบาย
(๒) เวลาจัดงานศพ ควรจะหาคนรับรองแขกแทนตัวเอง ใจจะได้ไม่กังวล
เวลาพระให้ศีล ต้องรับศีลให้จบและตั้งใจรับศีลด้วยความเคารพ
เวลาพระสวด ก็ต้องตั้งใจฟังพระสวดจนจบด้วยความเคารพ
เวลาพระเทศน์ ต้องฟังเทศน์ด้วยความเคารพจนจบ
เวลาถวายทาน ให้ตั้งใจถวายทานด้วยความเคารพ
(๓) อย่าให้มีสุรายาเมา เข้ามาเจือปนในงาน
(๔) มหรสพอย่ามีแม้แต่ปี่พาทย์ กลองยาว เพราะคนเล่นส่วนใหญ่มักจะกินเหล้ากัน”

ลูกสาวก็รับคำและปฏิบัติตามนั้น ตอนเช้าบวชน้องชาย ตอนสายก็นำศพพ่อขึ้นศาลา ตอนเพลเลี้ยงพระ ๓๐ กว่าองค์ ถวายผ้าสบง ผ้าไตรจีวร เป็นสังฆทานเต็มอัตรา มีเทศน์ ๒ องค์ อาตมากับเจ้าคุณภาวนาภิรามเถระ ซึ่งเป็นอาจารย์วิปัสสนาญาณองค์หนึ่ง ตอนต้นอาตมาก็บอกอานิสงส์ไปสัก ๑๕ นาที ต่อมาเจ้าคุณภาวนาฯ ซึ่งเป็นองค์ถาม องค์นี้ท่านชอบร่ายยาวอย่างน้อยที่สุดจะต้องพูด ๓๐ นาที ท่านว่าอารัมภบทก่อน

เมื่อท่านเริ่มตั้งนะโม อาตมาก็จับจิตเข้าสู่ความสงบตามแบบฉบับที่หลวงพ่อปานเคยสอนว่า ก่อนจะเทศน์ต้องทำจิตให้เข้าสู่พระกรรมฐานสูงสุดเท่าที่เรามีอยู่ ขณะที่ท่านร่ายยาวอาตมาก็นึกว่าวันนี้ได้กำไร พอจิตวางอารมณ์ได้สบายสัก ๕ นาที ก็นึกถึงคนตายว่า “นายกิ่มแกไปอยู่ที่ไหน” มองดูรอบๆ บริเวณที่เขาทำบุญ เห็นแต่พวกเปรตมายืนเต็มพรืดเป็นแสนรอบศาลาไปหมดแต่ผีนายกิ่มไม่ปรากฏมีอยู่ที่นั้น จึงสงสัยว่า “นายกิ่มน่ากลัวจะมีอันตราย” หมายความว่าแกอาจจะถูกลงโทษด้วยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงกำหนดจิตนึกถึงท่านท้าวมหาราช ถามท่านว่า “เวลานี้นายกิ่มอยู่ที่ไหน ใครควบคุมอยู่ ถ้าอยู่ในช่วงเสวยทุกขเวทนาอยู่ ขออนุญาตครู่หนึ่งได้โปรดนำมาก่อนด้วย เวลานี้เขาทำบุญใหญ่ให้”

จะไปเรียกเขามาเฉยๆ ไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์เลย ท่านท้าวมหาราชท่านให้ลูกน้อง ๒ คนไปบอกเจ้าหน้าที่แล้วจึงนำมา ภาพก็ปรากฏ นายกิ่มเดินมาหน้าตาเศร้าสร้อยมีความทุกข์เหลือเกิน มีโซ่ ๒ เส้นล่ามคอ มีคนจูงหางโซ่ข้างละคน นายกิ่มอยู่ตรงกลาง พอมาถึงก็นั่งก้มหน้าแสดงความทุกข์ข้างธรรมาสน์ เรียกอย่างไรก็ไม่เงยหน้าฟังเลยไม่ยอมพูด จึงถามคนที่คุมมาว่า “ทำไมเป็นอย่างนี้” เขาบอกว่า “กรรมมันหนักครับ” จึงถามว่า “เขาตัดสินแล้วหรือยัง” เขาตอบ “ยังครับ ยังรอการตัดสินอยู่ ถ้าตัดสินแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ถ้าลงนรกไปแล้วไม่มีสิทธิ์ขอท่าน ถ้าได้ก็เพียงแต่ความร้อนลดน้อยลงไปบ้าง” จึงถามว่า “วันนี้เขาบวชลูกชายแกเพื่อทำบุญให้ มีการถวายสังฆทาน เลี้ยงพระบังสุกุล ๓๐ กว่าองค์ และก็มีเทศน์ด้วย จัดว่าเป็นมหากุศล บุญใหญ่ทั้งหมดขนาดนี้ ทำไมจึงโมทนาไม่ได้” เขาตอบว่า “ไม่มีสิทธิ์โมทนา เพราะกรรมหนัก บุญที่ลูกทำให้ก็ดี หรือบุญที่นายกิ่มทำมาแล้วก็ดี เวลานี้กำลังไม่พอ”

แล้วเขาก็เล่าประวัติของนายกิ่ม ว่าเดิมทีทำความไม่ดีมามาก แต่ตอนปลายได้มาพบอาตมานั้นแกทำความดี เวลานั้นอาตมายังอยู่กรุงเทพฯ ขึ้นมาทีไรมานอนพัก ๕ วัน ๗ วัน นายกิ่มก็มานอนอยู่ด้วยทุกวัน ถ้าอาตมาไม่กลับแกก็ไม่กลับ ให้ลูกสาวเอาข้าวต้มมาถวายตอนเช้า ตอนเพลเอาข้าวสวยมาถวาย ตอนบ่ายตอนเย็นเอาเภสัชมาถวาย ทำดีทุกอย่างมาประมาณ ๑๐ ปี เหล้าก็ไม่ดื่ม แต่ทว่าอดีตของแกมันไม่ดี เขาเรียกว่า ต้นคดปลายดี หรือเรียกว่า โจรกลับใจก็ได้ ชั่วกับดีมันกํ้ากึ่งกัน จะลงนรกทีเดียวหรือขึ้นสวรรค์เลยก็ไม่ได้ ต้องสอบสวนก่อน ก็เลยบอกว่า “ความดีเขามีอยู่ แต่เวลาตายจิตมัวหมอง อย่างนี้บุญอะไรเขาจึงจะโมทนาได้” คนที่คุมมาท่านชี้มาที่อาตมาบอกว่า “บุญพระกรรมฐานของท่านช่วยได้” ถามอีกว่า “บุญที่เขาทำมาก่อนกับบุญเวลานี้จะรวมตัวกันหรือไม่” ท่านตอบว่า “รวมตัวครับ” แสดงว่า เวลากุศลกรรมส่งผล ผลบุญทั้งหมดที่ทำไว้ก็จะรวมตัวกันช่วยเสริมทันที ในทำนองเดียวกัน ถ้าเวลาอกุศลกรรมส่งผลเมื่อใด ผลบาปทั้งหมดก็จะรวมตัวกันช่วยเสริมทันทีเช่นเดียวกัน ทำให้ทุกข์หนักมากยิ่งขึ้น

อาตมาจึงบอกให้นายกิ่มตั้งใจฟังและโมทนาตามว่า “กุศลผลบุญใดที่อาตมาเคยบำเพ็ญมาแล้วตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จะพึงให้ประโยชน์และความสุขแก่อาตมาเพียงใด ขอนายกิ่มจงโมทนารับผลบุญนี้เช่นเดียวกับอาตมาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
เพียงเท่านี้ปรากฏว่า โซ่ที่รัดคอล่ามไว้ ๒ เส้นหลุดออกไปจากคอทันทีโดยไม่ต้องปลด นายกิ่มก้มลงกราบอาตมา กราบครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ก็ยังคงสภาพเดิมอยู่ แต่พอกราบครั้งที่ ๓ เสร็จ ลุกขึ้นมาสวยอร่ามเป็นเทวดามีความสวยผิดปกติ หลังจากนั้นก็ไปจับลูก ทักคนโน้นคนนี้ จับคอเขย่าก็ไม่มีใครเหลียวดู เพราะเขาไม่รู้เรื่อง

อาตมาได้ถามคนคุมว่า “ทำไมนายกิ่มจึงสวยมากอย่างนี้” เขาตอบว่า “ด้วยอำนาจบุญพระกรรมฐานที่ท่านให้ สามารถที่จะเปลื้องให้พ้นจากความทุกข์ เมื่อบุญส่วนหนึ่งเข้าถึงใจแล้ว บุญทั้งหมดที่นายกิ่มทำมาก่อนก็ดี บุญที่ลูกสาวทำให้ในวันนี้ก็ดี บุญทั้งหมดก็มารวมตัวกันหมด จึงทำให้เป็นเทวดาที่มีความสวยงามมาก” ก็เลยบอกท่านว่า “ขอขอบใจที่ได้แนะนำฉัน” คนคุม ๒ คนก็เลยบอกว่า “ท่านครับ ผมเองก็ไม่อยากจะทำงานในตำแหน่งนี้เหมือนกัน ต้องคอยมารับคนแบบนี้มันลำบาก ไม่มีความสุข ผมสองคนก็อยากได้บ้าง” ก็เลยถามว่า “ทำอย่างไรเธอทั้งสองจึงจะได้ล่ะ” เขาก็บอกว่า “ท่านให้กับนายกิ่มแบบไหนก็ให้ผมแบบนั้น ผมก็จะได้รับเหมือนกัน”

ก็เลยบอกว่า “อ้าว! แล้วไม่หนีงานเขาหรือ” เขาตอบว่า “นายเขาไม่ถือว่าหนีงานขอรับ ถ้ามีบุญถึงก็จะได้ไปเป็นเทวดา” อาตมาไม่ได้ลงทุนอะไร ก็เลยตั้งจิตอธิษฐานแบบเดียวกันกับที่ให้กับนายกิ่ม พออธิษฐานจบ สองคนโมทนาแล้วเขาก็กราบ ๓ หนๆ ที่ ๓ มีสภาพเหมือนกับนายกิ่ม รูปร่างสวยงามเช่นกัน

เป็นอันว่าอานิสงส์แห่งการเจริญพระกรรมฐาน ถ้าเราจะทำบุญให้แก่คนตาย อันนี้มีประโยชน์มาก แต่ประโยชน์นั้นมันจะต้องถึงตัวเราก่อน ไม่ใช่คนตายจะมีโอกาสมาโมทนาเฉยๆ เราต้องเป็นผู้ให้เขาจึงจะได้รับ สรุปแล้วก็คือ ตัวเราเองต้องมีบุญซะก่อน จึงจะไปอุทิศส่วนกุศลให้คนตายได้ แดนใดที่ไม่มีบุญ ทำแล้วก็ไม่ได้รับเหมือนกัน หมายถึงพระที่ไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำไปเท่าไรก็ไม่มีผล อุทิศส่วนกุศลให้คนตายก็ไม่ได้รับ ทำบุญในเขตที่มีบุญน้อยก็มีอานิสงส์น้อย เขาก็มีความสุขน้อย ถ้าทำบุญในเขตที่มีบุญมาก เขาก็ได้รับผลมาก

ท่านพระยายมราช ท่านบอกว่า ถวายสังฆทานได้บุญดีที่สุด และท่านจะช่วยได้จริงๆ ต้องเฉพาะคนที่ผ่านสำนักท่านเท่านั้น อย่าง สัมภเวสี เปรต อสุรกาย ไม่ผ่านท่านท่านช่วยไม่ได้ และคนที่ลงนรกทันที เวลาตายก็ช่วยไม่ได้เพราะไม่ได้ผ่านสำนักท่าน ท่านได้บอกว่า เพื่อความแน่นอนจะปรากฏให้ทำดังนี้ เวลาทำบุญเสร็จ ก็อุทิศส่วนกุศลให้แก่คนตาย ถ้ายังไม่มั่นใจว่าเขาจะได้รับหรือเปล่า ให้บอกกับท่านว่า ถ้าบุคคลนี้ (ให้เอ่ยชื่อ นามสกุล) ยังไม่มีโอกาสโมทนาเพียงใด ขอท่านพระยายมราชเป็นพยานด้วย ถ้าหากว่าพบท่านผู้นี้เมื่อไร ท่านก็ไม่ต้องสอบสวน ท่านจะให้เขาโมทนาทันที เขาก็จะไปสวรรค์เลย..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๙๑ ตายจากคนมาบอกลูกสาวว่าข้าวของที่เผาไปไม่ได้รับ ให้ถวายสังฆทานแล้วอุทิศส่วนกุศลเจาะจงให้เฉพาะ


“..เรื่องเผาตามประเพณีจีน (กงเต็ก) ผู้ที่ตายไปแล้ว เขาจะเผากระดาษเงินกระดาษทอง ตึกราม รถยนต์ เรือสำเภา ที่ทำด้วยกระดาษไปให้ มีหมอผู้หญิงอยู่จังหวัดพิจิตร เคยมาเจริญพระกรรมฐานที่วัดท่าซุง มีพ่อเป็นคนจีน พอเตี่ยตาย ก็ทำบุญเต็มที่ทั้งประเพณีไทยและประเพณีจีนให้เตี่ยหมดไปหลายหมื่น ปรากฏว่าวันหนึ่งเธอนั่งเจริญพระกรรมฐานเห็นเตี่ยมาบอกว่า “อีหนู ตึก รถยนต์ แบงก์ และข้าวของที่เผาไป เอาขี้เถ้าไปให้เตี่ยไม่ได้รับหรอก ตอนนี้ลำบากมาก” ลูกสาวสงสัยถามว่า “ทำบุญกับพระก็มี ไม่ได้บุญบ้างหรือ”

เตี่ยบอกว่า “เอ็งทำบุญวันนั้นมันไม่ได้บุญนี่” ลูกสาวก็แปลกใจถามว่า “เป็นเพราะอะไรจึงไม่ได้บุญ” เตี่ยบอกว่า “เอ็งเชือดไก่นี่ จ้างเขาฆ่าหมู เวลาทำบุญก็ห่วงแขก พระจะให้ศีลก็ห่วงแขกไม่ได้รับศีล เวลาถวายทานก็ห่วงแขก วันนั้นแขกมามากเพราะเป็นคนกว้างขวาง มีคนรู้จักมาก เป็นห่วงแต่แขกก็เลยไม่ได้ตั้งใจทำบุญ และฆ่าไก่ ฆ่าหมู เลี้ยงเหล้า ไม่มีอะไรเป็นบุญเลยกงเต็กที่ทำให้ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ ไอ้ของที่เผาไปให้ก็ไม่มีความหมาย การทำบุญวันนั้นเลยไม่มีผล เตี่ยไม่ได้รับเลย และเอ็งก็ไม่ได้บุญด้วย แต่ที่เตี่ยไม่ตกนรก ก็เพราะเตี่ยนึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่”

อานิสงส์ของการถวายสังฆทาน
ลูกสาวถามว่า “เตี่ยต้องการอะไร” เตี่ยบอกว่า “ถวายสังฆทานให้ก็แล้วกัน ต้องการพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๕ นิ้วขึ้นไป เตี่ยจะมีรัศมีกายสว่างมาก เพราะเทวดาหรือพรหมถือความสว่างของร่างกาย ไม่ได้ดูที่เครื่องแต่งตัว ต้องการผ้าไตรจีวร เครื่องประดับของเตี่ยจะสวยขึ้นกว่าเดิม

ถ้ามีอาหารด้วย ความเป็นทิพย์ของร่างกายจะดีกว่าเก่า
และเวลาอุทิศส่วนกุศล ให้ออกชื่อเตี่ยโดยเฉพาะคนเดียว ไม่ต้องให้บุคคลอื่น”
ลูกสาวจึงได้มาที่วัดท่าซุงขอถวายสังฆทาน อาตมาบอกว่าถวายสังฆทานที่ไหนก็ได้ มีอานิสงส์ได้บุญทั้งนั้น เพราะการถวายสังฆทานนี้ไม่ได้ถวายเป็นส่วนบุคคล ของสังฆทานนี้ถ้าพระนำไปใช้ผิดประเภท พระก็ลงอเวจีมหานรก จะเอาไปใช้คนเดียวไม่ได้ ต้องเอาไปเข้าหมู่สงฆ์ เข้าเป็นของส่วนกลาง
พอถวายสังฆทานเสร็จแล้วก็ถามว่า “เตี่ยจะสบายไหม” ตอบว่า “เป็นเรื่องของหมอ สบายหรือไม่สบายต้องสัมผัสกันเอง คืนนี้ก็มา เวลาทำสมาธิให้ทำใจปกติ อย่าไปนึกถึงเตี่ย ถ้านึกถึงเป็นนิวรณ์ จิตฟุ้งซ่านมันจะไม่เห็น”

ลูกสาวกลับไปบ้านก็พยายามทำใจแบบนั้น พอใจสบายจิตปลอดจากอารมณ์นึกถึงเตี่ย จิตก็เป็นสุข เห็นเตี่ยมายืนแต่งเต็มยศใส่ชฎาแพราวพราวสวยระยับ และเห็นตัวเองออกไปคุยกับเตี่ยก็สวยคล้ายเตี่ย เพราะว่าการถวายสังฆทานให้คนตายนั้น เราเองเป็นผู้ถวายก็ต้องได้เต็ม ๑๐๐% และผีต้องโมทนาจึงจะได้ แต่บุญก็ยังอยู่ที่เราเต็มที่
ลูกสาวถามว่า “มาทำไม” เตี่ยก็บอกว่า “บุญที่เอ็งทำให้วันนี้ได้รับแล้วเป็นอย่างนี้”

นี่เป็นเรื่องยืนยันของผีนะ ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง ลูกสาวคงไม่ยอมเสียเงินเป็นครั้งที่ ๒ การถวายสังฆทานมีอานิสงส์มาก และไม่ต้องยุ่งไม่ต้องวุ่นวายเหมือนตอนทำครั้งแรก เพราะกังวลน้อยบุญมาก กังวลมากบุญน้อย ถ้างานยุ่งมากเท่าไร อานิสงส์ก็น้อยมากเท่านั้น เพราะจิตที่จะพึงทำมันไม่ปกติ บุญที่จะได้อานิสงส์จริงๆ จะต้องมีจิตปกติมีอารมณ์เป็นสุข

ถ้าจัดงานเป็นพิเศษจะไม่ได้บุญเลย งานยิ่งใหญ่เท่าไร บุญยิ่งหดมากเท่านั้น พอเริ่มงานก็ฆ่าปลา ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ บาปเข้ามาก่อน บุญเข้าไม่ได้ บุญเหมือนแสงสว่าง บาปเหมือนกับความมืดที่ไหนมืด ที่นั้นไม่มีแสงสว่าง ถ้ามีสว่างก็จะไม่มีมืด ที่เขาฆ่าไว้แล้วมีมากมาย ถ้าเราไม่ได้สั่งก็ไม่มีอะไร และจำเป็นนักหรือเวลาทำบุญต้องเลี้ยงเหล้ากันด้วย จะต้องฆ่าสัตว์ พระองค์ไหนเขาสั่ง ลงทุนทำบุญงานศพหมดไป ๕-๖ หมื่น พระได้ไปกี่สตางค์ ค่าอาหารพระฉันไปสักกี่ช้อน มันเป็นหมื่นหรือเปล่า เงินหมื่นจ่ายค่าอะไรกันแน่ หมดค่าเหล้า หมดค่าเชือดไก่เชือดปลาไปเท่าไร อันนี้ตัวบาปทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องบุญ

การถวายสังฆทานนี้ดีที่สุด เป็นบุญใหญ่ด้วย กังวลน้อยด้วย ไปเช่าพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง เวลาซื้อไม่ต้องโมโห อย่าไปขอลดเขามากนักก็แล้วกัน และก็มีข้าวถ้วย แกงถ้วย ขนมถ้วย นํ้าสักแก้ว เขาไม่จำกัด เราคนเดียวทำได้เลยเรียบร้อย บาปนิดเดียวก็ไม่มี ตัวกังวลก็ไม่มี บุญก็บริสุทธิ์

บุญสังฆทานนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทำบุญกับท่าน ๑๐๐ ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายสังฆทาน ๑ ครั้ง และลงทุนก็ไม่มาก กังวลก็ไม่มี
การทำบุญ ถ้าตั้งใจจะอุทิศส่วนกุศลให้ใคร ถ้าทำถูก ทำดี และถ้าเขามีโอกาสโมทนา เขาก็ได้บุญเต็มที่ เราเองก็พลอยได้รับความสุขด้วย..”

เรื่องที่ ๙๒ ตกเครื่องบินตาย มีคนถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้รับไม่ได้คนเดียวเพราะปรามาสพระพุทธเจ้า


“..เมื่อหลายปีก่อนเครื่องบินตกที่ภูเก็ต มีคนตาย ๘๓ ศพ มีคนมาถวายสังฆทานกับอาตมาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คนตาย ตอนก่อนไม่เห็น พอปรารภเข้าก็เห็นหมด พวกนั้นมาปรากฏกายทั้งหมด เพราะมาคอยอยู่ที่นี่หมดแล้ว

บรรดาผีบอกว่า ถวายสังฆทานให้น่ะดี แต่เวลานี้ยังไม่เอา ขอรอให้คนมามากต่างคนต่างทำ ที่นี่เขาบำเพ็ญกุศลมีกำลังสูง พวกเขาต้องการกุศลจากคนทุกคน แกหากินถูกช่องเหมือนกัน
ก็เป็นอันว่า เวลาอุทิศส่วนกุศลจริงๆ รับไม่ได้อยู่คนเดียวเป็นฝรั่ง
ถามเทวดาชั้นจาตุมหาราชว่า “ทำไมรับไม่ได้”
ท่านบอกว่า “คนนี้ปรามาสพระพุทธเจ้า ไม่มีโอกาสโมทนา”
เขาอาจจะข้ามพระพุทธรูปเข้ามั้ง ไม่มีเจตนาชั่ว แต่ปรามาสคิดว่าเป็นตุ๊กตา..”

เรื่องที่ ๙๓ ลูกชายแทงตัวเองตายถึง ๗ แผล มาบอกให้แม่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลออกชื่อเขาโดยเฉพาะคนเดียว


“..มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า ลูกชายแทงตัวเองตายถึง ๗ แผล คิดไม่ออกว่าทำไมไม่เจ็บ อาตมาก็ตอบให้ผู้หญิงคนนี้ฟังว่า ตามธรรมดาอย่าว่าแต่มีดพกแทงเข้าไปเลย แค่เข็มจิ้มเข้าไปก็ไม่ไหวแล้ว หมดแรงที่จะแทงถึง ๗ แผล เราก็นึกว่าถึงวาระเขาแล้วก็แล้วกัน ความจริงคนนี้ลักษณะเขาเป็นคนดี ต้องถือว่าเป็นกฎของกรรมเดิมเข้ามาสนอง เรื่องโกรธเคืองใคร น้อยใจใครขนาดที่จะฆ่าตัวตายนั้น เขาบอกว่าไม่มี เขาทำภาพให้ดู เขาเป็นคนดี ไม่ใช่คนกินเหล้าเมายาหยำเปจนไร้สติ กินก็กินบ้างเป็นของธรรมดา ตามปกติแล้วเป็นคนเฉยๆ ไม่พูดมาก

แม่ตอบว่า “ใช่ค่ะ พูดแต่พูดไม่มาก” ถ้าไม่เมาพูดกับใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี ไม่ใช่คนเกกมะเหรกเกเร และก็เขาก็บอกว่า “มันเป็นกฎของกรรม ที่ผมแทงตัวเองนี่ ผมนึกว่าผมแทงข้าศึก แทงศัตรู” เขาทำท่าให้ดูไม่ต้องไปดูที่ไหน เขายืนอยู่ข้างแม่เขา
อาตมาก็เลยถามว่า “จะเอาอะไร”
อานิสงส์ของการถวายสังฆทาน
เขาก็บอกว่า ขอพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๔ นิ้วหรือ ๕ นิ้วก็ได้ ๑ องค์ จะเป็นพระพุทธรูปโลหะหรือพระพุทธรูปปั้นก็ได้ ผ้าไตร ๑ ไตร อาหารตามสมควร ขอนํ้าดื่มสัก ๑ ขวด จะเป็นนํ้าดื่มธรรมดาหรือจะเป็นนํ้าเป๊ปซี่โคล่าอะไรก็ได้ ถวายเป็นสังฆทาน และให้อุทิศส่วนกุศลเจาะจงออกชื่อเขาตรงๆ เลย ให้เฉพาะเขาคนเดียว เขาจะได้รับเต็มที่และเขาจะมีความสุข เพราะอานิสงส์มีดังนี้คือ
การถวายพระพุทธรูป ถ้าเป็นเทวดาจะมีรัศมีกายสว่างมาก
การถวายผ้าไตรจีวร ได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์
การถวายอาหาร ทำให้มีร่างกายเป็นทิพย์

การที่ขอนํ้า ๑ ขวดนั้น จะได้บริบูรณ์ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีนํ้ากิน และนํ้านี้มีอานิสงส์จะได้สระโบกขรณี เทวดามักจะถือเอาสระโบกขรณีเป็นจุดเด่น ถ้าวิมานไหนไม่มีสระโบกขรณี จะถือว่าวิมานนั้นด้อยกว่าเขา

เรื่องที่ ๙๔ ก่อนตาย ๗ วันคลุ้มคลั่งมาก ลูกจึงเอาพระหลวงพ่อไปคล้องคอให้ เลยมีจิตสบายแล้วหลับตายไปเลย


มีผู้มาถามหลวงพ่อว่า พ่อของลูกอายุ ๙๐ ปี ก่อนที่ท่านจะตายปรากฏว่า ก่อนตาย ๗ วัน ท่านพยายามฆ่าตัวเอง ปิดประตูอยู่ในห้องคนเดียวแล้วร้องขึ้นดังๆ ว่า “ไฟไหม้ๆ” ลูกเห็นว่าจะไม่รู้เรื่องก็เลยเอาพระของหลวงพ่อไปห้อยคอ พ่อก็เลยมีจิตสบาย เมื่อจิตสบายแล้วก็หลับ หลับแล้วก็ตายไปจริงๆ เลย

ลูกขอเรียนถามหลวงพ่อว่า “วัตถุมงคลของหลวงพ่อช่วยให้การตายของพ่อสบายขึ้นหรือเปล่าเจ้าคะ”
“..ถ้าตายสบายก็ดีแล้ว คุณลูกแก้ทัน ต้องถือว่าคุณพ่อก็มีบุญได้ลูกที่เป็นบัณฑิต ถ้าไม่อย่างนั้นร่วงเลยนะ

อาตมาได้ถามท่านลุงพุฒิ (ท่านพระยายมราช) ขณะนั้นเลยท่านลุงพุฒิบอกว่า “ตอนที่เห็นไฟมันชัดมาก ลงนรกแน่นอนไม่ผ่านสำนักท่านพระยายมราชด้วย มาจากโทษปาณาติบาตกับอทินนาทานในอดีตมันตามมาเล่นงานตอนใกล้ตาย แต่ลูกแก้ทัน พอนำพระไปคล้องคอท่าน คือบุญเก่าเข้ามาช่วยเหมือนกัน ถ้าบุญเก่าไม่มาช่วยก็ต้องตายเวลานั้นแหละ พอดีบุญเก่าเข้ามาช่วยลูกเอาพระไปห้อยคอก็นึกถึงพระ พอนึกถึงพระบาปก็ถอยเหลือแต่บุญ”
ก็เป็นอันว่า ถ้านึกถึงพระพุทธเจ้าหรือนึกถึงหรือเห็นสิ่งที่เป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เป็นแค่เชื้อต่อของเก่าเท่านั้นเอง..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:51 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ตายแล้วไปไหน ภาคที่ ๔ ตายจากความเป็นมนุษย์แล้วไปเกิดบนสวรรค์ ตอน ๓

61 เรื่องที่ ๙๕ ตายจากเด็กหญิงอายุ ๑๐ ปี ไปอยู่ที่สำนักพระยายมราช หลวงพ่อให้เธอโมทนาบุญเพื่อได้บุญมากขึ้น

62 เรื่องที่ ๙๖ ผีผู้หญิงออกลูกตายกับผีผู้ชายถูกยิงตายมาขอบุญหลวงพ่อ โมทนาแล้วไปเกิดเป็นเทวดา

63 เรื่องที่ ๙๗ หลวงพ่อไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล คนไข้ที่ตายที่เตียงหลวงพ่อนอนมาขอบุญ

64 เรื่องที่ ๙๘ ตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นท่านท้าวมหาราชบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช

65 เรื่องที่ ๙๙ ท่านหลวงตาอินมรณภาพแล้วไปเกิดเป็นเทวดามีหน้าที่ยืนยามอยู่ทาง ๔ แพร่ง สวรรค์เขตจาตุมหาราช

66 เรื่องที่ ๑๐๐ ตายจากกษัตริย์ไปเกิดเป็นท่านท้าวมหานาคาเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช

67 เรื่องที่ ๑๐๑ เจ้ายี่พระยาท่านมาบอกหลวงพ่อว่าท่านอยู่ชั้นจาตุมหาราช

68 เรื่องที่ ๑๐๒ ท่านขุนไกรตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช

69 เรื่องที่ ๑๐๓ ตายจากคนไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช

70 เรื่องที่ ๑๐๔ ตายจากคนซึ่งรักษาอุโบสถศีลเพียงครึ่งวันไปเกิดเป็นรุกขเทวดาสวรรค์เขตจาตุมหาราช

71 เรื่องที่ ๑๐๕ ท่านรุกขเทวดาที่เสาตกนํ้ามันบ้านคุณเฉลิม คงทอง เป็นเทวดาสวรรค์เขตจาตุมหาราช

72 เรื่องที่ ๑๐๖ ท่านรุกขเทวดาที่เสาตกนํ้ามันมาหาหลวงพ่อที่วัดชิโนรสเป็นเทวดาเขตจาตุมหาราช

73 เรื่องที่ ๑๐๗ ท่านรุกขเทวดาที่ต้นตะเคียน วัดบางนมโค เป็นเทวดาสวรรค์เขตจาตุมหาราช

74 เรื่องที่ ๑๐๘ ตายจากหญิงแก่ที่มีกังวลมากไปอยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดเป็นรุกขเทวดา สวรรค์เขตจาตุมหาราช

75 เรื่องที่ ๑๐๙ ตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดารักษาเขตที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจังหวัดภูเก็ต สวรรค์เขตจาตุมหาราช

76 เรื่องที่ ๑๑๐ ขุนสมาหารราชวัตรตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดาสวรรค์เขตจาตุมหาราช

77 เรื่องที่ ๑๑๑ ตายจากคนอเมริกันที่ให้ทานกับคนที่มีศีลมีธรรมน้อยจึงไปเกิดเป็นภุมเทวดาที่มีบุญน้อยมาก

78 เรื่องที่ ๑๑๒ คนชาติฝรั่งตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดารักษาพื้นที่ที่ชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

79 เรื่องที่ ๑๑๓ นายพลโตโจอดีตแม่ทัพใหญ่ของญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองมาบอกหลวงพ่อว่า "ท่านไม่ตกนรก"

80 เรื่องที่ ๑๑๔ ลักษณะของผีปลวก



เรื่องที่ ๙๕ ตายจากเด็กหญิงอายุ ๑๐ ปี ไปอยู่ที่สำนักพระยายมราช หลวงพ่อให้เธอโมทนาบุญเพื่อได้บุญมากขึ้น


“..ท่านพระยายมราชพาไปที่กลุ่มคนที่คอยการสอบสวนที่สำนักท่านพระยายมราช เดินไปไกลมากจนกระทั่งไปถึงเกือบสุดท้าย ไปพบเด็กผู้หญิงอายุ ๑๐ ปี เป็นโรคอหิวาห์ตายมา ๒-๓ ปีแล้ว ถามว่า “บ้านอยู่ที่ไหน” ตอบว่า “บ้านอยู่อ่างทอง” ถามว่า “ทำไมถึงต้องมาที่นี่” ท่านพระยายมราชบอกว่า “มันนึกถึงบุญไม่ออกครับ และยังไม่ถึงเวลาสอบสวน ถ้าปล่อยให้ถึงเวลาสอบสวนต้องใช้เวลาอีก ๕ ปี ในฐานะที่เธอเคยไปที่วัดของคุณ เคยไปรับยันต์เกราะเพชร เคยไปบูชาพระ เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณจึงพาคุณมา”

ถามเด็กว่า “เธอนึกได้ไหมเคยบูชาพระ” เธอตอบว่า “นึกได้ค่ะ” ถามว่า “นึกได้ไหมว่าเคยรับยันต์เกราะเพชร” ตอบว่า “นึกได้ค่ะ” ถามว่า “ภาวนาว่าพุทโธบ้างหรือเปล่า” ตอบว่า “ว่าบ้างไม่ว่าบ้างค่ะ”

ก็เป็นอันว่าเธอนึกถึงบุญอย่างนี้ได้แล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพื่อให้เธอได้บุญมากขึ้น จงโมทนาบุญของฉัน ที่ฉันบำเพ็ญกุศลมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ฉันจะมีความสุขเพียงใดเพราะบุญนี้ ขอเธอจงโมทนารับผลเช่นเดียวกับฉันนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เมื่อเธอโมทนาบุญแล้วเธอก็มีความสุขทันที..”

เรื่องที่ ๙๖ ผีผู้หญิงออกลูกตายกับผีผู้ชายถูกยิงตายมาขอบุญหลวงพ่อ โมทนาแล้วไปเกิดเป็นเทวดา


“..ผีที่จับได้เขารับสารภาพ ถามว่า “มาจากไหน เขาให้ทำอะไร” ผีตอบว่า “ไม่อยากทำ แต่เขาใช้ทั้งคาถา ใช้ทั้งมัด ใช้ทั้งเฆี่ยน” พอเล่าเสร็จก็ถามว่า “แล้วอยากไปไหม” ผีบอกว่า “ผมอยากพ้นไปครับ” จึงบอกให้โมทนา พอโมทนาผลบุญเท่านั้นแหละเป็นเทวดาทันที เป็นผู้หญิงออกลูกตายคนหนึ่งกับผู้ชายถูกยิงตาย

พอเป็นเทวดาแล้วก็บอกว่า “เพื่อนผมถูกจับอีก ๑๐ คน พรุ่งนี้ผมจะเอามา” ถามว่า “แกจะเอามาได้หรือ” ตอบว่า “ได้ครับ ผมเป็นเทวดาแล้วผมแก้ได้”

พอวันรุ่งขึ้นแก เอามา ๑๕ คน มาเป็นตับเลย ถามลูกศิษย์ท้าวมหาราชว่า “ทำไมไม่กัน” ท่านบอก “อ้าว ก็ท่านบอกให้เอามา” ถามว่า “ใคร” ท่านบอก “ก็ไอ้พวกเมื่อคืนนี้” ทั้งหมดที่มาก็ขอโมทนา มันก็สบายไปหมด ประเดี๋ยวลูกศิษย์ท้าวมหาราชไปแบกมาอีก ๗ คน ไปขโมยเขามา ต้องแบกเข้ามา เขามัด ๓ เปลาะเห็นชัดเลย เชือกมัด ๓ เปลาะกระดิกไม่ได้เลย แล้วก็เฆี่ยนถ้าไม่ทำตาม ใช้ไปแล้วยังใช้คาถาเฆี่ยนตีตามอีก
พอลูกศิษย์ท้าวมหาราชเอาพวกอีก ๗ คนมาก็ถามว่า “จะแก้อย่างไรล่ะ”
ท่านก็บอกคาถาอภิญญาที่พระพุทธเจ้าให้ “สัมปจิตฉามิ”
พอว่าคาถานี้ปั๊บเชือกขาดทันที คนนั้นลุกได้ คล้ายๆ ท่านจะสอนเรา วิธีแก้อย่างนี้ได้ ก็เลยแบกมา..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 18:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๙๗ หลวงพ่อไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล คนไข้ที่ตายที่เตียงหลวงพ่อนอนมาขอบุญ


“..อาตมาเข้าไปพักรักษาตัวในตึกแห่งหนึ่งในโรงพยาบาล นอนพักตอนกลางวัน พอเคลิ้มหลับก็เหมือนมีคนมานอนด้วย มีความสัมผัสว่าเป็นเนื้อคน ปรากฏว่าเป็นผู้ชาย ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็มานั่งคุยด้วย ก็เลยถามว่า “เมื่อวานนี้มาใช่ไหม” ตอบว่า “ใช่ครับ” ถามว่า “ทำไมมาทำแบบนี้ ถ้าคนอื่นเขาอยู่ไม่ได้นะ นี่ฉันไม่เป็นไร” เขาบอกว่า “ผมตายที่เตียงนี้ครับ” ก็ถามว่า “ทำไมมา ยุ่งที่นี่ ฉันจะนอน” เขาบอกว่า “เขามาเพื่อให้ทราบและมีความประสงค์อยากขอความช่วยเหลือ” ก็เลยบอกว่า “ทีหลังจะขอความช่วยเหลือใคร ก็บอกเขาตรงๆ ประการแรกก่อนที่จะเข้ามา ทำให้เขาไม่กลัวก่อน อย่างฉันนี่ทำอย่างไรก็ไม่กลัวแน่ มีทางเดียวฉันกลัวตัวฉันเอง” เขาถามว่า “กลัวแบบไหน” ตอบว่า “กลัวว่าฉันโมโหจับสองขาแกฟาดน่ะซิ” บอกว่า “อย่าเพิ่งครับๆ” แล้วนั่งยองๆ เลย บอก “เอาไปๆ อยากได้ก็ให้โมทนา” เขาโมทนาแล้วก็หายไป การที่เขาเข้าไปอย่างนั้น คนที่อยู่ในนั้นต้องมีบุญ

ทีนี้เขาจะบอกก็ไม่ได้ยิน มาพูดด้วยก็ไม่ได้ยิน มาให้เห็นก็ไม่เห็น ก็เลยทำให้รู้ ถ้าเราเห็นอย่างนี้ไม่ต้องรอทำบุญทำกุศลแล้วค่อยอุทิศส่วนกุศลไปให้ เพราะบุญที่เราทำมันมีแล้ว ผีนี่เขามีความฉลาด เขารู้ว่าบุญเรามี ให้อุทิศส่วนกุศลตรงให้กับเขาเลย ไม่ต้องเสียเงินอีก..”

เรื่องที่ ๙๘ ตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นท่านท้าวมหาราชบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช


“..วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ สองวันที่ผ่านมาร่างกายไม่ดี ใช้กำลังสมถภาวนาไม่ได้ ต้องใช้กำลังวิปัสสนาญาณเป็นตัวยืน อารมณ์ของคนเราถ้าเจริญพระกรรมฐานต้องเข้าใจว่า กรรมฐานที่ทรงตัวจริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๑๑ อย่าง และกรรมฐานแบบคิดอีก ๒๙ อย่าง เวลาที่ร่างกายมีกำลังดี ไม่ป่วยไข้ไม่สบายมากจิตจะทรงตัว ใช้กรรมฐานทรงตัวได้ แต่ถ้าจิตเกิดฟุ้งซ่านขึ้นมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บมันกวนมาก มันเพลียมาก ก็ต้องใช้กรรมฐานคิดใช้วิปัสสนาญาณควบ ไม่ต้องการรู้อะไรทั้งหมด

ท้าวจตุโลกบาล

มาวันนี้อารมณ์เริ่มทรงตัวขึ้นมาบ้าง ก็ใช้กำลังทรงตัวได้ แต่ถ้าใช้กำลังทรงตัวแน่นไปอีกก็ไม่เห็นอะไร พอขยับจิตเคลื่อนลงมานิดหนึ่งอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ ก็เห็นท่านท้าวมหาราชนั่งอยู่ข้างๆท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ เขาเรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล มีหน้าที่รักษาคุ้มครองชาวมนุษยโลก ถ้าสร้างความดีก็หาทางป้องกันช่วยเหลือ จะส่งเทวดาไปอารักขา ถ้าสร้างความชั่วก็สุดวิสัยที่จะช่วยได้ก็อดใจไว้ และก็มีหน้าที่บันทึกความดีความชั่วของคนทั้งการพูด การคิด การทำทุกอย่าง สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชอยู่กึ่งกลางเขาพระสุเมรุ คนที่ตายแล้วมาเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชได้ ต้องเคยได้ฌานสมาบัติ แต่เวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย ถ้าขณะที่ตายเข้าฌานตาย ก็จะไปเกิดเป็นพรหม

ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ
๑) ท่านท้าวเวสสุวัณ คุมด้านทิศเหนือ
๒) ท่านท้าววิรุฬหก คุมด้านทิศใต้
๓) ท่านท้าวธตรฐ คุมด้านทิศตะวันออก
๔) ท่านท้าววิรูปักข์ คุมด้านทิศตะวันตก

ท่านท้าวเวสสุวัณ เป็นท่านท้าวมหาราชคุมด้านทิศเหนือ

ท่านท้าวเวสสุวัณ เป็นท่านท้าวมหาราชคุมด้านทิศเหนือ และเป็นประธานของท้าวมหาราชทั้ง ๔ บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ในเมืองมนุษย์มักจะทำสัญลักษณ์เป็นรูปยักษ์ จะเห็นได้ตามวัด ตามถํ้าจะมีรูปปั้นยักษ์อยู่ทางด้านหน้าทางเข้า ก่อนที่ท่านจะมาเป็นท่านท้าวมหาราชเขตจาตุมหาราช ถอยหลังไป ๑ ชาติ ในตอนต้นเลยทีเดียวที่ยังไม่มีพระพุทธศาสนา มีแต่ศาสนาพราหมณ์ ท่านมีนามว่า “กุเวรพราหมณ์” เป็นชื่อเดิม ต่อมาท่านเป็นกษัตริย์ครองกรุงราชคฤห์มหานครทรงพระนามว่า “พระเจ้าพิมพิสารบรมกษัตริย์” ท่านเกิดรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารครองกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งต่อมาทรงออกผนวชบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรง พระนามว่า “สมเด็จพระสมณโคดม” ท่านมีพระสหายอีก ๒ องค์คือ พระเจ้าปเสนทิโกศลครองกรุงสาวัตถีกับท่านพันธุรเสนา รวมเป็น ๔ องค์ เป็นเพื่อนรักกันมาก ต่างคนต่างเป็นลูกกษัตริย์ สมัยนั้นไปเรียนหนังสือที่เมืองตักศิลาด้วยกัน

ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารทรงออกมหาภิเนษกรมณ์ พระเจ้าพิมพิสารทรงคิดว่ามีเรื่องราวกับใคร จึงนิมนต์ให้เข้าประทับในเมือง จะมอบอำนาจให้ครึ่งหนึ่งและสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง ให้เป็นมหาอุปราช พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า “ไม่ได้หนีใคร ทรงเบื่อความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องการแสวงหาโมกขธรรม คือธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้นจากความตาย และต้องการเอาธรรมนั้นมา สอนคนอื่น”
พระเจ้าพิมพิสารจึงบอกว่า “ถ้าพระองค์ทรงบรรลุเมื่อไร ขอมาโปรดท่านก่อน”
พระพุทธเจ้าก็ทรงรับ เมื่อองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็ทรงสอนคนมาตามทาง จนกระทั่งถึงกรุงราชคฤห์มหานคร พบพระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร ก็ทรงเทศน์ พอเทศน์จบปรากฏว่า พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันพร้อมกับคนจำนวนมาก หลังจากนั้นก็ได้อาราธนาพระพุทธเจ้าเข้าประทับในพระเวฬุวันมหาวิหาร

อานิสงส์ของการถวายทาน
ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่นั้น พระเจ้าพิมพิสารไปเฝ้าทุกวัน ได้ถวายทานทุกวัน ฟังเทศน์ทุกวัน จึงมีอานิสงส์ดังนี้คือ
การถวายทาน เป็นปัจจัยให้ได้ทิพยสมบัติ
การถวายพระเวฬุวันมหาวิหาร เป็นเหตุให้ได้วิมานสวยงาม
กำลังความเป็นพระโสดาบันและทรงฌานสมาบัติด้วย เป็นเหตุให้มีกำลัง เมื่อไปเป็นเทวดาก็ทรงอำนาจมาก

เวลาที่ท่านจะตาย ท่านถูกลูกชายคือ พระเจ้าอชาตศัตรู ทรมาน คือพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นกบฏทรยศต่อพ่อ แย่งราชสมบัติแล้วก็ทรมานพ่อ โดยจับขังคุก ต่อมาให้อดข้าว เมื่อท่านยังเดินจงกรมได้ ท่านอยู่ด้วยธรรมปีติ แม้จะอดข้าวก็ไม่ตายผิวพรรณยังผ่องใส ในที่สุดเขาก็เฉือนเท้าไม่ให้เดิน ท่านก็มีความเจ็บปวดมาก แต่จิตใจก็นึกถึงองค์สมเด็จพระจอมไตร ท่านก็มีจิตใจชุ่มชื่น ปวดน่ะปวด แต่ท่านก็ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาว่า คนเราที่เกิดมาทุกคน แม้ฐานะจะต่างกัน แต่สภาพจริงๆ มันเหมือนกันคือ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นเหมือนกันหมดทุกคน และก็เดินเข้าไปหาความแก่ มีทุกขเวทนา มีการทรมานจากร่างกาย และในที่สุดก็เป็นคนตาย ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ จะเป็นเศรษฐี คหบดี หรือคนยากจนก็ตาม มีสภาพเหมือนกันไม่มีอะไรแตกต่างกัน

พระเจ้าพิมพิสารบรมกษัตริย์ท่านเป็นพระโสดาบันขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เวลาตายท่านออกด้วยกำลังของฌาน ๔ จะต้องไปเกิดเป็นพรหม แต่พอจิตแยกออกจากกายแล้ว ท่านมีความรู้สึกด้วยอำนาจกำลังจิตที่เป็นทิพย์ว่า ก่อนที่ท่านจะมาเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสารท่านเคยเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชมาก่อน ท่านก็เลยไม่ไปอยู่พรหม มาอยู่ชั้นจาตุมหาราชที่เดิม เมื่อท่านเป็นเทวดาแล้ว ท่านก็ฝึกฝนจนเป็นพระอนาคามี และท่านไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว

ท่านท้าววิรุฬหก ท่านเป็นท้าวมหาราชคุมด้านทิศใต้

ท่านท้าววิรุฬหก ท่านเป็นท่านท้าวมหาราชคุมด้านทิศใต้ บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ในเมืองมนุษย์มักเข้าใจว่า ท่านท้าววิรุฬหกและบริวารของท่านเป็น กุมภัณฑ์
“กุมภะ” แปลว่า “หม้อ” ท่านจึงแสดงรูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนกับพ้อมใส่ข้าว ผิวดำปี๋ พุงก็ปลิ้น คอก็สั้น หัวก็โต ฟันก็ขาว เขี้ยวก็โง้งออกจากปาก มีริมฝีปากนูนๆ ตาใหญ่มาก สว่างแวววาวเหมือนกับไฟฉาย มองส่ายไปส่ายมา ทำให้น่ากลัว แต่ความจริงท่านสวยสดงดงามมาก ท่านมาบอกอาตมาว่า ในสมัยเป็นมนุษย์ท่านเป็นคนกรุงเทพฯ อาชีพของท่านเป็นคนมีเงินเดือน เป็นหัวหน้าคนกลุ่มใหญ่มีคนใต้บังคับบัญชานับพันคน ท่านบอกท่านเคยมีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน เคยเข้าสมาคมกับขุนนางชั้นสูงและกับคนทุกชั้น เพราะท่านมีเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร ท่านถือว่าทุกคนฐานะไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่กำลังใจเท่านั้น นอกจากนั้นท่านมีความต้องการหนังเหนียวยิงไม่ออก แคล้วคลาดจากอาวุธ และสามารถแสดงฤทธิ์ ท่านมีอาจารย์เป็นพระและเป็นฆราวาสก็มี ถ้ามีความดีเป็นกรณีพิเศษ การทำให้หนังเหนียวต้องใช้คาถา ก่อนที่จะใช้คาถาทั้งหมด ท่านต้องมีความเคารพพระพุทธเจ้าด้วยความจริงใจ เคารพในพระธรรมคำสอน และเคารพในพระสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ หลังจากนั้นต้องทำจิตให้มั่นคงโดยภาวนาให้จิตทรงตัว ก็คือ จิตเป็นสมาธินั่นเอง ถ้าจิตมีสมาธิสูง กำลังอานุภาพที่ต้องการก็จะมีอานุภาพมาก ถ้ากำลังสมาธิตํ่าของที่เรียนมาก็มีอานุภาพตํ่า การท่องคาถาอาคม การปลุกตัว การปลุกของ ต้องทำทุกวันเพื่อความมั่นคง จิตต้องเข้าถึงฌานสมาบัติ แต่เวลาที่ท่านตาย ท่านไม่ได้เข้าฌานตาย
เมื่อตายแล้วท่านไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช ต่อมาก็ขึ้นเป็น เทวดาชั้นอินทกะ (คำว่า “อินทกะ” แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่” คือเป็นรองท่านท้าวมหาราช อินทกะนี้มีได้ทิศละพันองค์ พร้อมที่จะเป็นท้าวมหาราชได้ตามความสามารถและวาสนาบารมี ในเมื่อท่านท้าวมหาราชไปจากชั้นนี้ คือจากชั้นจาตุมหาราชไปเกิดเป็นเทวดาชั้นสูงบ้าง หรือว่าไปเป็นพรหมบ้าง หรือมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ตาม) จากอินทกะท่านก็เป็นท้าวมหาราช คือท่านท้าววิรุฬหกในปัจจุบันนี้

ท่านท้าวธตรฐ ท่านเป็นท้าวมหาราชคุมด้านทิศตะวันออก

วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ เห็นท่านท้าวมหาราชมานั่งอยู่ องค์หนึ่งมาตัวสูงเท่ายอดตาล จึงหันไปถามว่า “ใคร” ท่านท้าววิรุฬหกตอบว่า “ท่านธตรฐครับ” พอท่านเข้ามาใกล้ก็เลยถามว่า “ทำไมสูงเหมือนเปรตแบบนี้ล่ะ” ท่านตอบว่า “อย่างนี้เขาเรียกสูงแบบเทวดา ไม่ใช่สูงแบบเปรต” ถามท่านท้าวธตรฐว่า “อดีตของท่านเคยเป็นอะไรมาตอนเป็นมนุษย์” ท่านตอบว่า“อดีตผมเป็นพระราชาเมืองพาราณสีครับ” ก็เลยถามท่านว่า “เวลานั้นไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นเทวดาได้อย่างไร”
ท่านตอบว่า “เทวดาหรือพรหมไม่จำเป็นต้องนับถือพระพุทธศาสนาเสมอไป พราหมณ์ก็เป็นเทวดาเป็นพรหมได้” เวลานี้ท่านเป็นพระอนาคามี เป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง ท่านไม่กลับลงมาเกิดอีกแล้ว

ท่านท้าววิรูปักษ์ ท่านเป็นท้าวมหาราชคุมด้านทิศตะวันตก
ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ วันเดียวกันนั้นอาตมาได้หันไปถาม ท่านวิรูปักษ์ ว่า “อดีตท่านเป็นอะไร” ท่านตอบว่า “อดีตผมอยู่ปักษ์ใต้ ประเทศไทยนี่เอง เป็นผู้ชายไทย ฐานะสูงมากสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ฌานสมาบัติแต่เวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย ตายแล้วไปเป็นอินทกะเลย เมื่อท่านวิรูปักษ์องค์เก่าขึ้นไปเป็นพรหม ท่านก็ขึ้นเป็นแทน ท่านเก่งมาก
เป็นอันว่าก็ได้ทราบประวัติของท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ แล้วว่าใครเป็นใคร ทำให้ทราบว่าการเป็นเทวดาก็ไม่หนักสำหรับพวกเรา การเป็นพรหมก็ไม่หนัก การไปพระนิพพานก็ไม่หนัก การไปนรกก็ไม่หนัก ชอบทางไหนก็ไปได้ทั้งนั้น..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 19:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๙๙ ท่านหลวงตาอินมรณภาพแล้วไปเกิดเป็นเทวดามีหน้าที่ยืนยามอยู่ทาง ๔ แพร่ง สวรรค์เขตจาตุมหาราช


“..ถ้าออกเดินทางจากโลกมนุษย์มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก จะเห็นทางใหญ่ขาวโพลนแลดูใสสะอาดดีกว่าถนนชั้นหนึ่งในเมืองมนุษย์ เดินไปสักครู่หนึ่งจะถึงทาง ๔ แพร่ง ความจริงพวกที่เขาได้ฌาน เขาเดินไม่นานหรอกเพียงแค่หายใจเข้าไม่ทันหายใจออกก็ถึงแล้ว นี่เราค่อยๆ ไปกันช้าๆ มองไปข้างหน้าเห็นทางใหญ่ขาวลาดลง มองไปทางซ้ายเห็นเป็นเนินขึ้นน้อยๆ เป็นทางขาวใหญ่เหมือนกัน มองไปทางขวาเป็นทางชันขาวใหญ่เหมือนกัน แล้วมองมาทางด้านหลังก็เป็นทางที่เราเดินออกมาจากโลกมนุษย์

เทวดาอิน เป็นยามอยู่ทาง ๔ แพร่ง
ที่ตรงทางแยก ๔ แพร่งนี้มีเทวดาอยู่ ๑ องค์ยืนยามอยู่ ท่านมีเครื่องทรงสีแดง ผ้าที่นุ่งก็มีพื้นสีแดง เสื้อที่ใส่ก็มีพื้นสีแดง บนศีรษะบางทีก็โพกผ้าสีแดง บางทีก็สวมมงกุฎ ผ้าที่นุ่งเสื้อที่ใส่ประดับไปด้วยเพชรนิลจินดา ขาวแพรวพราวไปหมด รูปร่างท่านสง่าผ่าเผยสวยสดงดงามมาก คนที่ว่าสวยในเมืองมนุษย์ทาบไม่ติด เทวดาไม่มีแก่มีแต่หนุ่ม ท่านยืนยิ้มด้วยความใจดี

พระที่ท่านนิพพานแล้วชอบเรียกท่านว่า “เทวดาอิน” ไม่ใช่ท่านพระอินทร์นะ คนละองค์กัน สมัยที่ท่านเป็นมนุษย์ท่านบวชเป็นพระ ชื่อว่า “หลวงตาอิน” ท่านได้ฌานสมาบัติแต่เวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย เมื่อตายแล้วก็ไม่ได้ไปเป็นพรหม จึงมาเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช มีหน้าที่ยืนยามอยู่ทาง ๔ แพร่ง พระที่ได้ฌานสมาบัติท่านหนึ่งชื่อว่า “อาจารย์ฉัตร” องค์นี้เก่งมาก เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโคเหมือนกันแต่เป็นรุ่นพี่ ท่านบอกว่าเวลาจะไปละก็ให้ไปพบกับเทวดาองค์นี้ ท่านจะถามว่า “ไปเลยหรือว่ากลับ”

คำว่า “ไปเลย หมายถึงว่าตายไปแล้ว” ถ้าหากบอกว่า “กลับ ก็หมายถึงพระที่ได้ฌานหรือฆราวาสที่ได้ฌาน ไปแล้วต้องกลับ” ก็บอกท่านว่ากลับ จะไปนรกหรือว่าจะไปสวรรค์ หรือจะไปพรหมโลก ก็บอกท่าน พอถึงเวลาใกล้สว่างถ้ายังไม่กลับ ท่านก็จะไปตามบอกว่า “เวลานี้ใกล้สว่างแล้วให้กลับได้” นี่คือหน้าที่ของท่านเทวดาอิน

ถ้าหากพวกเราผ่านไปแบบช้าๆ ท่านก็จะถาม แต่ถ้าไปเร็วปรี๊ดปร๊าดท่านก็จะถามไม่ทัน ท่านบอกว่า “พวกนี้เสียมารยาท ไม่เคารพต่อพระภูมิเจ้าที่เทวดายาม” ท่านว่าพวกมนุษย์โดยมากมารยาทไม่ค่อยดี แม้จะเป็นพระเป็นเจ้าก็ตาม ผ่านมาตรงนี้น่าจะคุยกันก่อน แต่ไม่ค่อยจะมีใครคุยหรอกรีบไปกันเลย ถ้าเวลาเห็นพระผ่านไป ท่านมักจะยกมือไหว้แสดงความเคารพ ถ้าเป็นฆราวาสท่านก็จะกล่าววาจาเป็นสัมโมทนียกถา คือวาจาที่ไพเราะน่าฟัง นี่เป็นจริยาของท่านเทวดาอิน

เรื่องที่ ๑๐๐ ตายจากกษัตริย์ไปเกิดเป็นท่านท้าวมหานาคาเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช


“..ท่านท้าวมหานาคา เวลานี้ท่านเป็นเทวดาชั้นวชิระของท่านท้าววิรูปักษ์ เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชด้านทิศตะวันตก ท่านอยู่ที่ต้นโพธิ์ริมน้ำวัดท่าซุง แต่ไม่ได้อยู่ที่กิ่งโพธิ์ เป็นเขตที่ท่านอารักขาบริเวณวัด อาตมาได้ตั้งศาลไว้ข้างต้นโพธิ์ เพราะท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ตามอานุภาพของท่าน ท่านเป็นผู้มีคุณมาก สมัยที่หลวงพ่ออยู่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ท่านได้มาบอกว่า ท่านอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่งหลังจังหวัดชัยนาท แต่ท่านไม่ได้อยู่ประจำ ในอดีตสมัยที่ท่านเป็นมนุษย์ท่านเป็นกษัตริย์ปกครองที่บริเวณนี้

สมัยนั้นอาณาจักรไม่กว้างนัก ปกครองชัยนาทยันกำแพงเพชร ท่านมีลูกชายลูกหญิง ท่านเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติซึ่งอยู่ในภูเขาลูกนี้ มีทองแท่งสำเร็จรูปหนักประมาณ ๑๓ ตันเศษ มีทองรูปพรรณหนักประมาณครึ่งตัน กับบรรดาเครื่องเพชรอีก ๓ ถัง มีสร้อยเพชร ต่างหูเพชร ร่างแหเพชร แหวนเพชร และเพชรที่ยังไม่ได้ประกอบเป็นหัวแหวนอีกมาก มีแหวนทองคำ มีแท่งเงิน และอะไรต่ออะไรที่มีค่าอีกมาก

สำหรับทองส่วนนี้สมัยนั้นท่านได้แบ่งให้ลูกชายคืออาตมา ซึ่งเวลานั้นพร้อมที่จะเป็นยุพราช ท่านท้าวมหานาคาอดีตท่านพ่อของอาตมาได้มาบอกยกให้ถึง ๒ ครั้ง โดยทำแผนที่บอกทางให้ ทำเครื่องหมายให้ แต่ไม่รับโดยอ้างเหตุผลว่า ถ้าขุดขึ้นมาเมื่อไรก็จะต้องตายเมื่อนั้น หมายถึงคนจะปล้นและก็จะต้องตาย จึงมอบถวายไว้ในพระพุทธศาสนา เป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา และสังฆบูชา..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 19:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๑๐๑ เจ้ายี่พระยาท่านมาบอกหลวงพ่อว่าท่านอยู่ชั้นจาตุมหาราช


“..สมัยที่อาตมาอยู่ที่วัดชิโนรส เจ้าคุณสุวรรณเวที ให้หลวงพ่อไปเทศน์แทนที่ตำบลคอน หรือที่เขาเรียกว่าโคกดอกไม้ ได้ไปพักที่วัดศีรษะเมือง ตอนเย็นก็มานั่งอยู่ที่ศาลาการเปรียญ พระอาทิตย์ลับไปแล้วแต่แสงสว่างมากเหมือนกับเวลาบ่าย ๓ โมงเย็น จึงคิดในใจว่าบ้านนี้เขาอย่างไรกันนะ ในเมื่ออากาศสว่างอย่างนี้ทำไมเขาจึงจุดตะเกียงกัน ขณะที่นั่งมองไปมองมาด้วยจิตเป็นสุขเพราะอากาศโปร่ง ก็เห็นชาย ๒ คน รูปร่างใหญ่โตแต่มีสัดส่วนสมส่วนจริงๆ ลักษณะสวยมากสมศักดิ์ศรีเป็นชายชาตรี ผิวขาวเหลือง นุ่งผ้าพื้นใส่เสื้อแบบคนโบราณแบบเจ้า

เจ้ายี่พระยา มาเล่าถึงประวัติความเป็นมา
พอเดินเข้ามาถึงก็มายืนใกล้ๆ ข้างหน้า อาตมาก็ยืนขึ้น ศีรษะของอาตมาสูงแค่ราวนมของท่านเท่านั้นเอง ถามท่านว่า “ท่านคือใคร ชื่ออะไร” ท่านตอบว่า “ผมคือเจ้ายี่พระยา และคนนี้เป็นพระยา (จำชื่อไม่ได้) เป็นนักรบคู่พระทัย” ก็เลยถามท่านว่า “ท่านมาทำไม” ท่านก็ถามว่า “แล้วท่านมานั่งอยู่ทำไม” ก็บอกว่า “นั่งตากอากาศเย็นๆ ดี” และถามต่อว่า “เจ้ายี่พระยาเกี่ยวข้องอะไรกับอำเภอสรรคบุรี” ท่านก็บอกว่า “ในสมัยเมื่อผมเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินคือพระอินทราชา ผมเป็นเจ้าเมืองด่านอยู่ที่นี่ และเจ้าอ้ายพระยาเป็นพี่แต่เป็นลูกเลี้ยง ตั้งเมืองด่านอยู่ที่สุพรรณบุรี และเจ้าสามพระยาน้องชาย ตั้งเมืองด่านอยู่ที่ชัยนาท”

ถามท่าน “เวลานี้ท่านมาทำไม” ท่านก็บอกว่า “เห็นท่านมาที่นี่ผมก็มีความสนใจในท่าน” ถามว่า “สนใจอย่างไร” ท่านบอก “สนใจว่าท่านมาองค์เดียวและการมาของท่านก็มาดี มาเทศน์และอีกประการหนึ่งเมื่อตอนกลางวัน เห็นนั่งคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านมาหามากเขามีทุกข์ พยายามพูดให้เขามีความสุขเพราะเขาหาที่พึ่งไม่ได้” ก็เลยถามท่านว่า “เวลานี้ชาวบ้านเขาจุดตะเกียงกันทำไม จุดกันตั้งแต่ตอนกลางวัน” ท่านก็บอกว่า “ความจริงมันคํ่าแล้วครับ แต่ด้วยอำนาจของผมทำให้ท่านเห็นเหมือนกลางวัน” จึงหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเวลานั้นเป็นเดือน ๑๒ เกือบจะ ๒ ทุ่ม ถามท่านว่า “เวลานี้ท่านอยู่ที่ไหน”

ท่านตอบว่า “ท่านอยู่ชั้นจาตุมหาราช” ถามท่านว่า “เวลาที่ฆ่ากันตายมันน่าจะลงนรกเพราะจิตเป็นบาป ทำไมจึงไม่ลงนรก” ท่านตอบว่า “ในฐานะผมเป็นนักรบ นักรบสมัยก่อนเขามีความเคารพของศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พระที่ห้อยคออยู่ เขานึกถึงทุกวันจนกระทั่งจิตเป็นฌาน ฌานก็คืออารมณ์ชิน ก่อนจะไปไหนก็ต้องยกพระขึ้นบูชาและอาราธนาก่อนจะไปไหน” ในเมื่อผมกับพี่ชายคือ เจ้าอ้ายพระยา ตกลงกันเรื่องทรัพย์สินไม่ได้ ก็ท้ารบกันตัวต่อตัว บังเอิญชะตาถึงฆาต เรียกว่า ชะตาถึงฆาตด้วยกันทั้งสองคน ฟันพร้อมกันขาดสะพายแล่งพร้อมกัน อาตมาถามว่า “พระที่คอไม่ช่วยหรือ”

ท่านตอบว่า เมื่อถึงวาระพระที่คอก็ช่วยไม่ได้ แต่ว่าในกาลก่อนๆ เรื่องมีดมีคมนี่รับรองว่าไม่เข้าแน่ ฉะนั้นก่อนที่จะไปรบ ก็ต้องอาราธนาพระก่อน ขณะที่เข้าปะทะกันก็นึกถึงพระ ในเมื่อนึกถึงพระจิตก็เป็นกุศล ตายจากคนจึงไม่ลงนรก ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช เป็นนักรบเช่นเดียวกัน

การที่นำเรื่องราวความเป็นมาของชีวิตที่ท่านเจ้ายี่พระยามาบอกให้ฟัง ก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า “การตายนี้มีสภาพไม่สูญ ตายแล้วมีการเกิด ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด..”

เรื่องที่ ๑๐๒ ท่านขุนไกรตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช


“..ท่านท้าวมหาราชท่านมาบอกว่า ท่านท้าวเวหน เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช ท่านคือ “ขุนไกร” บิดาของ “ขุนแผนหรือพระยากาญจนบุรี” อาตมาให้ช่างประเสริฐที่วัดท่าซุงปั้นรูปท่านไว้แต่ไม่มีแบบปั้น จึงบอกว่าให้ปั้นตามใจชอบ ช่างจึงปั้นรูปหน้าคล้ายลุงวงษ์พี่ชายของอาตมาที่ตาย และเคยอยู่ที่วัดท่าซุง
เมื่อปั้นเสร็จแล้วจึงนำกระดูกลุงวงษ์เข้าบรรจุไว้ ให้ชื่อว่า “นายวงษ์ สังข์สุวรรณ” ที่รูปนั้น แต่ความจริงเป็นรูปของ “ขุนไกร”

ที่ว่าเป็นรูปของท่านขุนไกรจริงๆ ก็เพราะว่า มีครั้งหนึ่งที่อาตมาไปกรุงเทพฯ ก็มีคนจะมาถ่ายรูปท่านขุนไกร คนที่อยู่วัดก็ดี พระก็ดี ไม่มีใครรู้จักท่านขุนไกร คนที่มาก็บอกว่าท่านขุนไกรไปเข้าทรงที่แม่สอด การเข้าทรงของท่านพูดอะไรก็ตรงไปตรงมา จริงทุกอย่าง แต่ทว่าพอเขาจะถ่ายรูปท่านก็บอก “มึงจะถ่ายอะไรวะ ถ่ายรูปเวลานี้ มึงก็ถ่ายรูปอีคนทรง มันจะติดกูได้อย่างไร รูปกูเขาปั้นไว้ที่วัดท่าซุง ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ ๖ กิโลเมตร จังหวัดอุทัยธานี เขาปั้นไว้เหมือนเปี๊ยบเชียว ไปขอถ่ายที่นั่น”

พระที่วัดก็เลยบอกว่า รูปอื่นไม่เห็นมี มีแต่รูปปั้นคุณลุงวงษ์ เวลานั้นรูปปั้นใหญ่มีรูปเดียวยังไม่มีรูปใคร เขาก็ถ่ายภาพไป จึงได้ทราบว่า ท่านท้าวเวหน ก็คือท่านขุนไกรบิดาของท่านขุนแผนหรือท่านพระยากาญจนบุรี..”

เรื่องที่ ๑๐๓ ตายจากคนไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช


“..วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ อาตมาเทศน์ที่ศาลานวราช ได้เล่าถึงหลวงปู่กล่อม หรือพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณธรรมวราลังการ เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม ท่านไปสำนักท่านพระยายมราชไปพบผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถูกท่านพระยายมราชเรียกมาสอบสวน เธอยืนยันว่าก่อนที่เธอจะตาย เธอเป็นมนุษย์ ความชั่วเธอก็ทำที่เรียกกันว่า ความชั่วเธอก็มี ความดีเธอก็ปรากฏ นั่นคือตามปกติเวลาที่ทำความชั่ว บาปอกุศล เป็นความจำเป็นเธอก็ทำ แต่ทว่ายามพลบคํ่าเธอก็บูชาพระ สวดมนต์ ตอนเช้าก็ใส่บาตร วันพระก็ไปทำบุญที่วัด จิตใจตั้งอยู่ในอำนาจของกุศลสลับกันไป ระหว่างความชั่วกับความดี

เมื่อไปถึงสำนักท่านพระยายมราช เธอก็นึกถึงความดีขึ้นมาได้เธอก็บอกว่า “เธอเคยใส่บาตรกับพระสงฆ์ เธอมีความเคารพและเอาจิตจับในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาก เคยให้ทานการกุศล เคยฟังเทศน์” เมื่อเธอนึกถึงความดีได้อย่างนี้ ท่านพระยายมราชก็บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เธอไปรับผลของความดีก่อน” เมื่อเธอไปแล้ว หลวงปู่กล่อมก็ติดตามไปและก็พบว่า เธอไปเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช

ตอนนี้ขอให้หลวงปู่ท่านถามนางฟ้าองค์นี้ว่า “คนที่เจริญพระกรรมฐานได้มโนมยิทธินี่ จะไปสวรรค์ทุกคนไหม” เพราะในสภาวะที่จิตเธอเป็นทิพย์ เธอรู้ตามความเป็นจริง เธอก็ตอบว่า “ไม่แน่นัก บางคนก็ลงนรกเหมือนกัน เพราะว่าการเจริญพระกรรมฐานโดยเฉพาะมโนมยิทธิ ถ้าคิดว่าตัวดี ตัวเลิศ ไม่ยับยั้งในการกระทำความชั่ว ตายแล้วก็ลงอบายภูมิได้เหมือนกัน ถ้ายังไม่ถึงพระโสดาบันเพียงใด ก็เอาแน่นอนของใจไม่ได้เพราะยังคบความดีและคบความชั่วอยู่”

นี่เป็นถ้อยคำของนางเทพธิดาที่ไปอยู่ใหม่ เธอบอกให้ทราบ และความจริงก็เป็นเช่นนั้น ตัวอย่างพระเทวทัตได้อภิญญาห้า เนรมิตได้ทุกอย่าง เหาะเหินเดินอากาศก็ได้ แต่ในที่สุดจิตเป็นโลกีย์วิสัย เกิดกำเริบอยากจะเป็นใหญ่ปกครองสงฆ์ อยากจะชิงอำนาจของพระพุทธเจ้า ในที่สุดก็ต้องลงอเวจีมหานรกไปทั้งๆ ที่ยังไม่สิ้นใจตาย เรื่องนี้ควรจะเป็นแนวทางและเป็นเครื่องเตือนใจบรรดาท่านพุทธบริษัทว่า การปฏิบัติแบบนี้เราอย่านึกว่าเราดี ขณะที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ จงอย่าคิดว่าดี เพราะว่าขันธ์ ๕ ที่เราอาศัยอยู่มันไม่ดี มันเกิด มันแก่ มันป่วย มันตาย มันพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มันหิว มันกระหาย มันหนาว มันร้อน นี่มันไม่ดี มันจะดีก็ตอนที่เราละขันธ์ ๕ ได้ แล้วก็ไปพระนิพพานนั่นแหละ..”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 19:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๑๐๔ ตายจากคนซึ่งรักษาอุโบสถศีลเพียงครึ่งวันไปเกิดเป็นรุกขเทวดาสวรรค์เขตจาตุมหาราช


“..เรื่อง “รุกขเทวดา” ในสมัยพระพุทธเจ้า เวลานั้นมีมหาเศรษฐีท่านหนึ่งมีนามว่า “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” บ้านนี้เวลาวันพระทุกคนในบ้านต้องรักษาอุโบสถ ปรากฏว่าวันพระวันหนึ่ง มีคนจนคนหนึ่งเข้ามาขอเป็นลูกจ้างของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านก็ถามว่า “เธอทำงานอะไรได้บ้าง” เขาก็ตอบว่า “ทำทุกอย่างตามที่ท่านจะใช้” ท่านก็บอกว่า “งานอย่างอื่นก็มีเจ้าหน้าที่เต็มหมดแล้ว ที่ยังมีพร่องอยู่ก็คือคนตัดฟืน” (เพราะที่บ้านนี้ต้องเลี้ยงพระมาก เลี้ยงคนมาก) เธอก็ยอมรับทำ หลังจากนั้นเธอกินข้าวเช้าเสร็จก็ถือขวานเข้าป่าไปตัดฟืน แล้วกลับมาตอนเย็น พอมาถึงปรากฏว่าคนที่บ้านนั้นเงียบสงัด ไม่มีเสียงฉันขอข้าว ฉันขอแกง ฉันต้องการอย่างนั้นอย่างนี้เหมือนตอนเช้า เธอก็เข้าไปที่โรงครัว แม่ครัวก็จัดอาหารเฉพาะเธอ เธอจึงถามว่า “วันนี้ทุกคนในบ้านเขากินข้าวกันหมดแล้วหรือ เห็นเงียบไป” แม่ครัวก็บอกว่า “วันนี้เป็นวันพระ ที่บ้านนี้หมดทุกคน วันพระต้องรักษาอุโบสถแม้แต่เด็กที่กำลังกินนมอยู่ ท่านมหาเศรษฐียังให้บ้วนปากและกินนํ้าผึ้งหรือนมใสนมข้นแทน” ชายตัดฟืนก็ถามว่า “อุโบสถเป็นอย่างไร” แม่ครัวตอบว่า “ถ้าอยากจะรู้ก็ไปถามท่านมหาเศรษฐีก็แล้วกัน ทุกคนทำตามคำสั่ง แต่ความรู้ไม่มี” ชายผู้นี้ก็เข้าไปหาท่านมหาเศรษฐี ท่านก็แนะนำว่า “อุโบสถศีลก็คือศีล ๘ แต่รักษาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเขาเรียกว่าอุโบสถศีล”

ชายผู้นี้ก็ถามต่อว่า “ตอนเช้ามืดไม่ได้สมาทานอุโบสถศีล ตอนเย็นจะสมาทานได้ไหม” ท่านมหาเศรษฐีก็บอกว่า “ถ้ารักษาเต็มวันไม่ได้ รักษาครึ่งวันก็ใช้ได้” เขาก็สมาทานอุโบสถศีลกับท่านมหาเศรษฐี และท่านก็แนะนำอุโบสถศีลมี ๘ ข้อตามศีล ๘

หลังจากนั้นเมื่อสมาทานศีลแล้ว เขาก็ไม่ได้กินข้าวเย็น เขากินแต่ข้าวเช้าและข้าวกลางวันที่ห่อไป งานตัดฟืนมันก็หนักและไม่ได้กินข้าวเย็น พอตกดึกเข้าลมดันขึ้นมา มีอาการจุกเสียดมาก มีคนมารายงานท่านมหาเศรษฐี ท่านก็ไปแนะนำและนำอาหารที่มีรสเลิศ ๕ อย่างไปให้กินบอกว่า “กินเสียเถอะ วันนี้ไม่เป็นไร ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่วันอื่นยังรักษาได้” ชายผู้นี้ก็ใจเด็ดบอกว่า “ความดีเต็มวันผมทำไม่ได้ แต่ผมรักษาได้แค่ครึ่งวัน ถ้าผมจะตายเพราะความดีครึ่งวันผมยอมตาย” ท่านมหาเศรษฐีจะแค่นเท่าไรเขาก็ไม่ยอมกินอาหาร

อานิสงส์รักษาอุโบสถศีลครึ่งวัน
พอวันรุ่งขึ้นเขาก็ตาย ตายเพราะกำลังใจที่พอใจในอุโบสถศีล เป็นอันว่าเขามีโอกาสได้ทำบุญคราวนั้นคราวเดียว เมื่อตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นรุกขเทวดา

ในเวลานั้นมีฤๅษี ๖๐ ท่านตั้งใจจะไปบ้านท่านโฆษกเศรษฐี ซึ่งอาราธนาไว้ว่าถ้าเวลาหน้าแล้งขอให้ไปรับภัตตาหารที่บ้านเขา แต่ท่านฤๅษี ๖๐ ท่านไม่ได้อภิญญา พอไปถึงต้นไม้ใหญ่มีพุ่มใหญ่ก็คิดว่า ต้นไม้นี่มีพุ่มใหญ่มีร่มเงาดี เรานั่งพักสักครู่หนึ่งดีกว่า พอนั่งพักไปสักครู่หนึ่งหัวหน้าฤๅษีก็มีความรู้สึก คือท่านไม่ได้ทิพย์จักขุญาณแต่มีความรู้สึกคิดว่าต้นไม้นี้อาจจะมีรุกขเทวดาที่มีบุญมาก เพราะต้นไม้มีพุ่มใหญ่เหลือเกิน จึงนึกในใจว่า “เวลานี้เราเดินมาเหนื่อยมีความกระหายนํ้า ถ้าหากว่ารุกขเทวดาจะเมตตาเรา บันดาลนํ้าที่ใสสะอาดให้เรากินก็จะดี” เทวดาก็บันดาลนํ้าให้กิน

ต่อมาเธอก็คิดว่า “เรากินนํ้าแล้ว และก็หิวข้าวหิวลูกไม้ ถ้าเทวดาบันดาลอาหารให้เรากินได้ก็จะดี” เทวดาก็บันดาลให้กิน
ต่อมาเธอก็คิดว่า “เราเดินมาไกลมันร้อน ถ้ามีสระอาบน้ำได้ก็ดี” เทวดาก็บันดาลสระอาบน้ำให้อาบ เมื่อความประสงค์ของท่านฤๅษีเป็นไปตามประสงค์ ท่านก็คิดว่า “เทวดาองค์นี้ต้องมีอานุภาพมาก” ดังนั้นจึงขอร้องด้วยวาจาว่า “ขอเทวดาผู้มีคุณ ได้โปรดแสดงตนให้ปรากฏ” เทวดาก็แสดงตนให้ปรากฏ ท่านฤๅษีก็บอกว่า “ท่านรุกขเทวดาท่านมีบุญญานุภาพมาก ข้าพเจ้าต้องการอะไร ท่านก็บันดาลให้ได้ทุกอย่าง และเวลานี้ก็เห็นวิมานท่านใหญ่โตมโหฬารสวยสดงดงาม ตัวท่านก็มีความสง่า มีเครื่องประดับสวยมีแสงสว่างออกจากกาย อยากจะทราบว่าในสมัยที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านทำบุญอะไรไว้”

พอท่านฤๅษีถามอย่างนี้ ท่านเทวดาก็อายบอกว่า “อย่าถามผมเลยขอรับ ผมอายเหลือเกินเพราะบุญผมน้อย” ในเมื่อท่านฤๅษีคะยั้นคะยอหนักเข้าขอร้องมากขึ้น เทวดาก็ยอมตอบว่า “ผมมีบุญน้อยเป็นรุกขเทวดาเพราะรักษาอุโบสถศีลครึ่งวัน”

ก็เป็นอันว่ารักษาอุโบสถศีลเพียงครึ่งวันครั้งเดียวในชีวิต ตายจากคนไปเกิดเป็นรุกขเทวดา มีบุญญาธิการมาก ฉะนั้นถ้าหากว่าเทวดาหรือนางฟ้าองค์ใดที่ท่านอาศัยต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งและมีบุญญาธิการมากอย่างเทวดาองค์นี้ ต้นไม้ต้นนั้นถ้านำมาเป็นเสาหรือนำมาเป็นพรึงหรือนำมาเป็นตงหรือคานก็ตาม คงจะตกนํ้ามันเหมือนกันเพราะมีอานุภาพมาก..”

เรื่องที่ ๑๐๕ ท่านรุกขเทวดาที่เสาตกนํ้ามันบ้านคุณเฉลิม คงทอง เป็นเทวดาสวรรค์เขตจาตุมหาราช


"..เรื่อง "เสาตกนํ้ามัน" ที่เคยพบมาเป็นรายแรก เจ้าของบ้านชื่อ คุณเฉลิม คงทอง บ้านอยู่ตำบลคลองแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เดิมทีคุณเฉลิมนับถือศาสนาคริสต์ ก่อนที่จะเคารพพระพุทธศาสนา ในสมัยนั้นที่วัดท่าเรือ บ้านคลองแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ญาติโยมแถวนั้นได้มานิมนต์ไปช่วยสร้างพระอุโบสถ ก็ไปช่วยโดยอัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อปานไปที่นั่นและก็ทำนํ้ามนต์ คนไปคนมาก็ตักนํ้ามันต์กินบ้าง ล้างหน้าบ้าง ก็เป็นเหตุอัศจรรย์ คนป่วยไข้กินก็หาย คนตกเลือดกินก็หาย คุณเฉลิมกับคณะพรรคพวกของเธอก็มาร่วมงานด้วย

พบเหตุการณ์อัศจรรย์

ต่อมาอีกปีหนึ่งอาตมาก็นิมนต์หลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงพ่อเล็ก เกสโร วัดบางนมโค และอาจารย์เจริญ อยู่บางกระทิง และอาตมารวม ๔ องค์ ไปปักเสาเขตจะสร้างพระอุโบสถ กลางคืนคนที่อยู่ไกลๆ เห็นดวงดาวใหญ่มากแสงสว่างมากลอยอยู่สูง ๔ ดวง เข้ามาใกล้ๆ จะเห็นดวงดาวนั้นสว่างลอยอยู่บนยอดเสาที่ปัก ๔ เสาเป็นเสาเขต ถ้าเข้าไปติดเสาดาวหาย ห่างออกมาสักวาหนึ่งก็จะเห็น

การที่มีดวงดาวเกิดขึ้นมาอย่างนั้น เห็นจะเป็นอำนาจของพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ และเทวานุภาพหรือครูบาอาจารย์ช่วย

ในเมื่ออานุภาพอย่างนั้นเกิดขึ้น พวกบรรดาคริสต์ทั้งหลายก็เห็นอัศจรรย์ เกิดเคารพพระพุทธศาสนามากขึ้น ก็ได้เงินเริ่มต้นในการสร้างพระอุโบสถตามสมควร เป็นอันว่าหลังจากนั้นมาคุณเฉลิมก็นิมนต์ไปที่บ้านทุกๆ ปี ปีหนึ่งนิมนต์ไปครั้งหนึ่งบ้าง สองครั้งบ้าง ระยะหลังรู้สึกว่าเธอจะมีสตางค์มากขึ้นนับตั้งแต่เธอมาช่วยพระพุทธศาสนา เธอมีความเคร่งครัดในเรื่องของพระศาสนามากถึงแม้จะเป็นคนหนุ่ม โดยเฉพาะเรื่องวัดวาอาราม ถ้าทำบุญทำกุศลก็ช่วยทุกอย่าง นอกจากช่วยด้านเงินแล้วยังนำอาหารเลี้ยงคนที่มาในงานด้วย และก็แนะนำพวกถือศาสนาเดียวกันให้รู้จักพระพุทธศาสนา มีคนส่วนใหญ่ในคณะของเธอเข้าร่วมนับถือพระพุทธศาสนานับร้อยคน บ้านเดิมทีเดียวก็เป็นบ้านธรรมดาๆ ไม่ใหญ่โตนัก ฝาจากหลังคาจาก พื้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นพื้นกระดานบ้าง พื้นฟากบ้าง

ต่อมาการทำมาหากินของเธอดีมาก เวลานั้นปลูกหอมขาย ปลูกเผือกบ้าง ถ้าชาวบ้านต่างๆ เขาขาดทุนกัน คุณเฉลิม คงทองก็มีกำไร ๓-๔ หมื่นขึ้นไป ถ้าหากชาวบ้านเขามีกำไร คุณเฉลิมก็มีกำไรมากกว่านั้น เมื่อมีเงินเก็บมากขึ้นก็อยากจะปลูกบ้านให้ใหญ่ ก็หาซื้อบ้านที่เขาสร้างไว้แล้วราคาจะถูกกว่าสร้างใหม่ จึงมาเล่าให้ฟังว่า "ที่อำเภอจอมบึงมีบ้านหลังหนึ่งใหญ่ขนาดศาลาย่อมๆ และไม้ก็ดีมาก เจ้าของบ้านสร้างเสร็จอยู่ได้ไม่เกิน ๑ อาทิตย์ทนไม่ไหว เพราะมีคนแสดงตนให้ปรากฏอยู่เสมอ เป็นคนรูปร่างหน้าตาใหญ่โตมากเดินไปเดินมา พูดจาหลายๆ อย่างทำให้เจ้าของบ้านกลัว ก็ต้องไปปลูกบ้านหลังใหม่อยู่ และประกาศขายบ้านหลังนี้ จากขายราคาแพงลดลงมาเรื่อยๆ จนเหลือ ๘ พันบาท ซึ่งเป็นราคาถูกมาก ถ้าคิดตามราคาเวลานั้นก็ต้องคิดอย่างน้อยๆ ๗-๘ หมื่นบาท ถ้ามีคนจะไปซื้อทีไรขึ้นไปบนบ้านนั้น ก็จะพบคนตัวใหญ่ๆ นั่งตาแดง หัวหยิก นั่งขัดสมาธิสองขั้น มองตาแสดงความไม่เป็นมิตรเหมือนกันทุกรายที่ไปซื้อ จึงไม่มีใครกล้าซื้อ"

จึงบอกว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าคุณจะซื้อจริงๆ ให้คุณตั้งใจยอมรับนับถือเทวดาที่เขาอยู่ที่บ้านนั้น และไปเชิญเขามาอยู่ด้วย ให้จัดพานมีนํ้าหอมพรมหน่อยก็จะดี ดอกไม้สักนิดก็ดี แล้วเอาผ้าขาวปูนำไปที่บ้านนั้น และก็บอกไปตั้งแต่ที่บ้าน ขอเทวดาทั้งหลายก็ดี นางฟ้าก็ดี ที่สิงสถิตอยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าจะขอซื้อบ้านนั้นเอามาอยู่ที่นี่ ขอเชิญท่านมาอยู่ด้วย ถ้าหากว่าท่านต้องการอะไร จะให้ปฏิบัติแบบไหนก็จะทำตามทุกอย่าง"

ก็เป็นอันว่าคุณเฉลิมก็ทำตามนั้น เจ้าของบ้านก็ดีใจว่าคราวนี้ขายบ้านได้แล้วจาก ๘ พันบาท ก็ลดลงมาดูเหมือนจะเหลือประมาณสัก ๖ พันบาท เพราะเขาขายมานานแล้วขายไม่ได้ เมื่อตกลงกันแล้วคุณเฉลิมก็ขึ้นไปบนบ้าน ไม่มีอะไรสักอย่างที่คนเคยบอกก็ไม่มี แต่ปรากฏว่ามีกลิ่นหอมเหมือนกับดอกไม้สดกับกระแจะบวกกันฟุ้งเต็มบ้าน ทุกคนก็นั่งลงกราบคิดว่า ถ้าเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี ขอเชิญไปอยู่ด้วยกัน แล้วทุกคนก็ถือพานกลับ

หลังจากนั้นก็มาเล่าให้อาตมาฟังว่า "บ้านใหญ่โตจริงๆ ไม้ดีมาก แต่เสาทุกต้นตกนํ้ามันหมด และมีเสาพิเศษอยู่ต้นหนึ่งซึ่งไม่ได้ใช้ไปคํ้าอะไรทั้งหมดปักอยู่ข้างนอกตกนํ้ามันเหมือนกัน เจ้าของให้เสาต้นนี้ด้วย"

ก็เลยบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นก็เอาเสาต้นนั้นมาก่อน ไปเชิญเขามาทำตามเดิม แล้วก็เอามาปัก พรมนํ้าหอมและปิดทอง คาดผ้าสีคล้องพวงมาลัย พอปักเสาต้นนั้นเสร็จ ตอนกลางคืนเจ้าของบ้านฝัน เห็นผู้หญิงสาวสวยแต่งตัวแพรวพราวเป็นระยับ ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้ามาหาบอกว่า "ขอขอบใจที่เธอเมตตาฉันและรู้จักฉัน บ้านนั้นทั้งบ้านรื้อมาได้เลย ฉันเป็นหัวหน้าใหญ่ แต่ทุกวันขอไข่ต้มวันละ ๑ ฟองเท่านั้น พอให้ตอนเช้าแล้ววันรุ่งขึ้นให้เปลี่ยนไข่ใหม่ เปลี่ยนทุกวัน" เจ้าของบ้านก็รับทำตามนั้น

หลังจากนั้นก็นำเอาบ้านหลังนั้นมาปลูก พอเสร็จเรียบร้อยรุ่งขึ้นอีกปีหนึ่งก็ปรากฏว่า ที่เสาทุกต้นมีนํ้ามันตกไหลกองบนพื้นดินขาวโพลน เป็นการตกนํ้ามันแบบชัดเจนและอัศจรรย์มาก บ้านนี้ฐานะดีขึ้นตามลำดับ รํ่ารวยมากขึ้น ทำมาหากินทุกอย่างก็ดีหมด การปลูกผักทำสวนของดำเนินสะดวกเวลานั้น นอกจากพริก มะเขือ หัวหอม หัวกระเทียมแล้วก็ยังมีอย่างอื่น ถ้าปีไหนอะไรจะราคาดี ปีนั้นเทวดาจะเข้าฝันบอกเจ้าของบ้าน เมื่อเจ้าของบ้านทำตามนั้นก็ปรากฏว่ามีกำไรมาก เขาก็มีความสุข.."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 19:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องที่ ๑๐๖ ท่านรุกขเทวดาที่เสาตกนํ้ามันมาหาหลวงพ่อที่วัดชิโนรสเป็นเทวดาเขตจาตุมหาราช


"..เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อาตมาป่วยหนัก ไปรักษาตัวที่กรมแพทย์ทหารเรือที่กรุงเทพฯ หลังจากรักษาอยู่ปีเศษอาการดีขึ้นแล้ว ก็มาพักฟื้นที่วัดชิโนรส อยู่ที่คลองมอญ ขณะที่หลวงพ่อกำลังนั่งเขียนหัวข้อที่จะไปพูดที่ สถานีวิทยุกองพล ๑ กำหนดหัวข้อไป ๕ ข้อ ถ้าพูดหัวข้อเดียวยังไม่หมดเวลาก็ต่อหัวข้อที่สอง ถ้าหมดเวลาตอนไหนก็เลิก ขณะกำลังเขียนอยู่ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ ๓๐ ปีเศษๆ รูปร่างหน้าตาทรวดทรงดีถือพานดอกไม้ธูปเทียนมา แต่ว่ามองดูสีหน้าแล้วรู้สึกว่าใจไม่สบายหน้าไม่ปกติ ถามว่า "หนูมีธุระอะไร" หญิงคนนั้นก็บอกว่า "ที่บ้านฉันมีเสาตกนํ้ามันอยู่ต้นหนึ่ง ฉันไปหาหมอดูที่เป็นพระก็ดี ที่เป็นฆราวาสก็ดี มีหลายหมอพูดอย่างเดียวกันว่า "ขอให้รื้อเสาต้นนั้นทิ้งไปเสีย แล้วก็หาเสามาเปลี่ยนใหม่"

ก็คิดในใจว่าการรื้อเสาทิ้งไม่ใช่ของง่ายนัก อาจจะทำได้แต่ว่าเจ้าของบ้านจะเสีย ๒ อย่างคือ
๑) เสียเสาเสียไม้ เสียค่าแรงงานค่ารื้อ
๒) ต้องซื้อของมาใหม่และก็เสียค่าแรงงานค่าทำใหม่

อาตมาจึงบอกว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ หนูเขียนข้อข้องใจมาสัก ๓ ข้อแล้วก็ใส่ไว้ในพานดอกไม้ธูปเทียน พรุ่งนี้ถ้ามีเรื่องอะไรพอจะทราบได้ ก็จะเขียนอธิบายให้ฟังตามความสามารถที่จะรู้ ถ้าไม่รู้ก็ไม่บอก" เมื่อเธอเขียนแล้วก็ลากลับไป ก็นำพานดอกไม้ธูปเทียนมาวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ เมื่ออาตมากำลังจะจรดปากกาเขียนหัวข้อที่จะไปพูด ก็ปรากฏว่า โต๊ะเขียนหนังสือสั่นสะเทือนเสียงดังปังเหมือนกับของหนักหล่นลงมา เวลานั้นเป็นเวลากลางวันมองดู ก็เห็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวย แต่งตัวแพรวพราวเป็นระยับใส่ชฎาสวยมาก พอมองหน้าเธอ เธอก็ไม่ยิ้มแต่พูดว่า "ฉันทำผิดคิดร้ายอะไร ทำไมจึงจะต้องมาไล่ฉัน" ก็แปลกใจว่าผู้หญิงคนนี้เราไม่เคยเห็น และมานั่งบนโต๊ะเขียนหนังสือ ผิดลักษณะของคนธรรมดา จึงถามว่า "คุณเป็นใคร มีธุระอะไร และเรื่องราวที่พูดมันเป็นอย่างไรกัน ใครไล่ใคร ฉันยังไม่ทันไล่"

เธอก็ตอบว่า "ฉันเป็นนางไม้ ของบ้านที่เขานำดอกไม้ธูปเทียนมา ที่เขาบอกเรื่องเสาตกนํ้ามัน ไปดูหมอพระก็ดี หมอฆราวาสก็ดี ฉันก็ตามเขาไป ทุกรายบอกให้ถอนเสาทิ้งไปเสียและให้เปลี่ยนเสาใหม่ ผู้หญิงคนนี้สามีเขาเป็นนายทหารเรือยศเรือเอก เวลานี้สามีของเขาไปรบที่เกาหลี ฉันก็ให้การคุ้มกันเรื่องอาวุธจะไม่ให้มีการต้องกายเขาเลย เขาจะไม่บาดเจ็บเพราะอาวุธและก็จะไม่เป็นโรคร้าย ฉันก็ช่วยเขาทุกอย่าง และที่บ้านนี้ฉันก็ไม่เคยแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เขากลัว ตามปกติก็ตั้งใจช่วยการหาลาภสักการะ ถ้าสิ่งใดไม่เกินวิสัยที่ฉันจะช่วยได้ฉันก็ช่วย แต่เวลาฉันพูดเขาก็ไม่ได้ยิน ฉันแสดงตัวให้ปรากฏเขาก็ไม่เห็น รวมความว่าการที่ฉันช่วยมันก็เป็นการปิดทองหลังพระ ในเมื่อฉันช่วยขนาดนี้ทำไมต้องมาไล่ฉัน"

ถามว่า "เธอมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเสาต้นนี้ ทำไมเสาต้นนี้จึงตกนํ้ามัน และทำไมเสาต้นนี้จึงเป็นที่อาศัยของเธอ" เธอก็ตอบว่า "เดิมทีเดียวเสาต้นนี้เป็นต้นไม้ในป่า ฉันเป็นรุกขเทวดามีวิมานแปะยอดไม้ อาศัยยอดไม้เป็นที่อาศัยตั้งวิมาน ถ้าต้นไม้ต้นนี้ล้มวิมานก็สลาย จะไปอาศัยต้นไม้ต้นใหม่ก็หายาก เพราะว่าต้นไม้ที่มีแก่นส่วนใหญ่ก็มีรุกขเทวดาที่เป็นผู้ชายบ้าง ผู้หญิงบ้าง อาศัยกันอยู่มากไม่ว่าง ในเมื่อไม้ต้นนั้นล้มมา ฉันก็ติดตามไม้ ไม้ไปทางไหนฉันก็ไปด้วย คำว่าไปด้วยไม่ได้หมายความว่าต้องขี่ท่อนไม้ คือกำลังใจรู้ต้องเดินดินมีความลำบาก วิมานก็ไม่มีต้องอยู่ที่โล่งแจ้ง
ต่อมาเมื่อเขานำไม้ต้นนั้นมาทำเป็นเสา เมื่อไม้ตั้งขึ้นฉันก็มีสิทธิ์เอาวิมานเข้ามาแปะได้ จึงอาศัยไม้อันนี้ที่เป็นต้นเดิม ที่ไม่มีใครแย่งเพราะฉันเป็นเจ้าของเดิม วิมานฉันก็ทรงตัวอยู่ได้ แต่เวลานี้ปรากฏว่ามีนํ้ามันไหล ขอให้ทราบว่าเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี องค์ไหนถ้ามีอานุภาพพอสมควรอาศัยอยู่ที่เสาต้นใดต้นหนึ่ง เสาต้นนั้นอาจจะมีนํ้ามันไหล"

ถามว่า "ถ้าอย่างนั้นเธอจะให้ฉันบอกกับเจ้าของบ้านเขาอย่างไร" เธอก็ถามว่า "ท่านจะให้เขาถอนไหม" ตอบว่า "เรื่องถอนฉันไม่เห็นด้วยเพราะบ้านหลังนี้ปลูกมานานแล้ว เพิ่งจะมีการแสดงออกและเจ้าของบ้านไม่ได้บอกว่ามีการรบกวนอะไร ฉันกำลังคิดอยู่ว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องถอนเสา" เธอก็บอกว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน บอกเขาว่าไม่ต้องถอน ให้เจ้าของบ้านกับฉันเป็นเพื่อนกันดีกว่า ดีกว่าประกาศตนเป็นศัตรู" จึงถามเธอว่า "ถ้าต้องการเป็นเพื่อนกันให้ทำอย่างไร"

วิธีการบูชาเสาตกนํ้ามัน

เธอตอบว่า "ให้เจ้าของบ้านเอานํ้าหอมมาทาที่เสาตรงจุดที่ตกนํ้ามันแล้วเอาทองคำเปลวปิดสักแผ่นหนึ่งก็พอ เอาผ้าสีกับพวงมาลัยคล้อง การคล้องเสาขอได้โปรดอย่าใช้ตะปูตอกเสาต้นนั้น เว้นไว้แต่ที่เขาทำฝา ทำพรึงต้องตีตะปูติดกับเสา นั่นเป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก แต่ว่าเรื่องการบูชา การตีตะปูขอจงอย่าให้มี ให้ใช้เป็นอย่างอื่น"

ถามว่า "ตอกเสามันเป็นอย่างไร" เธอตอบว่า "ตอกเสาแล้วอานุภาพมันใช้ไม่ได้" บอกว่า "เขาทำได้แน่เพราะพวงมาลัยก็ดี ผ้าสามสีก็ดี ทองคำเปลว ๑ แผ่นก็ดี นํ้าหอมหน่อยหนึ่งก็ดี เป็นของไม่แพง" ถามต่อว่า "ถ้าเขาทำได้ เธอจะให้ลาภเขาได้หรือเปล่า" ตอบว่า "ถ้าต้องการให้ลาภก็ต้องทำบุญให้ด้วย" ถามว่า "ทำบุญต้องการอะไร" เธอตอบว่า "ให้เขานิมนต์พระสัก ๕ องค์ไปฉันเพล อย่านิมนต์ไปฉันเช้า วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ได้เพราะเป็นวันหยุด ถ้าหากว่าฉันเช้าเจ้าของบ้านจะวุ่นวายเพราะเวลากระชั้น เมื่อทำบุญเสร็จก็ขอให้อุทิศส่วนกุศลให้แก่ฉัน ฉันจะช่วยให้ลาภ" ถามว่า "เธอจะให้ลาภมากหรือลาภน้อย" เธอตอบว่า "บุญบารมีฉันน้อย ฉันให้ลาภมากๆ ไม่ได้ แต่ให้บ่อยๆ ได้" ถามว่า "ถ้าอย่างนั้นให้ทุกเดือนได้ไหม" ตอบว่า "ทุกเดือนหรือเกินเดือนละ ๑ ครั้งก็ได้ นั่นคือรางวัลเลขท้าย ๓ ตัว ข้างล่างนะ หรือว่าเลขท้าย ๒ ตัวอย่างนี้ได้"

เป็นอันว่าอาตมาก็เขียนถ้อยคำตามที่พูดกับนางฟ้าองค์นั้นไว้ พอวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ ๔ โมงเย็น หญิงเจ้าของดอกไม้ธูปเทียนก็มา ก็ส่งจดหมายที่บันทึกไว้ให้แล้วก็บอกว่า "เขาคุ้มครองสามีของเธอ ตัวเธอเองเขาก็ช่วยสงเคราะห์ทุกอย่างให้มีความสุข และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาไม่เคยแสดงอะไรให้ปรากฏ" เธอก็ตอบว่า "ใช่เจ้าค่ะ" เธอบอกพร้อมที่จะทำทุกอย่างแต่การเลี้ยงพระ ๕ องค์ ขอแถมเป็น ๙ องค์ ก็เลยบอกว่า "เขาบอกพระ ๕ องค์ หมายความว่าให้ทำบุญไม่น้อยกว่า ๕ องค์ แต่เกินไม่เป็นไร" เธอก็นิมนต์พระรวมทั้งอาตมาด้วยเป็น ๙ องค์ ไปฉันเพลในวันรุ่งขึ้นเพราะเป็นวันเสาร์ เมื่อเลี้ยงพระเสร็จ ผลที่ได้รับก็คือเธอถูกลอตเตอรี่เลขท้าย ๓ ตัว ๙ ใบ เลขท้าย ๒ ตัว ๕ ใบ และมานิมนต์พระไปฉันใหม่อีก ๙ องค์ ถามว่า "เลขที่ซื้อถูกใครบอก" ตอบว่า "ไม่มีใครบอก มีความรู้สึกว่าเมื่อออกมาจากที่ทำงานก็เห็นเลขนี้เข้า ก็อยากจะซื้อ ก็เลยซื้อเหมือนๆ กันเท่าที่มี ตั้งแต่โรงงานยาสูบเรื่อยมาถึงท่าพระจันทร์ ก็ได้มาเท่านี้ ก็ถูกทั้งหมด เธอก็ทำบุญเลี้ยงพระใหม่ เอานํ้ามันจันทน์มาทาใหม่ ปิดทองมากแผ่นขึ้น มีผ้า ๓ สี และก็ซื้อผ้าไตรจีวรถวายพระ รู้สึกว่าการทำบุญหนักขึ้น งวดต่อไปเธอก็ถูกอีก

รวมความว่าอยู่ที่นั่น ๒ ปี ทุกครั้งหลังจากหวยออกก็ถูกนิมนต์ไปทุกครั้ง เพราะบ้านนี้ถูกทุกงวดแต่เป็นรางวัลเลขท้าย ๓ ตัวบ้าง ๒ ตัวบ้าง ก็เป็นการพอ เพราะเวลานั้นค่าของเงินสูง ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๑๐ สตางค์ ฉะนั้นการได้เงินเป็นพันก็ถือว่าไม่ใช่เงินเล็กน้อย.."

เรื่องที่ ๑๐๗ ท่านรุกขเทวดาที่ต้นตะเคียน วัดบางนมโค เป็นเทวดาสวรรค์เขตจาตุมหาราช


"..สมัยที่อาตมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลานั้นบรรดาท่านทั้งหลายเมตตาให้เห็นตัว โดยไม่ต้องใช้ฌานและญาณใดๆ ท่านเมตตามาก แม้เวลานี้ก็เช่นเดียวกัน อยากจะพบท่านองค์ใด ก็ใช้อารมณ์นึกเฉยๆ ตามที่ท่านบอกไว้ จึงพบท่านทุกขณะที่ต้องการพบ ที่วัดบางนมโคมีต้นตะเคียนสำคัญอยู่ ๒ ต้น กลางลานวัด ให้หวยเก่ง คนได้เลขหวยกันไปหลายคนแล้ว แต่ต้องขอให้ถูกระเบียบ เมื่อขอถูกระเบียบเป็นได้ผลทุกคน วันหนึ่งเวลาใกล้ตีสองบูชาพระเพื่อเตรียมตัวเจริญพระกรรมฐาน เห็นหญิงสาวสวย ๒ คนมานั่งข้างหน้า คนหนึ่งแต่งชุดสีชมพู อีกคนหนึ่งแต่งชุดสีทอง เธอทั้งสองมองหน้าแล้วยิ้ม ถามว่า "ท่านทั้งสองเป็นใคร" ท่านตอบว่า "ฉันทั้งสองเป็นรุกขเทวดาอยู่ที่ต้นตะเคียนทั้งสองนั่น ที่ชาวบ้านเรียกว่า นางตะเคียน"

ถามท่านว่า "ท่านมาธุระอะไร" ท่านตอบว่า "มาบอกให้ทราบว่าทั้งสองนี้เคยเป็นแม่ของคุณในอดีตมาหลายชาติ ชาตินี้เป็นแม่รุกขเทวดา เพราะก่อนตายบุญใหญ่ทำไว้มาก เช่นสร้างพระพุทธรูป สร้างวัดและอาคารสาธารณะ ทอดกฐิน ถวายสังฆทาน สร้างรถถวายพระ สร้างเรือถวายพระ เป็นต้น บุญนี้ควรไปอยู่ชั้นนิมมานรดี แต่เมื่อใกล้ตายจากความเป็นคน แม่เห็นรุกขเทพธิดาท่านมาหา ท่านสวยมาก วิมานของท่านก็สวย ใจเลยรักเป็นเทพธิดา เมื่อจิตออกจากร่างก็เป็นรุกขเทพธิดา"

เมื่อหลวงพ่อปานมาอยู่ที่วัดนี้ ท่านท้าวมหาราชให้มาอยู่ที่ต้นตะเคียนนี้ เพื่อคอยช่วยงานหลวงพ่อปาน (มิน่าเล่าหลวงพ่อปานท่านจึงเกรงใจมาก แม้กิ่งเล็กๆ ก็ไม่ยอมให้ใครตัด) ท่านบอกว่า "เมื่อลูกมาอยู่ที่นี่ ตั้งใจช่วยพระศาสนาและช่วยตัวเองเรื่องทาน ศีล สมาธิ ปัญญา แม่ทั้งสองจึงมาบอกให้ทราบว่า แม่ทั้งสองคือแม่ ถ้ามีอะไรต้องการพบไม่ต้องใช้ฌาน นึกถึงแม่ แม่จะมาปรากฏตัวให้เห็นอย่างนี้ คุยกันได้อย่างนี้ จงจำไว้ว่าพวกคนวัด (ทายก) พวกเขามาก เขาได้รับประโยชน์ ของวัดเขาเอาไปบ้านเสมอ ส่วนลูกตรงไปตรงมาเขาจะเกลียด แต่ขอให้ตรงไปตรงมาก็แล้วกัน แม่จะช่วย มันจะบรรลัยไปเอง" ท่านพูดต่อไปอีกว่า "พ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ที่อยู่ดาวดึงส์ท่านก็ช่วยเต็มที่อยู่แล้ว ให้นึกถึงท่านไว้เสมอๆ อีกไม่นานนักแม่จะหมดภารกิจที่นี่และหมดวาระเป็นเทพธิดา จะไปอยู่ดาวดึงส์ ถึงแม่ไปแล้วก็มาช่วยลูกได้ เพราะงานช่วยลูกเป็นงานของแม่โดยตรง" เมื่อท่านพูดจบท่านก็ยํ้าว่า "อย่าลืมนะแม่จะช่วยลูกทั้งๆ ที่ลูกขอร้องและไม่ขอร้อง" ท่านพูดแล้วท่านก็ลาไป.."


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 80 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร