วันเวลาปัจจุบัน 17 พ.ย. 2019, 05:30  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 93 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2013, 23:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


๑. อุเปกฺขาสหคตํ อกุศลวิปากํ จกฺขุวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล เห็นรูปที่ไม่ดี

๒. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ จกฺขุวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล เห็นรูปที่ดี

๓. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ โสตวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้ยินเสียงที่ไม่ดี

๔. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ โสตวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้ยินเสียงที่ดี

๕. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ ฆานวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้กลิ่นที่ไม่ดี

๖. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ฆานวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้กลิ่นที่ดี

๗. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้รสที่ไม่ดี

๘. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้รสที่ดี

๙. ทุกฺขสหคตํ อกุศลวิปากํ กายวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา เป็นผลของอกุศล กายถูกต้องสิ่งที่ไม่ดี

๑๐. สุขสหคตํ กุสลวิปากํ กายวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา เป็นผลของกุศล กายได้สัมผัสถูกต้องสิ่งที่ดี

จักขุวิญญาณจิต ๒ ดวง โสตวิญญาณจิต ๒ ดวง ฆานวิญญาณจิต ๒ ดวง
ชิวหาวิญญาณจิต ๒ ดวง และกายวิญญาณจิต ๒ ดวง รวมจิต ๑๐ ดวงนี้
เรียกว่า ทวิปัญจวิญญาณ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2013, 00:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


อุปัตติเหตุให้เกิด มโนธาตุ

๑. ปัญจทวาร ได้แก่ทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
๒. ปัญจารมณ์ ได้แก่อารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะ
๓. หทยวัตถุ ได้แก่ หทยวัตถุรูป อันเป็นที่อาศัยเกิดแห่งจิตและเจตสิก
๔. มนสิการ มีความสนใจ

มโนธาตุ หมายถึงจิต ๓ ดวง อันได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง และ สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง


อุปปัติเหตุให้เกิด มโนวิญญาณธาตุ

๑. มโนทวาร ได้แก่ ภวังคจิต ๑๙ ดวง
๒. อารมณ์ ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธัมมารมณ์
๓. หทยวัตถุ ได้แก่ หทยวัตถุ หรือไม่มีหทยวัตถุรูปก็ได้
๔. มนสิการ มีความสนใจ

มโนวิญญาณธาตุ กล่าวเฉพาะในอเหตุกจิตนี้ ก็หมายถึงจิต ๕ ดวง
อันได้แก่ สันตีรณจิต ๓ ดวง มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง และ หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง
อนึ่ง เพื่อกันความสงสัย จิตทั้งหมดมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น
เมื่อหักทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และ มโนธาตุ ๓ รวม ๑๓ ดวงออกแล้ว
จะเหลือ ๗๖ ดวง หรือ ๑๐๘ ดวง จิตที่เหลือทั้งหมดนี้เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุทั้งนั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2013, 06:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


อุบัติเหตุ คือเหตุให้เกิดจิตต่างๆ ที่กล่าวมานี้
แต่ละจิตก็ต้องมีอุบัติเหตุครบทั้ง ๔ อย่าง จิตนั้นๆ จึงจะเกิดขึ้นได้
ถ้าขาดไปอย่างใดแม้แต่สักอย่างเดียว จิตนั้นๆ ก็จะเกิดไม่ได้เลย

ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา และในวิสุทธิมัคค ได้อุปมาวิญญาณทั้ง ๖ ไว้ว่า
ตา เหมือน งู ชองซอกซอนไปในที่ลี้ลับ นัยน์ตาก็ชอบสอดส่ายอยากเห็นสิ่งที่ปกปิด
หู เหมือน จระเข้ ชอบวังน้ำวนที่เย็นๆ หูก็ชองฟังถ้อยคำที่อ่อนหวาน
จมูก เหมือน นก ชอบโบยบินไปในอากาศ จมูกชอบสูดชอบดมกลิ่นที่ลอยลมโชยมา
ลิ้น เหมือน สุนัขบ้าน ชอบน้ำลายไหลเสมอ ลิ้นก็อยากลิ้มรสอยู่ทุกเมื่อ
กาย เหมือน สุนัขจิ้งจอก ชอบอบอุ่น
ใจ เหมือน ลิง ชอบอยู่ไม่เป็นสุข ซุกซนอยู่เรื่อย ๆ

ทวารของอเหตุกจิต

จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง จักขุทวาร
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง โสตทวาร
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ฆานทวาร
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ชิวหาทวาร
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง กายทวาร
ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง รวมจิต ๓ ดวงนี้
อาศัยเกิดทางปัญจทวาร คือ ทางทวาร ๕ ได้แก่
จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร และกายทวาร
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สันตีรณจิต ๓ ดวง และ หสิตุปาทจิต ๑ ดวง รวม ๕ ดวงนี้
อาศัยเกิดทางทวาร ๖ คือ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2013, 07:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


วัตถุของอเหตุกจิต

จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ จักขุวัตถุ
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ โสตวัตถุ
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ฆานวัตถุ
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ชิวหาวัตถุ
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ กายวัตถุ
จิตที่เหลืออีก ๘ ดวง ได้แก่ สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง
สันตีรณจิต ๓ ดวง อเหตุกกิริยาจิต ๓ ดวง นั้น อาศัย หทยวัตถุเกิด

อารมณ์ของอเหตุกจิต

จักขุวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ รูปารมณ์ รูปต่างๆ
โสตวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ สัททารมณ์ เสียงต่างๆ
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ คันธารมณ์ กลิ่นต่างๆ
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ รสารมณ์ รสต่างๆ
กายวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ โผฏฐัพพารมณ์ แข็ง อ่อน ร้อน เย็น
ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง รวม ๓ ดวงนี้ รู้ปัญจารมณ์ คือ รู้อารมณ์ ๕
อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สันตีรณจิต ๓ ดวง และหสิตุปาท ๑ ดวง รวมจิต ๕ ดวงนี้
รู้อารมณ์ ๖ คือ รู้ปัญจารมณ์ และธัมมารมณ์ ธรรมต่างๆ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2013, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 34.14 KiB | เปิดดู 1274 ครั้ง ]
กามาวจรโสภณจิต

กามาวจรโสภณจิต เป็นจิตที่แม้ว่ายังต้องท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในกามภูมิ แต่ก็เป็นไปในฝ่ายที่ดีงาม
ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น มีคาถาสังคหะเป็นคาถาที่ ๖ แสดงว่า

๖. เวทนาญาณสงฺขาร เภเทน จตุวีสติ
สเหตุกามาวจร ปุญฺญปากกฺริยา มตา ฯ


แปลความว่า จิต ๒๔ ดวง กล่าวโดยประเภทแห่ง เวทนา ญาณ และ สังขาร
นั้นเรียกว่า สเหตุกกามาวจรกุศลจิต สเหตุกกามาวจรวิบากจิตและสเหตุกกามาวจรกิริยาจิต

มีความหมายว่า กล่าวโดยเวทนาเภท โดยประเภทเวทนานั้น ทางฝ่ายโสภณจิตทั้งปวง
มีเวทนาได้เพียง ๒ คือ โสมนัสเวทนา และอุเบกขาเวทนา เท่านั้น

กล่าวโดยญาณเภท โดยประเภทแห่งญาณ คือปัญญาแล้ว ก็มีเพียง ๒ ได้แก่ ญาณสัมปยุตต
หมายว่าจิตนั้นประกอบด้วยปัญญา หรือมีปัญญา ส่วนญาณวิปปยุต
หมายว่า จิตนั้นไม่ประกอบด้วยปัญญา หรือจิตนั้นไม่ได้ใช้ปัญญา

กล่าวโดยสังขารเภท โดยประเภทแห่งสังขาร ก็หมายในที่นี้ว่าเป็นอสังขาริก
ไม่มีสิ่งชักชวน และสสังขาริก มีสิ่งชักชวน
สเหตุกมีความหมายว่ามีสัมปยุตตเหตุ คือ มีเหตุประกอบ สเหตุกจิตที่เป็นฝ่ายโสภณ
ก็มี อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ ประกอบตามควรแก่ที่จะประกอบได้ ดังจะได้กล่าวต่อไป
สเหตุกกามาวจรกุศลจิต เรียกว่า กามกุศลจิต หรือ มหากุศลจิตก็ได้
สเหตุกกามาวจรวิบากจิต เรียกว่า กามวิบากจิต หรือ มหาวิบากจิตก็ได้
สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต เรียกว่า กามกิริยาจิต หรือ มหากิริยาจิตก็ได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ค. 2013, 07:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว




1371676078-o.jpg
1371676078-o.jpg [ 31.91 KiB | เปิดดู 1275 ครั้ง ]
มหากุศลจิต
มหากุศลจิต เรียกว่า มหากุศลเฉยๆ ก็ได้ ที่ว่าเป็นมหากุศล เพราะ
ก. เป็นกุศลจิตที่กว้างขวางมากมายมีได้ทั่วไป กล่าวคือสัตว์ในอบาย ( สัตว์นรก สัตว์เปรต สัตว์อสุรกาย และสัตว์ดิรัจฉาน )
มนุษย์ เทวดา ตลอดจนรูปพรหม อรูปพรหม สามารถที่จะมีมหากุศล หรือประกอบกรรมอันเป็นมหากุศลนี้ได้
ข. เป็นที่ตั้งของกุศลทั้งปวง และยังเป็นปัจจัยก่อให้เกิดกุศลฌานจิต มัคคจิต ผลจิต ทั้งเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพานได้ด้วย

มหากุศลมี ๘ ดวง ได้แก่

๑. โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๑ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญา เป็นอสังขาริก คือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง
๒. โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๒ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญา เป็นสสังขาริก คือเกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง
๓. โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๓ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นอสังขาริก คือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง
๔. โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๔ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นสสังขาริก คือเกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง
๕. อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๕ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา เป็นอสังขาริก คือ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง
๖. อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๖ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา เป็นสสังขาริก คือ เกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง
๗. อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๗ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆไม่ประกอบด้วยปัญญาเป็นอสังขาริก คือ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง
๘. อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากุศลดวงที่ ๘ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นสสังขาริก คือ เกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 07:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


อรรถแห่งกุศล

กุศลจิต เป็นจิตที่ไม่เศร้าหมอง ไม่เร่าร้อน เป็นจิตที่ดีงาม ที่ฉลาด
ที่สะอาด ที่ปราศจากโทษ และให้ผลเป็นสุข มีอรรถ ๕ ประการ คือ
๑. อาโรคยตฺถ ไม่มีโรค คือไม่มีราคะเป็นต้น ราคะ โทสะ โมหะ นี้
เรียกว่า โรคเพราะเสียดแทงจิตตสันดานของสัตว์ทั้งหลาย
๒. สุนฺทรตฺถ ดีงาม คือ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย
๓. เฉกตฺถ ฉลาด เรียบร้อย คือผู้ที่มีจิตใจเป็นกุศลย่อมมีกิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อย
๔. อนวชฺชตฺถ ไม่มีโทษอันพึงติเตียนได้
๕. สุขวิปากตฺถ ให้ผลอันเป็นสุขพึงปรารถนา

เหตุให้เกิดกุศล

เหตุให้กุศลจิตเกิดขึ้นก็ได้แก่ โยนิโสมนสิการ คือการพิจารณาโดยแยบคาย
พิจารณาให้ซึ้งถึงสภาพแห่งความเป็นจริงในอารมณ์นั้นๆ
โยนิโสมนสิการนี้ย่อมเกิดโดยอาศัยเหตุ ๕ ประการ คือ

๑. ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา เคยทำบุญไว้แต่ปางก่อน
๒. ปฏิรูปเทสวาส อยู่ในประเทศที่สมควร คือประเทศที่มีสัปบุรุษ
๓. สปฺปุริสูปนิสฺสย คบหาสมาคมกับสัปบุรุษ
๔. สทฺธมฺมสฺสวน ฟังธรรมของสัปบุรุษ
๕. อตฺตาสมฺนาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ
เหตุให้เกิดโยนิโสมนสิการ ๕ ประการนี้ ประการที่ ๑ เป็นอดีตกรรม
ส่วนอีก ๔ ประการที่เหลือ เป็นปัจจุบันกรรม

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 07:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


บุญกิริยาวัตถุ ๑๐

บุญกิริยาวัตถุ แปลว่า ความดีที่ควรกระทำ เพราะเป็นเหตุเป็นที่ตั้งแห่งผลดีให้เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ให้บุญเป็น
กุศล บุญกิริยาวัตถุมี ๑๐ ได้แก่
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน คือการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่ผู้ที่ได้รับ
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล คือรักษากายวาจาใจให้เป็นปกติ ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา คือการอบรมจิตใจให้กุศลอันประเสริฐเกิดขึ้น
และให้เจริญยิ่งขึ้นด้วย
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ คือการแสดงคารวะและอ่อนน้อม
แก่ผู้ที่เจริญด้วย ชาติวุฒิ วัยวุฒิ และคุณวุฒิ
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการขวนขวายในกิจที่ชอบคือสงเคราะห์ช่วยเหลือกิจการ
ที่เกี่ยวแก่ปริยัติ และปฏิบัติ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนบุญให้แก่ผู้อื่น คือ อุทิศส่วนกุศลให้ผู้มีคุณตลอดจน
สรรพสัตว์ทั้งหลาย
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญของผู้อื่น คือ การเห็นดีเห็น
ชอบและคล้อยตามด้วยความอิ่มใจในส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้นั้น
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม คือ ตั้งใจสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา
แม้ฟังการสั่งสอนวิชาทางโลกที่ไม่มีโทษ ก็สงเคราะห์เข้าข้อนี้
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรมให้ผู้อื่นฟัง คือ การแสดงธรรมแก่ผู้ที่
ประสงค์ฟังธรรม แม้การสั่งสอนวิชาทางโลกที่ไม่มีโทษก็สงเคราะห์เข้าในข้อนี้
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม การทำความเห็นให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงอย่างน้อยก็ต้องถึง
กัมมัสสกตาปัญญา คือรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น

บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ นี้ เมื่อสงเคระห์ลงในประเภท ทาน ศีล ภาวนาแล้ว ก็ได้ดังนี้
ปัตติทานมัย กับปัตตานุโมทนามัย สงเคราะห์ลงในทานมัย

อปจายนมัย กับ เวยยาวัจจมัย สงเคราะห์ลงใน สีลมัย
ธัมมัสสวนมัย ธัมมเทสนามัย และ ทิฏฐุชุกัมม สงเคราะห์ลงในภาวนามัย

อีกนัยหนึ่ง ตามนัยแห่งพุทธภาษิตอรรถกถาแสดงว่าธัมมัสสวนมัย กับธัมมเทศนามัย
สงเคราะห์ลงในทานก็ได้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
การให้ธรรมย่อมชำนะการให้ทั้งปวง

ส่วน ทิฏฐุชุกัมม นั้น มีแสดงไว้ใน สังคีติสูตร แห่งปาฏิกวรรคอรรถกถาว่า ทิฏฺฐุชุกมฺมํ สพฺเพสํ
นิยมลกฺขณํ ทิฏฐุชุกัมมนี้ เป็นเครื่องหมายแห่งความสมบูรณ์ของบุญกิริยาวัตถุทั้งปวง หมายความว่า
สงเคราะห์ทิฏฐุชุกัมมลงในทานมัย สีลมัย และภาวนามัย ได้ทั้งหมด เพราะทิฏฐุชุกัมมก็คือปัญญาที่เห็นตรง
ตามความเป็นจริง ถ้าการบริจาคทานการรักษาศีลการเจริญภาวนาโดยไม่มีทิฏฐุชุกัมมประกอบด้วยแล้ว
การให้ผลของ ทาน ศีล ภาวนา เหล่านั้นก็ไม่สมบูรณ์ มีการขาดตกบกพร่อง แม้จะให้ผลไปเกิดเป็น
มนุษย์ หรือเทวดาก็จะเป็นมนุษย์เป็นเทวดาชั้นต่ำ มีอวัยวะขาดตกบกพร่องหรือโง่เขลาเบาปัญญา
ทรัพย์สมบัติไม่อุดมสมบูรณ์ มีความเดือดร้อน ไม่ใคร่มีความสุขความสบาย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 10:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


เหตุให้เกิดโสมนัสกุศล ๖ ประการ

๑. โสมนสฺสปฏิสนฺธิกตา มีปฏิสนธิจิตเป็นโสมนัส
๒. สทฺธาพหุลตา มีศรัทธามาก
๓. วิสุทฺธทิฏฺฐิตา มีความเห็นถูกต้องหมดมลทิน
๔. อานิสํสทสฺสาวิตา เห็นอานิสงส์แห่งกุศลกรรมนั้นๆ
๕. อิฏฺฐารมฺมณสมาโยโค ได้ประสบกับอิฏฐารมณ์ คือได้ไทยธรรมและปฏิคาหกที่พึงพอใจ
๖. กสฺสจิปิฬาภาโว ไม่มีอุปสรรคขัดข้องใดๆ

เหตุให้เกิดอุเบกขากุศล ๖ ประการ

๑. อุเปกฺขาปฏิสนฺธิกตา มีปฏิสนธิจิตเป็นอุเบกขา
๒. อปฺปสทฺธตา มีศรัทธาน้อย
๓. อวิสุทฺธทิฏฺฐิตา มีความเห็นไม่บริสุทธิ์นัก มีมลทินเจือบ้าง
๔. อานิสํสอทสฺสาวิตา ไม่เห็นหรือไม่เข้าใจในอานิสงส์ แห่งกุศลกรรมนั้นๆ
๕. มชฺฌตฺตารมฺมณาสมาโยโค ประสบกับอารมณ์ปานกลาง คือ ได้ไทยธรรมและปฏิคาหกพอปานกลาง
๖. กสฺสจิปีฬิกตา มีอุปสรรคขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง

มีข้อสังเกตในเรื่องโสมนัสอกุศลกับโสมนัสกุศล และอุเบกขาอกุศลกับอุเบกขากุศล ดังต่อไปนี้
โสมนัสกุศล ซึ่งมีแต่เฉพาะโสมนัสโลภมูลจิตเท่านั้น เป็นการมีปิติยินดีในสิ่งที่ชั่ว ย่อมชั่วมากเป็นบาปมาก โสมนัสกุศล เป็นการปิติยินดีในสิ่งที่ดี ก็ย่อมดีมากเป็นบุญมาก
แต่ว่า อุเบกขาอกุศลนั้น ความเฉยในโลภมูลจิต หมายว่ายินดีเล็กน้อยจึงเฉยๆ ไม่ถึงกับปีติ ปลาบปลื้ม ความเฉยในโมหมูลจิตนั้น เฉยไปเพราะไม่รู้ ส่วนอุเบกขา ความเฉยในกามกุศลนี้ เฉยเพราะศรัทธาน้อย เฉยเพราะประสบกับอารมณ์ปานกลาง เป็นความเฉยเพราะความปีติความยินดีไม่เกิด ขอกล่าวล่วงหน้าว่า อุเบกขาในฌานนั้น เฉยเพราะละความยินดีปีติยินดีปลาบปลื้มใจได้แล้ว โดยเห็นว่าเป็นของหยาบกว่าอุเบกขา
ดังนั้น อุเบกขาในอกุศล เฉยต่อสิ่งชั่ว ย่อมมีบาปน้อย อุเบกขาในกามกุศล เฉยเพราะศรัทธามีน้อย ก็ย่อมได้บุญน้อย แต่ว่า อุเบกขาในฌานกุศล อานิสงส์มากกว่า โสมนัสในฌานกุศล เพราะละความโสมนัสอันเป็นสิง่ที่หยาบเสียได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 10:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


ญาณสัมปยุตต

[/color]ญาณสมฺปยุตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยปัญญา คือ มีความรู้เห็นถูกต้องตรงความเป็นจริง ในกามกุศลนี้หมายถึงเพียงว่ามีกัมมสสกตาปัญญา และวิปัสสนาปัญญา ก็เป็นญาณสัมปยุตตแล้ว
กัมมัสสกตาปัญญา ปัญญามีรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นสมบัติของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
วิปัสสนาปัญญา ปัญญาที่รู้ขันธ์ ๕ คือ รูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ปัญญาที่รู้เห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นสมบัติของตน อันเรียกว่า กัมมัสสกตาปัญญานี้ มี ๑๐ ประการ คือ

๑. อตฺถิทินฺนํ
ปัญญารู้เห็นว่า การให้ทานย่อมมีผล

๒. อตฺถิยิฏฺฐํ
ปัญญารู้เห็นว่า การบูชาย่อมมีผล

๓. อตฺถิหุตํ
ปัญญารู้เห็นว่า การบวงสรวงเทวดาย่อมมีผล

๔. อตฺถิกมฺมานํ ผลํวิปาโก
ปัญญารู้เห็นว่า ผลวิบากกรรมดีกรรมและชั่วมีอยู่ ( ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทั้งทางตรงและทางอ้อม )

๕. อตฺถิอยํโลโก
ปัญญารู้เห็นว่า โลกนี้มีอยู่ ( ผู้จะมาเกิดนั้น มี )

๖. อตฺถิปโรโลโก
ปัญญารู้เห็นว่า โลกหน้ามีอยู่ ( ผู้จะไปเกิดนั้น มี )

๗. อตฺถิมาตา
ปัญญารู้เห็นว่า มารดามีอยู่ ( การทำดี ทำชั่วต่อมารดา ย่อมจะได้รับผล )

๘. อตฺถิปิตา
ปัญญารู้เห็นว่าบิดามีอยู่ ( การทำดี ทำชั่ว ต่อบิดาย่อมจะได้รับผล)

๙. อตฺถสตฺตโอปปาติกา
ปัญญารู้เห็นว่า โอปปาติกสัตว์นั้นมีอยู่ ( สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม นั้นมี )

๑๐. อตฺถิโลเกสมณพฺราหฺณา สมฺมาปฏิปนฺนา
ปัญญารู้เห็นว่า สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัตติดีปฏิบัติชอบ ประกอบด้วยความรู้ยิ่ง เห็นจริงประจักษ์แจ้งซึ่งโลกนี้ และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้นั้นมีอยู่ในโลกนี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 10:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


เหตุให้เกิดญาณสัมปยุตตธรรม มี ๔ ประการ

๑. ปญฺญาสํวตฺตนิกกมฺมุปนิสฺสยตา ปฏิสนธิมาโดยอาศัยกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญา
๒. อพฺยาปชฺชโลกูปปตฺติยา เกิดในชาติที่หมดความกังวลห่วงใยปราศจากความพยาบาท มีโอกาสได้เขาวัดฟังธรรม
๓. กิเลสทูรตา ห่างไกลจากกิเลส ไม่สนใจในการแสวงหากิเลสธรรม
๔. อินฺทฺริยปริปากตา มีปัญญินทรีย์แก่กล้า คือ มีอายุระหว่าง ๔๐ ถึง ๕๐ ปี ที่เรียกว่าปัญญาทสกะ อันเป็นวัยที่มีปัญญาพินิจพิจารณาโดยรอบคอบถึงเหตุผล

เหตุให้เกิดญาณสัมปยุตตธรรม อีกนัยหนึ่ง มี ๗ ประการ

๑. ปริปุจฺฉกตา ชอบไต่ถามปัญหาธรรมต่างๆ
๒. วตฺถุวิสุทฺธกิริยา ชอบสะอาดทั้งกายใจ ตลอดจนวัตถุเครื่องใช้สอย
๓. อินฺทฺริยสมตฺตปฏิปาทนา ชอบรักษาอินทรีย์ ๕ มี ศรัทธา เป็นต้น ให้ทรงไว้โดยสม่ำเสมอกัน
๔. ทุปฺปญฺญปุคฺคปริวชฺชนา ชอบหลีกเลี่ยงให้พ้นจากบุคคลผู้ไม่มีปัญญา
๕. ปญฺญวนฺตปุคฺคลเสวนา ชอบคบหาสมาคมกับบุคคลผู้เป็นบัณฑิต
๖. คมฺภีรญาณจริยปจฺจเวกฺขณา ชอบพิจารณาธรรมที่ลึกซึ้ง
๗. ตทธิมุตฺตตา ชอบในการน้อมจิตแสวงหารสแห่งธรรมที่ต้องตรึกตรองอันทำให้เกิดปัญญา

เหตุให้เกิดญาณวิปปยุตตธรรม ๔ ประการ

๑. ปญฺญาอสํวตฺตนิกกมฺมุปนิสฺสยตา
๒. สพฺยาปชฺชโลกูปปตฺติยา
๓. กิเลสาทูรตา
๔. อินฺทฺริยอปริปากตา

ส่วนความหมายทั้ง ๔ ข้อนี้ ก็มีนัยตรงกันข้ามกับเหตุให้เกิดญาณสัมปยุตตธรรม ๔ ข้อข้างบนนั้น

เหตุให้เกิด ญาณวิปปยุตตธรรม อีกนัยหนึ่งมี ๗ ประการ

๑. อปริปุจฺฉกตา
๒. วตฺถุอวิสทตา
๓. อินฺทฺริยอสมตฺตปฏิปาทนา
๔. ทุปฺปญฺญปุคฺคลาเสวนา
๕. ปญฺญาวนฺตปุคฺคลาปริวชฺชนา
๖. คมฺภีรญาณจริยอปจฺจเวกฺขณา
๗. อตทธิมุตฺตตา

ส่วนความหมายทั้ง ๗ ข้อนี้ ก็มีนัยตรงกันข้ามกับเหตุให้เกิดญาณ สัมปยุตตธรรม ๗ ข้อที่กล่าวมาแล้วนั้น
ส่วน สังขารเภทในมหากุศลนี้ ซึ่งมี อสังขาริก ๔ ดวง และ สสังขาริก ๔ ดวงนั้น มีความหมายว่า จิตดวงนั้นเกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง หรือเกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งชักจูง ตามนัยดังที่ได้
กล่าวแล้วในโลภมูลจิตข้างต้นนั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 11:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 16.31 KiB | เปิดดู 1263 ครั้ง ]
มหาวิบากจิต

มหาวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของมหากุศล ทำบุญทำกุศลด้วยมหากุศลจิตอย่างใด ก็ได้มหาวิบากจิตอย่างนั้น มหากุศลจิตเป็นเหตุ ย่อมให้ผลเป็นมหาวิบากจิตที่ตรงกันเสมอ กล่าวคือ

มหากุศลจิตเป็น โสมนัส ให้ผลเป็นมหาวิบาก โสมนัส
มหากุศลจิตเป็น อุเบกขา ให้ผลเป็นมหาวิบาก อุเบกขา
มหากุศลจิตเป็น ญาณสัมปยุตต ให้ผลเป็นมหาวิบาก ญาณสัมปยุตต
มหากุศลจิตเป็น ญาณวิปยุตต ให้ผลเป็นมหาวิบาก ญาณวิปยุตต
มหากุศลจิตเป็น อสังขาริก ให้ผลเป็นมหาวิบาก อสังขาริก
มหากุศลจิตเป็น สสังขาริก ให้ผลเป็นมหาวิบาก สสังขาริก

ดังนั้น มหาวิบากจิต จึงมีจำนวนเท่ากันกับมหากุศลจิต คือ ๘ ดวง ได้แก่

ดวงที่ ๑ โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๑ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๒ โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๒ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง


ดวงที่ ๓ โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๓ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๔ โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๔ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๕ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๕ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง


ดวงที่ ๖ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๖ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๗ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๗ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๘ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหาวิบากดวงที่ ๘ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้นโดยมีสิ่งชักจูง

สมังคิตา ๕

การบำเพ็ญกุศลก็ดี การกระทำอกุศลก็ดี ย่อมมีสมังคิตา ( ย่อมต้องประกอบพร้อมหรือ
พร้อมมูลด้วยธรรม ) ๕ ประการ คือ
๑. อายุหนสมงฺคิตา ได้แก่ความเพียรในการกระทำกุศลหรืออกุศลนั้น
๒. เจตนาสมงฺคิตา ได้แก่เจตนา ๓ ประการในการทำกุศลหรืออกุศล คือ เจตนาก่อนทำ
เจตนาขณะที่กำลังทำและเจตนาเมื่อทำเสร็จแล้ว
๓. กมฺมสมงฺคิตา ได้แก่กุศลกรรม หรืออกุศลกรรม หมายว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นกุศล
หรืออกุศลที่สำเร็จมาจากความเพียร
๔. อุปฏฺฐานสมงฺคิตา ได้แก่กรรมอารมณ์กรรมนิมิตอารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์
ซึ่งจะปรากฎขึ้นเวลาใกล้จะตาย
๕. วิปากสมงฺคิตา ได้แก่ผลที่ต้องได้รับจากการกระทำกุศลหรืออกุศลนั้นๆ แล้วคือ
ผลของสมังคิตาทั้ง ๔ ข้างต้นนั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 11:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 17.18 KiB | เปิดดู 1263 ครั้ง ]
มหากิริยาจิต

มหากิริยาจิต เป็นจิตที่ให้สำเร็จในการคิด การทำ การพูดของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้สิ้นกิเลสทั้งปวงโดยสิ้นเชิงแล้ว การคิด การทำ การพูด เหล่านั้นจึงหาก่อให้เกิดผลในอนาคตไม่มีความหมายว่า มหากุศลนั้น ถ้าเกิดแก่บุคคลอื่นที่มิใช่พระอรหันต์ ก็คงเรียกว่า มหากุศลจิต แต่ถ้าเกิดแก่พระอรหันต์โดยเฉพาะแล้ว เรียกว่า มหากิริยาจิต
ที่เรียกว่า มหากุศลจิต เพราะจะต้องให้ผลในภายหน้า แต่เรียกว่ามหากิริยาจิต เพราะจิตที่ปราศจากผลในอนาคต

มหากิริยาจิตก็มีจำนวนเท่ากันกับมหากุศลจิต คือ ๘ ดวง ได้แก่

ดวงที่ ๑ โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากิริยาจิตดวงที่ ๑ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเอง
โดยไม่มีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๒ โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากิริยาดวงที่ ๒ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้น
โดยมีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๓ โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากิริยาดวงที่ ๓ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเอง
โดยไม่มีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๔ โสมนสฺสสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากิริยาดวงที่ ๔ เกิดพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้น
โดยมีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๕ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากิริยาดวงที่ ๕ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเอง
โดยไม่มีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๖ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากิริยาดวงที่ ๖ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้น
โดยมีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๗ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
มหากิริยาดวงที่ ๗ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น อสังขาริก คือเกิดขึ้นเอง
โดยไม่มีสิ่งชักจูง

ดวงที่ ๘ อุเปกฺขาสหคตํ ญาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
มหากิริยาดวงที่ ๘ เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็น สสังขาริก คือเกิดขึ้น
โดยมีสิ่งชักจูง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 11:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


จำแนกกามาวจรโสภณจิตโดยชาติเภทเป็นต้น

๑. ชาติเภท โดยประเภทแห่งชาติกามาวจรกุศลโสภณจิต หรือกามโสภณจิต ๒๔ ดวงนี้ มี ๓ ชาติ คือ
มหากุศลจิต ๘ ดวง เป็นชาติกุศล
มหาวิบากจิต ๘ ดวง เป็นชาติวิบาก
มหากิริยาจิต ๘ ดวง เป็นชาติกิริยา

๒. ภูมิเภท โดยประเภทแห่งภูมิ กามโสภณจิตทั้ง ๒๔ ดวง เป็นกามาวจรภูมิ คือ เป็นจิตชั้นกามาวจรอย่างเดียว

๓. เวทนาเภท โดยประเภทแห่งเวทนา กามโสภณจิต ๒๔ ดวง มีเวทนา ๒ อย่างคือ โสมนัสเวทนา ๑๒ ดวง อุเบกขาเวทนา ๑๒ ดวง ซึ่งตามรายชื่อของจิตก็ได้ระบุบอกไว้แล้วว่าดวงเป็นเป็นเวทนาอะไร จึงไม่ต้องกล่าวซ้ำในที่นี้อีก

๔. เหตุเภท โดยประเภทแห่งเหตุ กามโสภณจิตทั้ง ๒๔ ดวง เป็น สเหตุกจิตทั้งนั้น
ที่เป็นญาณสัมปยุตต ๑๒ ดวงนั้น เป็นสเหตุกจิตที่มี ๓ เหตุ คือ มี อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหะเหตุ ประกอบ ที่เป็นญาณวิปยุตต ๑๒ ดวง เป็นสเหตุกจิตที่มีสัมปยุตตเหตุเพียง ๒ คือ มี อโลภเหตุ อโทสเหตุ ประกอบเท่านั้น

๕. สังขารเภท โดยประเภทแห่งสังขาร กามโสภณจิต เป็นอสังขาริก ๑๒ ดวง เป็นสสังขาริก ๑๒ ดวง ซึ่งตามรายชื่อก็บอกไว้แล้วว่าดวงไหนเป็นอสังขาริก หรือสสังขาริก

๖. สัมปยุตตเภท โดยประเภทแห่งสัมปยุตต กามโสภณจิตเป็นญาณสัมปยุตต ๑๒ ดวง เป็นญาณวิปยุตต ๑๒ ดวง ตามรายชื่อก็บอกไว้แล้วเหมือนกัน

๗. โสภณเภท โดยประเภทแห่งโสภณะ กามโสภณจิตทั้ง ๒๔ ดวง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นโสภณจิต เป็นจิตที่ดีงามทั้งนั้นและเป็นจิตที่มีโสภณเจตสิกประกอบด้วย

๘. โลกเภท โดยประเภทแห่งโลก กามโสภณจิต ๒๔ ดวง เป็นโลกียจิต ไม่ใช่โลกุตตรจิต

๙. ฌาณเภท โดยประเภทแห่งฌาน กามโสภณจิตเป็น อฌานทั้ง ๒๔ ดวง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2013, 11:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5730


 ข้อมูลส่วนตัว


การยิ้มและหัวเราะ

การยิ้มแย้มและการหัวเราะนั้น ในคัมภีร์อลังการ ได้จำแนกไว้เป็น ๖ อย่าง คือ
๑. สิตะ ยิ้มอยู่ในหน้า ไม่เห็นไรฟัน
๒. หสิตะ ยิ้มแย้มพอเห็นไรฟัน
๓. วิหสิตะ หัวเราะเบาๆ
๔. อุปหสิตะ หัวเราะจนกายไหว
๕. อปหสิตะ หัวเราะจนน้ำตาไหล
๖. อติหสิตะ หัวเราะจนสั่นพริ้วและโยกโคลงไปทั้งตัว สิตะ และ หสิตะ เป็นการยิ้มแย้มของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่เรียกว่าหสิตุปปาทจิต แม้จะโสมนัสด้วยมหากิริยาก็เพียงแต่ยิ้มหรือแย้มเท่านั้น ไม่ถึงกับหัวเราะจนมีเสียง ส่วนพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน ตลอดจนปุถุชนทั่วๆ ไป เพียงแต่ยิ้มแย้ม ไม่ถึงกับหัวเราะก็มีได้ แต่ไม่เรียกว่ายิ้มแย้มด้วยหสิตุปปาทจิต วิหสิตะ และ อุปหสิตะ เป็นการหัวเราะของพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน กัลยาณชน ตลอดจนปุถุชนทั่วๆ ไป อปหสิตะ และ อติหสิตะ เป็นการหัวเราะของบุคคลชั้นต่ำ พาลบุคคล

ในปรมัตทีปนีฏีกา แสดงจิตที่ทำให้การยิ้มแย้มและการหัวเราะเกิดขึ้นนั้น ได้แก่จิต ๑๓ ดวง คือ
โสมนัส โลภมูลจิต ๔
โสมนัส หสิตุปปาทะ ๑
โสมนัส มหากุศล ๔
โสมนัส มหากิริยา ๔
ปุถุชนยิ้มและหัวเราะด้วยจิต ๘ ดวง คือ
โสมนัส โลภมูลิจต ๔
โสมนัส มหากุศล ๔
พระเสกขบุคคล ๓ ยิ้มและหัวเราะด้วยจิต ๖ ดวง คือ
โสมนัส โลภมูลทิฏฐิคตวิปยุตตจิต ๒
โสมนัส มหากุศล ๔
พระอเสกขบุคคล ยิ้มแย้มด้วยจิต ๕ ดวง คือ
โสมนัส หสิตุปาทะ ๑
โสมนัส มหากิริยา ๔

การยิ้มแย้มของพระอรหันต์นั้น ถ้าอารมณ์เป็น อโนฬาริกะ
คือเป็นอารมณ์ละเอียดอันบุคคลธรรมดาไม่สามารถรู้
ขณะนั้นยิ้มแย้มด้วย หสิตุปปาทจิต ( หสิตุปปาทจิตนี้ เรียกว่า หสนจิตก็ได้ )
ถ้าอารมณ์เป็น โอฬาริกะ คือเป็นอารมณ์ที่หยาบ หมายความว่า
เป็นอารมณ์ธรรมดาที่บุคคลทั่วๆ ไปสามารถรู้ได้นั้น ขณะนั้นยิ้มแย้มด้วย โสมนัสมหากิริยา

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 93 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร