วันเวลาปัจจุบัน 16 มิ.ย. 2019, 09:35  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 168 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 12  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2013, 07:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


๕. เมื่อแผ่เมตตาให้แก่ตนเองได้คล่องด้วยความสะดวกใจแล้ว ก็ขยายการแผ่ให้เป็นวงกว้างออกไปตามลำดับ คือ

ก. อัตตะ แผ่ให้แก่ตนเอง

ข. ปิยะ แผ่ให้แก่ผู้ที่รักใคร่

ค. มัชฌัตตะ แผ่ให้แก่ผู้ที่ไม่รักไม่ชัง

ง. เวรี แผ่ให้แก่ผู้ที่เป็นศัตรู

๖. บุคคลที่จะแผ่เมตตาให้ก่อนไม่ได้นั้น มี ๔ จำพวก คือ

ก. อปิยบุคคล ผู้ที่เราไม่รักใคร่ เมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความไม่พอใจ เพราะเราไม่มีความรักใคร่ชอบพอนั่นเอง

ข. อติปิยบุคคล ผู้ที่เรารักใคร่มาก เมตตาก็จะไม่เกิด เกิดแต่ความวิตกกังวลและโสกะ เพราะเรามีความรักใคร่มากนั่นเอง

ค. มัชฌัตตบุคคล ผู้ที่เราไม่รักและก็ไม่ชัง เมตตาจะไม่เกิด เพราะสิ่งที่ชวนจะให้เกิดความเคารพรักใคร่นั้นไม่มี ด้วยว่าไม่มีทั้งความยินดีและยินร้าย

ง. เวรีบุคคล ผู้ที่เป็นศัตรูแก่เรา เมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความโกรธ ความเกลียด เพราะผู้นั้นเป็นศัตรูต่อเรา

๗. บุคคลที่จะแผ่เมตตาให้ไม่ได้นั้น มี ๒ จำพวก คือ

ก. ผู้ที่ตายไปแล้ว เพราะถ้าจะแผ่ให้แก่บุคคลจำพวกนี้ก็จะไม่ถึงอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ

ข. แผ่เจาะจงให้แก่ผู้ที่มีเพศตรงกันข้ามกับตนก็ไม่ได้ เพราะจะทำให้ ฉันทะ ราคะ เกิดขึ้น แต่เมตตาจิตไม่เกิด

ราคะ กับ เมตตา ต่างกันตรงที่ ราคะนั้นเพ่งเล็งถึงความ สวยงามแห่งร่างกาย ของผู้อื่นเป็นฐานที่เกิด ส่วนเมตตานั้นเพ่งเล็งถึงความ งดงามแห่งจิตใจ ของผู้อื่น เป็นฐานที่เกิด

๘. เมื่อแผ่ให้แก่ตนเอง แผ่ให้แก่ผู้อื่นตามลำดับดังกล่าว จนสะดวกใจแล้ว ก็ขยายให้กว้างออกไปอีกเป็น ๓ นัยดังที่มีชื่อเรียกว่า อโนทิโสผรณา ๑ โอทิโสผรณา ๑ และทิสาผรณา ๑

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


การแผ่เมตตาที่เรียกว่า อโนทิโสผรณา นั้นเป็นการแผ่ไปโดยไม่จำกัดบุคคล ๕ จำพวก คือ

ก. สพฺเพสตฺตา สัตว์ทั่วไปทั้งหลาย

ข. สพฺเพปาณา สัตว์ที่มีลมปราณ (มีชีวิต) ทั้งหลาย

ค. สพฺเพภูตา สัตว์ที่ปรากฏทั้งหลาย

ง. สพฺเพปุคฺคลา สัตว์ที่เป็นบุคคลทั้งหลาย

จ. สพฺเพอตฺตภาวปริยาปนฺนา สัตว์ที่ครองอัตตภาพทั้งหลาย

การแผ่เมตตา ที่เรียกว่า โอทิโสผรณา นั้นเป็นการแผ่ไปโดยจำกัดบุคคล ๗ จำพวก คือ

ก. สพฺพาอิตฺถิโย เพศหญิงทั้งหลาย
ข. สพฺเพปุริส เพศชายทั้งหลาย
โดย ลิงฺค

ค. สพฺเพอริยา พระอริยทั้งหลาย
ง. สพฺเพอนริยา ผู้ไม่ใช่อริยทั้งหลาย
โดย ปุคฺคล

จ. สพฺเพเทวา เทวดาทั้งหลาย
ฉ. สพฺเพมนุสฺสา มนุษย์ทั้งหลาย
ช. สพฺเพวีนิปาติกา อบายสัตว์ทั้งหลาย
โดย ปฏิสนฺธิ

การแผ่เมตตา ที่เรียกว่า ทิสาผรณา นั้น เป็นการแผ่ให้แก่สัตว์ทั่วไปทั้ง ๑๐ ทิศ โดยไม่คำนึงไม่จำกัดถึงสัตว์ถึงบุคคลเป็นที่ตั้ง ว่าจะเป็นสัตว์เป็นบุคคลชนิดไหนประเภทใด

๙. อโนทิโสผรณา แผ่ไปโดยไม่จำกัด บุคคลมี ๕ จำพวก เรียกว่ามี ๕ ฐาน แต่ละฐานมีข้อที่พึงกำหนดได้ ๔ ข้อคือ อเวรา อัพยาปัชชา อนีฆา และสุขีอัตตานัง เรียกเสียว่า ๔ กระแส ดังนั้น ๕ ฐานแต่ละฐานมี ๔ กระแสจึงเป็น ๒๐ กระแส

โอทิโสผรณา แผ่ไปโดยจำกัดบุคคล มี ๗ จำพวก เรียกว่า มี ๗ ฐาน แต่ละฐานมี ๔ กระแส จึงเป็น ๒๘ กระแส

ทิสาผรณา แผ่ไป ๑๐ ทิศ มีบุคคลทั้งที่ไม่จำกัด ๕ จำพวก และที่จำกัด ๗ จำพวก รวมมี ๑๒ ฐาน แต่ละฐานมี ๔ กระแส ก็เป็น ๔๘ ใน ๔๘ นี้ มีทุกทิศทั้ง ๑๐ ทิศ จึงเป็น ๔๘๐ กระแส

รวม อโนทิโสผรณา ๒๐ กระแส โอทิโสผรณา ๒๘ กระแส และทิสาผรณา ๔๘๐ กระแสเข้าด้วยกัน จึงเป็นอันว่า การแผ่เมตตาจิตทั้งหมดนั้นมีได้ถึง ๕๒๘ กระแส

ที่ว่า ทิสาผรณา แผ่ไป ๑๐ ทิศนั้น นับดังนี้ สัตว์ทั้งหลายที่มีจิตก็ดี ไม่มีจิตก็ดี บรรดาที่มีชีวิต อันมีอยู่ใน ทิศเบื้องบน จนถึง อกนิฏฐพรหมนั้น ๑ ทิศ ที่มีอยู่ใน ทิศเบื้องต่ำ ถึงอวีจิมหานรก นั้น ๑ ทิศ และที่มีอยู่ใน ทิศเบื้องขวาง นั้นอีก ๘ ทิศ จึงรวมเป็น ๑๐ ทิศด้วยกัน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


๑๐. ผู้อบรมการแผ่เมตตาที่ปรารถนาให้ถึงฌาน จะต้องแผ่เมตตาจนให้สำเร็จถึง สีมสัมเภท ด้วย เพราะสีมสัมเภทนี้ สงเคราะห์ประหนึ่งว่า เป็นปฏิภาคนิมิตแห่งเมตตากัมมัฏฐาน

สีมสัมเภท แปลว่า ทำลายขอบเขตของเมตตา หมายความว่าผู้สำเร็จในสีมสัมเภทนั้น ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตเสมอภาค ไม่เอนเอียงไปใน ๔ บุคคล คือ อัตตะ ตนเอง, ปิยะ ผู้ที่รักใคร่, มัชฌัตตะ ผู้ที่ไม่รักและก็ไม่ชัง, เวรี ผู้ที่เป็นศัตรู

มีตัวอย่างแสดงไว้ว่า มีพวกโจรมาล้อมบุคคลทั้ง ๔ ที่ว่ามานี้ จะจับไปฆ่าบูชายัญคนหนึ่ง โดยถามว่า จะให้จับใครไป ถ้าจะบอกให้จับศัตรูหรือจับผู้ที่ไม่รักไม่ชังไป ก็แน่ชัดว่าผู้นั้นยังไม่ถึงสีมสัมเภท แม้ตนเองจะยอมให้จับโดยรับกรรมนี้เสีย เอง อย่างนี้ก็นับว่าไม่ถึงซึ่งสีมสัมเภทอยู่นั่นเอง เพราะเมตตานั้นยังมีขอบเขตอยู่ ต่อเมื่อมีจิตเสมอภาค จนชี้ไม่ได้ว่าจะให้จับใคร เช่นนี้จึงจะกล่าวได้ว่าถึงสีมสัมเภทอัน สงเคราะห์หรือนับเนื่อง เข้าในปฏิภาคนิมิตแล้ว

๑๑. สรุปการเจริญเมตตากัมมัฏฐาน ตามลำดับแต่ต้นจนกระทั่งได้ฌานนั้นดังนี้ คือ

ก. แผ่เมตตาให้แก่ตนเองก่อน แล้วแผ่ให้แก่ปิยบุคคล แก่มัชฌัตตบุคคล และแก่เวรีบุคคล ตามลำดับ ระหว่างที่แผ่เมตตาเช่นนี้เป็น บริกรรมนิมิต บริกรรมภาวนา บริกรรมสมาธิ

ข. เมื่อมีเมตตาจิต ในบุคคลทั้ง ๔ ที่เป็นนิมิตแก่การภาวนานั้นแล้ว (แต่ยังไม่ถึง สีมสัมเภท) เมื่อนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็น อุคคหนิมิต แต่ยังเป็น บริกรรมภาวนา บริกรรมสมาธิอยู่

ค. ครั้นจิตของโยคีนั้นสำเร็จถึงสีมสัมเภทแล้ว ก็ ถือเหมือนว่า เป็นปฏิภาคนิมิต และเป็นอุปจารภาวนา เป็นอุปจารสมาธิ

ง. พยายามเจริญเมตตาภาวนาต่อไปโดย อโนทิโสผรณาเมตตา ๕ , โอทิโส ผรณาเมตตา ๗,
ทิสาผรณาเมตตา ๑๐ จนกระทั่งได้ฌาน ถึง อัปปนาสมาธิ

๑๒. เมตตากัมมัฏฐาน เจริญสมถภาวนาได้ถึงปฐมฌาน เป็นต้นไปตามลำดับจนถึงแค่ จตุตถฌานเท่านั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


กรุณากัมมัฏฐาน

ปรทุกฺขาปนยนาการปฺปวตฺติลกฺขณา

มีความเป็นไปแห่งกายวาจาใจในอันที่จะบำบัดทุกข์ของผู้อื่นให้ปราศไป เป็นลักษณะ

ปรทุกฺขาสหนรสา มีการอดกลั้นนิ่งดูดายอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของผู้อื่นและอยากช่วยเหลือ เป็นกิจ

อวิหิสาปจฺจุปฏฺฐานา มีการไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณากรุณา

ทุกฺขาภิภูตานํ อนาถภาวทสฺสนปทฏฺฐานา การพิจารณาเห็นบุคคลที่ตกอยู่ในความทุกข์ไร้ที่พึ่งเป็นเหตุใกล้

วิหิสูปสโม สมฺปตฺติ ความสงบลงแห่งโทสจิตตุปปาท ในอันที่จะทำการเบียดเบียนสัตว์ เป็นความสมบูรณ์แห่งกรุณา

โสกสมฺภโว วิปตฺติ การเกิดขึ้นแห่งความเศร้าโศก เป็นความเสื่อมเสียของกรุณา

เคหสิตํ โทมนสฺสํ อาสนฺน ปจฺจตฺถิกํ ความเสียใจที่เนื่องด้วยกามคุณ อารมณ์เป็นศัตรูใกล้

วิหิสา ทูรปจฺจตฺถิกํ ความเบียดเบียนสัตว์ เป็นศัตรูไกลฃ

๑. กรุณา มีอานิสงส์ ๑๑ ประการ เช่นเดียวกันและเหมือนกันกับอานิสงส์ของเมตตา

๒. ในการแผ่กรุณานั้น ชั้นต้นให้กำหนดถึงผู้ที่ได้รับความลำบากอยู่ว่า ถ้าพ้นจากความลำบากนี้เสียได้ก็จะดีมาก แล้วก็บริกรรมว่า อยํ สตฺโต ทุกฺขา มุจฺจตุ ขอให้ผู้นี้จงพ้นจากความทุกข์เถิด ถ้าไม่มีผู้ที่กำลังได้รับความทุกข์อยู่ ก็ต้องแผ่ให้แก่ผู้ที่จะได้รับความทุกข์ในวันข้างหน้า โดยบริกรรมเช่นเดียวกันกับที่กล่าวไว้ข้างบนนี้

๓. ลำดับต่อไปให้แผ่ให้แก่ ปิยบุคคล โดยบริกรรมว่า มม ปิยปุคฺคลา ทุกฺขา มุจฺจตุ ขอบุคคลทั้งหลาย อันเป็นที่รักของข้าพเจ้าจงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิด

๔. ต่อไปให้แผ่ให้แก่ มัชฌัตตบุคคล โดยบริกรรมว่า มม มชฺฌตฺต ปุคฺคลา ทุกฺขา มุจฺจตุ ขอบุคคลทั้งหลายที่ข้าพเจ้ามิได้รักมิได้ชัง จงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


๕. ครั้นแล้วให้แผ่ให้แก่ เวรีบุคคล โดยบริกรรมว่า มม เวรีปุคฺคลา ทุกฺขา มุจฺจตุ ขอบุคคลทั้งหลายที่เป็นศัตรูแก่ข้าพเจ้า จงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิด

๖. การแผ่เมตตา มีหัวข้อที่พึงกำหนด ๔ อย่าง แต่การแผ่ความกรุณามีหัวข้อที่พึงกำหนดอย่างเดียวว่า จงพ้นจากความทุกข์ เท่านั้น และแผ่ขยายให้กว้างออกได้เป็น ๓ นัย คือ อโนทิโสผรณากรุณา ๑ โอทิโสผรณากรุณา ๑ และ ทิสาผรณากรุณา ๑ ทำนองเดียวกับเมตตา

อโนทิโสผรณากรุณา แผ่กรุณาไปโดยไม่จำกัดบุคคล มี ๕ ฐาน แต่ละฐานมีกระแสเดียวจึงคงเป็น ๕ กระแส

โอทิโสผรณากรุณา แผ่กรุณาไปโดยจำกัดบุคคล มี ๗ ฐาน แต่ละฐานมีกระแสเดียว จึงคงเป็น ๗ กระแส

ทิสาผรณากรุณา แผ่กรุณาไปทั้งจำกัดบุคคล ๗ และไม่จำกัดบุคคล ๕ รวมเป็น ๑๒ ฐาน แผ่ไป ๑๐ ทิศ จึงเป็น ๑๒๐ กระแส

รวมทั้ง ๓ นับได้ ๑๓๒ กระแส จึงเป็นอันว่าการแผ่กรุณาทั้งหมดนั้นมีได้ ๑๓๒ กระแส

๗. การแผ่ความกรุณา ก็ต้องแผ่จนให้สำเร็จถึง สีมสัมเภท เช่นเดียวกันทำนองเดียวกับเมตตา

๘. ผู้ที่เราปรารถนาแผ่ความกรุณาให้นั้น เป็นอารมณ์ คือ เป็นนิมิต จึงเรียกว่า บริกรรมนิมิต คือเอาเป็นอารมณ์พร่ำบ่นในใจ จิตที่หน่วงเอาบริกรรมนิมิตมาพร่ำบ่นนั้นเรียกว่า บริกรรมภาวนา และที่เป็นบริกรรมภาวนาขึ้นมาได้ ก็ด้วยอำนาจแห่งบริกรรมสมาธิ

๙. บริกรรมตามนัยแห่งข้อ ๒ ถึงข้อ ๕ ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ จนจิตใจแน่วแน่ในการแผ่ความกรุณาแก่บุคคลเหล่านั้นแล้ว แม้จะยังไม่ถึง สีมสัมเภทก็ตาม นิมิตนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็น อุคคหนิมิตแล้ว แต่ทางฝ่ายจิตยังเป็นบริกรรมภาวนา บริกรรมสมาธิ อยู่

๑๐. ครั้นจิตของโยคีบุคคลนั้นสำเร็จถึง สีมสัมเภทกรุณาแล้ว ก็ถือเสมือนว่านิมิตนั้นเป็นปฏิภาคนิมิต ส่วนภาวนานั้นเป็นอุปจารภาวนา สมาธินั้นเป็นอุปจารสมาธิ

๑๑. พยายามเจริญกรุณาภาวนาต่อไปโดย อโนทิโสผรณากรุณา ๕, โอทิโส ผรณากรุณา ๗ และ
ทิสาผรณากรุณา ๑๐ จนกระทั่งได้ฌาน นิมิตนั้น คงเรียกว่า อุคคหนิมิต ภาวนานั้นเรียกว่า อัปปนาภาวนา และสมาธินั้นก็เรียกว่า อัปปนาสมาธิ

๑๒. กรุณากัมมัฏฐาน เจริญสมถภาวนาได้ถึง ปฐมฌาน เป็นต้นไปตามลำดับ จนถึงแค่จตุตถฌาน เท่านั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


มุทิตากัมมัฏฐาน

ปโมทนลกฺขณา มีการบันเทิงใจในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นลักษณะ

อนิสฺสายนรสา มีการไม่ริษยาในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นกิจ

อรติวิฆาตปจฺจุปฏฺฐานา ทำลาย ความริษยา เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณามุทิตา

ปรสมฺปตฺติทสฺสนปทฏฺฐานา มีการรู้เห็นความเจริญด้วยคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุขของผู้อื่นเป็นเหตุใกล้

อรติวูปสโม สมฺปตฺติ มีความสงบจากความไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น เป็นความสมบูรณ์แห่งมุทิตา

ปหาสสมฺภโว วิปตฺติ ความสุข รื่นเริง โอ้อวด กำหนัด เกิดขึ้นเป็นความเสื่อมเสียของมุทิตา

เคหสิตํ โสมนสฺสํ อาสนฺน ปจฺจตฺถิกํ มีความดีใจที่เนื่องด้วยกามคุณอารมณ์ เป็นศัตรูใกล้

อรติ ทูรปจฺจตุถิกา ความไม่ยินดี ไม่สบายใจ ในความเจริญของผู้อื่น เป็นศัตรูไกล

๑. มุทิตา มีอานิสงส์ ๑๑ ประการ เช่นเดียวกัน และเหมือนกันกับอานิสงส์ของเมตตา

(๑) สุขํ สุปฺปติ สบายในเวลาหลับ

(๒) สุขํ ปฏิพุชฺฌติ สบายในเวลาตื่น

(๓) น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ ไม่ฝันเห็นเรื่องที่ลามก

(๔) มนุสฺสานํ ปิ โย โหติ เป็นที่รักของมนุษย์ทั่วไป

(๕) อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของอมนุษย์

(๖) เทวตา รกฺขนฺติ เทวดาย่อมคุ้มกันรักษา

(๗) นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมติ ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ก็ดีย่อมไม่กล้ำกรายต่อผู้นั้น

(๘) ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตผู้นั้นย่อมเป็นสมาธิ คือตั้งมั่นได้เร็ว

(๙) มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติ สีหน้าผู้นั้นย่อมผ่องใส

(๑๐) อสมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติ ในเวลาใกล้มรณะ ย่อมเป็นผู้มีสติ

(๑๑) อุตฺตริ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต เมื่อมรณะแล้ว ย่อมเป็นผู้เข้าถึงสุคติอย่างสูงสุด ถึงพรหมโลกได้

๒. ในการแผ่มุทิตาจิตนั้น ชั้นต้นให้แผ่แก่สุขิตสัตว์ ที่เป็นสหายรักใคร่ชอบพอเป็นอันมาก อติปิยบุคคลก่อน โดยบริกรรมว่า อยํ มม สหายโก ยถาลทฺธ สมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ ขอผู้ที่เป็นสหายที่รัก จงอย่าสูญเสียความสุขทั้งปวงที่กำลังได้รับอยู่นั้นเลย

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


๓. ต่อไปก็แผ่ให้แก่ ปิยบุคคล โดยบริกรรมว่า มม ปิยปุคฺคลา ยถาลทฺธ สมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ ขอให้บุคคลทั้งหลายอันเป็นที่รักของข้าพเจ้า จงอย่าสูญเสียความสุขทั้งปวงที่กำลังได้รับอยู่นั้นเลย

๔. จากนั้นแผ่ให้แก่ มัชฌัตตบุคคล โดยบริกรรมว่า มม มชฺฌตฺต ปุคฺคลา ยถาลทฺธ สมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ ขอบุคคลทั้งหลายที่ไม่ใช่ที่รักที่ชังของข้าพเจ้า จงอย่าสูญเสียความสุขทั้งปวงที่กำลังได้รับอยู่นั้นเลย

๕. ลำดับนั้นแผ่ให้แก่ เวรีบุคคล โดยบริกรรมว่า มม เวรีปุคฺคลา ยถาลทฺธ สมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ ขอให้ผู้ที่เป็นศัตรูต่อข้าพเจ้าทั้งหลายจงอย่าสูญเสียความสุขทั้งปวงที่กำลังได้รับอยู่นั้นเลย

๖. การแผ่มุทิตา มีหัวข้อที่พึงกำหนดแต่อย่างเดียวว่า จงอย่าให้สูญเสียความสุขที่กำลังได้รับอยู่ และแผ่ขยายให้กว้างออกไปได้เป็น ๓ นัยอย่างเดียวกับกรุณา ดังนั้น มุทิตา นี้ จึงมีการแผ่ได้ ๑๓๒ กระแสเท่ากันกับ กรุณา อโนทิโสผรณามุทิตา แผ่มุทิตาไปโดยไม่จำกัดบุคคลมี ๕ ฐาน แต่ละฐานมีกระแสเดียว จึงคงเป็น ๕ กระแส โอทิโสผรณามุทิตา แผ่มุทิตาไปโดยจำกัดบุคคลมี ๗ ฐาน แต่ละฐานมีกระแสเดียว จึงคงเป็น ๗ กระแส ทิสาผรณามุทิตา แผ่มุทิตาไปทั้งจำกัดบุคคล ๗ และไม่จำกัดบุคคล ๕ รวมเป็น ๑๒ ฐาน แผ่ไป ๑๐ ทิศ จึงเป็น ๑๒๐ กระแส รวมทั้ง ๓ นัยได้ ๑๓๒ กระแส จึงเป็นอันว่าการแผ่มุทิตาทั้งหมดนั้นมีได้ ๑๓๒ กระแส

๗. การแผ่มุทิตาจิต ก็ต้องแผ่จนให้ถึง สีมสัมเภท เช่นเดียวกัน ทำนองเดียวกับ กรุณา และเมตตา

๘. การเจริญมุทิตาจนถึงอัปปนาภาวนา อัปปนาสมาธิ คือเกิดฌานจิตนั้น ก็เป็นไปทำนองเดียวกับกรุณากัมมัฏฐาน

๙. มุทิตา เจริญได้เพียง จตุตถฌาน เช่นเดียวกับ เมตตา และกรุณา ดังที่ได้กล่าวแล้วนั้นอีกเหมือนกัน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


อุเบกขากัมมัฏฐาน

สตฺเตสุมชฺฌตฺตาการปฺปวตฺติลกฺขณา มีอาการเป็นไปอย่างกลาง ในสัตว์ทั้งหลาย เป็นลักษณะ

สตฺเตสุสมภาวทสฺสนรสา มีการมองดูสัตว์ทั้งหลายด้วยความเสมอกัน เป็นกิจ

ปฏิฆานุนยวูปสมปจฺจุปฏฺฐานา มีความสงบจากความเกลียด และไม่มีความรักในสัตว์ทั้งหลาย เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณาอุเบกขา

กมฺมสฺสกา สตฺตา เต กมฺมสฺส รุจิยา สุขิตา วา ภิวสฺ สนฺติ ทุกฺขโต วา มุจฺจิสฺสนฺติ
ปตฺตสมฺปตฺติโต วา น ปริหายิสฺสนฺตีติ เอวํ ปวตฺตกมฺมสฺสกตาทสฺสนปทฏฺฐานา ปัญญาที่พิจารณา เห็นการกระทำของตนเป็นของตนเองเป็นไปอย่างนี้ว่า "สัตว์ทั้งหลายมีการกระทำของตนเป็นของตนเอง สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จะมีความสุขหรือพ้นจากความทุกข์ หรือจักไม่เสื่อมจากโภคสมบัติของตนที่มีอยู่เหล่านี้ ด้วยความประสงค์ของผู้ใดผู้หนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย" เป็นเหตุใกล้

ปฏิฆานุนยวูปสโม สมฺปตฺติ การสงบจากความเกลียด และไม่มีความรัก เป็นความสมบูรณ์ของอุเบกขา

เคหสิตาย อญฺญาณุเปกฺขาย สมฺภโว วิปตฺติ การเกิดขึ้นแห่งอญาณุเบก-ขา โดยอาศัยกามคุณอารมณ์ เป็นความเสื่อมเสียแก่อุเบกขา

อญาณุเปกฺขา อาสนฺน ปจฺจตฺถิกา การวางเฉยด้วยอำนาจแห่งโมหะ เป็นศัตรูใกล้

ราคปฏิฆา ทูรปจฺจตฺถิกา ราคะ และโทสะ เป็นศัตรูไกล

๑. โยคีผู้เจริญ อุเบกขากัมมัฏฐาน จะต้องเป็นผู้ที่ได้ถึงรูปาวจรจตุตถฌาน โดยอาศัย เมตตา กรุณา มุทิตา กัมมัฏฐาน อย่างหนึ่งอย่างใดมาเสียก่อน จึงจะเจริญอุเบกขากัมมัฏฐานต่อไปได้

๒. เริ่มต้นแผ่ให้แก่ มัชฌัตตบุคคลก่อน โดยบริกรรมว่า อิเม ปุคฺคลา กมฺมสฺสกา บุคคลทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความไม่สูญเสียจากความสุขก็ดี ย่อมแล้วแต่กรรมของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้

๓. ต่อมาให้แผ่ให้แก่ ปิยบุคคล โดยบริกรรมว่า มม ปิยปุคฺคลา กมฺมสฺสกา บุคคลทั้งหลายอันเป็นที่รัก ย่อมมีกรรมเป็นของของตน ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความไม่สูญเสียจากความสุขก็ดี ย่อมแล้วแต่กรรมของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้

๔. จากนั้นแผ่ให้แก่ อติปิยบุคคล โดยบริกรรมว่า มม อติ ปิยปุคฺคลา กมฺมสฺสกา บุคคลที่เป็นที่รักใคร่เป็นอย่างมาก ย่อมมีกรรมเป็นของของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้

๕. ลำดับนั้นแผ่ให้แก่ เวรีบุคคล โดยบริกรรมว่า มม เวรีปุคฺคลา กมฺมสฺสกา บุคคลทั้งหลายที่เป็นศัตรูต่อข้าพเจ้า ย่อมมีกรรมเป็นของของตน อาศัยผู้อื่นทำให้เป็นไปนั้นไม่ได้

๖. การแผ่อุเบกขา มีหัวข้อที่พึงกำหนดแต่อย่างเดียว ดังกล่าวแล้วและแผ่ขยายให้กว้างออกไปได้เป็น ๓ นัยอย่างเดียวกับ กรุณา และมุทิตา ดังนั้นอุเบกขา จึงแผ่ไปได้ ๑๓๒ กระแสเท่านั้น อโนทิโสผรณาอุเบกขา แผ่อุเบกขาไปโดยไม่จำกัดบุคคล มี ๕ ฐาน แต่ละฐานมีกระแสเดียวจึงคงเป็น ๕ กระแส โอทิโสผรณาอุเบกขา แผ่อุเบกขาไปโดยจำกัดบุคคล มี ๗ ฐาน แต่ละฐานมีกระแสเดียวจึงคงเป็น ๗ กระแส ทิสาผรณาอุเบกขา แผ่อุเบกขาไปทั้งจำกัดบุคคล ๗ และไม่จำกัดบุคคล ๕ รวมเป็น ๑๒ ฐาน แผ่ไป ๑๐ ทิศ จึงเป็น ๑๒๐ กระแส
รวมทั้ง ๓ นัย ได้ ๑๓๒ กระแส จึงเป็นอันว่า การแผ่อุเบกขาทั้งหมดนั้นมีได้ ๑๓๒ กระแส

๗. การแผ่อุเบกขา ก็ต้องแผ่จนให้ถึง สีมสัมเภท เช่นเดียวกันทำนองเดียวกับเมตตา กรุณา มุทิตา นั้น

๘. การเจริญ อุเบกขา จนถึง อัปปนาภาวนา อัปปนาสมาธิ คือเกิดปัญจมฌานจิตนั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกับ เมตตา กรุณา มุทิตา ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นนี้อีกเหมือนกัน

๙. อุเบกขากัมมัฏฐาน เป็นการเจริญสมถภาวนาโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดปัญจมฌาน ฌานเดียวเท่านั้นเอง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


อัปปมัญญากัมมัฏฐานถึงฌานไม่เท่ากัน

ผู้เจริญ เมตตา กรุณา มุทิตา กัมมัฏฐาน ๓ อย่างนี้ สำเร็จอย่างสูงได้เพียงรูปฌานเบื้องต่ำ ๔ คือแค่จตุตถฌาน เท่านั้นเอง ทั้งนี้เพราะ

เมตฺตาทโย ตโต ปุพฺพา โทมนสฺส ช นิสฺสท
โสมนสฺสา วิปฺปโยคา เหฏฺฐา จตุกฺกฌานิกา ฯ

พรหมวิหารเบื้องต้นทั้ง ๓ มี เมตตาเป็นต้น เหล่านี้เป็นเหตุให้พ้นจากโทสะอันเกิดจากโทมนัส จึงประกอบด้วยโสมนัสอยู่เสมอ แยกกันไม่ได้ ฉะนั้นจึงสำเร็จได้แต่รูปฌานเบื้องต่ำ ๔

มีความหมายว่า

เมตตากัมมัฏฐาน เป็นเหตุให้พ้นจาก การพยาบาทปองร้าย

กรุณากัมมัฏฐาน เป็นเหตุให้พ้นจาก วิหิงสาความเบียดเบียน

มุทิตากัมมัฏฐาน เป็นเหตุให้พ้นจาก อนภิรติ ความไม่ชื่นชมยินดีต่อความสุขความดีของผู้อื่น

อันการพยาบาทปองร้ายก็ดี ความเบียดเบียนซึ่งกันและกันก็ดี ความไม่ชื่นชมยินดีต่อความสุขหรือความดีของผู้อื่นก็ดี ธรรมเหล่านี้ก็ได้แก่ โทสะ อันเกิดจากโทมนัสเวทนา เมื่อได้เจริญกัมมัฏฐานอันเป็นเหตุให้พ้นจากโทสะ พ้นจากโทมนัสแล้ว จิตใจผู้นั้นย่อมจะต้องเกิดโสมนัส ด้วยเหตุนี้ ฌานที่เกิดจาก เมตตา กรุณา มุทิตา ภาวนาทั้ง ๓ นี้ จึงได้แต่เพียงรูปฌานเบื้องต่ำ ๔ ซึ่งเป็นฌานที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสเวทนา

ส่วนผู้ที่เจริญอุเบกขากัมมัฏฐาน สำเร็จได้เฉพาะรูปาวจรปัญจมฌานอย่างเดียว เพราะอุเบกขาพรหมวิหารนี้ มีการวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย แม้สัตว์นั้นจะกระทำสักการะบูชาตน ตนก็ไม่มีความยินดี จะกระทำร้ายตน ตนก็ไม่มีความยินร้าย ดังนี้ แม้ว่าในขณะเจริญอุเบกขากัมมัฏฐานนี้ เบื้องต้นที่ยังอยู่ในกามชวนะนั้นอาจจะเกิดพร้อมกับโสมนัสบ้าง อุเบกขาบ้างก็ตาม แต่เมื่อเข้าถึงอัปปนาชวนะแล้ว จะต้องเกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ด้วยเหตุนี้ อุเบกขาพรหมวิหาร จึงสามารถถึงรูปาวจรปัญจมฌานโดยเฉพาะอย่างเดียว

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญากัมมัฏฐาน

๑. กัมมัฏฐานบทนี้เป็นการพิจารณาอาหารด้วยความเป็นปฏิกูล พิจารณาโดยอาการ ๙ นัย คือ

(๑) โดยการไปหา ก็ต้องเหยียบย่ำไปในสิ่งปฏิกูล บางทีถึงกับต้องท่องน้ำย่ำโคลนเลอะเทอะน่าเกลียด

(๒) โดยการบริโภค ต้องเจือปนกับน้ำลายและมูลฟัน ถ้าเคี้ยวอาหารนั้นแล้วคายออกมาดูก็จะเห็นว่าน่าเกลียดมาก

(๓) โดยที่อยู่ เมื่อกลืนอาหารล่วงลำคอไปแล้ว ก็ไปอยู่ปนกับน้ำลาย น้ำเหลือง น้ำดี น้ำเลือด ล้วนเป็นสิ่งปฏิกูลด้วยกันทั้งนั้น

(๔) โดยเป็นของหมักหมม เพราะบริโภคเพิ่มเติมอยู่ทุกวันตลอดอายุ และไม่มีการชำระล้างลำไส้หรือกระเพาะแต่อย่างใด ๆ เลย ปล่อยให้หมักหมมอยู่ไม่รู้ว่ากี่ปี

(๕) โดยยังไม่ทันย่อย เมื่ออาหารที่กลืนกินเข้าไปนั้นยังไม่ทันย่อย อาจบูดเหม็น เพราะปะปนกันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

(๖) โดยย่อยแล้ว ก็เหลือแต่กาก ที่จะถ่ายออกมา แต่เมื่อยังไม่ทันถ่ายออก ถ้ามองแลเห็นคงจะขยะแขยงไม่น้อย

(๗) โดยผลของอาหาร อาหารส่วนมากย่อมสำเร็จผลมาจากเนื้อสัตว์ ซึ่งเท่ากับว่าบริโภคทรากอสุภะ อันเป็นสิ่งปฏิกูลทั้งนั้น

(๘) โดยการหลั่งใหล ขณะบริโภคเข้าไป กระทำโดยเปิดเผย มีความชื่นชมยินดี ร่าเริง และบริโภคทางปากช่องเดียว แต่เมื่อเวลาไหลออกมา ไหลออกมาเป็นหลายทาง เป็นขี้ไคล ขี้ตา ขี้หู เป็นอุจจาระ ปัสสาวะ ล้วนเป็นสิ่งปฏิกูล จึงต้องกระมิดกระเมี้ยน และมีความสะอิดสะเอียนมาก

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2013, 16:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


(๙) โดยความเปรอะเปื้อน ในเวลาบริโภคก็เปรอะเปื้อน อย่างน้อยก็เปื้อนปาก เปื้อนมือ และในเวลา
ไหลออก ยิ่งเปื้อนเปรอะเลอะเทอะใหญ่ ล้วนแต่ปฏิกูลทั้งเข้าทั้งออก

๒. เมื่อได้กำหนดพิจารณาดังนี้ จะเห็นได้ว่า กพฬีการาหาร คือ อาหารที่กลืนกินเข้าไปล้วนแต่ปฏิกูล ยิ่ง
เห็นความปฏิกูลปรากฏชัดเท่าใด ก็จะคลายความกำหนัดยินดีในการบริโภค ไม่บริโภคด้วยความอยาก
ด้วยหวังความเอร็ดอร่อย แต่บริโภคเพื่อบรรเทาความทุกข์เวทนาที่เกิดจากความหิว ดังที่ว่ากันเพื่อเป็น
เครื่องเตือนใจว่า อยากอย่ากิน หิวจึงกิน

๓. การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญากัมมัฏฐานนี้ อย่างมากก็ได้เพียงอุปจารภาวนาเท่านั้น ไม่สามารถที่จะ
ถึงอัปปนาภาวนา คือถึงฌานได้

การเจริญจตุธาตุววัตถานกัมมัฏฐาน

๑. กัมมัฏฐานบทนี้ได้แก่ การกำหนดพิจารณาธาตุ ๔ อันได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช วาโย บางทีก็เรียกว่า
ธาตุกัมมัฏฐาน หรือเรียก ธาตุมนสิการะ (การใฝ่ใจในธาตุ) ก็มี ซึ่งมีความหมายเป็นอย่างเดียวกันทั้ง ๓ ชื่อ

๒. ถ้ากำหนดพิจารณาธาตุทั้ง ๔ ถึงลักษณะของธาตุนั้น ๆ อย่างที่เรียกว่าพิจารณาโดยความเป็นปรมัต
ถว่า ปฐวีมีลักษณะแข็งและอ่อน อาโปมีลักษณะเกาะกุมและไหล เตโชมีลักษณะเย็นและร้อน วาโยมีลักษณะเคร่งตึงและไหว อย่างนี้เป็นวิปัสสนาภาวนา

๓. ถ้ากำหนดพิจารณาธาตุทั้ง ๔ ถึง สสัมภาระ คือ ที่มีสะสมอยู่ภายในร่างกายก็ดี ภายนอกก็ดี
พิจารณาโดยความเป็นบัญญัติ หน่วงมาเป็นอารมณ์ มาเป็นนิมิต มีบริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต ปฏิภาค
นิมิต อย่างนี้ก็เป็นสมถภาวนา สมถกัมมัฏฐาน

๔. ในการกำหนดธาตุนี้ มีความพิสดารมาก ในที่นี้จะขอกล่าวแต่โดยย่อ พอเป็นตัวอย่างเท่านั้น คือ

(๑) พิจารณาโดยเนื้อความ คือ ให้รู้ชื่อ รู้ความหมาย รู้ความทรงไว้ของธาตุนั้น ๆ

(๒) พิจารณาโดยเป็นหมวด ๆ คือ ในร่างกายคนเรานี้ หมวดธาตุดิน มี ๒๐, ธาตุน้ำ ๑๒, ธาตุไฟมี ๔,
ธาตุลมมี ๖, รายละเอียดแจ้งในปริจเฉทที่ ๖ ตอนมหาภูตรูป ๔ นั้นแล้ว ธาตุดิน ๒๐ มี ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง, เนื้อ, เอ็น, กระดูก, เยื่อในกระดูก, ม้าม, หัวใจ, ตับ, พังผืด, ไต, ปอด, ไส้ใหญ่, ไส้
น้อย, อาหารใหม่, อาหารเก่า, มันสมอง ธาตุน้ำ ๑๒ มี ดี, เสมหะ, หนอง, เลือด, เหงื่อ, มันข้น,
น้ำตา, มันเหลว, น้ำลาย, น้ำมูก, ไขข้อ, น้ำมูตร ธาตุไฟ ๔ มี อุสมาเตโช ไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น

พอสบาย, ปาจกเตโช ไฟที่ย่อยอาหาร, ชิรณเตโช ไฟที่บ่มให้ร่างกายทรุดโทรมเหี่ยวแห้ง, สันตาปน
เตโช ไฟที่ทำให้ร้อนเป็นไข้ได้ป่วย ธาตุลม ๖ มี ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน, ลมที่พัดลงสู่เบื้องต่ำ, ลมที่อยู่ใน
ช่องท้อง, ลมที่อยู่ในลำไส้, ลมที่พัดอยู่ทั่วร่างกาย, ลมหายใจเข้าออก


(๓) พิจารณาโดยความที่อาศัยกัน คือ ปฐวีธาตุเป็นที่รองรับไว้ให้ตั้งอยู่ได้ อาโปธาตุเกาะกุมยึดไว้ไม่ให้
กระจัดกระจาย เตโชรักษาไว้ไม่ให้เน่าเปื่อยไป วาโยทำให้ทรงอยู่และเคลื่อนไหวไปมาได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ย. 2013, 08:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


(๔) พิจารณาโดยลักขณาทิจตุกะ คือ ลักษณะ หน้าที่การงาน ผลปรากฏ และเหตุใกล้ที่ให้เกิดธาตุนั้น ๆ

(๕) พิจารณาโดยสมุฏฐาน ว่าอาการ ๓๒ ของมนุษย์นั้น อาการใดเกิดจากอะไรเป็นสมุฏฐาน

(๖) พิจารณาโดยความต่างกันและเหมือนกัน ต่างกันเพราะ ลักขณาทิจตุกะต่างกัน สมุฏฐานก็ต่างกัน เหมือนกันเพราะเป็นรูปเหมือนกัน แตกดับด้วยความเย็นความร้อนเหมือนกัน

(๗) พิจารณาโดยความเกิดร่วมกัน ธาตุทั้ง ๔ นี้จะต้องเกิดร่วมกันเสมอในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ

(๘) พิจารณาโดยความเป็นภายในและภายนอก เหล่านี้เป็นต้น

ความละเอียดนั้นหาดูได้ในวิสุทธิมัคค ตอนสมาธินิเทศ

๕. การเจริญจตุธาตุววัตถานกัมมัฏฐาน โดยความเป็นสมถภาวนานี้ สามารถให้ถึงได้เพียงอุปจารภาวนาเท่านั้น ไม่สามารถเจริญได้ถึงอัปปนาภาวนา คือถึงฌานได้

การเจริญอรูปกัมมัฏฐาน

๑. อรูปกัมมัฏฐาน หมายถึง เอาอารมณ์ที่ไม่มีรูปเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางใจ ที่เจาะจงเอาอารมณ์ที่ไม่มีรูปนั้น ก็เพราะปรารถนาจะไปเกิดในภูมิที่ไม่มีรูป ให้มีแต่เพียงนามเท่านั้น ที่ปรารถนาเช่นนี้ด้วยเหตุผลของบุคคล ๒ พวก

๒. พวกหนึ่งมีความสำคัญว่า บุคคลที่จะทุกข์ก็เพราะมีรูปกายเป็นสื่อนำทุกข์มาให้ เช่น การตีรันฟันแทงกันก็ดี เป็นโรคภัยไข้เจ็บก็ดี เกิดความหิว ความกระหายก็ดี ตลอดจนการกำหนัดรักใคร่ซึ่งกันและกันก็ดี ล้วนแต่เกิดเนื่องมาจากรูปร่างกายทั้งสิ้น ถ้าปราศจากรูปร่างกายแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะไม่เกิด เพราะไม่มีที่อาศัยให้เกิด ก็เกิดเบื่อหน่ายในรูปร่างกาย จึงปรารถนาจะเป็นบุคคลที่ไม่มีรูป มีแต่จิตใจเท่านั้น

๓. อีกพวกหนึ่งไม่ได้ปรารภถึงโทษของรูปร่างกายอย่างที่กล่าว แต่เห็นว่าฌานที่ต้องอาศัยรูปเป็นอารมณ์นั้น หยาบกว่าฌานที่ไม่ใช้รูปเป็นอารมณ์ สมาธิที่เกิดจากรูปก็ต้องหยาบกว่าสมาธิที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่รูป ดังนั้น สมาธิที่เกิดจากอรูปฌานต้องมีกำลังมั่นคงและประณีตมาก ปรารถนาจะได้ฌานที่ประณีตยิ่ง และมีกำลังมั่นคง จึงเจริญอรูปกัมมัฏฐาน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ย. 2013, 08:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


๔. ผู้ที่จะเจริญอรูปกัมมัฏฐาน จะต้องเป็น รูปาวจรปัญจมฌานลาภีบุคคล คือบุคคลที่ได้รูปฌาน ๕ มาแล้ว และมีวสีภาวะในฌานทั้ง ๕ นั้นโดยสมบูรณ์เป็นอย่างดีด้วย จึงจะเจริญอรูปกัมมัฏฐานได้ อรูปกัมมัฏฐานมี ๔ ได้แก่

ก. กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง อากาสานัญจายตนฌาน

ข. อากาสานัญจายตนฌาน เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง วิญญาณัญจายตนฌาน

ค. นัตถิภาวบัญญัติ เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง อากิญจัญญายตนฌาน

ง. อากิญจัญญายตนฌาน เป็นอรูปกัมมัฏฐานให้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

๕. ผู้ต้องการถึง อากาสานัญจายตนฌาน ต้องกระทำอากาสบัญญัติที่ได้มาจากการเพิกกสิณทั้ง ๙ (เว้นอากาสกสิณ) ให้เป็นอารมณ์ อากาสบัญญัติที่ได้มาจากเพิกกสิณแล้วนั้น มีชื่อว่า กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ ซึ่งบางทีก็เรียกกันสั้น ๆ ว่า อากาสบัญญัติ เท่านั้นก็ได้ หน่วงเอากสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติเป็นอารมณ์ โดยบริกรรมในใจว่า อากาโส อนนฺโต อากาโส อนนฺโต อากาสไม่มีที่สิ้นสุด

คำว่า อากาสไม่มีที่สิ้นสุดนี้ มีความหมายว่า ธรรมดาอากาสนั้นเป็นบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถ ฉะนั้นจึงไม่มีเบื้องต้น คือ การอุบัติขึ้น และไม่มีเบื้องปลาย คือการดับไป นี่แหละที่เรียกว่า อนนฺโต ส่วนการบริกรรมนั้น
จะใช้แต่เพียง อากาโส อากาโส หรือ อากาสํ อากาสํ เท่านี้ก็ได้

อนึ่ง ใน มิลินทปัญหา นิพพานปัญหา ได้แสดงคุณของอากาสไว้ ๑๐ ประการ ดังนี้

(๑) น ชียติ ไม่แก่

(๒) น มียติ ไม่ตาย

(๓) น จวติ ไม่จุติ

(๔) น อุปฺปชฺชติ ไม่เกิด

(๕) อปฺปสยฺหํ ไม่มีใครข่มเหง

(๖) อโคจรคหณียํ ไม่มีโจรลัก

(๗) อนิสฺสิตํ ไม่มีที่พึ่งอาศัย

(๘) วิหงฺคคมนํ เป็นทางไปของเหล่าวิหงค์(สัตว์ที่ไปในอากาศเวหา)

(๙) นิราวรณํ ไม่มีอะไรกั้น

(๑๐) อนฺนตํ ไม่มีแดนที่สุด

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ย. 2013, 08:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


๖. เมื่อบริกรรมว่า อากาสไม่มีที่สิ้นสุด โดยไม่พะวงถึงนิมิตของกสิณที่จะเพิก แต่มาใฝ่ใจในความว่างเปล่าของอากาสบัญญัติ การใฝ่ใจย่อมทวีกำลังมากขึ้น สติก็จะตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ ครั้นสติตั้งมั่นแน่
แน่วจนสามารถเพิกปฏิภาคนิมิตแห่งกสิณ ซึ่งเป็นนิมิตกัมมัฏฐานที่ติดแนบแน่นใจอยู่นั้นเสียได้โดยเด็ด
ขาดในเวลาใด อากาสบัญญัติก็ปรากฏขึ้นในเวลานั้น อากาสานัญจายตนฌานก็เกิดขึ้นพร้อมกันในทันที
นั้นด้วย เป็นอันว่าโยคีผู้นั้นถึงซึ่งอัปปนาสมาธิ สำเร็จเป็นอากาสานัญจายตนฌานลาภีบุคคล

๗. อากาสานัญจายตนฌานนี้ มีชื่อเรียกได้เป็น ๓ อย่าง คือ อรูปฌาน ๑ อากาสานัญจายตนฌาน ๑
และ ปฐมารุปปฌาน ๑

ที่เรียกว่า อรูปฌาน เพราะว่า ปัญจมฌานลาภีบุคคลนี้มิได้สนใจเพ่งปฏิภาคนิมิตที่เป็นรูปเป็นอารมณ์แต่
ประการใดเลย เมื่อฌานจิตเกิดขึ้น ฌานจิตนี้ก็ปราศจากรูปเป็นอารมณ์ ดังนั้นจึงเรียกว่า อรูปฌาน

ที่เรียกว่า อากาสานัญจายตน เพราะว่าฌานจิตนี้มีความมั่นคง ตั้งอยู่โดยไม่หวั่นไหว เกิดขึ้นโดยอาศัย
อากาสบัญญัติ ซึ่งไม่ปรากฏเบื้องต้น คือ ความเกิด เบื้องปลายคือความดับนั้นอยู่ที่ไหน ดังนั้นจึงเรียกว่า อากาสานัญจายตนฌาน

ที่เรียกว่า ปฐมารุปปฌาน เพราะว่าภายหลังที่ได้เว้นจากบัญญัติกัมมัฏฐานที่เกี่ยวกับรูปได้แล้ว หรือกล่าว
อีกนัยหนึ่งว่า ได้ก้าวล่วงอารมณ์ที่เป็นรูปกัมมัฏฐานได้แล้ว และมาถึงฌานที่มีอารมณ์อันไม่ใช่รูปเป็น
อันดับแรก เป็นอันดับที่ ๑ จึงได้ชื่อว่า ปฐมารุปปฌาน

๘. อากาสานัญจายตนฌานลาภีบุคคล ผู้มีวสีภาวะทั้ง ๕ ในอากาสานัญจายตนฌาน คล่องแคล่วเป็น
อย่างดีแล้ว จึงจะสามารถเจริญสมถภาวนา เพื่อให้ถึงวิญญาณัญจายตนฌานได้

๙. ในการเจริญให้ถึง วิญญาณัญจายตนฌาน ก็มีนัยเป็นทำนองเดียวกับ อากาสานัญจายตนฌาน คือ
ชั้นต้นต้องไม่พะวง กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ คือ อากาสบัญญัติ แต่ให้ไปใส่ใจในอากาสานัญจายตน
ฌาน ที่ตนถึงแล้วและดับไปแล้วนั้น โดยการพยายามพรากใจออกจากอากาสบัญญัตินั้นเสีย พากเพียร
ยึดหน่วงให้อากาสานัญจายตนฌานมาปรากฏแทน โดยบริกรรมว่า วิญฺญาณํ อนนฺตํ วิญฺญาณํ อนนฺตํ
หรือ วิญฺญาณํ วิญฺญาณํ มีความหมายว่า หน่วงเอาวิญญาณ คือตัวที่รู้ว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุดนั้นมาเป็นอารมณ์

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ย. 2013, 08:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5699


 ข้อมูลส่วนตัว


๑๐. เมื่อพยายามเจริญอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป จนจิตใจปราศจากนิกันติตัณหาในกสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ คือ อากาสบัญญัติ ก็ได้ชื่อว่า ภาวนาจิตนั้นขึ้นสู่ขั้น อุปจาระ แล้ว

๑๑. เจริญภาวนาต่อไป จนอากาสบัญญัติที่เป็นนิมิตกัมมัฏฐานสูญหายไปจากใจ ก้าวล่วงอารมณ์ที่เป็นอากาสบัญญัติ ซึ่งแนบแน่นในจิตใจเสียได้ในเวลาใดแล้ว เวลานั้นแหละ อากาสานัญจายตนฌานก็ปรากฏเป็นอารมณ์ขึ้นแทน จิตที่มีอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์นี่แหละ มีชื่อว่า วิญญาณัญจายตนฌานจิต บุคคลที่ได้ที่ถึงวิญญาณัญจายตนฌานจิตนั้น เรียกว่า วิญญาณัญจายตนฌานลาภีบุคคล

๑๒. วิญญาณัญจายตนฌาน เรียกว่า ทุติยารุปปฌาน ก็ได้ อันมีความหมายว่า เป็นการได้การถึงฌานที่มีอารมณ์อันไม่ใช่รูป คือ อรูปฌาน เป็นอันดับที่ ๒ เป็นขั้นที่ ๒

๑๓. ผู้ต้องการเจริญสมถภาวนา เพื่อให้ถึง อากิญจัญญายตนฌาน จะต้องเป็น วิญญาณัญจายตนฌานลาภีบุคคล ผู้มีวสีในวิญญาณัญจายตนฌานนั้นจนชำนาญคล่องแคล่วทั้ง ๕ ประการ

๑๔. การเจริญให้ถึง อากิญจัญญายตนฌาน ก็มีนัยเป็นทำนองเดียวกับ วิญญาณัญจายตนฌาน กล่าวคือชั้นต้นต้องเลิกพะวงถึงการเอาอากาสานัญจายตนฌานมาเป็นอารมณ์ พยายาม พรากอารมณ์ที่เป็นอากาสานัญจายตนฌานนั้นให้ได้ ด้วยการหน่วงเอา นัตถิภาวบัญญัติ หรือ อภาวบัญญัติ คือ ความไม่มีอะไรมาเป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า นตฺถิ กิญฺจิ นตฺถิ กิญฺจิ นิดหนึ่งก็ไม่มี หน่อยหนึ่งก็ไม่มี ถือเอาความไม่มีมาเป็นอารมณ์ มีความหมายว่า ไม่มีอากาสานัญจายตนฌานมาเป็นอารมณ์ แม้แต่สักนิดเดียวหน่อยเดียวก็ไม่มี อันเป็นการพยายามก้าวล่วงอารมณ์ของทุติยารุปปฌาน ซึ่งเป็น ธมฺมนิยม คือ เป็นธรรมเนียม เป็นภาวะตามธรรมชาติของอรูปฌานชั้นที่สูงกว่า ย่อมก้าวล่วงอารมณ์ของอรูปฌานชั้นที่ต่ำกว่า ตามลำดับไป

๑๕. เมื่อได้พยายามบริกรรมนัตถิ กิญจิ อยู่เรื่อยๆ ไปจนจิตใจปราศจากความติดใจยินดีใน
อากาสานัญจายตนฌาน ก็ได้ชื่อว่า ภาวนาจิตนั้นขึ้นสู่ขั้นอุปจาระแล้ว

๑๖. ครั้นเจริญภาวนาต่อไปจนอากาสานัญจายตนฌาน ที่เป็นนิมิตกัมมัฏฐาน สูญหายไปจากใจ ก้าวล่วงอารมณ์ที่เป็นอากาสานัญจายตนฌาน ซึ่งแนบแน่นในจิตใจเสียได้แล้วในเวลาใดเวลานั้นแหละนัตถิกิญจิ ก็ปรากฏเป็นอารมณ์ขึ้นมาแทน จิตที่มีนัตถิกิญจิเป็นอารมณ์นี้ก็คือ อากิญจัญญายตนฌาน เป็นฌานที่มีความไม่มีเป็นอารมณ์ โยคีที่ได้ที่ถึง อากิญจัญญายตนฌานนี้เรียกว่า อากิญจัญญายตนฌานลาภีบุคคล

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กระทู้นี้ถูกล็อก คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความ หรือ ตอบกลับในกระทู้นี้  [ 168 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 12  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร