วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ย. 2020, 05:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กลับไปยังกระทู้  [ 37 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2015, 06:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


ในรูปพรหม มีจิตเกิดได้อยู่ ๓ ทวาร คือ ทวารตา ทวารหู ทวารใจ
อสัญญสัตตพรหมจะไม่มีจิตเกิดขึ้นเลยแม้แต่ทวารเดียว
ในอรูปพรหม จะมีจิตเกิดขึ้นได้ที่ทวารใจอย่างเดียว

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.พ. 2015, 06:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


สิ่งที่รู้แจ้งอารมณ์ทางตา, สิ่งที่รู้แจ้งอารมณ์ทางหู, สิ่งที่รู้แจ้งอารมณ์ทางจมูก,
สิ่งที่รู้แจ้งอารมณ์ทางลิ้น, สิ่งที่รู้แจ้งอารมณ์กาย, สิ่งที่รู้แจ้งอารมณ์ทางใจ ธรรมเหล่านี้เป็นจิต

เวทนา, สัญญา, สังขาร, รูป, นิพพาน, ธรรมเหล่านี้ไม่ใช่จิต

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.พ. 2015, 06:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


จักขุวัตถุไม่ใช่ตัวเห็นรูป, โสตวัตถุไม่ใช่ตัวได้ยินเสียง,
ฆานวัตถุไม่ใช่ตัวรู้กลิ่น, ชิวหาวัตถุไม่ใช่ตัวรู้รส, กายวัตถุไม่ใช่ตัวรู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง,
หทยวัตถุไม่ใช่ตัวรู้ธรรมารมณ์

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.พ. 2015, 06:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


จักขุวิญญาณเท่านั้นเป็นตัวเห็นรูป, โสตวิญญาณเท่านั่นเป็นตัวได้ยินเสียง,
ฆานวิญญาณเท่านั้นเป็นตัวรู้กลิ่น, ชิวหาวิญญาณเท่านั้นเป็นตัวรู้รส,
กายวิญญาณเท่านั้นเป็นตัวรู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง, มโนวิญญาณเท่านั้นที่รู้เรื่องราวต่างๆ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.พ. 2015, 06:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


จักขุทวารไม่ใช่ตัวเห็นรูป แต่เป็นช่องเป็นประตูที่ตา คือเป็นที่เข้าที่ออกของจิตและเจตสิกเพื่อไปรู้เห็นรูป
โสตทวารไม่ใช่ตัวได้ยินเสียง แต่เป็นช่องเป็นประตูที่หู คือเป็นที่เข้าที่ออกของจิตและเจตสิกเพื่อไปรับรู้เสียง
ฆานทวารไม่ใช่ตัวรู้กลิ่น แต่เป็นช่องเป็นประตูที่จมูก คือเป็นที่เข้าที่ออกของจิตและเจตสิกเพื่อไปรับรู้กลิ่น
ชิวหาทวารไม่ใช่ตัวรู้รส แต่เป็นช่องเป็นประตูที่ลิ้น คือเป็นที่เข้าที่ออกของจิตและเจตสิกเพื่อไปรู้รส
กายทวารไม่ใช่ตัวรู้กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง แต่เป็นช่องเป็นประตูที่กาย คือเป็นที่เข้าที่ออกของจิตและเจตสิกเพื่อไปรับรู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง
มโนทวารไม่ใช่ตัวรับรู้เรื่องราวต่างๆ แต่เป็นช่องเป็นประตูที่ใจ คือเป็นที่เข้าที่ออกของจิตและเจตสิกเพื่อไปรับรู้เรื่องราวต่างๆ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.พ. 2015, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


จักขายตนะ กับ รูปายตนะ (เป็นเหตุ) การเห็น (เป็นผล)
โสตายตนะ กับ สัททายตนะ (เป็นเหตุ) การได้ยิน (เป็นผล)
ฆานายตน ะกับ คันธายตนะ (เป็นเหตุ) การได้กลิ่น (เป็นผล)
ชิวหายตนะ กับ รสายตนะ (เป็นเหตุ) การรู้รส (เป็นผล)
กายายตนะ กับ โผฏฐัพพายตนะ (เป็นเหตุ) การรู้สัมผัส (เป็นผล)
มนายตนะ กับ ธัมมายตนะ (เป็นเหตุ) การรู้เรื่องราวต่างๆ (เป็นผล)

อายตนะ หมายความว่า ธรรมที่มีสภาพคล้ายกับว่ามีความพยายามเชื่อมต่อ เพื่อยังผลของตนให้เกิดขึ้น
เช่น จักขายตนะกับรูปายตนะ เป็นเหตุให้การเห็นเกิดขึ้น การเห็นจัดเป็นผล เป็นต้น
อายตนะ หมายความว่า ธรรมที่ทำซึ่งจิตและเจตสิกให้กว้างขวางเจริญขึ้น
อายตนะ หมายถึง อวัยวะที่ต่อระหว่างจิตกับอารมณ์

จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ มโน เป็น อายตนะภายใน
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เรื่องราวต่างๆ เป็นอายตนะภายนอก

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.พ. 2015, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5983


 ข้อมูลส่วนตัว


๑. จักขุปสาทรูป (คือ ประสาทตา) เป็นรูปที่มีความใสดุจกระจกเงา ตั้งอยู่กลางตาดำ
โตเท่าหัวเหา มีเยื่อตาบาง ๆ เจ็ดชั้นรองรับอยู่ สามารถที่จะรับภาพ (รูปารมณ์) ต่าง ๆ
จักขุปสาทรูปนี้ มีหน้าที่ ๒ อย่าง คือ เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งจักขุวิญญาณจิต และ จักขุทวารวิถี

๒. โสตปสาทรูป (คือ ประสาทหู) เป็นรูปที่มีความใสสามารถรับเสียง (สัททารมณ์) ได้
มีลักษณะเหมือนวงแหวน มีขนสีแดงเส้นละเอียดอยู่โดยรอบ หน้าที่ของโสตปสาทรูปมี ๒ อย่าง คือ
เป็นที่ตั้งแห่งโสตวิญญาณจิต (สถานที่ที่โสตวิญญาณจิตรับรู้เสียง) และ โสตทวารวิถี (ขบวนการของจิต
ที่เกิดดับติดต่อกันเป็นชุด ๆ ทางหู )

๓. ฆานปสาทรูป (คือ ประสาทจมูก) เป็นรูปที่มีความใส สามารถรับกลิ่นต่าง ๆ (คันธารมณ์) ได้
มีลักษณะคล้ายเท้าแพะ ฆานปสาทรูปนี้มีหน้าที่ ๒ อย่างเช่นเดียวกัน คือ เป็นที่ตั้งแห่งฆานวิญญาณจิต
เพื่อรับกลิ่น และเป็นที่เกิดของฆานทวารวิถี

๔. ชิวหาปสาทรูป (คือ ประสาทลิ้น) เป็นรูปที่มีความใสสามารถรับรสต่าง ๆ (รสารมณ์) ได้
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลีบดอกบัว ชิวหาปสาทรูปนี้ก็มีหนัที่ ๒ อย่าง คือ เป็นที่ตั้งแห่งชิวหาวิญญาณจิต
เพื่อรับรสต่าง ๆ และเป็นที่เกิดของชิวหาทวารวิถี

๕. กายปสาทรูป (คือ ประสาทกาย) เป็นความใสของกายปสาทที่สามารถรับสัมผัสต่าง ๆ (โผฏฐัพพารมณ์ คือ ธาตุดิน ธาตุไฟ และ ธาตุลม) ได้ มีลักษณะเป็นความใสที่มีทั่วไปตามร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า เว้นแต่เส้นผม เล็บ หรือหนังหนา ๆ จะไม่มีกายปสาท (ความรู้สึก) เวลาตัดผมตัดเล็บจึงไม่รู้สึกเจ็บ กายปสาทรูปทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือ เป็นที่ตั้งแห่งกายวิญญาณจิต และเป็นที่เกิดของกายทวารวิถี

ปสาทรูป ๕ เป็นรูปที่เกิดจากกรรม ปสาทรูป หมายถึง รูปที่มีความใสเป็นที่อาศัยเกิดของจิตประเภทปัญจวิญญาณ รูปที่มีความใสนี้มีอยู่ ๕ อย่าง คือ จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป และกายปสาทรูป ตำแหน่ง รูปร่างสัญฐาน และการเรียงตัวของเนื้อเยื่อเฉพาะ ๆ ของรูปทั้ง ๕ ไม่เหมือนกัน ปสาทรูป ๕ จึงเป็นที่อาศัยเกิดของจิตได้เพียงบางดวง และไม่ก้าวก่ายกัน เช่น จักขุปสาทรูป เป็นที่ตั้งของจักขุวิญญาณเพื่อทำหน้าที่เห็นเท่านั้น ส่วนโสตปสาทรูปจะเหมาะสำหรับเป็นที่อาศัยเกิดของโสตวิญญาณเพื่อทำหน้าที่ได้ยินเท่านั้น จักขุวิญญาณจะไปอาศัยเกิดที่โสตปสาทรูป เพื่อทำหน้าที่เห็น หรือแม้แต่ทำหน้าที่ได้ยินก็ไม่ได้ ปสาทรูปอื่นก็เช่นเดียวกัน คือ เป็นที่อาศัยเกิดของจิตเฉพาะดวง โดยจิตนั้นมีความสามารถรับอารมณ์ได้เฉพาะอารมณ์ของตน ๆ ไม่ปะปนกัน

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B% ... 9%E0%B8%9B

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 37 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร